Featured

ใบแจ้งข่าว: สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (mustfeth) มีกำหนดการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติและคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนกรณีการตรวจเก็บดีเอ็นเอในการเกณฑ์ทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ภาพตรวจ DNA จากสำนักข่าวอิศรา

ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 เวลา 12.00 น. ตัวแทนนักศึกษาจากสมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (mustfeth) มีกำหนดการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติและต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ในกรณีการตรวจเก็บดีเอ็นเอในการเกณฑ์ทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2563  นี้

เนื่องจากการคัดเลือกทหารเกณฑ์ในปี 2562 ได้มีการเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมอย่างเป็นระบบจากบุคคลซึ่งเข้ารับการตรวจคัดเลือกเข้ารับราชการทหารประจำปี เฉพาะในสามจังหวัดชายแดนใต้และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ นาทวี จะนะ สะบ้าย้อย และเทพา

ศูนย์สันติสุข กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า เมื่อเดือนเมษายน ปี2562 นั้น ชี้แจงว่ามีการเก็บข้อมูลสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) เหล่านี้ในฐานะข้อมูลความมั่นคง และจะมีการนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการสอบสวนกรณีการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 

โดยในขณะตรวจคัดเลือกทหารเกณฑ์เจ้าหน้าที่ที่ควบคุม ไม่ได้แจ้งให้ประชาชนที่รับการตรวจคัดเลือกทหารเกณฑ์ทราบว่าจะมีการนำตัวอย่างสารพันธุกรรมเหล่านี้ไปใช้อย่างไร ไม่ได้แจ้งว่าหน่วยงานหรือบุคคลใดจะเป็นผู้เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมเหล่านี้ รวมทั้งบุคคลใดจะสามารถเข้าถึงตัวอย่างสารพันธุกรรมของตนได้บ้าง จึงทำให้ประชาชนที่เข้ารับการเกณฑ์ทหารในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมาแสดงความกังวลต่อมาตรการการป้องกันการนำตัวอย่างสารพันธุกรรมไปใช้โดยมิชอบ เช่น การนำหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เช่นนี้ไปใช้โดยมิชอบ เพื่อลงโทษบุคคลทางอาญา เป็นต้น และบางส่วนแสดงความจำนงต้องการให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลนี้

แม้ประชาชนจะมีข้อสงสัยและต้องการรักษาสิทธิความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy) แต่ส่วนใหญ่ไม่ตระหนักว่าตนเองมีสิทธิที่จะปฏิเสธการเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม รวมทั้งการไม่ได้รับการอธิบายข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง และจากสถานการณ์ที่จำเป็นและความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรื่องปกติของการเกณฑ์ทหารที่ต้องมีการเก็บสารพันธุกรรมร่วมด้วย จึงส่งผลให้ผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารยินยอมลงชื่อในใบแสดงความยินยอม โดยไม่ได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ นอกจากนั้นผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารบางส่วนไม่กล้าปฏิเสธและต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากความเข้าใจผิดว่า การเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมเช่นนี้เป็นกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจเพราะกลัวเจ้าหน้าที่เท่านั้น

การตรวจเก็บดีเอ็นเอในช่วงการเกณฑ์ทหารโดยเลือกพื้นที่เฉพาะแค่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลานั้น ถือเป็นการเลือกตรวจเก็บที่มีลักษณะของการเลือกปฎิบัติและละเมิดสิทธิมนุษยชน ทางสมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (mustfeth) ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มนักศึกษามุสลิมที่มีสมาชิกส่วนหนึ่งมาจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีข้อกังวลว่าอาจมีการตรวจเก็บดีเอ็นเออีกครั้งในช่วงการเกณฑ์ทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2563  นี้ จึงร้องเรียนกรณีดังกล่าวต่อองค์การสหประชาชาติ และคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อช่วยดำเนินการให้มีการยุติการตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในขั้นตอนการเกณฑ์ทหารนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป

โดยองค์กรและบุคคลที่สนับสนุนการยกเลิกการตรวจเก็บดีเอ็นเอในการเกณฑ์ทหารจะร่วมกันยื่นข้อร้องเรียนดังกล่าวต่อองค์การสหประชาชาติต่อไป

องค์กรและบุคคลร่วมสนับสนุนการยกเลิกการตรวจเก็บดีเอ็นเอในการเกณฑ์ทหาร มีรายนามดังต่อนี้

  1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation)
  2. กลุ่มด้วยใจ
  3. เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP)
  4. เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ (JASAD)
  5. เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.)
  6. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวนุรอาซีกีน  ยูโซ๊ะ เจ้าหน้าที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 0622768301

ดาวน์โหลดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมที่เลือกปฏิบัติและไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกิดขึ้นกับชายไทยในภาคใต้ ในระหว่างการตรวจคัดเลือกเข้ารับราชการทหารที่นี่

Featured

แถลงการณ์: เรื่อง ขอให้ทบทวนโครงการ “จะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้า”

ตามที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 และ 21 มกราคม 2563 อนุมัติโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ หรือโครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต โดยใช้พื้นที่ชายทะเล อำเภอจะนะ จ.สงขลา เป็นสถานที่ตั้งนิคมกว่าหมื่นไร่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่อาศัยของประชาชนและเป็นพื้นที่เกษตรกรรม เป็นแหล่งทำมาหากิจของประมงพื้นบ้าน โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการให้เกิดโครงการนี้

แต่การดำเนินการผลักดันโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ของ ศอ.บต.ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งในชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน กระทบต่ออาชีพ อย่างรุนแรง ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่คัดค้านโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อให้ยกเลิกโครงการนี้ และขอให้เลื่อนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น      ที่ ศอ.บต.จะจัดขึ้นในวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 ที่โรงเรียนจะนะวิทยา อ.จะนะ จ.สงขลา ออกไปก่อน

จากเหตุดังกล่าวข้างต้น สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) และองค์กรข้างท้ายแถลงการณ์นี้   มีข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้

  1. ให้มีการทบทวนโครงการนี้ โดยการยกเลิกมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 และ 21 มกราคม 2563 เนื่องจากเป็นมติที่อนุมัติโดยรัฐบาล คสช.โดยขาดข้อมูลทางวิชาการ และไม่ได้ฟังเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการมาก่อน
  2. ศอ.บต.ควรแสดงบทบาทในการเสริมสร้างสันติสุข ลดปัญหาความขัดแย้ง มิใช่เป็นผู้ดำเนินโครงการที่สร้างความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่ โดยบทบาทของ ศอ.บต. ต้องเป็นกลาง ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่มาทำหน้าที่แทนกลุ่มธุรกิจ และต้องไม่เป็นผู้สร้างความขัดแย้งเสียเอง
  3. สร้างกลไกกระบวนการมีส่วนร่วมให้เป็นที่ยอมรับร่วมกันก่อนที่จะมีการอนุมัติโครงการ โดยมีสัดส่วนของนักวิชาการ ภาคประชาสังคมที่หลากหลาย โดย ศอ.บต.ต้องเป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวเท่านั้น
  4. รัฐบาลต้องเคารพสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน วิถีชีวิตรวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง
  5. รัฐบาลต้องให้ความคุ้มครองผู้ชุมนุมโดยสงบ และต้องให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐยุติการสนับสนุนกลุ่มผู้สนับสนุนโครงการที่ใช้พฤติกรรม ข่มขู่ คุกคามนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ และประชาชนหรือบุคคลอื่นใดที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้

                                                  สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

                                                  มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา(มสพ.)

                                                  มูลนิธิผสานวัฒนธรรม(CrCF)

                                                  สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน(สนส.)

10 กรกฎาคม 2563

Featured

Statement on the Appreciation of the Effort of the Committee on Legal Affairs, Justice, and Human Rights in Pushing the Draft of the Protection and Prevention of Torture and Enforced Disappearance Bill

On 8th July 2020, the House of Representatives Committee on Legal Affairs, Justice, and Human Rights has deliberated on and passed the draft of the Protection and Prevention of Torture and Enforced Disappearance Bill B.E … (the Committee’s Bill) onto the House of Representative to be further proceeded in the legislative process.

The draft bill is a product of a cooperation of multiple Thai human rights NGOs as representatives of the civil society and the members of the House of Representatives under the Subcommittee on Justice Reform, which consists of MPs from both the government and the opposition parties, along with human rights and legal practitioners. This draft bill considered to be complied with the UN Convention against Torture (CAT) Thailand has ratified in 2007 and International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (ICPPED) signed in 2012.

The bill seeks to cover all international standards including prosecution, prevention, protection and rights to reparation for victims of torture and enforced disappearance. The bill also criminalizes torture and enforced disappearance by state authorities to end the culture of impunity.

It lays out mechanisms to ensure transparency and accountability, along with preventative measures to torture and enforced disappearance such as laying out the right to be visited by families or independent investigating committee members, and the right to counsel. It also states that the place of detention and detainees’ physical condition must be reported.

Furthermore, the draft bill lays out mechanisms to file a complaint should torture be found, no matter which law or whose authority the individual is detained by. The bill also compensates and remedies the victims of torture and enforced disappearance, which also covers spouses, descendants, parents, life partners, and relatives, both legally and in practice, of the tortured or the disappeared. This serves those categories of people in representing the victims in court. There is no limit in statue of the case when the fate of the disappeared is known. Moreover, good civilians who report on torture or enforced disappearance cases, if done so with good intent, will be protected by witness protection.

The Committee’s version of the bill has been adapted from the people’s version which was submitted by representatives of human rights NGOs to the House of Representatives Committee Legal Affair, Justice, and Human Rights on 20th February 2020. Later, the draft was amended and went through draft law review process in its subcommittee on 18-17th and 24-25th June 2020. Today, the Committee approved of the report of the study and the draft bill, and submitted to the Speaker of the House. After this, it will be introduced to a select committee alongside the draft bills by the Ministry of Justice and other political parties. The bill then will be introduced to the house.

Cross-Cultural Foundation is grateful to the shared vision of the Committee members on the need for Thailand to have such a law that protects the rights of the people to be free from torture and enforced disappearances. This is a promising sign showing that MPs are aware of the problems and suffers from rights violation by the hands of authorities. The commitment of the committee to protect the interest of the people is much appreciated as this can be taken as the effectiveness of democracy which respects the voices of the people and seeks to protect their rights and liberty.

As such, we, the civil society, with media, should affirm the importance of the rule of law and of taking up rights as a citizen in monitoring and advancing the draft into a law to be a mechanism guaranteeing the security of life and that such cruel and dehumanizing acts will not again be committed in Thai society.

Cross-Cultural Foundation

Featured

แถลงการณ์: ชื่นชมการทำงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ในการผลักดันพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่านการพิจารณาและรับร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …  (ร่างฯ ฉบับกมธ.) เพื่อเข้าสู่กระบวนการขั้นต่อไปในสภาฯ

ร่างฯ ฉบับกมธ.  เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างองค์กรสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน และคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนจากพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านรวมไปถึงนิติกรสิทธิมนุษยชนผู้ชำนาญการ ที่มีความเห็นร่วมกันว่าควรมีกฎหมายอนุวัติการตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ที่ได้ให้สัตยาบันไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555

ร่างฯ ฉบับกมธ. มุ่งกำหนดกฎหมายที่ครอบคลุมบริบทของการเข้าถึงความยุติธรรม การชดเชย เยียวยา จากการถูกทรมานและถูกกระทำให้สูญหายในทุกมิติ โดยมีจุดประสงค์คือการกำหนดให้การทรมานและอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอาชญากรรม กำหนดให้มีกลไกป้องกัน ปราบปรามการกระทำดังกล่าว เพื่อลบล้างวัฒนธรรมที่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล (impunity) กำหนดให้มีกลไกตรวจสอบความโปร่งใสและความรับผิดชอบ รวมทั้งการป้องกันการทรมานและอุ้มหาย เช่น การกำหนดให้ผู้ถูกควบคุมตัวมีสิทธิได้รับการเยี่ยมจากญาติหรือกรรมการที่เป็นอิสระ ให้พบและปรึกษาทนายความ ให้มีการบันทึกสถานที่และสภาพร่างกายของผู้ถูกควบคุมตัว มีกลไกการร้องเรียนหากถูกทรมานไม่ว่าบุคคลนั้นจะถูกคุมขังโดยเจ้าหน้าที่หน่วยใดหรือภายใต้กฎหมายฉบับใดก็ตาม อีกทั้งยังชดเชย เยียวยาผู้เสียหาย โดยได้ขยายนิยามของ “ผู้เสียหาย” ให้รวมไปถึง คู่สมรส ผู้สืบสันดาน บุพการี คู่ชีวิต และญาติผู้เสียหาย ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวสามารถฟ้องคดีแทนเหยื่อได้ ในส่วนของอายุความ ไม่ให้นับอายุความจนกว่าจะทราบชะตากรรมของผู้ที่ถูกกระทำให้สูญหาย นอกจากนี้พลเมืองดีที่แจ้งหรือร้องเรียนกรณีอุ้มทรมานหรืออุ้มหาย หากกระทำโดยสุจริตก็จะได้รับการคุ้มครองพยานด้วย

ทั้งนี้ร่างฯ ฉบับกมธ. ฉบับนี้ใช้ร่างฯ ฉบับประชาชนเป็นฐาน โดยตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนยื่นร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับประชาชนในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ต่อกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ต่อมามีการพิจารณาและปรับปรุงร่างฯ ในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในวันที่ 17 -18 และ24-25 มิถุนายน 2563 และในขณะนี้ กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน มีมติเห็นชอบร่างฯฉบับกมธ. โดยกระบวนการต่อจากนี้จะเป็นการเสนอร่าง

พ.ร.บ.ฯ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และเข้าสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้ ประกอบกับร่างพรบ.ฉบับของกระทรวงยุติธรรมและพรรคการเมืองต่าง ๆ และนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอชื่นชมวิสัยทัศน์ร่วมของคณะกรรมาธิการฯ ที่เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิประชาชนเช่นนี้ เป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนว่าผู้แทนราษฎรตระหนักถึงปัญหาอันเกิดจากการละเมิดสิทธิของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และมีความพยายามในการผลักดันกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ความคืบหน้าในการผลักดันกฎหมายดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความสัมฤทธิ์ผลของระบอบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ดังนั้นภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งภาคประชาสังคมร่วมมือกับสื่อมวลชนยืนยันถึงความสำคัญของหลักการด้านสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และรักษาสิทธิอันพึงมีในฐานะพลเมือง โดยร่วมกันสอดส่อง ติดตามและร่วมผลักดันให้ร่างกฎหมายนี้สำเร็จเพื่อเป็นหลักประกันแก่ความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต และให้พวกเราทุกคนปลอดจากการทรมานและการกระทำให้สูญหายไม่เกิดเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในสังคมไทย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

แถลงการณ์ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2563

Featured

ใบแจ้งข่าว: ผู้เสียหายจากการที่กสทช. ตัดสัญญาณโทรศัพท์ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งหรือระเบียบดังกล่าว

ภาพข้อความจากเครือข่ายโทรศัพท์ส่งเข้าเบอร์โทรศัพท์ของผู้ใช้บริการใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 นายปรีดา นาคผิว ผู้รับมอบอำนาจของผู้ฟ้องคดีที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดชายแดนใต้ได้เดินทางไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง กรณีสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตัดสัญญาณโทรศัพท์ผู้ฟ้องคดีนี้และประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ ทำให้ประชาชนตกเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากกการกระทำทางปกครองดังกล่าว และเห็นว่า การตัดสัญญาณโทรศัพท์ดังกล่าวสร้างความเดือนร้อนเสียหาย จึงได้ยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยทุเลาการบังคับคดีหรือคำสั่งทางปกครองก่อนการพิพากษาคดี หากปล่อยให้เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น ย่อมทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย และยากแก่การเยียวยาในภายหลัง และขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนประกาศ ระเบียบ ข้อกำหนด หรือคำสั่งใดๆของ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสัญญานโทรศัพท์ของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว

สืบเนื่องจากกรณีที่บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถืออย่างน้อย 4 แห่ง ได้ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินของประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส และสี่อำเภอในจังหวัดสงขลา เนื่องจากผู้ใช้โทรศัพท์ดังกล่าวไม่ได้ลงทะเบียนซิมการ์ดโดยวิธีการตรวจสอบใบหน้า (Face Recognition) เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของตนภายใน 30 เมษายน 2563 ทำให้ผู้ใช้บริการไม่สามารถใช้โทรศัพท์ การใช้บริการอินเตอร์เน็ต ฯลฯ โดยได้รับความเดือนร้อนอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า การตัดสัญญาณโทรศัพท์ดังกล่าว น่าจะเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะของการเลือกปฎิบัติและละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จึงได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวจากประชาชนที่ได้รับความเดือนเนร้อนจากการตัดสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อดำเนินการให้ผู้ใช้อำนาจหน้าที่แก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของประชาชนกลุ่มดังกล่าว ต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 0896222474

Featured

ใบแจ้งข่าว: ศาลสงขลานัดไต่สวนการตาย กรณีนายอับดุลเลาะฯ หมดสติในระหว่างควบคุมตัวในค่ายอิงคยุทธบริหารและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ภาพภรรยาอับดุลเลาะ คุณพรรณิการ์ วานิช ทีมทนายจากศูนย์ทนายความมุสลิมและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
ญาติของนายอับดุลเลาะ และประชาชนที่สนใจคดีนี้ไม่สามารถเข้าร่วมรับฟังการไต่สวนการตายได้ โดยศาลให้เหตุผลว่าอยู่ในสถานการณ์ Covid-19

วันที่ 29 มิถุนายน 2563 ศาลจังหวัดสงขลานัดตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำที่ ช.1/2563 คือคดีไต่สวนการตายของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ  พนักงานอัยการ และทนายความของนางสาวซูไมยะห์ มิงกะ ภรรรยานายอับดุลเลาะฯ ได้ตรวจพยานหลักฐานที่จะใช้ประกอบในการสืบพยานแล้ว แถลงต่อศาลว่าประสงค์จะซักถามพยานทุกปากที่แต่ละฝ่ายอ้าง  พนักงานอัยการแถลงมีความประสงค์นำพยานเข้าสืบจำนวน 20 ปาก ประกอบด้วย แพทย์จากโรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหารและโรงพยาบาลสงขลานครินทร์  เจ้าหน้าที่ทหารผู้ควบคุมนายอับดุลเลาะฯออกจากบ้าน  เจ้าหน้าที่ทหารศูนย์ซักถามในค่ายอิงคยุทธบริหาร และพนักงานสอบสวน ส่วนทนายความของนางสาวซูไมยะห์ฯ มีความประสงค์สืบพยานจำนวน 10 ปาก ประกอบด้วย ภรรยาและญาตินายอับดุลเลาะ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  ประธานหรือผู้แทนคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ กอ.รมน.แต่งตั้ง  พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)  ประธานหรือผู้แทนคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และพยานคนอื่น ๆ ที่จะเพิ่มเติมอีก ซึ่งศาลได้กำหนดวันนัดสืบพยานวันที่ 24-26 พฤศจิกายน 2563 และวันที่ 15-18 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

คดีดังกล่าว ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมาก แต่เฉพาะอัยการ ภรรยาผู้ตายและทนายความเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องการพิจารณาได้  โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีญาติพี่น้องและประชาชนจำนวนมากไม่สามาถเข้ารับฟังการพิจารณาคดีได้ ซึ่งโดยหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายแล้วการพิจารณาคดีของศาลเป็นการพิจารณาคดีที่เปิดเผยต่อประชาชน ทนายความของนางสาวซูไมยะห์ฯ จึงได้แถลงต่อศาลให้ทราบถึงความสำคัญในการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม จึงได้ขอให้ศาลจัดเตรียมห้องพิจารณาคดีที่สามารถรองรับบุคคลภายนอกหรือผู้ที่สนใจได้ประมาน 50 คน ศาลจึงแจ้งว่าจะหาห้องให้ในครั้งถัดไปที่นัดสืบพยาน

Featured

Article: บทสะท้อนอุปสรรคในการแก้ไขสถานการณ์รุนแรงที่ปตานีจากบันทึกชีวิตไกรศักดิ์ ชุณหะวัน

หนังสือ “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ชีวิต มุมมอง ความคิด”

อาทิตย์ ทองอินทร์
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

“อาจารย์โต้ง” ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชีวิตโลดโผนและทำงานขับเคลื่อนการเมืองมามากมาย ทั้งในสภา บนท้องถนน โต๊ะเจรจา มิติงานต่างประเทศ และการทำงานระดับพื้นที่ หนึ่งในภารกิจที่ อ.โต้ง บอกเล่าว่าภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตทางการเมืองของท่าน คือ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการเป็นตัวแทนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในคณะกรรมการพูดคุยเพื่อส่งเสริมกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเด็นชวนคุยของผมในบทความชิ้นนี้ คือ เมื่ออ่านผ่านบันทึกการเดินทางทางการเมืองของ อ.โต้ง เราเห็นปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่ปตานี (จังหวัดชายแดนภาคใต้) และเป็นพันธกิจที่คนทำงานเกี่ยวกับพื้นที่นี้จักต้องร่วมกันสลาย ก้าวข้าม รับไม้เดินทางต่อไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน อันที่จริงแล้ว ผมมีหลายประเด็นที่อยากชวนสนทนาต่อจากการอ่านหนังสือเรื่อง “ชีวิต-มุมมอง-ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ” แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลาและภารกิจที่ต้องรับผิดชอบอยู่จึงขอยกประเด็นชวนอภิปรายมาสองประเด็นเป็นเบื้องต้น ดังนี้

1. ข้อจำกัดของประชาธิปไตยแบบตัวแทน

“…มาคิดดูแล้ว ไม่อยากเป็น ส.ส.อีกเลย…”[1] คือ คำกล่าวในบางช่วงตอนของ อ.โต้ง บันทึกชีวิตของท่านชี้ให้เห็นอยู่เป็นระยะเกี่ยวกับข้อจำกัดของระบบรัฐสภาไทยในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนด้วยเหตุที่ความเป็นตัวแทนประชาชนนั้นดูเหมือนจะดำรงอยู่เฉพาะในช่วงการเลือกตั้งเท่านั้น แต่เมื่อได้รับเลือกเข้าสู่รัฐสภาแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “…แทนที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนดันเป็นตัวแทนของรัฐ เป็นตัวแทนของอำนาจ…”[2] ยิ่งไปกว่านั้น เรามักเห็นปรากฏการณ์อยู่ร่ำไปของการเป็น “ตัวแทนพรรค” ผสานร่วมเข้าไปอีก ในแง่ที่นักการเมืองจำต้องดำเนินการตามมติและนโยบายของพรรคที่สังกัด ในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพรรคและแต่ละประเด็นนโยบาย ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนความอ่อนแอของประชาธิปไตยแบบตัวแทนของประเทศไทย ที่ทั้งอนุญาตกลายๆ ให้การใช้ความรุนแรงของรัฐต่อประชาชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง และทั้งกัดกร่อนความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนในสายตาของประชาชนเสียเอง

นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญประการหนึ่งที่สร้างภาวะตีบตันให้กับการแก้ปัญหาการเมืองที่ปตานี และเรากำลังเห็นพลวัตของความพยายามสลายปัจจัยปัญหาข้อนี้ผ่านบทบาทของกลุ่ม ส.ส.ชายแดนใต้ ที่แม้จะสังกัดคนละพรรคการเมือง แม้จะอยู่คนละฝั่งทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างก็มีการทำงานใกล้ชิดกันที่จะเป็นปากเสียงสะท้อนแทนคนในพื้นที่มากขึ้น พลวัตนี้ต้องการแรงหนุนเชิงบวกให้เดินต่อไปอย่างเข้มแข็งมากขึ้นกว่านี้จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมๆ กับการปรับดุลอำนาจในการออกแบบอนาคต การตัดสินใจนโยบายสาธารณะและการงบประมาณให้อยู่กับท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้ความเป็นตัวแทนประชาชนเข้มข้นชัดเจนยิ่งขึ้น ลดภาวะทับซ้อนอิหลักอิเหลื่อของการที่นักการเมืองคนหนึ่งจะต้องสร้างดุลยภาพระหว่างความเป็นตัวแทนประชาชน ตัวแทนพรรคและตัวแทนอำนาจรัฐ กล่าวอย่างกระชับคือ พลวัตในปัจจุบันดังกล่าวสะท้อนเค้าลางถึงตัวแบบหนึ่งในการสถาปนาความชอบธรรมในการปกครองปตานีว่าอาจจะเป็นไปได้ผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาธิปไตยแบบตัวแทนพร้อมกับขยับดุลอำนาจของความเป็นตัวแทนนั้นไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น[3]  

ในสายตา อ.โต้ง ซึ่งบอกเล่าว่าตนมีมุมมองแบบสังคมนิยม แสดงทรรศนะว่า “What went wrong?” ของประชาธิปไตยไทยประการสำคัญ นอกจากการที่ ส.ส. ไม่ทำตัวให้เป็นตัวแทนประชาชน คือ การที่รัฐรับใช้ทุน มิใช่คนตัวเล็กตัวน้อย เป็นประชาธิปไตย “…ภายใต้การผูกขาดอำนาจทางธุรกิจ…”[4] ดังนั้นจึงทำให้เกิดปัญหาอันบ่อนทำลายตัวระบอบประชาธิปไตยเสียเองว่า “…ประชาธิปไตยของไทยมันไม่ได้ให้ทางเลือกกับประชาชนที่ดีไปกว่าเผด็จการ…”[5] การปรับดุลอำนาจมาสู่ท้องถิ่นมากขึ้นอาจช่วยคลี่คลายปัญหานี้ได้ไม่มากก็น้อยด้วยการยักย้ายสนามของการต่อสู้ต่อรองทางอำนาจมาอยู่ในสังเวียนระดับพื้นที่ซึ่งทั้งตัวแทนและประชาชนเองในพื้นที่มีส่วนร่วมเกาะเกี่ยวมากกว่าโครงสร้างที่ดุลอำนาจรวมศูนย์ไว้มากที่ส่วนกลาง   

2. ปัญหาสิทธิมนุษยชนและการใช้ความรุนแรงต่อความเป็นอื่นของสังคม

อ.โต้งเป็นบุคคลที่ยืนหยัดแน่วแน่ในการปกป้องสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้เพื่อคนชายขอบที่ถูกเบียดขับเอารัดเอาเปรียบมาอย่างยาวนาน ทั้งการผลักดันพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2532, การตอบโต้นายชวน หลีกภัยในประเด็น “ปล่อยหมากัดม็อบ”, ท่าทีต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519, ท่าทีต่อสงครามต่อต้านยาเสพติดในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร, ท่าทีต่อการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมทุกฝ่ายในการเมืองระดับชาติ ตลอดจนท่าทีต่อเหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ รวมทั้งความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในปตานี หลายเหตุการณ์ อ.โต้ง แสดงออกถึงการมีส่วนรับผิดรับชอบกับเรื่องราวต่างๆ ซึ่งบทบาททางการเมืองของท่านก็ให้เชื่อได้ว่าท่านรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

คู่ขนานไปกับการต่อสู้ของ อ.โต้งในวาระประเด็นเหล่านี้ เราจะเห็นจุดร่วมบางอย่างอันอาจสรุปได้ว่าเป็นเงื่อนไขจำกัดเชิงวัฒนธรรมของสังคมไทย นั่นคือ ภาวะความไม่เป็นสากลของสิทธิมนุษยชน หรือที่มิตรสหายท่านหนึ่งเรียกว่าภาวะ “สิทธิมนุษยชนเป็นหย่อมๆ” ผมเขียนถึงแง่มุมนี้อย่างละเอียดไว้ในบทความที่เผยแพร่ใน Way Magazine[6] ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นเรื่องคาบเกี่ยวกับที่กล่าวในบทความนี้ เงื่อนไขจำกัดเชิงวัฒนธรรมนี้มีเหตุสำคัญมาจากกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมผ่านสถาบันพื้นฐานทางสังคมต่างๆ ในสังคมไทย กระทั่งยังผลให้ “ม็อบบางม็อบสมควรถูกสลายด้วยกำลัง” “คนบางคนสมควรตาย” “การละเมิดชนบางกลุ่มไม่ถือว่าผิด” ฯลฯ กลไกการทำงานนี้ทำหน้าที่เสมือนใบอนุญาตฆ่าจากสังคมให้กับรัฐและผู้ใช้ความรุนแรงรายย่อยอื่นในนามของ “ชาติ” และคุณค่าที่ดีงามของ “อัตลักษณ์ความเป็นไทย”

เงื่อนไขจำกัดเชิงวัฒนธรรมนี้เองปกคลุมบังคับวิถีและลดทอนพลังในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของตัวกระทำการต่างๆ ทั้งปัจเจกบุคคลและกลุ่มองค์กร ข้อนี้ชี้ถึงนัยสำคัญของการที่ผู้ขับเคลื่อนงานสันติภาพและสิทธิมนุษยชนทั้งในปตานีและพื้นที่อื่นของประเทศไทยจำเป็นต้องออกแบบกำหนดภารกิจงานการเมืองของสุนทรียศาสตร์ (politics of aesthetics) ไว้เป็นส่วนสำคัญหนึ่งของพันธกิจ เพื่อรบกวน เขย่า สั่นคลอน สลายและลากเส้นแบ่งการรับรู้ทางสังคมการเมืองแบบใหม่ ที่ประกอบสร้างสำนึกร่วมยึดโยงระหว่างสมาชิกในชุมชนการเมืองไทยเสียใหม่ให้สามารถโอบกอดผนวกรวม “ส่วนที่เคยถูกนับเพื่อไม่นับให้รวมส่วนในสังคมไทย (the uncounted)” [7] คือ กลุ่มคนชายขอบในมิติต่างๆ เข้าไว้ให้มากขึ้น ภารกิจงานนี้เรียกร้องการออกแบบยุทธศาสตร์การสื่อสารทางการเมืองที่ทั้งเข้มข้นและทั้งละเอียดลออมากกว่าที่เป็นอยู่


[1] กุลธิดา สามะพุทธิ. ชีวิต-มุมมอง-ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, 2563. หน้า 75.

[2] เพิ่งอ้าง, หน้า 83.

[3] งานชิ้นสำคัญของดันแคน แม็คคาร์โก เสนอว่า ตัวแบบเดียวที่พอจะเป็นไปได้ที่สุดในการสถาปนาความชอบธรรมในการปกครองปตานี คือ การอาศัยฐานความชอบธรรมเชิงการมีส่วนร่วม อันหมายถึง การขยายพื้นที่ทางการเมืองและพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมปกครองตนเองของคนในพื้นที่ โปรดดู, Duncan McCargo. Tearing Apart the Land: Islam and Legitimacy in Southern Thailand. NY: Cornell University Press, 2008; บทความชิ้นนี้ของผมเขียนขึ้นให้หลังจากงานชิ้นสำคัญของดันแคนนับเป็นทศวรรษ แน่นอนว่าบริบทของพื้นที่ย่อมเปลี่ยนแปลงไปในด้านต่างๆ ทำให้เมื่อทบทวนประเมินสถานการณ์ใหม่ โดยเฉพาะจุดยืนและบทบาทของกลุ่ม ส.ส.ชายแดนใต้ที่มาจากการเลือกตั้งระดับชาติรอบล่าสุด ความตื่นตัวทางการเมืองและท่าทีต่อการเลือกตั้งรวมทั้งรูปแบบการเคลือนไหวทางสังคมการเมืองของผู้คนในพื้นที่ปัจจุบัน จึงเห็นว่า ตัวแบบการสถาปนาความชอบธรรมผ่านฐานของความเป็นตัวแทนยังคงพอจะเป็นไปได้และเป็นอีกตัวแบบที่น่าสนใจศึกษาพัฒนาต่ออย่างละเอียด รอบด้าน และเป็นรูปธรรมต่อไป.

[4] กุลธิดา สามะพุทธิ. ชีวิต-มุมมอง-ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ. หน้า 72.

[5] เพิ่งอ้าง, หน้า 71.

[6] อาทิตย์ ทองอินทร์ และณขวัญ ศรีอรุโณทัย. ““I can’t breathe” จาก จอร์จ ฟลอยด์ ถึงมุสลิมที่ตากใบ: ทำไมเราจึงมีมนุษยธรรมหลายมาตรฐาน,” Way Magazine. สืบค้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2563, https://waymagazine.org/double-standard-humanright/.

[7] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. ว่าด้วยความคิดทางการเมืองของฌาคส์ ร็องซีแยร์: การเมืองของสุนทรียศาสตร์ / กวีนิพนธ์ของความรู้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สมมติ, 2553.

Featured

นักศึกษามุสลิม และมูลนิธิผสานวัฒนธรรมยื่นจดหมาย การยุติการซ้อมทรมานและช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับความเป็นธรรมต่อ UN และนายกรัฐมนตรี

วันที่ 26 มิถุนายน 2563 สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นจดหมายเปิดผนึก เรื่อง การยุติการซ้อมทรมานและช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับความเป็นธรรม ต่อองค์การสหประชาชาติ และนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา

โดยเนื้อหาจดหมายเรียกร้องให้มีการยุติการซ้อมทรมานจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ….

เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหา และเชิญชวนให้คนในสังคมหันมาช่วยกันยุติการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี และเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายให้ได้รับความเป็นธรรม

#InternationalDayinSupportofVictimsofTorture
#วันทรมานสากล

วันที่ 26 มิถุนายน 2563 เวลา 14.00 น. สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นจดหมายเปิดผนึก เรื่อง การยุติการซ้อมทรมานและช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับความเป็นธรรมต่อสำนักนายกรัฐมนตรี

วันที่ 26 มิถุนายน 2563 เวลา 16.00 น. สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นจดหมายเปิดผนึก เรื่อง การยุติการซ้อมทรมานและช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับความเป็นธรรมต่อองค์การสหประชาชาติ


Featured

เผยแพร่ร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …….. ฉบับกระทรวงยุติธรรม

Featured

International Day in Support of Victims of Torture: Thailand 2020

On December 12, 1997, the United Nations General Assembly proclaimed June 26 the International Day in Support of Victims of Torture. Illegal under international law, torture attempts to break the human spirit– disregarding the rights and dignity of its victims. June 26 is subsequently a time for remembrance and support. However, this day is also a call to action to examine the role torture plays in each UN member state. In the case of Thailand, there is still ample progress needed to eliminate torture and support torture victims.

Torture in Thailand

During 2019 and 2020, Thailand’s public news reported nine torture cases: five were instances of abuse by military officials or occurred during military camps, three were committed by police officials, and one was in a cadet tutoring school. However, the actual instances of torture are much more prolific. In Thailand’s deep south, there were 142 detentions of civilians that were reported to civil society networks in 2019. In addition, 22 more cases have been reported in 2020. Patterns of torture and human rights violations from 2019-2020 can be categorized into eight types:

  1. Being forced to continuously stand in a freezing room for a prolonged period
  2. Threatening to harm a victim’s family
  3. Physical assault that resulted in scars and deformities
  4. Waterboarding
  5. Restricting an individual from participation in religious activities
  6. Inhumane and degrading treatment, including forced nudity
  7. Physical assault that left no external marks but caused internal organ injurie
  8. Smacking on the ears.

From 2018 to 2020, most torture victims were individuals detained under the jurisdiction of special counter-insurgency laws in the southern border provinces. Specifically, the Internal Security Act and the implementation of Martial Law, which grants excessive power to Internal Security Operations Command Four. This has resulted in the non-independence of the police, prosecutors, ministry of justice officials and medical personnel. In addition, it is extremely difficulty for paralegals to support torture victims under the complex military rule. Despite numerous torture victims, ISOC4 continues to deny the existence of torture practices.

One of the most notorious torture cases in the deep south was the death of Abdulloh Esormusor, a suspected insurgent detained by the military. Despite Abdulloh’s severe state of brain swelling from oxygen deprivation, the military refused to provide even basic information about the cause of injury, the methods of interrogation, or the treatment given before his admittance to the hospital. This led to a public inquiry concerning the cause of death. On June 29, the case will undergo an evidence examination in the Songkhla provincial court

Another instance of torture is the case of the Saisa Brothers. They were suspected of drug trafficking and taken by a military anti-drug unit to their base. The two detainees were tortured during their custody and forced to confess that they sold drugs in the local area. While Natthapong Saisa suffered from bone injuries, Yutthana Saisa died from severe brain and chest damage. Human rights organizations urged the Thai government to investigate the case and stop this abuse. This resulted in seven soldiers admitting to torturing the two men and subsequently paying compensation to the Saisa family.

Proposed Legislation

Even though there have been numerous instances of torture, the government’s efforts to prevent torture and inhumane treatment remain insufficient. Although Thailand ratified the UN Convention Against Torture (CAT) in 2007 and signed the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearances (ICPPED) in 2012, the country has yet to pass legislation that criminalizes torture and acts of enforced disappearance.

In 2014, the ‘Suppression and Prevention of Torture and Enforced Disappearance Bill’ was drafted by the Ministry of Justice to criminalize both torture and disappearances. In 2016, the draft bill from the MOJ drafting committee was submitted before the Council of State and the National Legislative Assembly for review and final approval. Yet, the bill stalled and in February, 2018, the bill was dismissed from public hearing. As concerns over lack of public participation in the creation of the draft bill grew, human rights organizations developed the Civil Society Organization version of the draft bill in 2019. This bill is more congruent with international standards and states there is no justification for an act of torture, including under the circumstances of war and Martial Law. On January 30, 2020, the CSO draft bill was submitted to the Standing Committee on Legal Affairs, Justice and Human Rights within the Thai Parliament.

Despite six years of attempts to codify the illegality of torture and enforced disappearances under Thai law, Thailand’s pledge to do so remains unfulfilled. Even now, the CSO draft bill has incurred significant delays due to administrative obstacles and political interventions. Without this law, there is no foreseeable end to the rampant culture of impunity in Thailand. Victims of torture and enforced disappearances will continue to remain in the shadows without access to state protection.

Covid-19

Moreover, human rights violations during the COVID-19 outbreak have increased the conditions for torture within Thailand. The pandemic has been used as an excuse to restrict people’s rights and liberties as the government implements special regulations under the guise of protecting its citizens. This primarily manifests in four ways. First, in the enforcement of the Emergency Decree on Public Administration in Emergency Situations B.E. 2548 (2005). This Decree has repressed citizens’ freedom of expression and right to information. For example, Thailand’s establishment of the “Anti-Fake News Center” shut down criticism, suppressed the spread of information, and portrayed only the official narrative as factual.

Second, in instance of arrest, the Decree strips detainees of their right to an attorney and fair trial for up to a month while permitting detentions outside of official prisons. This means that the uses of violence by authorities is legally uncheckable.

Third, political protests have been delegitimized as an “unofficial narrative” by the Decree. Many protestors who attempt to check and balance government regulations face charges and are detained for violating COVID-19 stay at home and social distance orders.

And lastly, evidence show that the authorities collected biometric data (DNA) of locals under the justification of tracking the virus. These actions by the government have fueled an uneasiness amongst the people. The government’s expansion of control and monitoring mechanisms when combined with their failure to report their policies undertaken through the Emergency Decree make tracking human rights violations, including torture, much more difficult.

The Future

To diminish human rights violations and combat the use of torture in Thailand, the Cross-Cultural Foundation firmly suggests that the Thai government do the following:

  • End their use of the Emergency Decree on Public Administration in Emergency Situations. The Decree, rather than being used to prevent the Covid-19 outbreak, violates citizens’ basic rights while expanding the power of the government. Rather than the Decree, the government should consider other methods of dealing with the pandemic such as the Communicable Disease Act, which confers power to the Ministry of Public Health.
  • End their use of the Internal Security Act and Martial Law in the Southern Border Provinces. These policies give ISOC unchecked power under the guise of national security, which has resulted in numerous instances of torture.
  • Pass the CSO version of the Suppression and Prevention of Torture and Enforced Disappearances Bill. This will make torture and enforced disappearances illegal while ensuring Thailand’s domestic law is compatible with the international treaties Thailand signed and ratified.

Expand how authorities conceptualize security to include basic human rights principles. This is crucial, as it works as a foundation for the first three solutions. A stable and safe society is one where all citizens, regardless of race, gender, sexuality, and religion feel protected.

These changes may take time to implement. However, they are crucial for creating a safer society within Thailand. The Cross-Cultural Foundation is committed today, and every day, to listening to victims of torture, representing them within the legal system, and advocating for policies that prevent such injustices from happening.

Featured

รายงานเนื่องในวันสนับสนุนผู้เสียหายจากการทรมานสากล

ระหว่างปี 2562 – 2563 มีการรายงานการซ้อมทรมานผ่านสื่อหลักทั้งหมด 9 คดี ซึ่งเป็นการซ้อมทรมานโดยทหารหรือเกิดขึ้นในค่ายทหาร 5 กรณี เป็นการกระทำโดยตำรวจ 3 กรณี และอีกหนึ่งกรณีเกิดขึ้นในโรงเรียนกวดวิชาเข้าโรงเรียมเตรียมทหาร หากแต่เหตุซ้อมทรมานที่เกิดขึ้นจริงมีมากกว่าที่ปรากฏในสื่อหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งในปี 2562 มีการร้องเรียนการถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกและพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งผู้ถูกควบคุมตัวเสี่ยงที่จะถูกทรมานมากกว่า 142 กรณี โดยร้องเรียนไปยังเครือข่ายภาคประชาสังคม และในปี 2563 มีข้อร้องเรียนในลักษณะดังกล่าวจำนวน 22 กรณี ในบรรดาข้อร้องเรียนเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นการซ้อมทรมานโดยไม่ทิ้งร่องรอย (clean torture) รวมไปถึงการขู่ทำร้ายญาติและครอบครัวของผู้ถูกควบคุมตัวหรือถูกทรมานเหล่านั้นด้วย

รูปแบบการซ้อมทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างปี 2562 – 2563 สามารถจำแนกได้เป็น 8 ประเภท คือ 1. การบังคับให้ยืนเปลือยในห้องแอร์เป็นเวลานาน 2. การขู่ทำร้ายญาติและครอบครัวของเหยื่อ 3. การทำร้ายและการทรมานที่ทิ้งร่องรอยบาดแผล 4. การทรมานในลักษณะ waterboarding 5. การห้ามปฏิบัติศาสนกิจ 6. การย่ำยีเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 7. การซ้อมทรมานที่สร้างความเสียหายให้กับอวัยวะภายในโดยไม่ทิ้งร่อยรอยภายนอก และ 8. การตบกกหู  ทั้งนี้ ข้อมูลในปี 2563 บ่งชี้ว่าผู้ถูกควบคุมตัวส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่เคยตกเป็นจำเลย หรือมักถูกกล่าวหาภายใต้อำนาจกฎหมายพิเศษทั้งสองฉบับดังกล่าว

หนึ่งในคดีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้คือ กรณีของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ซึ่งถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบ และถูกจับมาควบคุมตัวที่ศูนย์ซักถาม ในค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี โดยในการจับและควบคุมตัวไม่มีหมายเรียกหรือหมายศาลใด ๆ ต่อมาในวันรุ่งขึ้นนายอับดุลเลาะมีอาการหมดสติ สมองบวมเนื่องจากขาดออกซิเจน โดยเจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้คำอธิบายถึงสาเหตุของอาการดังกล่าว วิธีการสอบสวนที่หน่วยซักถามได้ใช้ รวมทั้งการรักษาเบื้องต้นในค่ายทหารดังกล่าว ก่อนจะนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลได้ นายอับดุลเลาะหมดสติไม่รู้สึกตัวและเสียชีวิตในเวลาหนึ่งเดือนต่อมา ทั้ง ๆ ที่ภรรยานายอับดุลเลาะและญาติพี่น้องยืนยันว่าก่อนถูกจับเขามีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว  ภรรยาของนายอับดุลเลาะจึงเชื่อว่าการเสียชีวิตเกิดจากการถูกซ้อมทรมาน และเรียกร้องให้สอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น จึงนำไปสู่การไต่สวนสาเหตุและพฤติกรรมของการเสียชีวิตโดยศาล โดยในวันที่ 29 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ศาลได้นัดทนายความของภรรยาและอัยการตรวจพยานหลักฐานที่ศาลจังหวัดสงขลา เพื่อเข้าสู่กระบวนการไต่สวนคดีต่อไป 

อีกกรณีหนึ่งคือกรณีการซ้อมทรมานของสองพี่น้องคือ นายณัฐพงษ์และนายยุทธนา ซ้ายซา ผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ถูกทหารหน่วยปราบปรามยาเสพจับกุมตัวไปที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม โดยไม่มีหมายศาล ทั้งสองถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพว่าค้ายาเสพติด จนทำให้นายณัฐพงษ์ได้รับบาดเจ็บ กระดูกหัก ส่วนนายยุทธนาเสียชีวิตจากการถูกกระทบกระเทือนที่สมองและอกอย่างหนัก ในเวลาต่อมา ทหาร 7 นายรับสารภาพว่าตนได้ซ้อมทรมานนายณัฐพงษ์กับนายยุทธนาจริง และได้จ่ายเงินเยียวยาให้แก่ครอบครัวของเหยื่อ องค์กรสิทธิมนุษยชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวและให้ดำเนินคดีต่อทหารที่กระทำผิดทั้งทางวินัยและทางอาญา นอกจากนี้ยังขอให้รัฐกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยแทบไม่มีมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี แม้ว่าจะได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ตั้งแต่ปี 2550 รวมถึงลงนามและรอให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ตั้งแต่ปี 2555  แต่กระทั่งปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่ออกกฎหมายอนุวัติการที่กำหนดให้การซ้อมทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญา ร่าง พ.ร.บ.ฯ ของกรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรมได้ถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.โดยรัฐบาล คสช. เมื่อปี 2561 แต่กระบวนการพิจารณากลับล่าช้าเพราะถูกคัดค้านโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงบางส่วน จนกระทั่ง สนช. ถูกยุบก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562  ร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวจึงตกไป  นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลถึงการขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย ทำให้บทบัญญัติบางข้อในอนุสัญญาทั้งสองฉบับ ไม่ถูกบรรจุไว้ในร่างกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นในช่วงปี 2562-2563 องค์กรสิทธิมนุษยชนจึงได้ร่วมกันร่างกฎหมายฉบับภาคประชาสังคม ที่มีบทบัญญัติสอดคล้องกับอนุสัญญาและหลักสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขึ้น เพื่อเสนอให้ตราเป็นกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้สูญหาย แล้วเสนอบรรดาพรรคการเมืองและกรรมาธิการรัฐสภา ซึ่งได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับประชาชนดังกล่าวอยู่ในระหว่างการปรับปรุงและพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการฯ ศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยพรรคการเมืองบางพรรคได้นำเสนอร่างกฎหมายที่ปรับปรุงจากฉบับประชาชนเข้าสู่รัฐสภาแล้ว จากการเคลื่อนไหวดังกล่าว ประกอบกับกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลสืบสวนสอบสวนการหายตัวไปของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมไทยที่ลี้ภัยอยู่ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ครม. มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ฯ ของกระทรวงยุติธรรมแล้ว แต่ให้ส่งร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวให้คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุงแก้ไขอีก โดยไม่ชัดเจนว่าจะสามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้เมื่อใด อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ในที่สุดแล้วจะมีการนำร่าง พ.ร.บ.ฯ ทุกฉบับมาพิจารณาร่วมกันเพื่อตราเป็นกฎหมายโดยรัฐสภา ดังนั้น ความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.ฯ จากภาครัฐ ประชาสังคม และพรรคการเมืองที่ใช้เวลาเกือบสิบปี อาจสำเร็จตามความหวังในการขจัดปัญหาการอุ้มทรมานและอุ้มหาย เพื่อนำความยุติธรรมมาสู่เหยื่อ ครอบครัว และสังคม

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน การซ้อมทรมาน และการอุ้มหายมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดมากขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากรัฐบาลสามารถอ้างการแพร่ระบาดของโรค เพื่อคงไว้ซึ่งมาตรการที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่โดยปราศจากการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติและศาล มาตรการเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใน “สภาวะยกเว้น (state of exception)” อย่างเกินความจำเป็น ภายใต้ข้อกล่าวอ้างว่าเป็นไปเพื่อปกป้องพลเมืองจากการแพร่ระบาดของโรค การกระทำเช่นนี้เห็นได้ชัดจาก 3 กรณี คือ

กรณีแรก ว่าด้วยการประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่ถูกนำมาใช้เพื่อจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็นและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เห็นได้จากการใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์และการทำงานของ ‘ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม’ เพื่อยับยั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่สอดคล้องกับภาครัฐ และทำให้ข้อมูลเหล่านี้เป็นคำอธิบายเพียงชุดเดียวบนพื้นที่สื่อหลัก เช่นกรณีบรรณาธิการ “Patani NOTES” ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐคุกคาม หลังจากเผยแพร่บทความวิจารณ์ความล้มเหลวของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งสร้างความยากลำบากในการดำเนินชีวิตให้กับประชาชน 

กรณีที่สอง ว่าด้วยการใช้อำนาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในการควบคุมตัวประชาชนซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 1 เดือน จำกัดสิทธิในการเข้าถึงทนายความและสิทธิในการเรียกร้องให้ศาลไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความชอบธรรมในการควบคุมตัว  นอกจากนี้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่กักขังผู้ถูกควบคุมตัวในสถานที่ที่ไม่ใช่เรือนจำได้ สภาวะยกเว้นดังกล่าวทำให้การใช้อำนาจรัฐภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน รวมถึงการซ้อมทรมานหรือการละเมิดสิทธิโดยเจ้าหน้าที่รัฐสามารถถูกตรวจสอบหรือตั้งคำถามได้ยากขึ้น นอกจากนี้ การชุมนุมรณรงค์หรือเรียกร้องทางการเมือง ยังถูกกล่าวหาโดยเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการกระทำที่ละเมิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ห้ามมั่วสุมชุมนุมเพื่อป้องกันการการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดังเช่นกรณีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และผู้ชุมนุมที่ร่วมกันเรียกร้องให้รัฐเร่งติดตามคดีการอุ้มหายของวันเฉลิมนั้น ได้ถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการใช้อำนาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ของเจ้าหน้าที่เป็นไปเพื่อควบคุมการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน มากกว่าการป้องกันการระบาดของโรค 

กรณีที่สาม ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ดังที่ปรากฏในมาตรการการเก็บข้อมูล biometrics ทั้งการเก็บดีเอ็นเอและการบังคับใช้ระบบยืนยันอัตลักษณ์ใบหน้าเพื่อลงทะเบียนซิมการ์ด ทั้งนี้ รัฐอ้างว่าการเก็บดีเอ็นเอของประชาชนในพื้นที่รวมถึงแรงงานที่กลับจากมาเลเซียนั้นเป็นไปเพื่อตรวจสอบเชื้อโควิด-19 โดยยืนยันว่าการเก็บข้อมูลของประชาชนไม่ได้เชื่อมโยงกับคดีความมั่นคง อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวกลับทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจในการมอบข้อมูลส่วนตัวให้รัฐเก็บไว้ มากไปกว่านั้น ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2563 ชาวบ้านชาวมุสลิม-มลายูในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนมากยังถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือเนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนซ้ำผ่านระบบยืนยันอัตลักษณ์ใบหน้าตามข้อกำหนดของ กสทช. การตัดสัญญาณท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งโทรศัพท์มือถือมีความจำเป็นต้องใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารมากกว่าปกตินั้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในด้านสุขภาพของประชาชน และสร้างความยากลำบากต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในพื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยรายงานการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ให้รัฐภาคีทราบตามพันธกรณีภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ที่ประเทศไทยให้สัตยาบันเป็นภาคีอยู่ ทำให้ขาดการตรวจสอบจากประชาคมระหว่างประเทศ ดังนั้น การประกาศใช้กฎหมายพิเศษในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  จึงยิ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนที่อาจถูกลิดรอนสิทธิโดยรัฐบาลได้ง่ายขึ้น  

เพื่อแก้ไขสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกรณีการซ้อมทรมานในประเทศไทย มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการตามข้อเสนอดังต่อไปนี้

  1. ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ถูกใช้ในการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล และหมดความจำเป็นในการป้องกันการระบาดของโควิด-19 แม้ว่ารัฐได้ประกาศยกเลิกการบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวและได้เข้าสู่การผ่อนปรนระยะที่สี่แล้ว แต่ก็ยังมีการบังคับใช้และคงอำนาจจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่ ดังนั้นจึงยังมีข้อกังวลต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยอาศัยอำนาจของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ทั้งนี้ รัฐบาลควรเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายอื่น ๆ เพื่อจัดการกับการแพร่ระบาดของโรคแทนที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เช่นการใช้ พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เป็นต้น
  2. ออกกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้สูญหายโดยเร็ว เพื่อเป็นมาตรการการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เยียวยาเหยื่อและผู้ได้รับความเสียหาย และป้องกันมิให้การกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นอีก และเพื่อปฏิบัติตามอนุสัญญาที่ได้ให้สัตยาบันหรือลงนามไว้ ซึ่งจะนำไปสู่การขจัดปัญหาการทรมาน การบังคับให้สูญหายได้อย่างแท้จริง
  3. เปลี่ยนมุมมองและทัศนคติด้านความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ โดยมิได้มุ่งอยู่ที่ความมั่นคงของรัฐบาล แต่เป็นความมั่นคงของมนุษย์หรือประชาชนที่ต้องปลอดพ้นจากความหวาดกลัวและความขาดแคลน โดยรัฐต้องทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้จะเป็นรากฐานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในมิติอื่น ๆ ตามมาได้ รวมทั้งความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย นิติธรรมและนิติรัฐ รวมทั้งสันติสุขและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจที่มั่นคง ยั่งยืน
Featured

ใบแจ้งข่าว: ร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามอุ้มทรมานและอุ้มหายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

พรรคการเมือง คณะกรรมาธิการการกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และภาคประชาสังคมได้ร่วมกันผลักดันร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการอุ้มทรมานและอุ้มหายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษษฎรแล้ว แต่ร่างกฎหมายของรัฐบาลยังไม่คืบหน้า แม้ดำเนินการมาเกือบสิบปี

ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ลงนามและรอการให้สัตยาบันอีกหนึ่งฉบับคืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายในประเทศเพื่อรองรับการปฏิบัติตามอนุสัญญาทั้งสองฉบับ

กฎหมายในประเทศที่ร่างเป็นพรบ.นั้นมีการกำหนดให้การที่เจ้าหน้าที่ที่กระทำทรมานและบังคับให้ประชาชนสูญหายเป็นความผิดทางอาญาที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดต้องถูกลงโทษ พร้อมทั้งให้รัฐเยียวยาผู้ตกเป็นเหยื่อและครอบครัว เป็นต้น แม้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจะได้จัดทำและเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ……. ต่อคณะรัฐมนตรีไปแล้วก็ตาม แต่จนบัดนี้ประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมายอนุวัติการดังกล่าว ส่งผลให้ไม่สามารถลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดในข้อหากระทำทรมานหรือบังคับให้บุคคลสูญหายได้ เจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดยังคงลอยนวลพ้นผิดได้เสมอ

กระแสการรณรงค์เรียกร้องที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้รัฐบาลไทยออกกฎหมายอนุวัติการถูกจุดประเด็นขึ้นอีกครั้งหนึ่งจากกรณีการอุ้มหายนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ จากที่พักในกรุงพนมเปญเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2562  ส่งผลให้พรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากได้ปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับประชาชนที่เสนอโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆแล้ว ต่าง ได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ได้แก่

  1. ร่าง พ.ร.บ.ฯ ของพรรคประชาชาติที่มีสมาชิกสภาผู้แทนฯ พรรคเพื่อไทยร่วมลงนาม ได้เสนอต่อประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนไปแล้วายน 2563 แล้ว
  2. ร่าง พ.ร.บ.ฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นการเปิดเผยว่าอยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาและ
  3. ร่าง พ.ร.บ.ฯ ของภาคประชาชน ที่เสนอต่อกรรมาธิการการกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ 2563 อยู่ในขั้นพิจารณาปรับถ้อยคำเพื่อรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนฯ ทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อเสนอประธานรัฐสภา ต่อไป

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ฯ ของกรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรม หรือร่างกฎหมายฉบับรัฐบาลที่รัฐบาล คสช. ของพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้เคยเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.เมื่อปี 2561 กระบวนการพิจารณาของ สนช. ล่าช้าอย่างผิดสังเกตเพราะถูกหน่วยงานด้านความมั่นคงบางหน่วยงานคัดค้าน จนกระทั่ง สนช. ที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารปี 2557ขณะนั้นถูกยุบก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก 2562  ร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวจึงตกไป แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการต่อ แต่ก็ยังไม่มีการเสนอร่างกฎหมายฉบับรัฐบาลเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแต่อย่างใด

ร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับต่างๆ ที่มีที่มาจากร่างกฎหมายฉบับประชาชน มีสาระสำคัญคือ

  1. ให้การทรมานและอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอาชญากรรม เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด รวมทั้งผู้บังคับบัญชาที่รู้เห็นเป็นใจหรือละเลยต้องถูกลงโทษ เพื่อขจัดวัฒนธรรมจ้าหน้าที่ทำผิดลอยนวล (impunity)
  2. ความผิดฐานอุ้มทรมาน อุ้มหาย มีอายุความยาวนานและในกรณีอุ้มหาย ไม่ให้นับอายุความจนกว่าจะทราบชะตากรรมของเหยื่อของการอุ้มหาย
  3. ให้มีกลไกและมาตรการตรวจสอบความโปร่งใสและความรับผิดชอบ (accountability) ซึ่งรวมทั้งการป้องกันเยียวยาการอุ้มทรมานและอุ้มหาย เช่นการให้ผู้ถูกควบคุมตัวมีสิทธิได้รับการเยี่ยมจากญาติหรือกรรมการที่เป็นอิสระโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า พบและปรึกษาทนายความ ตรวจโดยแพทย์ บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการจับกุมและควบคุมตัว กลไกการร้องเรียนฯลฯ  ทั้งนี้ไม่ว่าบุคคลนั้นจะถูกคุมขังโดยเจ้าหน้าที่หน่วยใดหรือภายใต้กฎหมายฉบับใดก็ตาม
  4. กรณีสงสัยว่าผู้ใดถูกทรมานหรือถูกอุ้มหาย บุคคลใดๆสามารถร้องต่อศาลให้สั่งให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้นั้นมาศาลเพื่อให้ศาลสั่งแก้ไขเยียวยาโดยพลันได้
  5. ให้อัยการควบคุมดูแลการสอบสวน โดยตัดอำนาจการสวบสวน/ไต่สวนโดย ปปช.หรือ ปปท.
  6. ให้คดีพิจารณาโดยศาลพลเรือนเท่านั้น โดยใช้ระบบไต่สวน แม้เจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดจะเป็นทหาร
  7. ให้สามีภรรยาตามความเป็นจริง แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสและคู่ชีวิต นอกจากมีสิทธิเข้าไปมีส่วนร่วมดำเนินคดีในฐานะผู้เสียหายแล้ว ยังมีสิทธิได้รับการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่ได้รับอีกด้วย
  8. ญาติหรือพลเมืองดีที่แจ้งหรือร้องเรียนกรณีอุ้มทรมานหรืออุ้มหาย หากกระทำโดยสุจริตได้รับการคุ้มครอง

ปัญหาการทรมานและอุ้มหายก็คงจะเกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป โดยปราศจากการคุ้มครองจากรัฐ ดังนั้นความพยายามผลักดันร่างทั้งจากภาครัฐ ประชาสังคม และพรรคการเมืองจึงเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาและนำความยุติธรรมมาสู่เหยื่อ ครอบครัว และสังคม

Featured

แถลงการณ์: ยุติดำเนินคดีกลุ่มเพื่อนวันเฉลิม

วันที่ 11 มิถุนายน 2563 ตำรวจนครบาลวังทองหลางออกหมายเรียก นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และพวกรวม 6 คน และนายณัฐวุฒิ อุปปะและพวกรวม 4 คน ในข้อหาร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรม หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยที่ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อกำหนดตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จากการที่บุคคลดังกล่าวได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาทำหน้าที่ของตนตามพันธกรณีระหว่างประเทศและตามกฎหมายของกัมพูชา ในการสืบสวนสอบสวนการบังคับนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ให้สูญหายไป รวมถึงจัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชูป้ายเรียกร้องความเป็นธรรม บริเวณหน้าสถานทูตกัมพูชา ในวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา

การชุมนุมดังกล่าวเป็นการรวมกลุ่มกันอย่างสงบเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์การหายตัวไปของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ โดยมีพยานหลักฐานว่า เขาได้ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์บังคับเอาตัวขึ้นรถยนต์หายไปจากที่พักกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังจากลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศไทยในปีพ.ศ.2557

แม้จะมีกระแสเรียกร้องจากประชาชน สื่อมวลชน รวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNOHCHR) ให้มีการดำเนินการเพื่อสืบสาวหาข้อเท็จจริง แต่ทั้งรัฐบาลไทยและกัมพูชายังคงเพิกเฉยต่อกรณีดังกล่าว

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่า มิใช่เป็นการมั่วสุมหรือการ “ร่วมกันชุมนุม ทำกิจกรรม หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย” หากแต่เป็นการดำเนินการที่ชอบธรรม โดยสงบ และอยู่ในกรอบของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defender) ดังนั้น การตั้งข้อหาและออกหมายเรียกเพื่อดำเนินคดีกับผู้ยื่นหนังสือเช่นนี้ อาจถูกมองได้ว่าเป็นการใช้อำนาจจากพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ไม่ชอบธรรม เพื่อกลั่นแกล้งและลิดรอนสิทธิผู้ที่มีความเห็นทางการเมือง

ทางมูลนิธิฯ จึงขอเรียกร้องรัฐบาลไทย ดังต่อไปนี้

1.            ขอให้ยุติการดำเนินคดีต่อนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขกับพวก ทั้งหมดโดยทันที เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพอันชอบธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย ในการแสดงออกทางความคิดเห็นเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม

2.            รัฐบาลจะต้องไม่ฉวยโอกาสใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ กลั่นแกล้งทางการเมืองต่อฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล เนื่องจากการบังคับใช้มาตรการตาม พ.ร.ก. ควรอยู่บนเจตนารมณ์ที่รัฐบาลประกาศไว้ว่าเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งอยู่บนหลักความเสมอภาคในกฎหมาย และภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม

3.            ขอให้ดำเนินการแก้ไข พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการมีอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารมากขึ้น ทำให้การบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันไม่ให้รัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองของตน

4.            ขอให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างเต็มใจและจริงจังให้มีการสืบสวนสอบสวนการถูกบังคับให้สูญหายของวันเฉลิม โดยประสานงานกับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อให้ข้อเท็จจริงในกรณีของวันเฉลิมเป็นที่ประจักษ์ และนำมาซึ่งความยุติธรรมต่อนายวันเฉลิมและครอบครัว

แถลงการณ์ ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2563

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

กรุงเทพมหานคร

Featured

Interview : สมชาย หอมลออ รัฐต้องคุ้มครอง มิใช่กดขี่ ผลักไส ประชาชนของตน

สมชาย หอมลออ ที่ปรึกษาอาวุโสมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ฟังผู้นำรัฐกัมพูชาและรัฐไทยให้ข่าวสารเกี่ยวกับการหายไปของนายวันเฉลิมแล้วเศร้าใจ และสลดใจยิ่งขึ้นที่ผู้รับข่าว โดยเฉพาะบางคนในประเทศนี้ ขาดความรู้ ความเข้าใจ อคติจนขาดสติไตร่ตรองต่อเรื่องที่เกิดขึ้น

“เรื่องเช่นนี้หากไม่เกิดกับตน ไม่รู้สึก ที่น่าเศร้ายิ่งขึ้นคือ เมื่อเกิดกับตน ทวงหาสิทธิ เรียกร้องความเป็นธรรม แต่เมื่อเกิดกับผู้อื่น เหยียบย่ำ ซ้ำเติม ปฎิเสธความเป็นธรรม”

สมชาย หอมลออ ที่ปรึกษาอาวุโสมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

Q : คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องกับการยกขึ้นมาว่าเหตุที่ “ต้าร์ วันเฉลิม” ถูกจับตัวไปเพราะเรื่องยาเสพติด

A : เรื่องที่หาว่าเขาหายไปเพราะเหตุปลูกกัญชาหรือเพราะเหตุขัดแย้งและต่อต้านกลุ่มผู้มีอำนาจของไทยนั้น สำหรับคนบางคนแม้ยากที่จะวินิจฉัย และบางทีดีชั่วหรือถูกผิดก็ตัดสินกันด้วยทัศน ความเชื่อและอคติ 

ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้อยู่ทีว่า รัฐมีเจตนารมณ์และอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล ประชาชนไม่ได้สร้างรัฐไว้เพื่อกดขี่ปราบปรามประชาชน ดังนั้นเมื่อคนๆหนึ่ง จะดีจะชั่ว หายไปหรือถูกสงสัยว่าจะเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ตามหลักดินแดน รัฐบาลกัมพูชาที่มีสมเด็จฮุนเซ็นเป็นผู้นำ เป็นเจ้าของดินแดนที่เกิดเหตุ มีหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของ “คนทุกคน”  ที่อยู่ในดินแดนกัมพูชา รวมทั้งวันเฉลิมที่อยู่ในดินแดนแห่งนั้น ตามเจตนารมณ์และหน้าที่ของรัฐกัมพูชา   สำหรับรัฐบาลไทยที่มีสมเด็จประยุทธเป็นผู้นำ  เป็นรัฐที่วันเฉลิมถือสัญชาติ ตามหลักคนชาติ รัฐบาลไทยย่อมต้องมีหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของเขา และ “ผู้ถือสัญชาติไทยทุกคน” ในทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะในหรือนอกดินแดนไทย ไม่ว่าจะเป็น “คนสำคัญ” หรือ คนทีถูกมองว่า “ต่ำต้อย”  หรืออื่นใดก็ตาม หรือแม้แต่ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิด เป็นอาชญากร 

หากมีพยานหลักฐานว่าคนผู้นั้นปลูกกัญชา รัฐบาลกัมพูชาก็ต้องดำเนินคดีเขาตามกระบวนการยุติธรรม ภายใต้พันธกรณีที่รัฐกัมพูชามีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย และการป้องกันบุคคลจากการถูกบังคับให้หายสาบสูญ

Q : ณ ตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลไทย และกัมพูชาควรทำมากที่สุดคืออะไร

A : หากรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาไม่ทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐไทยและรัฐกัมพูชา ย่อมถือว่ารัฐบาลนั้น “ไม่เต็มใจ (unwilling)” หรือหากรัฐบาล ซี่งมีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่นับล้านคน งบประมาณมหาศาลจะอ้างว่า “ไม่สามารถ (unable)” รัฐบาลนั้นก็ต้องออกไปเพราะไม่หรือล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ  มิเช่นนั้นประชาชนก็มีสิทธิที่จะไล่รัฐบาล

สมชายทิ้งท้ายไว้ว่า “เรื่องเช่นนี้หากไม่เกิดกับตน ไม่รู้สึก ที่น่าเศร้ายิ่งขึ้นคือ เมื่อเกิดกับตน ทวงหาสิทธิ เรียกร้องความเป็นธรรม แต่เมื่อเกิดกับผู้อื่น เหยียบย่ำ ซ้ำเติม ปฎิเสธความเป็นธรรม”

Featured

ใบแจ้งข่าว: เวทีเสวนา “ตามหาวันเฉลิม: ตามหาหลักประกันความปลอดภัยของประชาชนจากการถูกบังคับสูญหาย (และทรมาน)”

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2563 ครบ 1 อาทิตย์หลังจากการหายตัวไปของ “ต้าร์ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ทาง ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand) และโรงน้ำชา ร่วมจัดงาน “ตามหาวันเฉลิม: ตามหาหลักประกันความปลอดภัยของประชาชนจากการถูกบังคับสูญหาย (และทรมาน)”  โดยมีผู้ดำเนินรายการโดย ฐปนีย์ เอียดศรีไชย และผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย กลุ่มเพื่อนต้าร์, อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, นงภรณ์ รุ่งเพ็ชรวงศ์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย, สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Right Watch และอานนท์ ชวาลาวัลย์ เจ้าหน้าที่ iLaw

สุณัย ผาสุข กล่าวว่า เหตุการณ์ก่อนการอุ้มมักจะเกิดการทำร้ายการร่างกายก่อนนำตัวไปเสมอ ตามที่ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีของวันเฉลิมไม่ถือว่าเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง เพราะไม่มีการขึ้นทะเบียนผู้ลี้ที่ UNHCR

อังคณา นีละไพจิตร เห็นว่า ต้องสร้างกลไกในประเทศ และระหว่างประเทศ เพราะประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาเกี่ยวกับการอุ้มหายแล้ว แต่ร่างพรบ.เกี่ยวกับการอุ้มหายที่ภาคประชาชนผลักดันให้รัฐจัดทำมายาวนานถึง 10 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีการออกกฎหมาย หากมีกฎหมายดังกล่าวเชื่อว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดคดีอุ้มหายขึ้นอีก

นอกจากนี้กัมพูชาได้ลงนามและให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา เรื่องผู้ลี้ภัยแล้ว ดังนั้นรัฐบาลกัมพูชาควรเข้าไปดูแลกรณีนี้ทันที

ทางด้านกลุ่มเพื่อนต้าร์ กล่าวว่า นิสัยส่วนตัวของวันเฉลิมเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่สมัยมัธยมปลายเริ่มจากการลงสมัครประธานนักเรียน โดยมีวิธีหาเสียงที่ต่างจากคนอื่น หลังจากนั้นก็เป็นนักกิจกรรมเรื่อยมาวิธีการเรียกร้องทางการเมืองของวันเฉลิมจะออกแนวตลกขบขันเชิงสันติวิธีมาโดยตลอด

ทั้งนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าวันเฉลิมไม่ใช่บุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ การที่เขาถูกบังคับให้สูญหายจึงเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และไม่สมควรได้รับการยอมรับเป็นอย่างยิ่ง

สมชาย หอมลออ ที่ปรึกษาอาวุโสมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า เมื่อพิจารณาตามหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการสูญหายของวันเฉลิมได้ รัฐบาลกัมพูชามีหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ “คนทุกคนที่อยู่ในดินแดนกัมพูชา” และรัฐบาลไทยมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ “คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกประเทศ” การที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศไม่สืบสวนสอบสวนการอุ้มหายที่เกิดขึ้นกับวันเฉลิม ถือว่าล้มเหลวในการทำหน้าที่

Featured

ปัตตานีมหานคร: การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนใต้

ประธานและคณะอนุกรรมาธิการ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2563

          การกระจายอำนาจหรือความต้องการปกครองตนเองของท้องถิ่น ไม่ใช่กระแสความคิดใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ หากแต่เป็นแนวคิดซึ่งเป็นที่พูดถึงในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลายาวนานแล้ว โดยเฉพาะในระยะ 30-40 ปีที่ผ่านมา ในช่วงที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จนมีการบรรจุหลักการและบทบัญญัติเกี่ยวกับการกระจายอำนาจบางระดับไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว สำหรับจังหวัดชายแดนใต้ การกระจายอำนาจหรือการปกครองตนเองได้ถูกชูให้เป็นประเด็นสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางทางการเมืองและอาวุธในพื้นที่ ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาศึกษาและระดมความคิดกันอย่างหลากหลายมิติ ข้อเสนอหนึ่งในการขับเคลื่อนการกระจายอำนาจในจังหวัดชายแดนใต้คือ การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ โดยให้ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของสงขลาคือ เทพา นาทวี จะนะ และสะบ้าย้อย อยู่ภายใต้หน่วยการปกครองเดียวกันที่เรียกว่า “ปัตตานีมหานคร”

การปกครองในรูปแบบปัตตานีมหานคร ได้รับการปรับปรุงและนำเสนอโดยพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งได้มีการนำเสนอแนวคิด หลักการ และบริบทเรื่องการกระจายอำนาจจากประสบการณ์การทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศนับสิบปีของอาจารย์เอกหรือลุงเอก ในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการลอบประทุษร้ายประชาชน คณะที่สอง (ในพื้นที่พิเศษและจังหวัดชายแดนใต้) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา

          ท้องถิ่นดูแลตัวเอง” คือแนวคิดหลักของปัตตานีมหานคร เนื่องจากมองว่าประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนใต้เป็นคนเชื้อชาติมลายูที่นับถือศาสนาอิสลาม อันมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์และวัฒนธรรมเฉพาะที่ต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทย ดังนั้น โครงสร้างการเมืองการปกครองที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับวิถีชีวิตจึงควรตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น ผ่านการให้ประชาชนในพื้นที่ผู้เป็น “เจ้าของบ้าน” ได้มีอำนาจอย่างแท้จริงในการบริหารและพัฒนาบ้านของตน โดยยังอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญไทย และไม่ปฏิเสธอำนาจรัฐส่วนกลางหรือมุ่งสู่การแบ่งแยก แต่เป็นไปเพื่อแสวงหาแนวทางการอยู่ร่วมกันกับประชากรส่วนอื่น ๆ ของประเทศอย่างยั่งยืน

            เนื่องจากโครงสร้างการปกครองเดิมมีปัญหาที่ว่าผู้บริหารซึ่งแต่งตั้งจากส่วนกลางมักไม่เข้าใจวิถีชีวิต วัฒนธรรม และปัญหาของประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ จึงเป็นผู้ปกครองที่แปลกแยกจากสังคมจังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานีมหานครจึงมีข้อเสนอในโครงสร้างการปกครองคือ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงจากคนในพื้นที่มาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีสภาปัตตานีมหานครเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ทำหน้าที่เสนอ/พิจารณาข้อบัญญัติ โดยมีสมาชิกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในเขตพื้นที่และอีกส่วนจากกลุ่มชนส่วนน้อยหรือผู้ขาดโอกาสทางสังคม รวมถึงเพิ่มกลไกการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นผ่านสภาประชาชน ที่ประกอบด้วยสมาชิกที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม สาขาอาชีพ และเพศ ทำหน้าที่เสนอแนะ ติดตามการทำงานของผู้ว่าฯ และสมาชิกสภาปัตตานีมหานคร รวมถึงสะท้อนความต้องการของประชาชนในด้านต่าง ๆ

            อย่างไรก็ตาม แนวคิดปัตตานีมหานครที่ถูกเสนอมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารปีพ.ศ. 2557 เป็นต้นมา แนวคิดการกระจายอำนาจหรือการปกครองรูปแบบพิเศษในลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐมาโดยตลอด ประกอบกับความเห็นของประชาชนต่อรูปแบบการปกครองท้องถิ่นก็ยังมีความแตกต่างกันในบางประเด็นเช่น ระดับการใช้ภาษามลายูหรือการบังคับใช้กฎหมายอิสลามในปัตตานีมหานคร เป็นต้น

            จากการประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการลอบประทุษร้ายประชาชน คณะที่สอง (ในพื้นที่พิเศษและจังหวัดชายแดนใต้) ในครั้งนี้ได้มีการพิจารณารูปแบบการปกครองปัตตานีมหานคร โดยมีความเห็นว่าควรผลักดันอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจเริ่มจากการกระจายอำนาจการบริหารในบางส่วนสู่ท้องถิ่นก่อน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสังคมหรือปัญหาปากท้องของคนในพื้นที่ ซึ่งอาจชูเป็นประเด็นนำเพื่อหยั่งรากฐานการกระจายอำนาจในท้องถิ่นและพัฒนาเป็นปัตตานีมหานครต่อไป

            มีข้อที่น่าสังเกตว่า ข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องการกระจายอำนาจให้ถึงขั้นเป็น “จังหวัดจัดการตนเอง” รวมทั้งให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยนั้น เกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศเช่นกัน ดังนั้นการขับเคลื่อน “ปัตตานีมหานคร” ให้เป็นจริง อาจเป็นกระแสที่ร่วมกับการเรียกร้องให้กระจายอำนาจดังกล่าว

            กล่าวเฉพาะในสถานการณ์ในขณะนี้ที่ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันจัดการแก้ไข ทำให้เราอาจได้เห็นบทบาทที่สำคัญยิ่งของกลไกและภาคประชาสังคมในระดับท้องถิ่นในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรค การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะในด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจและสังคม ที่ลำพังหน่วยงานรัฐที่รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึงนั้น น่าจะเป็นตัวอย่างและประสบการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจะต้องเร่งผลักดันให้มีความคืบหน้าของการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งในแง่ของอำนาจการบริหารของผู้นำท้องถิ่นและความต้องการร่วมกันของประชาชนในพื้นที่

อ้างอิง:

(ร่าง) ปัตตานีมหานครภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความพยายามในการแสวงหาแนวทางอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ, https://deepsouthwatch.org/sites/default/files/archives/docs/pattanicityreport6_-_thai_version.pdf.

ชำนาญ จันทร์เรือง, “ชำนาญ จันทร์เรือง: ร่าง พรบ.จังหวัดจัดการตนเองฯ ช้าหรือเร็วต้องเกิดขึ้น,” ประชาไท, 3 เมษายน 2563, https://prachatai.com/journal/2020/04/87040.

 

เขียนโดย : เจณิตตา จันทวงษา

Featured

ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดสงขลา มีคำสั่งอนุญาตให้ นางสาวสุไมยะห์ ภรรยานายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ เข้าเป็นผู้ร้องซักถามในคดีไต่สวนการตาย แต่ยกคำร้องการขอโอนการพิจารณาคดี

เผยแพร่วันที่ 9 มิถุนายน 2563

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดสงขลา มีคำสั่งอนุญาตให้ นางสาวสุไมยะห์ ภรรยานายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ

เข้าเป็นผู้ร้องซักถามในคดีไต่สวนการตาย แต่ยกคำร้องการขอโอนการพิจารณาคดี

จากเหตุการณ์นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ถูกควบคุมเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 โดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44  และส่งตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 03.00 นาฬิกาของวันที่ 21 กรกฎาคม  2562 พบว่าหมดสติอยู่ในหน่วยซักถามของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ภายในค่ายอิงคยุทธบริหารดังกล่าว นายอับดุลเลาะฯ ได้รับการรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร จากนั้นได้ส่งไปรักษาตัวต่อ ณ อาคารผู้ป่วยวิกฤติ (ICU) โรงพยาบาลปัตตานี ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และต่อมาได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม  2562

นางสาวซูไมยะห์ ภรรยานายอับดุลเลาะเห็นว่าก่อนถูกจับนายอับดุลเลาะมีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัว ทำให้สงสัยถึงสาเหตุของการหมดสติและเสียชีวิตดังกล่าว ในวันที่ 8 มิถุนายน 2563 นางสาวซูไมยะห์ มีความประสงค์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้ร้องซักถามในคดีไต่สวนการตาย และ ขอให้ศาลพิจารณาโอนคดีจากศาลจังหวัดสงขลาไปยังศาลจังหวัดปัตตานีซึ่งอยู่ในท้องที่เกิดเหตุจะเป็นการสะดวกยิ่งกว่าการพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดสงขลานี้ และขอให้ศาลกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐาน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ร้องซักถามขอตรวจเอกสารในสำนวนไต่สวนการชันสูตรพลิกศพของผู้ตาย จะได้ยอมรับข้อเท็จจริงบางส่วนจึงไม่ต้องนำข้อเท็จจริงบางส่วนมาสืบ ศาลเห็นว่า กรณีคดีไต่สวนการตาย ไม่ใช่คดีที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธจึงไม่มีเหตุตรวจพยานหลักฐานตามกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173/1 จึงให้ยกคำร้องดังกล่าว

ในกรณีการยื่นคำร้องขอโอนคดีไปยังศาลจังหวัดปัตตานีนั้น ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 150 เมื่อได้สำนวนชันสูตรพลิกศพแล้วให้พนักงานอัยการทำคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ เพื่อให้ศาลไต่สวนคดีดังกล่าว ซึ่งกรณีของนายอับดุลเลาะฯ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลนี้ ศาลจึงให้ยกคำร้อง

กรณีผู้ร้องซักถามขอเลื่อนการตรวจพยานหลักฐาน ศาลเห็นว่า เพื่อให้โอกาสคู่ความได้นำพยานเข้าไต่สวน และเนื่องจากมีพยานหลักฐานจำนวนมาก จึงเห็นควรให้มีการเลื่อนนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐานเป็นวันที่  29 มิถุนายน 2563 เวลา 09.00 น. ณ ศาลจังหวัดสงขลา

————————————————————————–

ขอเชิญสื่อมวลชนร่วมนำเสนอข่าวกรณีอับดุลเลาะ อีซอมูซอ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม โทร 081 8987408             

นายปรีดา นาคผิว  ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 089 6222474

Featured

We are all human: ความหลากหลายมิใช่การชี้นำความผิด

ขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาเคลื่อนไหวรณรงค์ประเด็น #BlackLivesMatter เนื่องจากวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 Gorge Floyd ชายชาวอเมริกาผิวสี ถูกเจ้าหน้าตำรวจใช้กฏหมายอาญากล่าวหาว่าเขาใช้ธนบัตรปลอมในร้านอาหารแห่งหนี่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้เข่ากดเข้าที่คอของเขาจนหายใจไม่ออกเป็นเวลานานถึง 9 นาทีจนถึงแก่ชีวิต ทีมแพทย์สูตรพลิกศพพบว่าเกิดจากภาวะขาดอากาศหายใจเนื่องมาจากแรงกดทับที่คอและหลังซึ่งนำไปสู่การขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง

คนไทยบางส่วนตระหนักถึงการเหยียดเชื้อชาติ และเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออกในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน เห็นได้จากแฮชแท็กในทวิตเตอร์ที่ติดเทรนด์ในวันนั้น

แต่ในประเทศไทยเองก็มีประเด็นเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ โดยที่ไม่ได้สื่อกระแสหลักไม่ได้นำเสนอเป็นวงกว้าง และยังไม่เป็นประเด็นที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธี

ยกตัวอย่างเช่น คดีอับนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ วันเกิดเหตุคือวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 นายอับดุลเลาะถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง ก่อนนำไปไว้ที่ค่ายอิงคยุทีบริหาร และพบว่าหมดสติ จึงนำส่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์  รักษาตัว 35 วัน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยการชันสูตรพลิกศพพบว่า เสียชีวิตจากภาวะสมองขาดออกซิเจนและขาดเลือด ปอดอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง (Severe Pneumonia) และมีภาวะพิษเหตุติดเชื้อ (Septic Shock)

โดยทีมวิจัยของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เคยทำเอกสารชุดความรู้เรื่อง “Racial Profiling” นิยามความหมายไว้ว่า “การที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย   เจ้าหน้าที่ความมั่นคงหรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ใช้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับเชื้อชาติ สีผิว ความเป็นมาด้านชาติพันธุ์หรือชาติกำเนิด เป็นเหตุผลเพื่อสนับสนุนการมุ่งเน้นตรวจค้นบุคคลบางจำพวกอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลและสอบสวนพวกเขา หรือใช้[หลักเกณฑ์ดังกล่าว]เป็นตัวชี้วัดว่าบุคคลมีส่วนพัวพันกับอาชญากรรมหรือไม่นั้นเป็นการเลือกปฏิบัติ”

คำถามนี้เป็นคำถามโดยตรงกับรัฐและประชาชนที่ติดตามข่าวสาร เพราะอย่างที่ทุกท่านทราบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หากเรายังเพิกเฉย และขาดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของเรื่องปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา เพศวิถี จึงไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลไปสู่การชี้นำตัวผู้กระทำความผิด เพราะมิเช่นความสูญเสียเหล่านี้จะวนเวียนต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

เอกสารชุดความรู้: “Racial Profiling” อ่านเพิ่มเติม :

Featured

บทสัมภาษณ์: เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (Jasad)

“ตอนที่ลมปะทะผิวหน้า หันไปเห็นต้นไม้สีเขียวทางที่จะกลับบ้าน มันเหมือนฝันไปว่าเราได้กลับบ้านแล้ว” นายอับดุลเลาะ เงาะ หัวหน้ากลุ่มเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฏหมายพิเศษ (Jasad) พูดประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงแห่งอิสรภาพ หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเมื่อปีพ.ศ. 2552 ก่อนจะเข้ามาเป็นผู้นำเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฏหมายพิเศษ (Jasad)

Q: ที่มาก่อตั้งเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฏหมายพิเศษ

A: จุดเริ่มต้นมาจากเราถูกควบคุมตัวโดยทหาร 3 ครั้ง โดยพรก.ฉุกเฉินกฏหมายพิเศษ และระหว่างนั้นก็ถูกซ้อมทรมาน หลังจากถูกปล่อยจากควบคุมครั้งแรกปีพ.ศ. 2552 ก็พบกับคุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

               จนกระทั่งตนเองโดนควบคุมตัวครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2555 ทำให้เริ่มสนใจที่จะถอดบทเรียนว่าระหว่างที่โดนควบคุมตัว อะไรคือข้อเสียของกฏหมายพวกนี้ อะไรบ้างที่ละเมิด อะไรบ้างที่จะช่วยเหลือเคสเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเยียวยา ด้านกฏหมาย ในตอนนั้นเป็นแค่การวางแผนงานไว้เฉย ๆ

จนปีพ.ศ.2557 ครั้งที่ 3 ก็สัญญากับตัวเองว่าต้องทำโดยมีกลุ่มผู้ที่เคยถูกควบคุมตัว จึงเริ่มก่อตั้งกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากกฏหมายพิเศษ เมื่อก่อนยังไม่มีออฟฟิศ ก็คอยส่งอาสาสมัครติดตามแต่ละเคสว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยแบ่งเป็นอาสาสมัครประจำออฟฟิศ 3 – 4 คนในวันทำการ แต่ละคนจะทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน ให้คำปรึกษาเรื่องของกฏหมายพิเศษ และการเยียวยา ในสามข้อนี้เราสามารถดูแลกันได้

ส่วนวันเสาร์ – อาทิตย์ จะเป็นตนเองที่เป็นฝ่ายรับผิดชอบพร้อมอาสาสมัครอีก 2 – 3 คน และที่เหลือจะเป็นอาสาสมัครจากครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ บางเคสคนในครอบครัวก็คุมตัวอยู่ในเรือนจำ ประจำที่สำนักงานอยู่ที่ 20 กว่าคน โดยการทำงานของ Jasad จะไม่เน้นการทำงานเชิงวิชาการมาก แต่จะเน้นที่การดูแลเยียวยาจิตใจ การให้ความรู้ตามที่อบรมมา

และอีกส่วนจะเป็นทีมที่ปรึกษา เป็นอดีตผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงเป็นส่วนใหญ่ อยู่ในเรือนจำ 10 – 11 ปี เขาจะมีประสบการณ์เยอะ เช่น ให้ความรู้ว่าครอบครัวควรเตรียมอะไรไว้บ้าง โดยทั้งสองส่วนต้องมีความรู้ภาคปฏิบัติที่แน่นมาก เพราะหากคนในพื้นที่ไม่แม่นเรื่องบาดแผล ก็จะส่งต่องานให้คนที่จะรวบรวมข้อมูลได้ตกหล่น ทำให้ไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นต้องทำควบคู่กันไปด้วย

Q: ผู้เชี่ยวชาญที่คอยดูแลเรื่องคดีทางเครือข่ายติดต่อมาจากไหนบ้าง

A:  ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เคยถูกควบคุมตัวและถูกปล่อยตัวออกมา คนที่ทำงานด้วยกันก็มีหน้าที่การงานด้านอื่นด้วย แต่ก็มาเป็นอาสาสมัคร เพราะเราก็ไม่ได้มีค่าตอบแทนอะไรให้เขา สิ่งที่ทำให้เขาอยากทำงานร่วมกับเราต่อไป เพราะความเข้าใจที่เคยถูกปฏิบัติไม่ถูกต้องมาก่อน และบางส่วนก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นปัญชาชน

Q: แบบนี้เราจะสามารถนิยามตนเองว่าเป็นเครือข่ายที่มีอาสาสมัครมีประสบการณ์ในถูกควบคุมมากที่สุดเลยได้หรือไม่

A: ตอนแนะนำตัวเครือข่ายก็พูดประมาณนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการถูกควบคุมตัว ซึ่งมันเหมือนจะตลกแต่ไม่เลย เราเข้าใจความรู้สึกว่าหากถูกคุมตัวแล้วเราไม่เห็นว่าญาติมาเยี่ยมมันรู้สึกอย่าง มันบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติกับเราเหมือนไม่ใช่มนุษย์ พาเราไปอยู่ในกระต๊อบคนเดียวกับเจ้าหน้าที่ ตอนเราได้ออกมาจากพื้นที่ตรงนั้นคือตอนครอบครัวมารับตัวกลับบ้าน

“ตอนที่ลมปะทะผิวหน้า หันไปเห็นต้นไม้สีเขียวทางที่จะกลับบ้าน มันเหมือนฝันไปว่าเราได้กลับบ้านแล้ว”

เพราะเช่นนั้นในหลักสูตรของเราเนี่ยการใช้เราจะเน้นยำเรื่องการให้ญาติไปเยี่ยมทุกวัน ถึงแม้ว่าจะญาติจะไม่มีเงิน ก็ให้ประสานมา ทางเครือข่ายพร้อมสนับสนุน เพราะการที่เคสต้องถูกคุมขังคนเดียวมันกระทบกระเทือนจิตใจ นี่จึงเป็นขั้นตอนแรกและขั้นตอนสำคัญ

นอกจากนั้นยังเป็นการติดตามว่าในแต่ละวันเคสถูกเจ้าหน้าที่กระทำการรุนแรงอะไรบ้าง ผู้ติดตามเคสก็จะเอาหลักฐานพวกนี้ไปยื่นให้ศาลพิจารณา ถ้าเราไม่ติดตามในช่วงเวลานี้จะทำให้มีปัญหาตอนดำเนินคดีอาญา เพราะคดีความมั่นคงศาลไม่มีหลักฐาน จำเป็นและสำคัญมากที่เราต้องส่งอาสามสมัครติดตาม 1 คน/เคส

อีกทั้งยังมีเรื่องที่ตามมาอีกคือหลังจากผู้ที่เคยถูกควบคุมตัวถูกปล่อย จะส่งผลกระทบหลังจากนั้นทั้งเรื่องหน้าที่การงาน สถานะทางสังคมที่ถูกมองให้เปลี่ยนไป ไหนจะเรื่องครอบครัวที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบทางอ้อมอีก เราก็ต้องยื่นมือเข้าไปดูแลและช่วยเหลือเขา จะประกันตัวแต่ละทีก็ลำบากไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องอื่นด้วย คล้ายกับรัฐต้องการทำให้เห็นว่าหากเป็นปฏิปักษ์กับรัฐจะเจอกับอะไรบ้าง ถ้าไม่กล้าก็อยู่ลำบาก

Q: ตั้งแต่ทำงานด้านสิทธิมา คิดว่าอะไรที่เป็นเรื่องที่ทำให้เราขยับตัวลำบาก แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปอย่างใจมากที่สุด

A: อยากแก้ไขด่วนที่สุด ต้องเป็นเรื่องซ้อมทรมาน เพราะบางทีญาติมาบอกว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวถูกซ้อมทรมานจนสลบแล้วก็ฟื้น สลบแล้วก็ฟื้น เราก็ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เพราะมีหลายขั้นตอนในการยื่นเรื่องร้องเรียน เราต้องไปหานักสิทธิ และยื่นเรื่องไปที่กรุงเทพฯ และต้องยื่นเรื่องเข้าค่ายทหารอีก กว่าจะได้พบบาดแผลก็หาย จนไม่มีหลักฐานยืนยันว่าถูกซ้อมอย่างไร

และพอใครที่ฟ้องแบบไม่มีหลักฐานเช่นใบรับรองแพทย์ที่ระบุร่องรอยบาดแผล ทางกอ.รมน. ก็เข้ามาฟ้อง slapp (เป็นการฟ้องคดีโดยมีจุดมุ่งหมายให้เสียงของการเรียกร้องสิทธิและการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นจริงต่อสาธารณะอ่อนแรงและเงียบลงไป) ปิดปากไม่ให้พูด

การซ้อมทรมานมันไม่มีวันหยุด มันจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ และมันไม่ได้เจ็บทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่มันเจ็บที่สภาพจิตใจด้วย

Featured

เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีอำนาจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ (DNA) ไปจากเรา

ดีเอ็นเอคืออะไร?
ดีเอ็นเอหรือสารพันธุกรรม เป็นกรดชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในร่างกายของเรา ที่กำหนดรูปลักษณะทางกายและสุขภาพเฉพาะตัวของเราแต่ละคน


เราละคนจะมีดีเอ็นเอไม่เหมือนกัน 100 % ดังนั้นในโลกนี้จึงไม่มีใครที่มีรูปร่างหน้าตาหรือสุขภาพเหมือนกัน 100%

ดีเอ็นเอสามารถถ่ายทอดจากพ่อและแม่สู่ลูกได้ ดังนั้นลูกจะมีดีเอ็นเอที่ผสมกันระหว่างดีเอ็นเอของพ่อและดีเอ็นเอของแม่ ลูกจึงมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับพ่อและแม่หรือบรรพบุรุษ bดังนั้นหากต้องการพิสูจน์ว่าเด็กเป็นลูกของใคร ก็สามารถตรวจเทียบดู ดีเอ็นเอได้

ข้อมูลดีเอ็นเอสำคัญอย่างไร?
ข้อมูลดีเอ็นเอ เป็นข้อมูลเฉพาะบุคคล อาจถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์และโทษในทางผิดๆ เช่นนำไปใช้เป็นหลักฐานกลั่นแกล้งเราว่ากระทำความผิดในคดีอาญา โดยอ้างว่า ดีเอ็นเอของคนร้ายที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุ ตรงกับดีเอ็นเอของเรา เราจึงเป็นคนร้าย เป็นต้น


เรามีสิทธิในดีเอ็นเอของเรา ใครจะละเมิดมิได้
ตามหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายของไทย เราทุกคนมีสิทธิในชีวิต ร่างกาย และข้อมูลส่วนตัว (ส่วนบุคคล) ของเรา ดีเอ็นเอเป็นส่วนของชีวิตและร่างกายและเป็นข้อมูลส่วนตัวของเราได้รับการปกป้องโดยรัฐธรรมนูญ ผู้ใดหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐจะละเมิดมิได้ (รัฐธรรมนูญมาตรา 28 และ 32)
เจ้าหน้าที่จะเก็บดีเอ็นเอได้เพียงสองกรณี คือ

(2.1) เจ้าหน้าที่ต้องให้ข้อมูลแก่เราอย่างละเอียด ถูกต้องเป็นจริง ชัดเจน เข้าใจได้ เช่น
(1) เจ้าหน้าที่ต้องอธิบายให้เราเข้าใจว่าดีเอ็นเอคืออะไร
(2) เจ้าหน้าที่ที่เก็บดีเอ็นเอเรามาจากหน่วยงานไหน
(3) เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอเราไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด
(4) เมื่อเอาตัวอย่างดีเอ็นเอเราไปแล้วจะเก็บไว้ที่ไหน ใครเป็นผู้ตรวจ บันทึกข้อมูล ใครเป็นผู้เก็บรักษา เก็บรักษาอย่างไร
(5) จะรักษาความลับข้อมูลดีเอ็นเอของเราอย่างไร ใครสามารถเข้าถึงได้บ้าง
(6) ใครมีสิทธิเอาข้อมูลดีเอ็นเอของเราไปใช้ได้บ้าง
(7) จะป้องกันไม่ให้นำข้อมูลดีเอ็นเอของเราไปใช้ในทางที่ผิดได้อย่างไร และ
(2.2) เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้เราทราบว่า เรามีสิทธิจะให้เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากเราหรือปฏิเสธได้ไม่บังคับ หากเราไม่ให้เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากเรา ก็จะไม่มีผลร้ายใดๆต่อเรา
(2.3) หากเราได้ให้ความยินยอมไปแล้ว เราสามารถเปลี่บยนใจและถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องลบทำลายข้อมูลดีเอ็นเอของเราเสีย

เจ้าหน้าที่เก็บดีเอ็นเอจากเด็กทารกได้หรือไม่ เด็กทารกยังไม่สามารถเข้าใจเรื่องดีเอ็นเอและไม่สามารถตัดสินใจที่จะให้ความยินยอมในการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอได้ ดีเอ็นเอเป็นข้อมูลส่วนตัวของเด็ก ดังนั้นถ้าไม่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์แก่เด็กเช่นเพื่อพิสูจน์หาพ่อแม่ที่แท้จริงของเด็ก เจ้าหน้าที่จะเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากเด็กไม่ได้ แม้พ่อแม่ ผู้ปกครองจะให้ความยินยอม

เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจเก็บดีเอ็นเอจากบุคคลใดๆ รวมทั้งบุคคลต่อไปนี้ หากบุคคลนั้นไม่ “ยินยอมด้วยความเต็มใจ” เช่น
(1) ผู้ถูกจับ ควบคุมตัวตาม กฎอัยการศึกหรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
(2) ผู้เข้าเกณฑ์ทหาร
(3) ผู้เข้าเมืองโดยไม่ผ่านด่าน
(4) ผู้เข้ารับการตรวจรักษาโรค

หากเจ้าหน้าที่ขอเก็บดีเอ็นเอเราควรทำอย่างไร?
(1) เราควรขอให้เจ้าหน้าที่อธิบายและให้ข้อมูลเราโดยละเอียด
(2) หากเราไม่เต็มใจเราไม่ควรให้เจ้าหน้าที่เก็บดีเอ็นเอ และไม่ควรลงชื่อในเอกสารที่ระบุว่าเราอนุญาตให้เก็บดีเอ็นเอ
(3) หากเจ้าหน้าที่ข่มขู่บังคับ เราควรร้องเรียนผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียน รวมทั้งองค์กรสิทธิมนุษยนชน
(4) หากเราถูกเก็บดีเอ็นเอไปแล้วเราควรเพิกถอนการเก็บโดยทำหนังสือไปถึงหน่วยงานที่เก็บดีเอ็นเอ หากหน่วยงานไม่ยอมลบข้อมูลดีเอ็นเอเราควรฟ้องศาล

#DNA

Featured

การปกป้องสิทธิผู้ถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือในจังหวัดชายแดนใต้

                                            

ตามที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน ในพื้นที่สามจังหวัด สี่อำเภอ ชายแดนภาคใต้ จำนวนมาก ได้ร้องเรียนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมว่า ถูกตัดสัญญานโทรศัพท์มือถือตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นมา ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจาก กอ.รมน.ภาค 4  และกสทช. ได้ให้บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ กำหนดให้ผู้ใช้โทรศัพท์โดยเฉพาะระบบเติมเงินต้องลงทะเบียนซิมใหม่ด้วยระบบสแกนใบหน้า (ระบบ 2 แชะ) โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนใหม่จะถูกบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์มือถือตัดสัญญาณไม่สามารถใช้โทรศัพท์ต่อไปได้

เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ติดตามปัญหา ท้วงติงและคัดค้านมาตรการดังกล่าวตลอดมา ดังปรากฎรายละเอียดตามแถลงการณ์ของมูลนิธิและองค์กรเครือข่าย ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2563  มูลนิธิฯเห็นว่า

  1. ในช่วงที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้กำลังเผชิญกับภัยโรคระบาดร้ายแรงโควิด-19 การติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในการติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการแพร่ระบาด การเรียนรู้มาตรการเพื่อป้องกันการติดเชื้อและการแจ้งเหตุ ขอคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณะสุขในกรณีที่สงสัยว่าตนหรือบุคคลในครอบครัวอาจแป็นโรค เจ็บป่วย หรือมีความจำเป็นอื่นๆ ในการประกอบอาชีพและชีวิตประจำวัน ซึ่งในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือนั้นถือเป็นปัจจัยที่ 5 ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุขของประชาชน
  2. จากการตรวจสอบของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม องค์การและหน่วยงานต่างๆเช่น คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม สิทธิมนุษยชนเป็นต้น พบว่าการขอให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะผู้ที่ได้เคยลงทะเบียนไว้แล้ว ต้องไปลงทะเบียนใหม่โดยระบบ 2 แซ๊ะ มิเช่นนั้นจะถูกตัดสัญญาณนั้น น่าจะเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายหรือความชอบธรรมที่จะกระทำได้ ทั้งมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ  เนื่องจากมาตราการดังกล่าวใช้เฉพาะกับประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้และสี่อำเภอในจังหวัดสงขลาเท่านั้น อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ

ดังนั้นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่ถูกตัดสัญญาณอาจดำเนินการตามต่อไปนี้

(1) ร้องเรียนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ช่วยแก้ไขปัญหาเช่น เจรจากับ กอ.รมน.และ กสทช. หรือผู้นำรัฐบาล

(2) ร้องเรียนหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะ กสทช. และ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ให้ยุติการตัดสัญญาณ

(3) ร้องเรียนหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบและปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย เช่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน

(4) ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลยุติธรรมและศาลปกครองเพื่อสั่งให้ระงับการตัดสิญญาณโทรศัพท์มือถือและพิพากษาให้หน่วยงานที่รับผิดชอบชดใช้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

                                                                                          มูลนิธิผสานวัฒนธรรม                                                                                                                              21 พฤษภาคม 2563

Featured

บทสัมภาษณ์: องค์กรเครือสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP)

องค์กรเครือสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) มุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือกลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆเช่น สามีเสียชีวิต  สามีต้องคดีความมั่นคง สามีอยู่ในเรือนจำ ลูกต้องคดีความมั่นคงจึงเกิดส่งเสริมรายได้ขึ้น และยังมีศูนย์ทีมแพทย์อีกด้วย

Q: จากที่ทราบข้อมูลมารองค์กรเครือสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) เป็นองค์กรที่มีการช่วยเหลือพัฒนากลุ่มอาชีพสตรีที่มาจากครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ อยากให้เล่าที่มาของจุดเริ่มต้นแนวทางนี้ และตอนนี้การช่วยเหลือพัฒนากลุ่มอาชีพสตรีมีด้านใดบ้าง อยากให้เล่าให้ฟัง

A: จุดเริ่มต้นของการให้ความช่วยเหลือสตรีที่ได้รับผลกระทบจากสถานณ์คือ การรวมกลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆเช่น สามีเสียชีวิต  สามีต้องคดีความมั่นคง สามีอยู่ในเรือนจำ ลูกต้องคดีความมั่นคง ซึ่งกลุ่มสตรีเหล่านี้แรกๆเป็นแค่ผู้เสียหายที่มาร้องเรียนขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อสตรีกลุ่มเหล่านี้มีจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทำให้การช่วยเหลือไม่เพียงพอและครอบคลุม ทำให้ทางองค์กร HAP ต้องสร้างกลไกการให้ความช่วยเหลือที่มีความยั่งยืน นั่นก็คือการสร้างกลุ่มสตรีขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือตัวเองและสตรีที่ได้รับผลกระทบคนอื่นอีกด้วย โดยกลุ่มนี้มีชื่อว่า เครือข่ายสตรีปกป้องสิทธิมนุษยชนปาตานี หรือ เรียกสั้นๆว่า JAWANI

ซึ่งการช่วยเหลือพัฒนากลุ่มอาชีพสตรีนั้นเราได้ให้ทางกลุ่มสตรีเป็นคนออกแบบรูปแบบอาชีพเอง ซึ่งปัจจุบันกลุ่มสตรีเหล่านี้ได้กิจกรรมและอาชีพให้ตัวเองดังนี้

1.            ทุกๆเดือนกลุ่มสตรีจะมีการนัดประชุมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหาของตัวและกลุ่ม โดยเฉพาะปัญหาสิทธิ

2.            ทุกๆสองอาทิตย์ทางกลุ่มจะมีการสอนการทำขนมเพื่อจำหน่ายตามร้านค้าต่างๆในชุมชนตัวเอง

3.            ทุกๆสองอาทิตย์ทางกลุ่มจะมีการสอนการตัดเย็บเสื้อผ้า

Q: ช่วยเล่าเรื่องหลักสูตรการเยียวยาที่มีการส่งต่อให้ทีมแพทย์ หลักสูตรที่ว่าคือช่วยด้านใดบ้าง

A: หลักสูตรการเยียวยา    คือการให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในที่นี่หมายถึงกลุ่มเป้าหมายดังนี้คือ  ผู้เสียหายจากการทรมาน   สตรี   เด็ก   ทางองค์กรได้ให้ความช่วยเหลือในสองส่วนคือ ให้ความช่วยเหลือด้านคดีและให้ความช่วยเหลือด้านสภาพจิตใจและร่างกาย ความช่วยเหลือด้านคดีนั้นทางองค์กรได้ให้คำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับคดีและประสานข้อมูลเคสไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน ทั้งนี้การช่วยเหลือเบื้องต้นนั้นเพื่อลดการละเมิดสิทธิของผู้เสียหายัดังกล่าว และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการตรวจสอบ

ส่วนการให้ความช่วยเหลือเยียวยาด้านจิตใจ  เบื้องต้นหรืออันดับแรกคือการลงพื้นที่เยี่ยมเยือน  พูดคุย  และให้กำลังใจ  บันทึกข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจของผู้เสียหายโดยตรงโดยคณะทำงานของทางองค์กรเราเอง   หลังจากการลงพื้นที่เยี่ยมผู้เสียหาย  ทางองค์กรก็ได้รวบร่วมกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบที่มีภาวะเสี่ยงด้านร่างกายและจิตใจให้ หรือทำการส่งต่อเคสไปยังทางศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 ปัตตานี หรือ บ้านธารธารา(หมอไร้พรมแดน)เพื่อทำการประเมินและรักษาเคสต่อไป 

ซึ่งหลักสูตรกระบวนการเยียวยาของเรามีรูปแบบและขั้นตอนดังนี้

1. เก็บข้อมูล/ลงพื้นที่เยี่ยมเคส

2. ประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้น

3. ส่งต่อเคส โรงพยาบาลรัฐและเอกชน(พบจิตแพทย์) แพทย์ทางเลือก(หมอต่างประเทศ) แพทย์ทางเลือก(หมอชาวบ้าน)

4. จัดกิจกรรมกลุ่ม

5. ติดตามอาการ/ประเมิน

6. ถอดบทเรียน

Q: ตั้งแต่ทำงานด้านสิทธิมา คิดว่าอะไรที่เป็นเรื่องที่ทำให้เราขยับตัวลำบาก แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปอย่างใจมากที่สุด

A: ประเด็นปัญหาและความท้าทายในการทำงานเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขององค์กรเครือสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) ในระดับประชาชนทั่วไปและระดับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์มีหลายประการ ในที่นี้จะสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นหลักบางประการ  การขาดความเข้าใจร่วมกันของผู้ได้รับผมกระทบกับประชาชนทั่วไปอยู่ในพื้นที่ความเข้าใจร่วมกันต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนนับเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินการและสนับสนุนภารกิจด้าน สิทธิมนุษยชน   อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานขององค์กรยังขาดประสบการณ์กับข้อจำกัดในหลักการซึ่งเป็นผลจากการขาดความเข้าใจร่วมกัน  แม้ว่าขอบเขตอำนาจหน้าที่ของทีมคำนึงถึงความรู้ความสามารถด้านสิทธิมนุษยชนในการทำงานในพื้นที่ความขัดแย้ง สาเหตุ ของอุปสรรคนี้คือการขาดความตระหนักถึงความสำคัญด้านประเด็นสิทธิมนุษยชน แม้ว่าประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนจะเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของการที่ประชาชนต้องใช้ในพื้นที่นี้ แต่สิทธิ มนุษยชนยังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจน้อยกว่าประเด็นอื่นโดยเฉพาะประเด็นด้านการละเมิดสิทธิ ทั้งนี้เพราะ ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ประชาชนจึงมีแนวโน้มที่จะละเลยกับความจริงที่ว่า ประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องพื้นฐานซึ่งมีความเกี่ยวโยงแทบทุกด้านในชีวิตของมนุษย์ การตระหนักถึง ความสำคัญของประเด็นดังกล่าวมักจะมีขึ้นต่อเมื่อเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น

               และอีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นไปได้ยาก กล่าวคือทางเจ้าหน้าที่รัฐได้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบกฎหมายที่วางไว้ แต่ในทางปฏิบัติต่อประชาชนไม่ตรงกับนโยบายที่รัฐต้องการผลกระทบตามมาทำให้ประชาชนเกลียดเจ้าหน้าที่ต่อ

Featured

บทสัมภาษณ์: กลุ่มด้วยใจ

 

 

 

ด้วยใจ

 

กลุ่มด้วยใจมีความน่าสนใจตรงที่ใช้วิธีการเยียวยาในรูปแบบขององค์กรที่เน้นภายใต้กิจกรรมบำบัด เช่น Art therapy การทำโยคะ เป็นต้น และเป็นกลุ่มที่กระตือรือร้นในการเข้าถึงเคสเป็นอย่างมากเพราะมีการรวมตัวกันลงพื้นที่บ่อย

 

Q: ช่วยอธิบายการทำงานของกลุ่มด้วยใจว่ามีขั้นตอนการเข้าถึงเคส และเยียวยา ช่วยเหลือเคสอย่างไรบ้าง

A: การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายแต่ละโครงการสำหรับกรณีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษมีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย 3 ช่องทาง คือ

  1. เคสหรือครอบครัวของเคสติดต่อมาโดยตรงผ่านทางโทรศัพท์เพื่อแจ้งสภาพปัญหาให้เราทราบ
  2. เครือข่ายในพื้นที่ของกลุ่มด้วยใจได้ประสานมาทางกลุ่มด้วยใจหรือแจ้งให้ทราบว่ามีเคสเกิดขึ้นในพื้นที่ของเครือข่าย
  3. การติดตามข่าวจากสื่อต่างๆและไปเยี่ยมที่บ้านเพื่อไปพูดคุยแนะนำตัว
  4. การลงพื้นที่แล้วมีการบอกต่อถึงเคสเพิ่มเติมในพื้นที่นั้นๆ

การเยียวยามีหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับปัญหาที่ของทางกลุ่มด้วยใจได้ประเมินจากการสัมภาษณ์เชิงลึกชองเคส โดยมีการเยียวยา 4 มิติคือ

  1. การเยียวยาทางด้านจิตใจซึ่งมีหลายวิธีคือ การเยียวยาด้วยนักจิตวิทยาคลินิก ให้คำปรึกษารายบุคคล รายกลุ่ม รายครอบครัว การเยียวยาด้วย Art therapy และ Group therapy
  2. การเยียวยาทางด้านร่างกายที่เกิดจากการถูกกระทำทรมาน คือ โยคะ ฟุตบอล การนวดด้วยฤษีดัดตน เพื่อช่วยยืดร่างกายและคลายเส้นจากการถูกทำร้ายร่างกาย
  3. การเยียวยาทางด้านเศรษฐกิจ คือการให้ทุนเพื่อประกอบอาชีพเป็นการให้ยืมในการเริ่มต้นธุรกิจของครอบครัวและอีกกิจกรรมคือการฝึกอาชีพที่สามารถกลับไปทำที่บ้านได้
  4. การเยียวยาทางด้านสังคมคือการทำให้เคสสามารถกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ไม่รู้สึกระแวงต่อกัน ผ่านกิจกรรมทางด้านสาธารณสุข และมนุษยธรรมให้กับชุมชน

 

Q: ทราบมาว่ากลุ่มด้วยใจใช้การบำบัดสภาวะจิตใจมาดูแลแต่ละเคส ช่วยเล่าการเรียนรู้ของสมาชิกในกลุ่มที่เข้ามาช่วยเหลือเคสว่ากลุ่มด้วยใจส่งสมาชิกไปเรียนรู้จากไหน อย่างไรบ้าง

A: กลุ่มด้วยใจได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการเยียวยากับหน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่และกรุงเทพ นอกจากนี้ก็มีการฝึกอบรมกระบวนการและความรู้ต่างๆจากนักจิตวิทยาคลินิกจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ทางด้านการเยียวยาเช่นจากนักจิตวิทยาคลีนิคจากประเทศมาเลเซีย อินเดีย และสวิสเซอร์แลนด์ รวมไปถึงการอบรมกับองค์กร IRCT ที่ในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา

 

Q: ตั้งแต่ทำงานด้านสิทธิมา คิดว่าอะไรที่เป็นเรื่องที่ทำให้เราขยับตัวลำบาก แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปอย่างใจมากที่สุด

A: การทำงานเพื่อการแก้ปัญหาในระดับพื้นที่เรื่องการป้องกันการทรมานและผู้เสียหายและผู้กระทำต่างอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง ที่สถานการณ์ทำให้ผู้เสียหายถูกทำให้อ่อนแอมากยิ่งขึ้นในขณะที่ผู้กระทำมีอำนาจมากยิ่งขึ้นและมีองค์กรให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังในการกระทำนั้น

Featured

บทสัมภาษณ์: เครือข่ายปกป้องเด็กจังหวัดชายแดนใต้ (Child Protection Network (CPN))

 

CPN

 

 

เรามาทำความรู้จักเครือข่ายปกป้องเด็กจังหวัดชายแดนใต้ (Child Protection Network (CPN)) องค์กรเดียวจากทั้งหมด 4 องค์กรภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ที่ดูแลเรื่องสิทธิเด็กในสามจังหวัดชายแดนใต้

Q: จากที่ทราบข้อมูลมาองค์กร  เป็นองค์กรเดียวที่มีการรวมตัวจากทั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เล่าที่มาการรวมตัวของสมาชิกและอาสาสมัครในองค์กรว่ามาเจอกันได้อย่างไร และเพื่อเป้าหมายใด

A: ที่มาและความสำคัญ

การรวมเครือข่ายที่ทำงานด้านเด็กในปี 2557 เกิดจากปัญหาเด็กถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จัดหวัดชายแดนใต้มีมากขึ้น องค์กรด้านเด็กทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จึงมีการประชุมร่วมกันทุกไตรมาสเพื่อวิเคราะห์และศึกษาสถานการณ์เด็กในพื้นที่ของความขัดแย้งโดยนัดประชุมทุก 3 เดือน อย่างต่อเนื่องมีจำนวน 10 กว่าองค์กรที่มาประชุมทุกครั้ง จากองค์กรร่วม 17 องค์กร มีการทำกิจกรรมร่วมกันในทุกๆปี คือ กิจกรรมวันสิทธิเด็กสากล จากการทำกิจกรรมกันมาอย่างต่อเนื่อง และมีการประชุมพบปะกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาชิกองค์กรเครือข่ายมีความคิดร่วมกันที่จะจัดตั้งเป็นเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นในปี 2560 โดยมีชื่อว่า “เครือข่ายปกป้องเด็กจังหวัดชายแดนใต้ (Child Protection Network (CPN))” ปัจจุบันมีสมาชิกองค์กรทั้งหมด 22 องค์กร ประกอบด้วย

  1. กลุ่มด้วยใจ
  2. มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา(NUSANTARA)
  3. สมาคมฟ้าใส
  4. องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี HAP
  5. สมาคมประชาสังคมนราธิวาส
  6. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มพด.)
  7. ศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศวชต.) จังหวัดปัตตานี
  8. ศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศวชต.) จังหวัดนราธิวาส
  9. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF)
  10. กลุ่มเยาวชนบ้านควน
  11. สมาคมศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กกำพร้า
  12. สลาตันเนเจอร์
  13. กลุ่มเสวนาจู่โจม
  14. กลุ่มพิราบขาว
  15. กลุ่มบุหงารายา
  16. กลุ่มเซากูน่า
  17. ธนาคารใจอาสา
  18. ครอบครัวรอยยิ้มหมู่บ้านเป็นสุข (KPS)
  19. Deep south watch/ DSJ (Deep south journalist)
  20. สมาคมสะพานปัญญา
  21. สมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตอาสา มอ.
  22. ชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา

เป้าหมาย

  • เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีเพื่อปกป้องคุ้มครอง และพัฒนาเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
  • เพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่ายที่ทำงานในประเด็นเด็กให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการ ทำงานด้านสิทธิเด็ก
  • เพื่อการจัดทำรายงานสถานการณ์เด็กเพื่อนำไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายด้านเด็กในจังหวัด ชายแดนใต้

 

Q: ตั้งแต่ทำงานมาเล็งเห็นอะไรในการทำงานด้านสิทธิเด็กที่มีปัญหาในสามจังหวัดชายแดนใต้

A: เนื่องจากเด็กไม่มีความรู้เรื่องสิทธิของตนเอง และผู้ใหญ่ยังขาดองค์ความรู้เรื่องสิทธิเด็ก ทำให้ยังมีการละเมิดสิทธิเด็ก ทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐ ครู ผู้ปกครอง และอื่นๆ ทั้งโดยตั้งใจ และไม่ตั้งใจ ทั้งทางตรง และทางอ้อม จึงริเริ่มก่อตั้งองค์กรให้ความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ทหารในเรื่องของการปกป้องการละเมิดสิทธิเด็ก ยังคงขาดการให้ความร่วมมือ เพราะยังคงเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทหารมีการเก็บ DNA เด็กอยู่ในพื้นที่

 

Q: หากภาครัฐเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือเรื่องสิทธิเด็กในสามจังหวัดมากกว่าที่เราต้องดูแลกันเอง มีความคิดเห็นอย่างไร

A: เป็นสิ่งที่ดีมากหากภาครัฐเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือเรื่องสิทธิเด็กในสามจังหวัด เพราะภาครัฐมีทั้งกำลังคน อำนาจ และงบประมาณ ที่จะสามารถทำให้การดำเนินงานเรื่องนี้มีความต่อเนื่องและยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องที่เกิดจากการละเมิดโดยเจ้าหน้าที่เอง ภาครัฐคงสามารถที่จะช่วยกันผลักดันไม่ให้เจ้าหน้าทำการละเมิดสิทธิเด็กขึ้นเอง หรือหากมีก็สามารถกำหนดบทลงโทษได้

 

Q: ตั้งแต่ทำงานด้านสิทธิมา คิดว่าอะไรที่เป็นเรื่องที่ทำให้เราขยับตัวลำบาก แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปอย่างใจมากที่สุด

A: การผลักดันเรื่องสิทธิเด็กกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่บางคนยังคงมีการละเลย และทำการละเมิดสิทธิเด็กอยู่ตลอด เช่น เรื่องการเก็บ DAN เด็ก ก็ยังคงมีการเก็บให้เห็นทุกปี เจ้าหน้าที่บางคนก็ยังคงขาดองค์ความรู้เรื่องว่าด้วยอนุสัญญาสิทธิเด็ก

 

 

Featured

Bring Thais back Home: Constitutional Rights Vs. Emergency Decree By Pornpen Khongkachonkiet and Nur-Sikeen Yosoh, Cross Cultural Foundation- CrCF

e0b894e0b988e0b8b2e0b899e0b8aae0b895e0b8b9e0b8a5-28-mar-2020

Bring Thais back Home: Constitutional Rights Vs. Emergency Decree

By Pornpen Khongkachonkiet and Nur-Sikeen Yosoh, Cross Cultural Foundation- CrCF

Translation by Nathakrit and Katie

Released in Thai at https://www.the101.world/bring-thais-home/

 

On 18 March 2020, Malaysia decided to go into lockdown due to the Covid-19 outbreak. The country then delayed its border checkpoint re-opening. The checkpoints are in districts which share the border with Malaysia, such as   Su-ngai Kolok district of Narathiwat province, Betong district of Yala province and Khuan Don district of Satun province. Since then, we have learned about the situation of Thai people stranded in Malaysia through online chatting and calling, and we discussed further ways to bring this information to other organisations and including state agencies . We do so with the hope that collaboration will decrease the difficulties Thais face in trying to return back to their homes. According to the Constitution of the Kingdom of Thailand, Section 39 This section states that

 

“ No person of Thai nationality shall be deported or prohibited from entering the Kingdom. The revocation of Thai nationality acquired by birth shall not be permitted. ”

 

Many might not agree that those who have Thai citizenship should have the right to enter Thailand regardless of extenuating circumstances. But if Thais who are diagnosed with Covid-19 want to return to their country, they have the right to do so. Hence, the related state sectors must help them to get proper medical treatment until they are cured, or the state has to ensure that these Thais will enter quarantine until it is determined they are noncontagious. However, there are no cases of infected people being denied to return home at this point in time.

 

The hot topic is the scenario where Thai citizens request to return to Thailand from highly infected countries. Due to the Covid-19 outbreak that has caused many states to lose control over the spread of infection, every country wants to ensure they have adequate public health protective measures. However, Thai people travelling back to their homes should not have their fundamental rights violated. As the Constitution of the Kingdom of Thailand states: “No person of Thai nationality shall be […] prohibited from entering the Kingdom.”

 

The situation in Su-ngai Kolok, the Southern province of Narathiwat, is that constitutional rights conflict with the emergency decree. In order to enter Thailand, it is necessary to seek help from many sectors – such as diplomats, politicians, lawyers, public health officials, civil society members, and other sectors including the military and police. We all must work together to help Thais stuck in Malaysia safely return home.

 

Although everyone does their best to help the Thais, for many villagers in Su-ngai Kolok the situation remains dire.

 

Covid-19 in Thailand’s the Deep South

 

Three Southern Border Provinces are areas of conflict in which force has been used since 2006. This marks the 16th year of armed conflict. People, regardless of age, race, and profession, are affected by the fighting, which killed more than 7,000 people and injured more than 10,000 people. It could be said that almost everyone has acquaintances or close relatives directly affected by the violence. Nevertheless, this number does not include the violence caused by power structures, which forced people to leave their home districts to seek better economic opportunities, to escape from the chaos, or even to avoid arrest.

 

The outbreak of covid-19 in the Deep South, therefore, poses a challenge to an already complex situation. Covid-19 policies, which have been in effect for more than 2 months now, are causing people immense confusion and concern.

 

The epidemic in the Deep South began with the return of a religious group from a high-risk country. However, according to the report on 3 May 2020, there are now 374 cases of infection (cumulative), 255 cases of recovered patients, and 4 deaths. The infected cases include both children and seniors. Currently, patients are undergoing medical treatment at the hospitals in their districts.

 

The epidemic of covid-19 caused the state sector to implement temporary measures in all three southern border provinces where the special laws had previously been in effect. This led to an overlap in emergency law implementations, greatly affecting the lives of people in the South. The difficulties caused by the new emergency laws include villages locking down, provinces locking down, some road closures, and limits to the amount of Thai workers who can return to Thailand. Only 100 Thai workers, who are currently in Malaysia, can pass through individual checkpoints.

 

The sudden measures implemented due to the rapidly expanding outbreak affects many aspects of peoples’ daily lives, including jobs loss or terminated due to the spread of covid-19. At present, government and non-government agencies have started to provide assistance for those affected by the spread of the communicable disease.

 

No work, no money

When Thai workers in Malaysia have to come back home

 

The situation for Thai workers in Malaysia is becoming more and more complicated. These workers work in Thai restaurants, especially cook-to-order restaurants– locally called Tom Yum Goong restaurants– in which most owners are Thai citizens of Malay descent. Apart from this, there are also Thai-Buddhist and Thai-Muslim workers from provinces of Southern Thailand, and Thai-Buddhist workers from the other regions of Thailand, who are currently working in the agriculture sector. They work on fishing boats, in the seafood industry, on rubber plantations, on palm plantations, and in cornfields. Moreover, there are still a large number of workers working in the service sector as massage therapists, housewives, or servants.

 

For Thai laborers from Southern Thailand’s three border provinces, most of them work as employees who are paid daily. The strict epidemic prevention measures in Malaysia have caused these workers to lose their jobs. Thus, they cannot earn the money to support their families and they desire to return to their homes in Thailand. A desire to return also stems from the fasting month from 25 April to 25 May in which the Hari Raya festival takes place. This festival, like the Songkran festival of other Thais, is another motivator to return home for Thai-Muslim people who live in the three border provinces of Southern Thailand.

 

 

Travel requirement deprives people

 

Aligning with the command of the southern province of Satun, on 28 March 2020, the Royal Thai Embassy of Kuala Lumpur announced the closure of Tammalang pier and Wang Prachan checkpoints. It insisted that Thais in Malaysia stay in their accommodations and not travel to the border.

 

On 13 April 2020, the Royal Thai Embassy then announced the opening of checkpoints in Thailand-Malaysia borders areas. The Embassy claimed it would allow Thais to return to their country. Unfortunately, this is just for Thais who can acquire and complete all the required documents. These documents consist of  a certificate of entry issued by the Royal Thai Embassy in Kuala Lumpur or the Consulate General, which must be registered for online. And, Thais must also obtain a medical certificate post physical examination that proves they are healthy within 72 hours prior to travel. Thais are allowed to enter Thailand through limited channels. Just 4 checkpoints are open: Sadao, Su-ngai Kolok, Wang Prachan and Betong. Moreover, only a total of 300 people, cumulative across all the checkpoints, are allowed to enter Thailand each day.

 

Thais in Malaysia find it terribly difficult to obtain the medical documents and the online entry certificates issued by the Thai Embassy. Many of them registered for humanitarian aid to obtain food and necessities. Some of them received assistance from the private sector of Malaysia. Some of them even received help directly from the Thai Embassy in Kuala Lumpur. The Thai Embassy has good communication with the Thais in Malaysia. They even implemented measures to help Thais return home as soon as possible. For instance, the Embassy organized buses to drop off Thais at the Thailand-Malaysia border checkpoints. Coming home is the thing everyone longs for.

 

Yet the ways back home are limited by the extremely restrictive limit placed on immigration. With only 300 Thais per day allowed to enter the country through the land checkpoints, there are thousands who remain unable to register for an entry certificate date. Moreover, the online registration system is difficult to understand and does not always function properly. Thus, Thais need helps from a team of volunteers to access the internet and complete the online form.

 

A volunteer explained that “The server will open at midnight every day but they cannot register every night, because there are a lot of people who register and they have to wait for the six digit code to complete the registration. The server sometimes does not issue a  code, causing us to restart again.”

 

In addition, the lock down also makes it impossible to use public transportation. Many have to rent a car to return home. Sometimes, people have to spend ten times more for the trip back home.

 

Opening a checkpint: middleman , fines and DNA

 

26-year-old Mr.A (alias) from Cho Ai Rong of Narathiwat province works as an employee in a Tom-Yum Goong restaurant in Banting of Salang Ngo state. He informed us that one of his employers, Baeyu, told him that the Thai Embassy would return the Thais home. Thus, Bayu offered him a trip to the Kolok checkpoint; But Mr.A would have to pay 500 RM for the trip back home. His employer set up an appointment on 18 April 2020 after paying the cost. However, both employers also demanded that he pay more than 100 RM (700 RM) for unexplained reasons.

 

Similarly, 29 year old Mr.B (alias), who is from Cho Ai Rong of Narathiwat and works as an employer in a city in Salang Ngo state, says that he heard the news from his friends. They said that there would be someone who can bring them back home in exchange for some money. When Mr.B heard that, he quickly contacted Baeyu, the same middleman. He paid Baeyu 400 RM (around 2,800 baht) for the trip. Many trips back home had different costs. For instance, Mr.B heard that one mother along with a daughter had to pay approximately 2,000 RM (14,000 baht) without knowing why they had to pay such a high price. They took the same bus, spending more than 20 hours on it. However, the bus also picked up more than 72 people during the trip.

 

The number of Thai returnees were limited at the Sungai Kolok Immigration Checkpoint. There was a quota to only accept 100 people returning from Malaysia per day. However, on April 19, more than 200 people traveled. This made the checkpoint accept all of them. But workers who did not have medical certificates, the documents issued by the Embassy, who stayed in Malaysia longer than their visa validity, or who had expired passports had to pay a fine of 800 baht. Some of them had to borrow baht from their friends to pay the fines, and many were subjected to DNA tests by the police. Everyone who crossed the border that day did not know about the DNA tests in advance and did not even know why they had to comply. The police commanded the migrant workers to quickly sign the consent documents without allowing them to read them. They all believed that the DNA tests were a part of the re-entry process, since the tables were set beside the fines payment point. After that, all of them were put into quarantine in their domiciles.

 

The regulation which is inconsistent with the situation

 

In order to deal with the Covid-19 outbreak, Dr. Giflon Dolor, the president of the Thai Islamic Medical Association, formed an ad hoc commission to help Thais in Malaysia. This commission consists of 11 committees from civil society and other various fields.

 

According to Tuwerdaniya Mueringing, the president of the ad hoc commission, in the first conference (30 March 2020), it was previously predicted that there were more than 50,000 people who already returned to Thailand. These people mostly have residences in the border provinces of Southern Thailand. However, there are still up to 10,000 people stranded in Malaysia — 6,000 people are registered with the Thai Embassy but the rest are still unaccounted for.

 

For a total of one month, the commission had proposed in various ways that the Thai Embassy policies – that only 300 returnees can pass the checkpoints and that everyone must have fit to travel medical certificates – be cancelled. Apart from this, they also demanded that authorities not facilitate required documents through online registration. Nonetheless, the Thai authorities did not respond to the commission.

 

It is well known that, in order to bring Thais back home, it is necessary to have effective public health management by the Ministry of Public Health and the Ministry of Interior. These agencies determine medical treatment and quarantine policies for the state, local departments, and communities. But once Thai public health maintenance and pandemic control measures are effective, maintaining inconsistent migration policies can only be considered the abandonment of Thai migrant workers stranded abroad. These neglected Thais — children, women, the elderly and the poverty-stricken – then consider alternative ways, including illegal border crossings, to enter the country. Thus, they risk being caught by security forces while simultaneously posing a risk to society by not passing health screenings. The fit to travel policies, therefore, must be cancelled immediately in accordance with human rights principles under the Thai constitution.

==========

 

Translation by Nathakrit and Katie

Featured

เมื่อต้อง “ไม่มีผู้ใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ในสถานการณ์ COVID19 แถลงการณ์ร่วม ขอให้ยุติการตัดสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยทันที

95149451_3193495974003459_6190140981367537664_n

เมื่อต้อง “ไม่มีผู้ใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

แถลงการณ์ร่วม ขอให้ยุติการตัดสัญญาณโทรศัพท์โดยทันที

กรณีผู้ใช้โทรศัพท์ ไม่ไปถ่ายรูปสองแชะในจังหวัดชายแดนใต้ ในสถานการณ์โควิด-19

เผยแพร่วันที่ 17  พฤษภาคม 2563

เมื่อ12 พฤษภาคม 2563  มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเริ่มได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีที่ประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และเทพา) โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นผู้ใช้บริการโทรศัพท์แบบเติมเงินทั้งสี่เครือข่ายไม่ว่าจะเป็นของ CAT, DTAC, AIS และ TRUE ว่าสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดแล้ว ไม่สามารถใช้บริการอินเตอร์เนต รับสายเข้า และโทรออกได้

ก่อนหน้านี้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมักได้รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือว่า ให้ทุกคนที่ต้องการใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ดังกล่าว ไปลงทะเบียนซิมการ์ดโดยวีธีการตรวจสอบใบหน้า (Face Recognition) เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ ของตน ภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 มิเช่นนั้นจะไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือของตนได้[1] โดยข้อความลักษณะดังกล่าวมีเนื้อหาแตกต่างกันออกไปบ้าง และมีการจัดส่งอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันมาตั้งแต่ปลายปี 2562 เป็นต้นมา

โดยมีข้อมูลของฝ่ายกฎหมาย กอรมน. ภาคสี่ส่วนหน้า ที่ให้ไว้กับการประชุมกรรมาธิการการกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562    ซึ่งเป็นข้อมูลของช่วงต้นเดือนธันวาคม 2563 ว่า มีผู้ใช้ซิมการ์ดในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จำนวนทั้งสิ้น 1.5 ล้านหมายเลข เป็นหมายเลขจดทะเบียนรายเดือนเพียง 300,000  หมายเลข  ปัจจุบันนี้ทางกอรมน.ได้ดำเนินการบริการให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ลงทะเบียนโดยระบบสองแช้ะ อัตลักษณ์ไปแล้วทั้งสิ้น  888,813 เลขหมาย โดยใช้เจ้าหน้าที่ทหารทั้งสิ้น 7,305 นายดำเนินการมาตั้งแต่มีนโยบายนี้

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องพบว่ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในสถานการณ์รับมือโควิด-19 ดังนี้

  1. การที่บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตัดสัญญาโทรศัพท์ของผู้ใช้ซิมแบบเติมเงินนั้น ส่งผลให้เกิดความเดือนร้อนอย่างมากของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในสถานการณ์โควิด 19 เนื่องจากผู้ใช้ซิมเติมเงินเป็นส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ซิมที่มีรายได้ไม่มากนักและมีการใช้งานทั้งในเรื่องการเข้าถึงอินเตอร์เนต การติดต่อสื่อสารเพราะมีการจำกัดการเดินทางในภาวะที่มีการปิดเมือง ปิดตำบล ปิดหมู่บ้าน รวมทั้งการประสานขอความช่วยเหลือด้านการศึกษา การสาธารณสุขและด้านมนุษยธรรม เช่น

1.1           มิติการศึกษา ในปัจจุบันการศึกษาของเด็กและเยาวชนในอนาคตที่ไม่สามารถเปิดโรงเรียนได้    ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดการเรียนการสอนหนังสือผ่านระบบออนไลน์  การตัดสัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นการตัดโอกาสทางการศึกษาของเด็กๆเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่อัตราการเข้าเรียนและคุณภาพการศึกษามีโอกาสน้อยกว่าภาคอื่นๆของประเทศ จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

1.2           มิติเศรษฐกิจ รายงานของธนาคารโลกระบุว่าอัตราความยากจนในพื้นที่ขัดแย้งสามจังหวัดชายแดนใต้สูงที่สุดในประเทศไทยและจากสถานการณ์ความมั่นคงและการระบาดของโควิด19 ทำให้ผู้คนในจังหวัดชายแดนใต้ประกอบอาชีพขายของออนไลน์มากขึ้น การตัดสัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นการตัดโอกาสในการรอดพ้นภาวะยากจนและการมีรายได้เพื่อมาเลี้ยงชีพในครัวเรือน

1.3           มิติความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต และการเข้าถึงความช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุขและด้านมนุษยธรรม การตัดสัญญาณโทรศัพท์ทำให้ผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำหรือเดินทางคนเดียว หรือผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันเมื่อประสบอุบัติเหตุหรือเหตุร้ายหรือมีปัญหาสุขภาพฉุกเฉินการร้องขอความช่วยเหลือจึงผ่านทางโทรศัพท์ไม่อาจทำได้จึงมีความเสี่ยงที่จะมีโอกาสในการมีชีวิตรอด

  1. การบังคับให้ประชากรที่ใช้ซิมโทรศัพท์ไปจดทะเบียนใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าเพื่อพิสูจน์และรับรองอัตลักษณ์บุคคลแต่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าไม่ดำเนินการตามกำหนดเวลาจะตัดสัญญาณโทรศัพท์ นั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสัญญาเนื่องจากผู้ที่ใช้โทรศัพท์มาแต่เดิมทำสัญญาเข้ารับบริการใช้เครือข่าย ไม่มีเงื่อนไขดังกล่าวจึงถือว่าบริษัทผู้ให้บริการผิดหลักการคู่สัญญาบริการธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ และการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน โดยไม่มีกฎหมายใดใดให้อำนาจไว้

 

  1. การดำเนินการตัดสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ใช้ซิมแบบเติมเงินจำนวนในพื้นที่หลายแสนเลขหมาย เฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และขัดกับมาตรการขององค์การสหประชาชาติ[2] ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2563 ที่ว่า “การระบาดใหญ่ของโรคโควิด – 19 เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนถึงความสำคัญของหลักการแยกออกจากกันไม่ได้และการพึ่งพาอาศัยกันของสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย การระบาดใหญ่ในครั้งนี้เป็นภัยคุกคามสาธารณสุขทั่วโลก อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ในหลายแง่มุมต่อการใช้สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เนื่องจากบางมาตรการที่รัฐบังคับใช้เพื่อต่อสู้กับการระบาดใหญ่มีผลเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางโยกย้ายและสิทธิอื่นๆ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่รัฐจำต้องใช้มาตรการต่างๆ เพื่อต่อสู้กับการระบาดใหญ่ด้วยความสมเหตุสมผล (reasonable) และได้สัดส่วน (proportionate) เพื่อรับประกันการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย” รวมทั้งขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติที่ประเทศไทยเป็นภาคีและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลักเสมอภาคและไม่มีเลือกปฏิบัติ
  2. อีกทั้งการจัดเก็บและการนำมาใช้ในการหาข้อมูลหรือเก็บหลักฐานประกอบปฏิบัติการข่าวกรองมักนำไปสู่การคัดกรองบุคคลโดยดูจากลักษณะทางเชื้อชาติ (Racial Profiling) หากไม่ใช้อย่างระมัดระวัง อาจทำให้เกิดการจับและลงโทษคนผิด นอกจากจะนับเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติยังสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนขาดความไว้วางใจต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก

ดังนั้นองค์กรที่มีชื่อข้างท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้จึงขอเรียกร้องให้บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ กสทช. กอ.รมน. 4 และรัฐบาล ได้ยุติการตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการในจังหวัดชายแดนใต้โดยทันที และต่อสัญญานโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการทุกเครือข่ายโดยทันที

รายชื่อบุคคลและองค์กรร่วมแถลงการณ์   ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2563

  1. เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.)
  2. มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
  3. กลุ่มบุหงารายาเพื่อการศึกษา
  4. กลุ่มด้วยใจ
  5. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
  6. เครือข่ายปกป้องเด็กจังหวัดชายแดนใต้
  7. เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ ( JASAD)
  8. สมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชน
  9. กลุ่มบ้านพิราบขาว จชต.
  10. เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี
  11. Deep South Watch – DSW
  12. ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน (BUKU)
  13. สมาคมเพื่อการพัฒนาสตรีและการช่วยเหลือเด็กกำพร้า
  14. ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  15. สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  16. ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  17. อันธิฌา แสงชัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  18. เกื้อ ฤทธิบูรณ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  19. กุสุมา กูใหญ่ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  20. บัณฑิต ไกรวิจิตร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

[1] ตัวอย่างข้อความ “กอ.รมน.ภาค4 ขอให้ผู้ใช้บริการใน 3จว.ชายแดนใต้+4 อำเภอสงขลา ลงทะเบียนซิมด้วยระบบตรวจสอบใบหน้า/อัตลักษณ์ ภายใน 31ต.ค.62 เช็กสถานะซิม กด*165*5*เลขบัตรปชช.# โทรออก หากไม่ดำเนินการในวันที่กำหนด จะไม่สามารถใช้บริการได้ฟังข้อมูลเพิ่มเติมกด*915653 ภาษายาวีกด*915654”

[2] แถลงการณ์ เรื่อง การระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด – 19) กับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมแถลงการณ์โดยคณะกรรมการสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เผยแพร่วันที่ 6 เมษายน   2563

แถลงการณ์ ขอให้ยุติการตัดสัญญาณโทรศัพท์ บรรเทาความเดือนร้อนประชาชนในสถานการณ์โควิด-final

Featured

News : อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้ 7 ข้อบกพร่อง พรบ.อุทยาน ขาดสิทธิ ละเมิดสิทธิ และมีช่องให้ทำเหมืองแร่

อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ชี้ข้อบกพร่อง 7 ประการใน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ขาดการ “ฟื้นฟู” ในหลักการเหตุผล ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ขาดสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร อนุญาตให้ทำเหมืองแร่ได้ในเขตอุทยานแห่งชาติ ละเมิดสิทธิในเคหะสถาน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ขัดหลักกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

 

นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ได้ชี้ให้เห็นว่า กรณีพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 และมีผลบังคับใช้ใน 180 วัน นับแต่วันประกาศ คือมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนแปลงจาก พ.ร.บ.ฉบับเดิม พ.ศ.2504 ไปหลายประเด็น แม้ให้โอกาสคนผิดกฎหมายที่อยู่ในพื้นที่ป่าขออาศัยในพื้นที่ป่าตามเงื่อนไขไม่เกิน 20 ปี แต่มีข้อกังวลที่เป็นข้อบกพร่องของ พ.ร.บ.ทั้งสิ้น 7 ประการ ดังนี้

 

  1. ขาดการ “ฟื้นฟู” ในหลักการเหตุผล

หลักการเหตุผลของ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ไม่มีคำว่า “ฟื้นฟู” บัญญัติไว้เพียงการสงวน อนุรักษ์ คุ้มครอง และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

การสงวน อนุรักษ์ คุ้มครอง และบำรุงรักษา เป็นการกระทำต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันเท่านั้น หากเป็นการปลูกป่า ปลูกต้นไม้เพิ่ม หรือการกระทำให้สภาพทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมลง มีสภาพดีขึ้น ซึ่งเป็นการฟื้นฟู อาจกระทำไม่ได้

  1. ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ไม่มีส่วนร่วมของภาคประชาชนเลย ทั้งที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดให้ต้องฟังความคิดเห็นของประชาชน และเมื่อเป็น พ.ร.บ.กลับรวมอำนาจในการจัดการและนโยบายไว้ที่คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แม้จะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก็เป็นกรรมการจากการแต่งตั้งของคณะรัฐมนตรี ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิยังสามารถดำรงตำแหน่งต่อเนื่องโดยไม่สิ้นสุด อีกทั้งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติไม่ได้กำหนดให้มีหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

  1. ขาดสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร

พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ไม่ได้กำหนดสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรเลย ทั้งที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ได้บัญญัติสิทธิในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างชัดเจน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติมีเพียงแบ่งเงินให้แก่เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เกินร้อยละสิบเท่านั้น

  1. อนุญาตให้ทำเหมืองแร่ได้ในเขตอุทยานแห่งชาติ

พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ให้สามารถดำเนินกิจการเหมืองแร่ได้ทั้งในป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติต่อไปได้ จนกว่าใบอนุญาตจะสิ้นอายุ แต่ถ้ามีการต่ออายุใบอนุญาตก็สามารถดำเนินกิจการเหมืองแร่ในเขตป่าอนุรักษ์ไปได้โดยไม่สิ้นสุด ทั้งที่แม้ใน พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2560 ยังกำหนดไม่ให้ทำเหมืองแร่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ

  1. ละเมิดสิทธิในเคหะสถาน

แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 บัญญัติคุ้มครองสิทธิในเคหะสถาน และประมวลกฎหมายอาญาได้คุ้มครองในเรื่องนี้โดยไม่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นในเคหะสถาน ยกเว้นได้รับหมายค้นจากศาล แต่ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติกลับให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติมากกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร โดยให้เข้าไปและตรวจค้นในเคหะสถานและยานพาหนะ โดยไม่ต้องขอหมายค้นจากศาล

  1. ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

จากกรณีที่ชาวบ้านกะเหรี่ยงดั้งเดิม นำโดย ปู่คออี้ มีมิ ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงในส่วนการจัดการทรัพยากรที่ให้ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม โดยไม่เห็นชอบกับข้อกล่าวอ้างของฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี (กรมอุทยานฯ) ที่อ้างมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 ในการดำเนินการ

แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลับไม่ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 กลับนำมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 มาใช้ต่อไป โดยบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562

  1. ขัดหลักกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

แม้ประชาชนจะไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ แต่หากเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายก็สามารถยกเป็นข้อต่อสู้ทางกฎหมายหมายได้

การที่ประชาชนอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ มาเป็นร้อยปี มีการปลูกสร้างบ้านเรือนอาศัย ทำไร่ทำสวน แม้ไม่มีหนังสือสำคัญหรือโฉนดสวน ก็เป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยได้มาเป็นที่บ้านหรือที่สวน ตามกฎหมายเบ็ดเสร็จ บทที่ 42 อันเป็นกฎหมายเก่า ที่บ้านที่สวนนี้ต้องมีมานานก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 พ.ศ.2475 มีคำที่พิพากษาศาลฎีกาที่ 1570/2500 และ 286/2516 ยืนยันถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายที่ใช้ยันต่อบุคคลภายนอกได้

 

พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ซึ่งเป็นฉบับเดิมได้ให้สิทธิประชาชนในการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ แม้ไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ แต่ใน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ได้ตัดสิทธิ์ในการโต้แย้งของประชาชน โดยกำหนดเพิ่มคำว่า ต้องมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินเท่านั้น จึงโต้แย้งการประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติได้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากแม้อาศัยอยู่มาเนิ่นนาน แต่เมื่อไม่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ก็ไม่สามารถโต้แย้งการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติได้

 

ที่มา

หนังสือพิมพ์สยามโฟกัส

 

Featured

Acticle : Patani NOTES: ครั้งหนึ่งปิดตา จับมือ เขียนหนังสือ

เนื่องในวันนี้เป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชน ทำให้คิดถึงบทสนทนาวันนั้น วันทำงานวันแรก งานชิ้นแรกที่ฉันได้รับมอบหมายคือ ผู้รับฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพจหนึ่งที่ชื่อว่า   Patani Notes  เรื่องราวที่จะได้รับฟังต่อไปนี้ เป็นเรื่องท้าทายนักสื่อสารมวลชนอย่างฉันตั้งแต่วันแรกเลย เมื่อทฤษฎีเสรีภาพสื่อมาเจอกันสถานการณ์จริง ครั้งหนึ่งปิดตา จับมือ เขียนหนังสือ ไม่ใช่แค่มีอยู่ในทฤษฎีเท่านั้น  การเผยแพร่เรื่องราวของผู้ร้องเรียนความยากลำบากจากการจัดการกักตัวป้องกันโรคโควิด19  ของหนึ่งครอบครัว กลายเป็นเรื่องท้าทาย เสรีภาพของสื่อมวลชนท้องถิ่นแห่งหนึ่งจนส่งผลให้สื่อท้องถิ่นอย่าง Patani NOTES ต้องออกมาพิมพ์จดหมายขอขมา

ผู้เล่าเรื่องคือหนึ่งในแอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ Patani NOTES เริ่มต้น คือ เหตุการณ์เกิดขึ้นกับครอบครัวของในพื้นที่ปัตตานี  ฉันยังไม่เคยไปปัตตานี  แต่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมที่ฉันเริ่มงานด้วยวันที่ 1 เมษายน นี้ มีพื้นที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนพื้นที่แห่งนี้มาหลายปี     ครอบครัวที่กำลังเป็นประเด็นในการพูดคุยนี้เป็นชาวบ้านในจังหวัดปัตตานี

ครอบครัวนี้มีน้องชายคนหนึ่งที่เดินทางกลับมาจากมาเลเซีย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563    น้องชายคนนี้ทำงานทำงานก่อสร้างและเมื่อเจอฝุ่นจากดินและทรายและเขาเองก็เป็นโรคภูมิแพ้  ทำให้มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล อาการก็จะคล้ายๆกับที่เล่ากันว่า แต่การอาการแสดงคล้ายกับโรคระบาดโควิด19 ที่เป็นอยู่  แต่ดูเหมือนว่าน้องชายไม่มีทางเลือกต้องออกไปรับจ้างทำงานก่อสร้างเพราะไม่เช่นนั้นจะไม่มีเงินเลี้ยงปากท้อง ทำให้เขาและครอบครัวเป็นที่หวาดระแวงในชุมชน

ครอบครัวนี้ มีสมาชิก 7 คน พ่อแม่ลูกและทวดอายุร่วมร้อยกว่าปี ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ครอบครัวนี้ถูกคนในชุมชนมองข้ามทำให้เป็นคนอื่นภายใต้การระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ประชาชนต่างใช้ชีวิตบนความตื่นตระหนก หวาดระแวง ต่อความเป็นอยู่ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

วันที่ 30 มีนาคม 2563 เจ้าหน้าที่ของสาธารณสุขมารับตัวน้องชายคนนี้ไปกักตัว แต่ สมาชิกในครอบครัวเล่าว่าเจ้าหน้าที่เคยมาเก็บข้อมูลน้องชายเธอตั้งแต่กลับมาจากประเทศมาเลเซียแล้ว ตอนนั้นน้องชายยังไม่แสดงอาการเสียด้วยซ้ำแต่ก็ไม่ได้มีการตรวจหาเชื้อแต่อย่างใด ระหว่างนั้นทุกคนในบ้านถูกกักตัวกันทั้งหมด ภาระทั้งหมดจึงตกไปอยู่ที่สมาชิกในครอบครัวคนนี้ที่ทำงานและอาศัยอยู่ในอำเภอเมืองต้องคอยส่งข้าว ส่งน้ำคนที่บ้าน เพราะไม่มีใครสามารถออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้ และทางการเองก็ไม่ได้ยื่นมือมาช่วยเหลือ

สมาชิกในครอบครัวคนนี้ได้ให้สัมภาษณ์กับเพจ Patani Notes และยินดีให้เผยแพร่ได้เพื่อจะได้รับความช่วยเหลือ โดยตั้งคำถามว่า “ไม่รู้ว่าคนในครอบครัวต้องถูกกักตัวไปอีกนานเท่าไหร่ และทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจหาเชื้อน้องชายตั้งแต่กลับจากมาเลเซีย รู้สึกทนไม่ได้ที่ต้องเห็นครอบครัวถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวงจากคนในชุมชน”

หลังจากสื่อ Patani NOTES นำเสนอข่าวออกไป มีข้อความส่งมาทางเฟซบุ๊กแฟนเพจว่า ต่อว่าว่าไม่มีจรรยาบรรณสื่อ และทางเพจก็ได้ทิ้งเบอร์โทรเพื่อแสดงความจริงใจเพื่อจะได้ปรับปรุงและแก้ไขข้อมูลที่นำเสนอ

ขณะเดียวกันเฟซบุ๊กแฟนเพจก็มีคนมากระหน่ำต่อว่าอย่างต่อเนื่องด้วยข้อความทำนองว่าจะทำให้สามจังหวัดชายใต้ต้องลุกเป็นไฟ ภายหลังสืบทราบว่าเฟซบุ๊กส่วนใหญ่เป็นเฟซบุ๊กอวตาร (บัญชีผู้ใช้ที่ไม่มีตัวตน) เข้ามาก่อกวนเป็นส่วนใหญ่

เช้าต่อมาหลังจากเพจนี้ได้นำเสนอข่าวความเดือดร้อนของครอบครัวหนึ่งที่ถูกกักตัว   ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งหนึ่งก็ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กถึงการนำเสนอข่าวครอบครัวนี้ว่า เนื้อหาข่าวมีความคลาดเคลื่อน และยอมรับว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่อาจจะล่าช้า นอกจากนี้ยังลงท้าย ขอลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ทาง Patani NOTES ตกใจมากว่าทำไมเรื่องราวถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้ เพราะนำเสนอข่าวแบบกลั่นกรองแล้วว่าไม่มีการกล่าวถึงบุคคลใดโดยเจาะจง  ระหว่างนั้นทางสำนักข่าวก็ติดต่อขอพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนี้ตลอดมาตั้งแต่แรก   ก็ยังได้คำตอบเดิมว่าไม่สามารถพูดคุยได้ตอนนี้

ระหว่างที่แอดมินเพจได้พยายามทำความตกลงกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด   จึงได้มีการพบปะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองระดับอำเภอที่ว่าการอำเภอ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขอำเภอให้ข้อมูลว่าการทำงานมีความลำบากอย่างไรบ้าง และมีการยอมรับว่ากรณีนี้เป็นกรณีที่ตกหล่นจริง

มีการประสานงานจากบุคคลหนึ่งว่า Patani NOTES แสดงความรับผิดชอบโดยการลบโพสต์และเขียนจดหมายขอขมา  แต่ทางแอดมินเพจไม่เห็นด้วยเสียทีเดียวเพราะจะเท่ากับว่าไปทำให้คำพูดของครอบครัวนี้ที่ไว้ใจเปิดเผยข้อมูลให้กับเรามีปัญหา

ระหว่างที่ฉันรับฟังเหตุการณ์ทั้งหมด ฉันไม่สามารถคลายปมระหว่างหัวคิ้วได้เลย ยิ่งประโยคที่กล่าวว่าสื่อต้องได้รับการอนุญาตก่อนนำเสนอข่าว มันคืออะไรกัน เพราะว่าหากจะกล่าวถึงการทำงานของสื่อคือนำเสนอความจริง เป็นกระบอกเสียงให้คนตัวเล็กที่เป็นชายขอบ ยิ่งในกรณีของครอบครัวนี้แล้ว สิ่งที่ Patani NOTES นำเสนอไม่มีความผิดอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ และในวิชาชีพสื่อไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่าการถูกปิดตา จับมือเขียนหนังสืออีกแล้ว

น่าเศร้าที่ตำรากับความเป็นจริงสวนทางกัน สื่อไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ การคุกคามสื่อทำได้โดยง่ายดายเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์ การสร้างความหวาดกลัวกลายเป็นเรื่องที่ปกติ พวกเราจำทนในสภาพที่ถูกบีบให้เป็นไปเช่นนี้วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า

ไม่รู้ว่าแสงสว่างปลายอุโมงค์จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าเฉกเช่นเดียวกันกับความภาคภูมิใจว่าครั้งหนึ่งประเทศของเราเคยมีเสรีภาพสื่อหรือไม่

Featured

แถลงการณ์ CrCF : ขอให้รัฐแสดงความรับผิดชอบกรณีนายพุทธพร โสภาพลที่ขอนแก่น นายยุทธนา ซ้ายซาและนายนัตพงศ์ ซ้ายซาที่พนครพนม

แถลงการณ์ขอให้รัฐแสดงความรับผิดชอบนำตัวเจ้าหน้าที่ที่กระทำทรมานมาลงโทษและชดใช้เยียวยาผู้เสียหายกรณีนายพุทธพร โสภาพลที่ขอนแก่น นายยุทธนา ซ้ายซาและนายนัตพงศ์ ซ้ายซาที่พนครพนม

 

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2563 นายนิวัฒน์ ซ้ายซา และนางป่าน ซ้ายซา สองสามีภรรยา บ้านยางคำ ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ธาตุพนมว่า ลูกชาย 2 คน คือ นายยุทธนา ซ้ายซา และ นายนัตพงศ์ ซ้ายซา ถูกกลุ่มชายอ้างตนเป็นทหารชุดปราบปรามยาเสพติด สวมใส่ชุดพราง เข้ามาอุ้มลูกชายทั้ง 2 คน ขณะพักอยู่กระท่อมนาใกล้สวนยางท้ายหมู่บ้าน เหตุเกิดช่วงเวลา 20.30 น. ของวันที่ 17 เมษายน 2563 จนกระทั่งต่อมาเวลา 01.00 น.ของวันต่อมาซึ่งเป็นคืนเดียวกันนั้นเอง ได้มีผู้ใช้โทรศัพท์ของลูกชายคนโตคือ นายยุทธนา ซ้ายซา โทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่า ให้ไปดูอาการลูก ซึ่งได้รับบาดเจ็บถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม เมื่อตนไปถึงแพทย์ได้แจ้งว่า นายยุทธนา ซ้ายซา ได้เสียชีวิตแล้ว ในสภาพที่ร่างกาย คล้ายถูกทำร้าย สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก หน้าอกเขียวช้ำ ส่วนลูกชายคนเล็กคือ นายนัตพงษ์ ซ้ายซา ที่ตนไปช่วยมาจากการควบคุมตัวของทหารในฐานปฏิบัติการที่วัดแห่งหนึ่ง ใน ต.ฝั่งแดง อ.ธาตุพนม ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลเดียวกัน โดยอาจจะต้องนอนรักษาตัวนานเป็นเดือน ต่อมาปรากฎแน่ชัดตามข่าวว่า กลุ่มคนในชุดพรางที่จับและควบคุมตัวนายยุทธนา ซ้ายซาและนายนัตพงศ์ ซ้ายซาไปและลงมือซ้อมทรมานจนเสียชีวิตและบาดเจ็บคือทหารชุดปราบปรามยาเสพติด สังกัดศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) หรือ ศอ.ปส.ชอน.

ก่อนหน้านี้ เมื่อกลางดึกของวันที่ 29 มีนาคม 2563 มีข่าวและมูลนิธิได้รับการร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งของ สภ.เวฬุวัน จังหวัดขอนแก่น ก็ได้ควบคุมตัวนายพุทธพร โสภาพล ชาวบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลโนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ไปควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจดังกล่าวเพื่อให้สงบสติอารมณ์ เนื่องจากเมาและทะเลาะกับภรรยา ตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น ญาติได้รับแจ้งว่านายพุทธพร โสภาพล ได้เสียชีวิตในห้องขัง พบศพอยู่ในสภาพที่ศีรษะแตก ร่างกายบอบช้ำ คล้ายถูกทำร้าย มีเลือดไหลออกทางปาก และจมูก ทั้งๆที่ก่อนถูกจับกุมมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงเป็นปกติทุกอย่าง

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน รวมทั้งการช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชนที่เป็นผู้เสียหายจากการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยึศักดิ์ศรี ได้ติดตามปัญหาการซ้อมทรมานที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน มูลนิธิฯ ได้ศึกษาปัญหาดังกล่าวจากข้อมูลที่ได้จากการร้องเรียนของผู้ถูกทรมาน ญาติ เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชน และจากกรณีที่ปรากฎเป็นข่าวตามสื่อมวลชน และสื่อโชเชียล พบว่า

1. การซ้อมทรมานเกิดขึ้นเป็นประจำในขอบเขตทั่วประเทศ กรณีทั้งสองข้างต้นที่เกิดเป็นข่าวขึ้นนี้ มิใช่เป็นกรณีแรกๆ และมีใช่มีเพียงหนึ่งหรือสองกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในอดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว มีผู้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารซ้อมทรมานเป็นจำนวนมากในขอบเขตทั่วประเทศ เพื่อให้รับสารภาพหรือเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิด มีจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

2. การซ้อมทรมานเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจากการใช้กฎหมายพิเศษ การใช้กฎหมายพิเศษได้แก่กฎอัยการศึกและประกาศและคำสั่ง คสช. โดยเฉพาะฉบับที่ 3/2558 และฉบับที่ 13/2559 ที่ให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจตรวจค้น จับกุม คุมขังบุคคลได้เป็นเวลา 7 วัน โดยไม่ต้องมีหมายศาล และ พ.ร.ก.การบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลได้ครั้งละ 7 วัน รวมแล้ว 30 วัน โดยกฎหมายเหล่านั้นให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวบุคคลไว้ใน “สถานที่พิเศษ” ของหน่วยงานด้านความมั่นคงเช่น ค่ายทหารและศูนย์ซักถามเพื่อใช้ “กรรมวิธี” ซึ่งส่วนหนึ่งคือการทรมานทั้งทางร่างการหรือจิตใจ เพื่อให้ได้คำรับสารภาพหรือข้อมูลจากผู้ถูกควบคุมตัว พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ที่ให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจควบคุมผู้ต้องสงสัยว่าได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยขังไว้ใน “เซฟเฮาส์” ได้เป็นเวลาสามวัน เพื่อ “ขยายผล” โดยที่การจับกุมและควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษดังกล่าว ไม่สามารถตรวจสอบได้โดยศาล ไม่แจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกควบคุมตัว ไม่แจ้งและพบกับญาติและทนายความ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับนายยุทธนา ซ้ายซาและนายนัตพงศ์ ซ้ายซา ดังกล่าวข้างต้น

3. การซ้อมทรมานมักเกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของการควบคุมตัว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องการให้ผู้ถูกจับรับสารภาพหรือให้ข้อมูลโดยเร็ว และการควบคุมตัวในช่วงชั่วโมงแรกๆ ยังไม่เป็นข่าว หรือไม่มีการติดตามหรือร้องเรียนของญาติ รวมทั้งยังสามารถซ้อมทรมานในสถานทีอื่นที่รอดพ้นจากสายตาของประชาชนได้ ก่อนที่จะส่งตัวไปไว้ที่สถานที่คุมขังอย่างเป็นทางการ

4. การซ้อมทรมานที่ปราศจากร่องรอยบาดแผลและพยานหลักฐาน การซ้อมทรมานจำนวนมากกระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่ได้ผ่านการฝึกฝนให้ใช้ “กรรมวิธี” ในการทรมานมาเป็นอย่างดี ทำให้การทรมานไม่มีร่องรอยบาดแผลโดยเฉพาะบาดแผลภายนอกเช่น การทุบตีด้วยท่อนไม้หุ้มผ้า วอเตอร์บอร์ดดิ้ง (Waterboarding) เป็นต้น ทั้งมักเกิดขึ้นในที่ลับตา ไม่มีคนภายนอกรู้เห็นเช่น เซฟเฮาส์ หรือที่คุมขังพิเศษ จึงจากที่จะสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิด เว้นแต่จะได้รับความร่วมมือจากผู้บังคับบัญชา

5. การซ้อมทรมานเกิดขึ้นจากนโยบายหรือการรู้เห็นเป็นใจของผู้บังคับบัญชาระดับสูง โดยทั่วไป เจ้าหน้าที่ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ทหาร ไม่กล้าที่จะทรมานผู้ถูกควบคุมตัว เนื่องจากเป็นการกระทำที่เสี่ยงต่อการที่ต้องรับผิด ทั้งในทางวินัย อาญาและในทางแพ่ง เหตุที่เจ้าหน้าที่บางคนกล้ากระทำผิดดังกล่าว เนื่องจากได้รับคำสั่ง การสนับสนุน รู้เห็นเป็นใจหรือกระทั่งเป็นนโยบายของผู้บังคับบัญชาระดับสูงหรือนโยบายของหน่วยงาน และมั่นใจว่าเมื่อมีการร้องเรียน ตนจะได้รับการปกป้องจากผู้บังคับบัญชาเสมอ

6. เจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดลอยนวลพ้นผิด ในกรณีที่เป็นข่าวหรือมีการร้องเรียน ซึ่งยังเป็นส่วนน้อยของกรณีที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะหากการทรมานไม่ถึงขั้นเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจนพิการ ญาติหรือผู้ถูกทรมานมักไม่กล้าร้องเรียนเนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพลของเจ้าหน้าที่หรือเกรงกลัวอำนาจรัฐ ในกรณีที่มีการร้องเรียน มี
ผู้บังคับบัญชาไม่น้อยที่พยายามปกปิด ไกล่เกลี่ยให้ผู้เสียหายยอมประนีประนอม รับค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ที่กรระทำผิด หรือในกรณีที่กรทรมานเป็น “นโยบาย” หรือรู้โดยการเห็นเป็นใจของผู้บังคับบัญชา จะใช้งบปรระมาณจากภาษีของประชาชนเพื่อชดใช้ให้แก่ผู้เสียหาย โดยเจ้าหน้าที่ผู้กระทำทรมาน ไม่ถูกลงโทษทั้งทางวินัยและในทางอาญา

7. ศาลไม่ตรวจสอบพยานหลักฐานที่ได้จากการทรมานอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ตามหลักของการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ที่กำหนดว่าในการพิจารณาคดี ศาลจะต้องไม่รับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาจากการซ้อมทรมาน แต่ในทางปฏิบัติเมื่อจำเลยหรือพยานอ้างว่าคำรับสารภาพหรือพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ นำเสนอต่อศาลได้จากการทรมาน ศาลมักจะไม่รับฟังข้อต่อสู้หรือข้ออ้างดังกล่าว โดยเห็นว่า หากผู้ต้องหาหรือพยานถูกทรมานจริง ควรต้องแจ้งความหรือฟ้องร้องดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่เป็นคดีต่างหาก

8. การซ้อมทรมานเป็นอาชญากรรมร้ายแรงแต่กฎหมายไทยไม่มีข้อหาความผิดฐานทรมาน การซ้อมทรมานบุคคลโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่ว่าจะกรระทำโดยวิธีใด ณ สถานที่ใด ต่อบุคคลใด ในสถานการณ์หรือโดยเหตุผลใดๆ ถือว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ค.ศ. 1984 มาตั้งแต่ปี 2550 แต่ประเทศไทยก็ยังไม่ตรากฎหมายอนุวัติการเพื่อปฏิบัติตามพันธะกรณีภายใต้อนุสัญญาดังกล่าวอย่างได้ผล ทั้งในเรื่องการป้องกัน ปราบปราม สอบสวนดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดและการชดใช้เยียวยาผู้เสียหาย

 

จากข้อเท็จจริงของปัญหาการทรมานดังกล่าว มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมานดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐบาลแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายพิเศษและมาตรการพิเศษ ที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานผู้ถูกควบคุมตัว อาทิเช่น (1) แก้ไขกฎหมายพิเศษให้ การค้น การจับ และการขังตต้องมีหมายศาล เพื่อให้ศาลได้ใช้อำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจโดยเจ้าหน้าที่ ป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกินสมควร จนกระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน (2) ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวผู้ถูกจับในสถานที่พิเศษเช่น เซฟเฮาส์ ศูนย์ซักถาม ค่ายทหาร เช่นกฎอัยการศึกและพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวมทั้ง ยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 3/2558 13/2559 และมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519

2. ขอให้เร่งรัดการตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ตามที่องค์การภาคประชาสังคมเสนอ โดยมีบทบัญญัติที่เป็นไปตามอนุสัญญาทั้งสองฉบับอย่างครบถ้วน กฎหมายดังกล่าวจะทำให้เป็นมาตรการในการป้องกันการทรมาน การสอบสวน ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดและเยียวยาผู้เสียหายสามาถดำเนินการอย่างได้ผล

3. มาตรการป้องกันชั่วคราว ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมาน รัฐบาลควรถือเป็นนโยบายของชาติและการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิในชีวิตร่างกาย
ของประชาชน โดยการป้องกันและปราบปรามการทรมาน ซึ่งนอกจากจะยกเลิกกฎระเบียบและมาตรการตามข้อ 1 แล้ว ขอให้รัฐบาลตั้งคณะกรมการหรือคณะทำงานขึ้นมาเพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันการทรมาน รับเรื่องร้องเรียน สอบข้อเท็จจริงกรณีซ้อมทรมาน และติดตามสอดส่องให้หน่วยราชการดำเนินมาตรการป้องกันการทรมานและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดอย่างจริงจัง

4. การสอบสวนกรณีการซ้อมทรมานที่เกิดขึ้น ดังเช่นกรณีของนายพุทธพร โสภาพล นายยุทธนา ซ้ายซา และนายนัตพงศ์ ซ้ายซา รัฐบาลจะต้องดำเนินให้มีการสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา รวดเร็ว โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อนำตัวเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดหรือปล่อยปละละเลยมาลงโทษทางวินัย และดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว โดยหน่วยงานต้นสังกัดคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองทัพบก จะต้องให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่ จะต้องให้ความคุ้มครองพยาน ไม่ให้ถูกคุกคามหรือมีการดำเนินการใดๆเพื่อบิดเบือนคดี และขอให้รายงานผลและความคืบหน้าของการดำเนินการให้ความเป็นธรรม รวมทั้งความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริง การลงโทษทางวินัย และการสอบสวนคดี ให้ญาติของผู้ตายและประชาชนทราบเป็นระยะ

5. ขอให้ให้ชดใช้เยียวยาผู้เสียหาย ในกรณี ขอให้รัฐบาลดำเนินการชดใช้เยียวยาญาติของนายพุทธพร โสภาพล และนายยุทธนา ซ้ายซา ผู้เสียชีวิต และนายนัตพงศ์ ซ้ายซา ผู้บาดเจ็บอย่างเป็นธรรมทั้งในรูปแบบตัวเงิน การเยียวยาทางจิตใจเชิงสัญลักษณ์เช่นการขอโทษต่อสาธารณะเป็นต้น และเมื่อหน่วยงานต้นสังกัดชดใช้เยียวยาแก่ผู้เสียหายแล้ว จะต้องไล่เบี้ยความรับผิดเอาจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดด้วย

 

 

แถลงการณ์ ณ วันที่ 22 เมษายน 2563
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
กรุงเทพมหานคร

Featured

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว : ศาลแพ่งนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ 23 เม.ย.63 คดีร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิตในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11

(เพิ่มเติม as of 23 April 2020)

ศาลเลื่อนการอ่านคำพิพากษาคดีไปเป็น 21 พ.ค. 2563
เพื่อนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ ณ ศาลแพ่ง (ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร) ในคดีร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิตในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11 โดยมารดาและภรรยาผู้ตายฟ้องกองทัพบกให้ชดใช้ค่าเสียหาย

 

ใบแจ้งข่าว
ศาลแพ่งนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ 23 เม.ย.63 คดีร้อยตรีสนาน ทองดีนอก
เสียชีวิตในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11
โดยมารดาและภรรยาผู้ตายฟ้องกองทัพบกให้ชดใช้ค่าเสียหาย

คดีนี้ นางหวาน ทองดีนอก (มารดาของผู้ตาย) โจทก์ที่ 1 นางสาวธัญญารัตน์ วรรณสถิตย์ (ภรรยาของผู้ตาย) โจทก์ที่ 2 ฟ้องกองทัพบก เป็นจำเลย เรียกค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 คดีหมายเลขดำที่ พ.2580/2559 จากเหตุการณ์ร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิตในระหว่างฝึกหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2558 โดยหลักสูตรดังกล่าวได้จัดให้มีการทดสอบความสามารถโดยการว่ายน้ำ เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นหัวหน้าครูฝึกมีหน้าที่กำกับดูแลการฝึก ถูกกล่าวหาว่าขณะเกิดเหตุบังคับให้ร้อยตรีสนานว่ายน้ำไป-กลับ ภายในสระว่ายน้ำ โดยไม่มีการหยุดพักหลายสิบรอบ ซึ่งเกินกำลังที่ร่างกายจะรับได้ เป็นเหตุให้ร้อยตรีสนานจมลงไปก้นสระเป็นเวลานาน โดยที่ครูฝึกซึ่งมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้เข้ารับการฝึกกลับปล่อยปละละเลยไม่เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2562 ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ได้ความว่า เจ้าหน้าที่ทหารยศร้อยเอกหัวหน้าชุดครูฝึกว่ายน้ำหลักสูตรทหารมหาดเล็กที่ 11 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลย(กองทัพบก) ได้ฝึกทหารต่างๆมาหลายหลักสูตร ย่อมทราบว่าบุคคลแต่ละคนมีขีดความสามารถหรือศักยภาพไม่เท่ากัน เมื่อเป็นหัวหน้าครูฝึกย่อมมีอำนาจจะตัดสินใจสั่งให้ยุติการว่ายน้ำได้ แต่พฤติกรรมยังบังคับให้ผู้ตายว่ายน้ำต่อไป เมื่อเห็นว่าผู้ตายอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถที่จะว่ายน้ำต่อไปได้ จนเป็นเหตุให้ผู้ตายจมน้ำและถึงแก่ความตาย อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อในขณะปฏิบัติหน้าที่ของ หัวหน้าชุดครูฝึกรายนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง โดยให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันได้แก่ ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะ ค่าขาดแรงงาน ให้แก่โจทก์ทั้งสอง
ทั้งโจทก์และจำเลย ได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลแพ่งนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ในวันที่ 23 เมษายน 2563 เวลา 09.00 น. ณ ศาลแพ่ง (ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร)

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังคำพิพากษาคดีนี้ได้ตามวันและเวลาดังกล่าว และติดตามเรื่องราวเหตุการณ์คดีนี้ได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=ร้อยตรีสนาน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

Featured

CrCF Statement on the sixth anniversary of Billy’s disappearance: The government must bring the perpetrators to justice and adopt legislation criminalizing torture and enforced disappearance

Statement on the sixth anniversary of Billy’s disappearance:

The government must bring the perpetrators to justice and adopt legislation criminalizing torture and enforced disappearance

1-2It has now been six years since the disappearance of Mr. Porlajee Rakchongcharoen or “Billy.” Billy was an indigenous Karen human rights defender and grandson of Kor-ee Mimi, the spiritual leader who fought for community rights of the Karen people in Bang Kloy Bon – Jai Pan Din area in the Kaeng Krachan Forest Complex (KKFC) which has been designated as a national park.

On 17 April 2014, he disappeared after he was arrested and taken into the custody of national park officials; his whereabouts remain unknown since then. Later, on 3 September 2019, Police Colonel Paisit Wongmuang, Director-General of the Department of Special Investigation (DSI), announced that the DSI has found two bone fragments inside a 200-liter oil drum, as well as its burned lid, two steel rods, and four pieces of charcoal in a creek inside Kaeng Krachan National Park.

The Central Institute of Forensic Science tested the bone fragments and found that they “came from the left side of the human skull. They have been burned, cracked, and shrunk as a result of being burned at around 200-300 Celsius degrees. The DNA samples extracted from the bones match that of Ms. Porojjee Rakchongcharoen or Billy’s mother. Considering the crime scene and other additional pieces of evidence, special investigation officers are of the opinion that these bone fragments belong to Mr. Porlajee Rakchongcharoen who had disappeared.”

Later, on 11 November 2019, the DSI has requested issuance of arrest warrants for Mr. Chaiwat Limlikit-aksorn, former chief of Kaeng Krachan National Park, and four other park officers. The Criminal Corruption Court for Corruption and Misconduct Cases approved the request, charging all of them under five offenses related to serious crimes against Billy. The Court also granted a temporary release for all five suspects. Upon its consideration of the charges, the public prosecutor from the Department of Special Litigation 1 ordered not to indict the five on almost every charge proposed by the DSI including the charge of premeditated murder. At last, Chaiwat and four other officers were only charged with malfeasance under Section 157 of the Criminal Code.

In pursuit of justice for Billy, his family and Karen community in KKFC have faced many struggles, harassments, and reprisals throughout the past six years. Up until now, Billy’s family and the society at large still do not know the truths about what happened. The Thai government still fails to bring the perpetrators to justice, provide reparation for Billy’s family, and resolve ongoing human rights abuses in the Karen community in KKFC.

Enforced disappearance committed by state officials or with the acquiescence of state officials constitutes a serious human rights violation under the Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT) and the Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (CED). Thailand is a State Party to CAT and has received parliamentary approval to ratify CED. However, the country’s attempt to adopt the law which criminalizes torture and enforced disappearance to facilitate investigations and prosecution of these violations has currently been subject to indefinite delay.

Accordingly, the Cross-Cultural Foundation calls for the Thai government and relevant authorities to take the following actions:

  1. Continue the investigation until the perpetrators can be brought to justice and prosecuted without undue delay. All relevant officials and government agencies must cooperate with inquiry officers without any fear.
  2. Relevant authorities must offer witness protection programs and ensure that Billy’s family be free of any harassment and intimidation.
  3. Relevant authorities including the DSI should promptly file a dissenting opinion against the public prosecutor’s order of non-indictment. The process of preparing the dissenting opinion must be independent, transparent, and effective to charge the suspects with serious criminal offenses.
  4. The Thai government and the Parliament to promptly promulgate the Draft Bill on Prevention and Suppression of Torture and Enforced Disappearance in strict and full compliance with CAT and CED to ensure protection and prevent the recurrence of grave violations like the case of Billy.
  5. Should it be established that the violations against Porlajee “Billy” Rakchongcharoen could have been attributed to any public officials, the authorities in charge must either remove the officials from office or suspend their office to prevent any possible abuse of power to interfere with the investigation. If it can be proven that the officials have committed the offense as alleged, they must face disciplinary action and criminal punishment under the law without any exception to restore public trust in the justice process
  6. The Thai government must promote and protect human rights including the community rights of indigenous Karen people- not only those residing in the KKFC but also anywhere else across the country. Such an effort will reflect the government’s recognition of the meaningful struggles of Karen people in Thailand led by both Billy and his grandfather Kor-ee.

Released on 17 April 2020

Cross-Cultural Foundation, Bangkok

 

Featured

บันทึกรับมือโควิด: กรณีนักศึกษาไทยจากประเทศปากีสถาน เดินทางกลับประเทศไทย

บันทึกรับมือโควิด: กรณีนักศึกษาไทยจากประเทศปากีสถาน เดินทางกลับประเทศไทย

ศูนย์ข้อมูล  มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 1 เมษายน 2563

สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID 19 ในทั่วโลก  ส่งผลกระทบให้หลายประเทศมีมาตรการการรับมือในทุกภาคส่วน รวมทั้งประเทศปากีสถานเอง ซึ่งพบการแพร่ระบาดของ COVID 19  ด้วย ทำให้มหาวิทยาลัยนานาชาติฯ และสถานศึกษาอื่นๆปิดการเรียนการสอน และในหลายจังหวัดมีการ Lockdown ทำให้นักศึกษาและชาวไทยในประเทศปากีสถานบางส่วนที่มีความประสงค์จะกลับภูมิลำเนาของตนระหว่างที่มหาวิทยาลัยปิดการศึกษา  แต่เนื่องจากในสนามบินนานาชาติปากีสถานได้ทำการปิดสนามบินแล้วตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2563  ทำให้นักศึกษาและชาวไทยบางส่วนไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้

ด้วยเหตุนี้ ทางสถานทูตไทยประจำประเทศปากีสถาน ได้ประสานกับการบินไทย  เพื่อนำนักศึกษาไทยและชาวไทยบางส่วนที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย โดยเดินทางกลับเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้โดยสารมากกว่า 230 คน โดยก่อนหน้านี้ในวันที่ 26 มีนาคม 2563 ทางการบินไทย ได้รับเรื่องขอเที่ยวบินกลับประเทศ และทางสนามบินนานาชาติอิสลามาบัดก็ยินดีเปิดให้บริการในวันนั้นเป็นกรณีพิเศษ

ตั้งแต่วันที่ 16  มีนาคม 2563 วันที่มหาวิทยาลัยมีประกาศให้หยุดเรียนชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์โควิด  19 นักศึกษาทุกคนกักตัวเองที่หอพัก  เป็นเวลา 14 วัน ก่อนถึงวันเดินทางกลับ  สถานทูตไทยมีประกาศเรื่องการเดินทางกลับประเทศไทยให้กับนักศึกษา เนื่องจากเห็นว่า ในประเทศปากีสถานเองก็มีการระบาดอยู่ และมหาวิทยาลัยก็ปิดการเรียนการสอน น่าจะมีนักศึกษากลับบ้านจำนวนมาก เพราะโดยปกติช่วงใกล้ปิดเทอมนักศึกษามักเดินทางกลับประเทศของตนอยู่แล้ว  แม้ไม่ได้มีสถานการณ์โรคระบาดก็ตาม   การเดินทางครั้งนี้สถานทูตเป็นผู้ประสานงานร่วมกับสายการบินการบินไทย เพื่อจัดเตรียมเที่ยวบินพิเศษให้เป็นเที่ยวบินที่ TG 350   

ขั้นตอนลำดับแรกสถานทูตไทยให้นักศึกษาทุกคนเข้ารับการตรวจร่างกาย และต้องมีใบรับรองแพทย์ทุกคน หากไม่มีใบรับรองแพทย์ จะไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2563 เวลา 23.30 น. ตามเวลาประเทศปากีสถาน เที่ยวบินพิเศษ TG 350 เดินทางจากสนามบินนานาชาติกรุงอิสลามาบัด  นักศึกษาทุกคนมีการป้องกันตัวเอง โดยการสวมหน้ากากอนามัยและบางคนสวมถึงมือ รวมทั้งการระวังระยะห่างต่อกัน  นักศึกษากลุ่มนี้เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม 2563   เวลา 05.50 น.   ตามเวลาประเทศไทย

เมื่อเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิมีการตรวจร่างกายก่อนเข้าเมือง เพื่อคัดกรองโควิด 19 ก่อนจะจัดให้มีการเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยรถบัสจำนวน 12 คัน แบ่งเป็น นราธิวาส 5 คัน สงขลา 1 คัน เชียงใหม่ 1 คัน ยะลา 2 คัน และปัตตานี 3 คัน โดยขึ้นคันละไม่เกิน 20 คน  กำหนดเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ  เวลา    10.00  น. โดยเดินทางไปที่ AOT (เป็นศูนย์กักกัน ผู้ที่ติดเชื้อ) และแยกย้ายกันกลับแต่ละจังหวัด

ทางราชการได้เตรียมการคัดกรองนักศึกษาเหล่านี้เมื่อกลับถึงจังหวัดของตน  ในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2563 เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ   09.00   น.  วัตถุประสงค์คือมีการตรวจร่างกาย ก่อนเข้ารับการกักตัว 14 วัน โดยมีการตรวจร่างกาย แยกตามจังหวัดดังนี้ จังหวัดปัตตานีจัดจุดคัดกรองที่โรงยิม สนามกีฬากลางองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี  จังหวัดยะลาจัดจุดคัดกรองที่ศูนย์สาธารณสุขมูลฐาน อ.เมือง จ.ยะลา จังหวัดนราธิวาสมีจุดคัดกรอง ณ กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนราธิวาส และกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอระแงะ  จังหวัดสงขลามีจุดคัดกรอง ณ ค่ายทหาร ร.5 พัน 3 อำเภอนาทวี  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกักตัวหากครบกำหนด 14 วัน ไม่พบว่ามีอาการก็สามารถเดินทางกลับบ้านได้

 ความรู้สึกนักศึกษาที่กลับจากปากีสถานครั้งนี้ได้แสดงความเห็นว่า การสื่อสารสื่อออนไลน์ ไปได้เร็วมาก แต่มักไปในแง่ลบ ทำให้พวกเรารู้สึกว่า คนไทยไม่เห็นใจคนอื่น ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดก่อน เราในฐานะนักศึกษายินดีทำตามกระบวนการกักตัวและให้ความร่วมมือเต็มที่ เนื่องจากเป็นสถานการณ์การระบาดที่ไม่เคยเจอมาก่อน  อาจเพราะเป็นมุสลิมที่มาจากสามจังหวัดด้วยหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ก็ขอบคุณสถานทูตไทยประจำประเทศปากีสถาน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่เตรียมการรองรับครบขั้นตอน และตนยินดีกักตัวพร้อมเพื่อนๆจนครบกำหนด 14 วัน ก่อนเดินทางกลับชุมชนต่อไป

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่าการประสานงานทำงานร่วมกับและการสื่อสารเรื่องการรับมือโควิดกรณีนักศึกษาไทยจากประเทศปากีสถานเป็นตัวอย่างที่ดี ขอขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ  บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่และหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมที่แสดงศักยภาพในการรับมือโควิดได้อย่างดียิ่ง  เรายังมีสถานการณ์ที่ยากลำบากที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อผ่านพ้นวิกฤตนี้ร่วมกัน

Featured

แถลงการณ์องค์กรสิทธิฯ เรื่องความสูญเสียที่ริมเขื่อนปัตตานีและการระเบิดที่ศอบต. ขัดกับแนวทางสันติวิธีและลดทอนบทบาทของการเจรจาสันติภาพ

แถลงการณ์เรื่องความสูญเสียที่ริมเขื่อนปัตตานีและการระเบิดที่ศอบต.

ขัดกับแนวทางสันติวิธีและลดทอนบทบาทของการเจรจาสันติภาพ

เผยแพร่วันที่ 20 มีนาคม 2563

เมื่อวันที่ 12 มีนาคมจนวันนี้วันที่ 20 มีนาคม   2563 เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ริมเขื่อนปัตตานีรอยต่อระหว่างตำบลตาเซะ อำเภอเมืองจังหวัดยะลาและ อ.ยะรัง จังหวัดปัตตานี ที่ทางหน่วยงานความมั่นคงได้ปฏิบัติภารกิจ “การกระชับวงล้อม ปิดล้อมพื้นที่ จากเหตุปะทะคนร้าย” โดยมีรายงานจากการแถลงข่าวของโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ส่วนหน้า (กอรมน.ภาคสี่ส่วนหน้า) ว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นคนร้ายจำนวนสี่รายและมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตหนึ่งราย รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บเล็กน้อยจำนวนหนึ่ง โดยเริ่มจากการปฏิบัติการปิดล้อม ไล่ล่า กลุ่มบุคคลจำนวน 7 คนที่อ้างว่าเป็นผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ความรุนแรงหลายเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ใช้เวลาติดต่อกันทั้งกลางวันกลางคืนเป็นเวลารวม  9 วันเต็มถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งอาจเป็นยุทธิวิธีที่ขัดกับแนวทางสันติวิธีและลดทอนความพยายามในการเจรจาสันติภาพของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และกลุ่มด้วยใจขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น  ขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่ใช้แนวทางสันติวิธี รวมทั้งขอให้ทุกฝ่ายแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจต่อกันให้กับผู้มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเพื่อสร้างสันติภาพในพื้นที่ต่อไป  โดยขณะนี้ทางกอรมน.ภาคสี่ ได้ระบุว่า ขออภัยชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ และจะยุติภารกิจในวันนี้วันที่ 20 มีนาคม 2563 เวลา  16.00 น.

อย่างไรก็ดี แนวทางการปฏิบัติการของหน่วยงานความมั่นคงดังปรากฏเป็นภาพข่าวและการแถลงข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงว่าเป็นการปฏิบัติการปิดล้อมพื้นที่ติดตามคนร้ายตามหมายจับนั้นเป็นการบังคับใช้กฎหมาย แต่กลับมีการใช้กองกำลังติดอาวุธจำนวนมากตลอดเวลา   9 วัน  และอาจเป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้มีการโต้ตอบกลับโดยการวางระเบิดในพื้นที่สาธารณะบริเวณสำนักงานของศูนย์บริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ใจกลางเมืองจังหวัดยะลาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 แรงระเบิดที่รุนแรงทำให้มีผู้บาดเจ็บสี่รายและทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย  การปฏิบัติการทางทหารและการโต้ตอบกลับโดยความรุนแรงของทุกฝ่ายนั้นมักส่งผลให้เกิดความเดือนร้อนเสียหายแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง  ส่งผลกระทบต่อการประกอบสัมมาอาชีพ  ความปลอดภัย และสร้างความหวาดกลัวต่อสาธารณะ  รวมทั้งความรุนแรงทางอาวุธที่โต้ตอบกันส่งผลต่อสภาพจิตใจของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในระยะยาว

องค์กรเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนทั้งสามองค์กรมีความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ดังนี้

  1. การปราบปรามการก่อความไม่สงบเป็นภารกิจที่สำคัญของหน่วยงานความมั่นคงหากแต่การเร่งรัดและดำเนินการด้วยกำลังพลและอาวุธสงครามต่อกลุ่มบุคคลที่มีหมายจับตามกฎหมายย่อมขัดกันและไม่ใช่แนวทางสันติวิธี   การปฏิบัติการเพื่อให้ได้บุคคลเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นเพื่อให้เกิดการนำคนผิดมาลงโทษ  การปิดวงล้อมและปะทะจนเกิดความสูญเสียหรือที่เรียกกันว่า “จับตาย” นั้นเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับการสร้างสันติภาพด้วยการเจรจาตามแนวทางที่ประกาศไว้ต่อสาธารณะ
  2. การจับตายหรือการใช้ศาลเตี้ยสังหารผู้ต้องสงสัยโดยพลการเป็นการทำลายหลักการทางกฎหมายที่สันนิษฐานว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนจนกว่าศาลยุติธรรมจะตัดสินและหลักการ Due process ที่ต้องมีพิจารณาคดีกันในชั้นศาล   อีกทั้งการวิสามัญฆาตกรรมที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในศาลด้วยคือการไต่สวนการตาย ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่สังหารบุคคลทั้งสี่นั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
  3. ในการปฏิบัติการทางทหารหากจะอ้างว่าเป็นภาวะสงครามก็ย่อมต้องนำหลักการทางทหารในภาวะสงครามมาใช้ให้เกิดความสูญเสียเสียหายต่อประชาชนพลเรือนน้อยที่สุด และต้องมีการปฏิบัติการที่ได้สัดสวน ได้ตามความจำเป็น อนึ่งการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายทหารในครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนในการนำไปสู่ข้อเสนอแนะที่จะลดความสูญเสียและการกระทำที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และดำเนินการตามแนวทางสันติวิธีได้อย่างไร

และมีข้อเสนอแนะดังนี้

  1. ขอให้กอรมน.ภาคสี่ ทบทวนการปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมบุคคลผู้ต้องสงสัย โดยคำนึงถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชน และยึดมั่นต่อแนวทางสันติวิธีอย่างเคร่งครัด
  2. การทำงานกับชุมชนและภาคประชาสังคมเพื่อให้เกิดการดำเนินการทางกฎหมายต่อประชาชนกลุ่มเสี่ยงให้ได้ผลในทางยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเจรจาสันติภาพ แทนการมุ่งมั่นปราบปรามโดยใช้กำลังทหารที่สร้างให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึก การทำงานด้านเจรจาระดับพื้นที่ที่ไม่เอื้อต่อการเจรจา
  3. ขอให้เยียวยาความเสียหายจากการขาดรายได้ในการประกอบอาชีพ  เนื่องจากหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาการปฏิบัติการทางการทหารในเหตุการณ์ดังกล่าว  เพราะนอกจากสิทธิในชีวิตและร่างกาย ความปลอดภัย การคุ้มครองสิทธิจากรัฐยังหมายรวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ที่ปัจจุบันได้รับผลกระทบอย่างมากจากเศรษฐกิจตกต่ำและการระบาดไวรัส Covid 19 ที่คุกคามวิถีชีวิตตามปกติมากขึ้นหลายเท่าตัว
  4. กรณีการระเบิดหน้าสำนักงานศอบต.ในวันที่  17 มีนาคม 2563 ขอให้เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ โดยดำเนินการอำนวยความยุติธรรมภายใต้ประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญาอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการป้องปรามการก่อเหตุความรุนแรงลักษณะเช่นนี้อีก

ข้อมูลเพิ่มเติม   

นายอิสมาแอ เต๊ะ  เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี

นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นางสาวอัญชนา หีมมีนะห์ กลุ่มด้วยใจ


Featured

แถลงการณ์: คืนความเป็นธรรม หยุดแทรกแซงผู้พิพากษา สร้างหลักประกันความเป็นอิสระของตุลาการ

                                                                                   

แถลงการณ์ 

คืนความเป็นธรรม หยุดแทรกแซงผู้พิพากษา สร้างหลักประกันความเป็นอิสระของตุลาการ  

จากกรณีการเสียชีวิตของนายคณากร เพียรชนะ  โดยนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้แถลงว่าได้รับรายงานว่า นายคณากร เพียรชนะ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ศาลจังหวัดยะลา ได้ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเข้าที่บริเวณหัวใจ เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2563 และได้เสียชีวิตลงในเวลา 10.45 น. ที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่

กลุ่ม องค์กรและบุคคลที่มีชื่อข้างท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ ขอแสดงความไว้อาลัยและความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ และขอเรียกร้องให้สำนักงานศาลยุติธรรมจัดให้มีการเยียวยาและดูแลครอบครัวอันเป็นที่รักของผู้พิพากษาท่านนี้อย่างเต็มกำลังและเหมาะสมตามฐานานุรูปของท่าน

ผู้พิพากษาท่านนี้เคยพยายามฆ่าตัวตายมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยใช้อาวุธปืนยิงที่หน้าอกของตนเอง ในห้องพิจารณาของศาลจังหวัดยะลาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 เพื่อเรียกร้องให้ยุติระบบของศาลยุติธรรมที่ให้ “ผู้บริหาร” ศาลยุติธรรมสามารถใช้อำนาจเข้าแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของตุลาการในองค์คณะได้ แต่ในครั้งนั้นแพทย์ได้ช่วยชีวิตผู้พิพากษาไว้ได้ หลังจากนั้นผู้พิพากษาท่านนี้ได้ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนและถูกย้ายไปช่วยราชการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ แต่คำถามและข้อกังขาของผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ในเรื่องการแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีขององค์คณะโดยผู้บริหารของศาลยังไม่มีคำตอบ แต่กลับมีการสอบสวนและตั้งข้อหาในคดีอาญาต่อผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ทำให้เห็นว่ากลไกการร้องเรียนเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมของระบบตุลาการบกพร่องเป็นอย่างมาก ไม่มีข้อมูลว่าผู้พิพากษาระดับอธิบดีภาค  ซึ่งเป็นผู้บริหารศาลที่ถูกพาดพิงว่าแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีองค์คณะของผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนด้วยหรือไม่ และเหตุใดจึงมีการตั้งข้อหาในคดีอาญาต่อผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ดังปรากฎเป็นข้อความหนึ่งในจดหมายลาที่เผยแพร่ในเฟสบุ๊กของผู้พิพากษาท่านนี้เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2563 ว่า “ผมถูกศาลยุติธรรมตั้งกรรมการสอบสวน และยังถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา เป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา”

ตามหลักนิติธรรมและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อที่ 14 และภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ได้รับรองความเป็นอิสระของศาลไว้ในมาตรา 188 วรรคแรกว่า การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอํานาจของศาล ซึ่งต้องดําเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ และในวรรคสอง ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง แต่ระเบียบว่าด้วยการรายงานคดีสำคัญในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ต่อประธานศาลฎีกาและการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ. 2562 กำหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจตรวจสำนวนคดีหลายประเภทของผู้พิพากษา รวมถึงมีอำนาจในการตรวจร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งด้วย

เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 2560 กับรัฐธรรมนูญ 2540 พบว่ารัฐธรรมนูญ 2540 มีบทบัญญัติรับรองและประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาที่กำหนดรายละเอียดเพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษา รวมทั้ง บทบัญญัติ มาตรา 236 ที่ว่า การนั่งพิจารณาคดีของศาลต้องมีผู้พิพากษาหรือตุลาการครบองค์คณะและผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งมิได้นั่งพิจารณาคดีใด จะทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยคดีนั้นมิได้ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ  มาตรา 249 วรรคสอง การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของผู้พิพากษาและตุลาการไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาตามลำดับชั้น มาตรา 249 วรรคสาม การจ่ายสำนวนคดีให้ผู้พิพากษาและตุลาการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ และมาตรา 249 วรรคสี่ การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดี จะกระทำมิได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี เป็นต้น

แม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และ 2560 ที่ถูกนำมาใช้แทนก็ยังคงไว้ซึ่งหลักการและเจตนารมณ์ใน “ความเป็นอิสระของตุลาการ” รวมทั้งหลักการสี่ประการนี้จะเป็นหลักประกันไม่ให้ผู้พิพากษาที่เป็นระดับผู้บังคับบัญชา แต่ไม่ใช่องค์คณะในคดีหรือมิได้นั่งพิจารณาในคดี เข้ามาแทรกแซงการทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยขององค์คณะได้ ยืนยันให้ผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ไม่ถูกเรียกคืนสำนวนหรือการโอนสำนวนคดี ไม่ให้ผู้บริหารของศาลมีอำนาจมอบหมายคดีหนึ่คดีใดให้กับผู้พิพากษาบางรายเป็นการเฉพาะ และให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของผู้พิพากษาและตุลาการไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาตามลำดับชั้น ดังนั้นระเบียบว่าด้วยการรายงานคดีฯ ดังกล่าวข้างต้น น่าจะขัดต่อหลักความเป็นอิสระของศาลและตุลาการ การพิจารณาพิพากษาคดีขององค์คณะที่รับผิดชอบสำนวนคดี กระทำอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่การตรวจร่างคำสั่งหรือคำพิพากษาโดยผู้บริหารของศาลยุติธรรมซึ่งอาจมีผลทำให้องค์คณะที่พิจารณาพิพากษาต้องเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือคำพิพากษา กระทำในลักษณะที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ จึงอาจง่ายที่จะถูกแอบแฝงโดยบุคคล หน่วยงาน หรือฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลเพื่อแทรกแซงหรือครอบงำตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดีได้

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงที่กองทัพยึดอำนาจรัฐและจัดตั้งระบอบเผด็จการทหารขึ้นปกครองประเทศ มีเหตุการณ์ การดำเนินคดี และการพิจารณาพิพากษาคดีโดยกระบวนการยุติธรรมไทยถูกตั้งข้อสงสัยจากทั้งในประเทศและโดยนานาประเทศ ถึงความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซง โปร่งใสและความสามารถของกระบวนการยุติธรรมไทยตลอดมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมลดน้อยถอยลงโดยลำดับ  ในคดีความมั่นคงและคดีที่เรียกกันในหมู่นักกฎหมายว่า “คดีนโยบาย” ก่อนที่องค์คณะจะอ่านคำสั่งหรือคำพิพากษา จะต้องส่งร่างคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้บริหารของศาลตรวจสอบเสียก่อนและสามารถที่จะขอให้หรือ “คำแนะนำ” ให้องค์คณะปรับเปลี่ยนคำพิพากษาได้ โดยที่ระบบของศาลยุติธรรมเป็น “แบบราชการ” (Bureaucracy)  “คำแนะนำ” ย่อมมีผลไม่แตกต่างจาก “คำสั่ง” ของผู้บังคับบัญชา  เมื่อ “คำแนะนำ” ของผู้บริหารของศาลยุติธรรม มีผลในการปรับเปลี่ยนคำพิพากษาขององค์คณะได้ ทำให้ผู้เสียหาย จำเลยและทนายความในคดีอาญาบางท่าน ได้ตั้งคำถามว่า รัฐบาล กองทัพซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร สามารถแทรกแซงฝ่ายตุลาการโดยผ่าน “ผู้บริหาร”ของศาลยุติธรรมได้หรือไม่ กรณีคำสั่งคดีการไต่สวนการตายในเหตุการณ์ตากใบ คดีความมั่นคงหลายคดี ทั้งในจังหวัดชายแดนใต้และในช่วงการครองอำนาจของรัฐบาลทหาร คสช. เป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาที่สะกิด กระทั่งตอกย้ำความรู้สึกดังกล่าว

ดังนั้น ศาลยุติธรรม จึงควรพิจารณาทบทวนและยกเลิก ระเบียบ คำสั่ง การดำเนินการใดๆที่อาจมีผลเป็นการแทรกแซง ครอบงำ ความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีของตุลาการในองค์คณะผู้พิพากษาโดยเร็ว โดยยึดมั่นหลักการ “ความเป็นอิสระของตุลาการ” ตามหลักสิทธิมนุษยชน นิติธรรม หลักการและเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเคร่งครัด

นอกจากนี้ยังขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนบางสื่อ บางคน ได้โปรดเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของผู้ตายและครอบครัว ละเว้นการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามและเสียดสีเยาะเย้ยผู้ตาย โดยโปรดยึดมั่นในจรรยาบรรณทางวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด

การทำอัตวินิบาตกรรมของผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ในวันที่ 7 มีนาคม 2563 มิใช่สิ่งที่บุคคลทุกคนพึงปรารถนาที่จะเห็น แต่ข้อเรียกร้องของผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ที่ให้ยกเลิกระบบการแทรกแซงความเป็นอิสระของตุลาการยังไม่สำเร็จ และนี่คือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ฯพณฯ ประธานศาลฎีกาและคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) จะต้องปฏิรูประบบตุลาการโดยทันที เพื่อประกันความเป็นอิสระของตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดี ทั้งจากฝ่ายบริหารและจากบุคคลนอกองค์คณะ เรียกความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาลคืนมา และเพื่อให้ประชาชนแน่ใจว่าการละเมิดหรือละเลยหลักแห่งความยุติธรรม การปิดบังความไม่เป็นธรรมที่ยังดำรงอยู่อย่างซ่อนเร้นในสถาบันศาลยุติธรรม จะได้รับการแก้ไข เพื่อให้ศาลสามารถทำหน้าที่ตามหลักนิติธรรม เป็นสถาบันหลักของประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน สามารถเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนคืนมา จนประชาชนสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากและภาคภูมิใจว่า

ศาลจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้

                                                                                    ด้วยจิตคารวะ

                                                                                    8 มีนาคม 2563

                                                                                    กรุงเทพมหานคร

องค์กรที่ลงชื่อ:

1.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

2.มูลนิธิสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

3.ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 

4.มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

5.สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)

6.สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)

7.เครือข่ายปฏิรูปตำรวจ (Police Watch)

8.เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP)

9.กลุ่มด้วยใจ (Duayjai Group)

10.สถาบันเพื่อการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม(สปยธ.)

11.เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) 

12.กลุ่มโรงน้ำชา

Featured

หนังสือแปล: การกำกับดูแลภาคความมั่นคงโดยรัฐสภา: หลักการ กลไก และแนวปฏิบัติ

การกำกับดูแลภาคความมั่นคงโดยรัฐสภา: หลักการ กลไก และแนวปฏิบัติ, .– บริษัท
พี เพรส จำกัด กรุงเทพมหานคร : มิถุนายน 2556
326 หน้า

  1. การปฎิรูปภาคความมั่นคง (Security Sector Reform –SSR)
  2. ธรรมาภิบาลภาคความมั่นคง (Security Sector Governance – SSG)
  3. บทบาทรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย
  4. บทบาทรัฐสภาในการกำกับดูแลนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ
  5. ปราณี ทิพย์รัตน์
    ISBN 978-616-335-053-4
Featured

ร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฉบับประชาชน

รายชื่อองค์กรที่ร่วมกันยื่นร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฉบับประชาชน
1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)
2. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน(สนส.)
3. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)
4. เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี(HAP)
5. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน(TLHR)
6. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม(MAC)
7. กลุ่มด้วยใจ (Duayjai)
8. เครือข่ายปฏิรูปตำรวจ (Police Watch)
9. สถาบันเพื่อการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม(สปยธ.)
10. เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD)
11. สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
12. มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
13. สมาคม ปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
14. ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
15. คณะทำงานไทยเพื่อกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน
16. มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
17. สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย
(IMPECT)
18. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย
19. มูลนิธิรักษ์เด็ก
20. มูลนิธิศักยภาพชุมชน
21. มูลนิธิพัฒนาชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์
22. ชุมชน Non Binary Thailand
23. มูลนิธิสายเด็ก1387

Featured

ภาคประชาชนชี้แจงเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ….. ฉบับประชาชน ให้สส.หลากพรรคสนับสนุน

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดยมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รวมกับสมาชิกกรรมาธิการฯ ได้ประชุมพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ….. ฉบับประชาชน ที่ได้ยื่นต่อคณะกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งองค์กรภาคประชาสังคมได้ติดตามและมีส่วนเสนอแนะในร่าง พ.ร.บ. ฯ ฉบับกระทรวงตลอดมา ซึ่งแม้จะเห็นด้วยกับหลักการสำคัญ แต่เห็นว่า ร่าง พ.ร.บ. ฯ ฉบับกระทรวงยังขาดสาระสำคัญบางประการ จึงได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับประชาชนขึ้น ปัจจุบันมีองค์กร 23 องค์กรร่วมสนับสนุนร่างฉบับนี้

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า “ขอแสดงความเห็นใจและเป็นกำลังใให้ผู้เสียหายที่เป็นตัวแทนทั้งการทรมาน นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร และบุตรชายและการบังคับให้สูญหาย นายอดิสร โพธิ์อ่าน ขอเสนอเราในฐานะสส. ในกรรมธิการชุดนี้นำร่างกฎหมายฉบับนี้ไปจัดคุยกันในแต่ละพรรคการเมืองเพื่อร่วมกันลงนามสนับสนุนยื่นร่างพรบ.ฉบับนี้ให้สภานิติบัญญัติพิจารณา เห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่สำคัญเพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษย์ชน”


โดยร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำบังคับให้สูญหาย ฉบับประชาชน มีสาระสำคัญที่เพิ่มเติมจากร่างฯ ฉบับกระทรวง ได้แก่
1. ให้บทบัญญัติของกฎหมายอื่นที่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ.ฯ ให้ใช้พ.ร.บ. นี้แทน เว้นแต่ในกรณีกฎหมายที่กำหนดการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของบุคคลมากกว่า
2. ให้การที่เจ้าหน้าที่กระทำต่อบุคคลให้เกิดความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงโดยเหตุจากการเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดเป็นความผิดฐานทรมานด้วย
3. ให้การกระทำต่อบุคคลให้เจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานในลักษณะที่ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี โดยเจ้าหน้าที่ เป็นความผิดทางอาญา
4. กำหนดมาตรการป้องกันไว้ใน พ.ร.บ.ฯ เช่น ให้สิทธิพบทนายความฯ. จัดทำบันทึกการควบคุมตัวอย่างเคร่งครัด
5. ให้ความผิดตาม พ.ร.บ. มีอายุความยาวกว่าปกติ และหากการทรมานและการกระทำให้บุคคคลสูญหายเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางรุนแรง ไม่มีอายุความ
6. ให้ตัดอำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในการสอบสวน และ ศาลทหารในการพิจารณาคดี
7. ให้คดีความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ เป็นกฎหมายพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ และกำหนดให้อัยการรับผิดชอบควบคุมดูแลสำนวนการสอบสวน
8. ให้สามีภรรยา คู่ชีวิต ทั้งตามนิตินัยและพฤตินัย เป็นผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตามการผลักดันให้ร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำบังคับให้สูญหาย มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนอย่างน้อย 20 คน สนับสนุนร่างฉบับนี้เสนอต่อสภานิติบัญญัติพิจารณาให้มีผลบังคับใช้ เพราะเป็นความคาดหวังประชาชนและองค์กรภาคประชาสังคมต้องการให้การทรมานและการบังคับให้สูญหายเป็นอาชญกรรมที่สามารถนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้

เนื่องจากประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมาณและบังคับให้สูญหาย ไม่เพียงเพราะเป็นการอนุวัติการกฎหมายเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ที่ไทยเป็นภาคีตั้งแต่ปี 2550 แล้วเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าการทรมานและการกระทำบังคับให้สูญหายเกิดขึ้นอยู่เสมอตลอดมา ที่ผู้ต้องหากระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยที่รัฐยังไม่มีนโยบายหรือมีกฎหมายมาป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้สูญหาย ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐ หันหลังให้กระบวนการยุติธรรม จึงต้องเร่งให้มีกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมในสังคม ให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐมีในการปกป้องสิทธิในชีวิตและร่างกายของทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่รับรองสิทธิในชีวิตและร่างกายของบุคคลและสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานหรือบังคับให้สูญหายไว้

รายชื่อองค์กรที่ร่วมกันยื่นร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฉบับประชาชน
1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)
2. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน(สนส.)
3. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)
4. เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี(HAP)
5. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน(TLHR)
6. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม(MAC)
7. กลุ่มด้วยใจ (Duayjai)
8. เครือข่ายปฏิรูปตำรวจ (Police Watch)
9. สถาบันเพื่อการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม(สปยธ.)
10. เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD)
11. สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
12. มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
13. สมาคม ปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
14. ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
15. คณะทำงานไทยเพื่อกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน
16. มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
17. สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย
(IMPECT)
18. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย
19. มูลนิธิรักษ์เด็ก
20. มูลนิธิศักยภาพชุมชน
21. มูลนิธิพัฒนาชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์
22. ชุมชน Non Binary Thailand
23. มูลนิธิสายเด็ก1387

Featured

บทความเรื่องวิสามัญฆาตกรรม โดยจตุรงค์ วงศ์ชัยกิติพร

โดยปกติทั่วไปแล้ว เรามักจะพบคําว่า “วิสามัญฆาตกรรม” เป็นคําที่ใช้ตามพระราชบัญญัติชันสูตรพลิกศพ พ.ศ. 2457 ซึ่งหมายความถึง คดีฆาตกรรมที่ผู้ตายได้ตายด้วยการถูกเจ้าพนักงาน ฆ่าตายในเวลากระทําการตามหน้าที่

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า คําว่า “วิสามัญฆาตกรรม” นี้ไม่มีปรากฏอยู่ในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่อย่างใด ทั้งนี้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะใช้คําว่า “ในคดีฆาตกรรมซึ่งผู้ตายซึ่งถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตาย หรือ ตายระหว่างอยู่ในควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่” ซึ่งคดีเช่นนี้เข้าใจกันว่า ได้แก่คดี “วิสามัญฆาตกรรม” นั้นเอง

จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงกล่าวได้ว่า “วิสามัญฆาตกรรม” เกิดขึ้นจากการกระทําของเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งได้กระทําการใช้กําลังในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นเหตุให้บุคคลผู้ถูกกระทําต้องถึงแก่ความตายจากการกระทําดังกล่าว

แต่ตามหลักกฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อํานาจเจ้าพนักงานไว้โดยตรงในการที่จะใช้กําลังดังกล่าวในการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้ แต่จากแนวความคิดและแนวคําพิพากษาฎีกาต่างให้การยอมรับว่าแม้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ก็ตามเจ้าพนักงานตํารวจสามารถที่จะใช้กําลังดังกล่าวได้ ก็เฉพาะกรณีที่เป็นการป้องกันตามหลักการป้องกันทั่วไปเท่านั้น

Featured

เตรียมยื่นร่างพรบ.ทรมาน อุ้มหาย (ภาคประชาชน) กับประธานกมธ. กฎหมาย ยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร วันที่ 30 มค. 2563 เวลา 11.00 น.

วันที่ 29 มกราคม 2563 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 10.00 – 13.00 น. มีการจัดงานเสวนาแลกเปลี่ยน รับฟังความคิดเห็นและแถลงข่าว ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ….  มีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้

กล่าวเปิด

อังคณา นีละไพจิตร มูลนิธิยุติธรรมสันติภาพ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

…          ประเทศไทยมีวัฒนธรรมการบังคับให้คนสูญหายมายาวนาน เหตุการณ์สำคัญรวมถึงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฯลฯ ผู้คนไม่กล้าร้องเรียนหรือแจ้งความเพราะต่างรู้ว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ คดีการหายไปของทนายสมชายมีการฟ้องในคดีลักทรัพย์และข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว  คดีต่อสู้ถึงศาลฎีกาและยกฟ้อง ญาติและผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถฟ้องแทนได้ กรอบกฎหมายปัจจุบันต้องให้ทนายสมชาย นีละไพจิตรมาฟ้องเอง เป็นข้อจำกัดของกฎหมายไทย  คดีบิลลี่ มีประเด็นคำถามในประเด็นการตรวจพิสูจน์หลักฐาน การเทียบดีเอ็นเอทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถตรวจให้รอบด้าน แปลกใจในคดีบิลลี่ทำไมอัยการไม่ติดใจเรื่องนักศึกษากลับคำให้การ  โดยภาพรวมเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมาย หากมีความผิดฐานการบังคับให้บุคคลสูญหาย กรณีที่ยกตัวอย่างนี้ ก็จะไม่ซับซ้อนและยากเย็นอย่างที่เป็นอยู่

ร่างกฎหมายพรบ.ทรมานและอุ้มหายของกระทรวงยุติธรรมไม่ได้ถูกนำเสนอในยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อปี 2561 แม้จะผ่านวาระแรกไปแล้ว และในรัฐบาลใหม่ชุดนี้ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้พยายามจัดรับฟังความคิดเห็นเพื่อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่มีความเห็นว่าการรับฟังความคิดเห็นดำเนินการผ่านออนไลน์ไม่เพียงพอ การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นภูมิภาคยังไม่ทั่วถึง  ต่อไปจะมีการนำเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้มาพิจารณาต่อ

จริงแล้วเห็นว่าร่างกฎหมายของรัฐบาลมีการรับรองสิทธิการมีชีวิตอยู่การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แต่ต้องมีความจริงใจในการทำงาน   กฎหมายหลายฉบับตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ 1 มีข้อบทที่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนอยู่มาก หวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่ใช่แค่พิธีกรรม ต้องมีหลักประกันว่ากฎหมายจะสอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) และอนุสัญญาการป้องกันไม่ให้มีการบังคับให้บุคคลสูญหาย พร้อมๆ กันนี้  ต่อมาก็ต้องให้สัตยาบัน อนุสัญญาการป้องกันไม่ให้มีการบังคับให้บุคคลสูญหาย (CED) และเปิดให้คณะทำงานเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์ และหวังว่าวุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้งมานั้นจะไม่คัดค้าน ขัดขวาง การเสนอร่างกฎหมายนี้เหมือนในสมัยที่ผ่านมา

ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ตัวแทนญาติผู้เสียหาย

ยินดีที่ได้มาฟังร่างกฎหมายและมีส่วนเป็นตัวแทนยื่นต่อสภาฯ ในวันพรุ่งนี้  ตนเองเป็นผู้เสียหายจากกรณีสามีได้หายตัวไปพร้อมกับอีกสองคน เมื่อเดือนธันวาคม 2561 พบศพลอยติดมาที่ท่าน้ำ 3 ครั้ง แต่ต่อมามีหนึ่งศพกลับหายไป ซึ่งผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ให้การไม่ตรงกับที่ปรากฏในข่าว ได้ไปแจ้งความเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถช่วยติดตามให้ได้ ตำรวจแจ้งว่าไม่รู้จะติดตามอย่างไร ยื่นหนังสือไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เงียบ จึงได้ไปร้องกับยูเอ็นแต่รัฐบาลยังไม่สามารถให้คำตอบได้ ร้องกับกสม. ตนเองต้องรับภาระในการจ่ายค่าปรับที่ศาลในอีกคดีที่ศาลพัทยา จำนวน 4.5 แสน และต้องผ่อนให้ศาลเดือนละ 3 พัน ซึ่งไม่สามารถขอจากกองทุนยุติธรรมได้ ไปขอลดก็ไม่ได้เพราะไม่มีตัวแล้ว จึงจำหน่ายเสื้อและสินค้าต่าง ๆ เพื่อใช้จ่ายเป็นความขัดข้องในข้อกฎหมายการบังคับให้บุคคลสูญหายทำให้ยากลำบากในการติดต่อราชการ

สมศักดิ์ ชื่นจิตร ตัวแทนญาติผู้เสียหาย

            ลูกชายถูกเจ้าหน้าที่รัฐซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ในขณะเรียนม.6 ลูกชายถูกจับในข้อหาชิงทรัพย์ เอาถุงดำครอบหัว ไม่มีอากาศหายใจ ชักหลายครั้งตอนอยู่ในถุง จึงออกอุบายว่าจะพาไปหาทอง แล้วหนีออกมาได้ หลังจากดำเนินคดีกับลูกชายฐานชิงทรัพย์ไม่ได้ (ไม่มีหลักฐานบันทึกการจับกุมแต่อย่างใด) จึงดำเนินคดีข้อหาเสพยาเสพติด และต่อมาก็จับผู้ชิงทรัพย์ตัวจริงได้ การแจ้งความเรื่องทรมานลำบาก ต้องไปแจ้งถึงสามครั้ง เจ้าหน้าที่บางครั้งก็แจ้งว่าต้องส่งไป ปปช. อีกครั้งก็แจ้งว่าต้องส่งไป ปปท. ใช้เวลาถึงสามปี ยังไม่มีความคืบหน้า ติดต่อองค์กรเอกชน แล้วพบขบวนการสมอ้างเบิก/คำพยานเท็จทำให้สรุปสำนวนของรัฐยุติ จึงต้องฟ้องคดีเอง

            ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าลูกชายถูกทำร้าย แต่มีกรณีที่ศาลยกฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายเพราะขาดอายุความเพราะนายตำรวจคนนั้นทำร้ายร่างกายไม่สาหัสอายุความเพียงหนึ่งปี   เมื่อศาลยกฟ้องแล้วตำรวจนายดังกล่าวจึง กลับมาฟ้องกลับเพื่อปิดปากให้ถอนคดีที่ศาลลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงอีกนายหนึ่งไปแล้ว   คดีที่ฟ้องลูกชายกลับข้อหาแจ้งความเท็จในคดีที่ฟ้องตำรวจ ศาลตัดสินจำคุกห้าปีไม่รอลงอาญา อยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา

คดีอาญาที่เราฟ้องตำรวจข้อหาทำร้ายร่างกายลูกชาย   มีความพยายามไกล่เกลี่ยในชั้นศาลอ้างว่าจะให้เงินคนละหนึ่งล้านและบวชอีกหนึ่งพรรษา การยอมรับผิดนี้เป็นเพราะเจ้าหน้าที่จำนนต่อพยานหลักฐาน  แต่ไม่ได้สำนึกผิดจริง  พอศาลตัดสินลงโทษจริงแม้ศาลจะเชื่อว่าลูกชายถูกทำร้าย แต่ก็ยังพิจารณารอลงอาญาแก่นายตำรวจระดับสูงนายนั้น อ้างว่าเพราะวิชาชีพเป็นคุณ จึงจำคุกแปดเดือนและให้รอลงอาญา  

            ความรู้สึกเหมือนตกเหว ถูกผลักตกจากเหวหลาย ๆ รอบ ใครไม่เคยพบจะไม่เคยรู้เลยว่าการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมันร้ายแรงขนาดไหน ทุกข์แสนสาหัส หายนะเกิดขึ้นฉับพลันโดยที่เราไม่ได้เชื้อเชิญ ยังเชื่อว่าการต่อสู้ สู้ด้วยความเชื่อว่า ถ้าเราปราศจากความกลัว ก็อาจทำให้ผู้ที่ลุแก่อำนาจลดถอยลงบ้าง

สรุปเนื้อหาร่างกฎหมาย ฉบับประชาชน

เวทีแลกเปลี่ยนรับฟังความเห็น

ดำเนินรายการโดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

สมศรี หาญอนันตสุข – อยากให้ขยายความเรื่องกลไกพิเศษ 

ตอบ – อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ แต่พนักงานอัยการเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนโดยตรง เมื่อเห็นว่าพร้อมแล้วก็สามารถสั่งฟ้องได้เลย ผู้ได้รับความเสียหายรับผิดชอบสำนวนตั้งแต่ต้น ออกแบบให้มีกลไกช่วยเหลือผู้เสียหายซึ่งเชื่อว่าองค์กรกลุ่มที่มีผู้แทนผู้เสียหาย/ภาคประชาสังคมร่วมอยู่ด้วยน่าจะทำให้ง่ายขึ้น กรอบกฎหมายที่มีความชัดเจนแน่นอน ย่อมทำให้เกิดชัดเจนยิ่งขึ้น    

สุนัย ผาสุก  HRW – ให้กำลังใจผู้จัดทำร่าง ขอเน้นย้ำ เป็นการไล่จับนวัตกรรมที่รัฐไทยประดิษฐ์ขึ้น เช่น เรื่องการเชิญตัว ฯลฯ เป็นจุดที่คณะทำงานพยามตอบการสร้างข้อโต้แย้งในทางกฎหมาย คำถามมีแผนที่จะ lobby อย่างไรเพื่อที่จะไม่ถูกแปรเปลี่ยนสาระของกฎหมาย

ตอบ – ถ้าประชาชนเข้ารายชื่อจะมีสัดส่วน 1/3 ซึ่งน่าจะมีส่วนโต้แย้งในชั้นกรรมาธิการ แต่อาจไม่ทัน แนวทางคือพยายามที่จะทำงานกับทุกพรรคการเมือง

ปิยนุช โคตรสาร Amnesty International Thailand – อยากให้เน้นหลักการห้ามผลักดันกลับเพราะเป็นประเด็นภูมิภาคแล้ว เราจะทำอย่างไรให้การผลักดันออกไป จะสื่อออกไปอย่างไร ซึ่ง AI จะพยายามช่วยทำวิธีการสื่อสารออกไป

สุนัย ผาสุก HRW – ทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ อาชญากรรมของรัฐ ทุกคนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น ไม่มีใครมีความปลอดภัยจากเงื้อมมือของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ประเด็นเรื่องการจับแพะ ประเด็นเรื่องการปฏิบัติกับคนที่เห็นว่าเป็นศัตรู

สมนึก ตุ้มสุภาพ สภาทนายความ – สงสัยเรื่ององค์ประกอบความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย อาจทำให้ศาลไม่เข้าใจในเรื่องการตีความ ถ้าศาลไม่เข้าใจอาจกลายเป็นบรรทัดฐานด้วย อีกส่วนคือบทกำหนดโทษ (เห็นว่าความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายน่าจะเกี่ยวข้องกับการทรมานด้วย)

กลุ่มสิทธิผู้หญิงในการยุติการตั้งครรภ์ – ข้อแนะนำของคณะกรรมการ CAT ให้ความเห็นว่าการปิดกั้นการไม่ให้ผู้หญิงเข้าถึงบริการทำแท้งเป็นการทรมาน ทำให้ผู้หญิงต้องดิ้นรนหาบริการเองและทำให้ใช้บริการไม่ปลอดภัย ประเด็นคำถามคือครอบคลุมถึงการละเว้นการปฏิบัติไหม

ตัวแทนผู้เสียหายจากจังหวัดชายแดนใต้ – อิสมาแอ เต๊ะในจังหวัดชายแดนใต้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยหกราย ผู้ถูกทรมาน/ผู้เสียชีวิตยังไม่เข้าถึงความยุติธรรมในพื้นที่ ยังไม่มีการชดเชยเยียวยาแท้จริง สู้คดีแปดปี ฟ้องกลับและสุดท้ายศาลตัดสินว่าถูกกระทำและได้รับเงินเยียวยา แต่ในทางอาญายังไม่สามารถดำเนินคดีได้ 

เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ – คดีกรณีเสียชีวิตภายใต้กฎหมายอำนาจพิเศษ เสียชีวิตในระหว่างควบคุมตัว ในค่ายทหาร ในหมู่บ้าน (กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน) เป็นกลุ่มที่มีหมาย พรก. จึงยังเป็นกรณีที่ไม่ถูกบันทึกและไม่เปิดเผย ชาวบ้านไม่กล้าดำเนินการ ข้อกังวลคือความขัดแย้งกับกฎหมายเก่า   

ชลธิชา แจ้งเร็ว นักกิจกรรม – ฝากข้อกังวลในประเด็น Gender ถูกควบคุมตัว คุกคาม ถูกละเมิดในระหว่างควบคุมตัวถูก (Harassment) ในข่าว ซึ่งประเด็นเหล่านี้ sensitive น่าจะคำนึงประเด็นนี้ในสัดส่วนของคณะกรรมการด้วย อีกส่วนคือวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวที่กระทบต่อผู้หญิง  

กล่าวปิดและแถลงข่าว

สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

                ขอบคุณที่ให้ข้อมูล ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ไม่ได้คาดเดาอย่างเลื่อนลอย แต่เป็นความเดือนร้อนที่เกิดขึ้นแล้วในสังคม จึงต้องมีการออกกฎหมายมาเพื่อแก้ไข และสุดท้ายคือการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นปัญหาตลอดมา

            ปัญหาการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายเกิดขึ้นทั่วโลก เกิดจากคนทำมีหลายคน มีอาวุธ มีเครื่องแบบ มีการบังคับบัญชา พื้นที่ที่ทำเป็นพื้นที่เฉพาะ ทำให้ไม่สามารถหาหลักฐานได้ ทำให้ไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำได้ จึงเป็นที่มาของการออกกฎหมายนี้  โดยเครือข่ายองค์กร 12 องค์กรที่สนับสนุนร่างพรบ.ฉบับประชาชนนี้  จะนำร่างฯ ฉบับนี้ไปยื่นกับประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาสนับสนุนร่างฉบับประชาชนนี้   ในวันที่ 30 มกราคม  2563 เวลา11.00 น.ที่พื้นที่แถลงข่าว สภาผู้แทนราษฎร

Featured

12 องค์กรภาคประชาชน และ 40 นักวิชาการ นักกิจกรรม นักกฎหมาย ร่วมสนับสนุนร่างพรบ.ทรมานอุ้มหาย ฉบับประชาชน ยืนยันให้การทรมานและอุ้มหายเป็นความผิดอาญา เตรียมยื่นสภาผู้แทนราษฎร

CrCF_Logo_Final

วันที่  30  มกราคม พ.ศ. 2563

เรื่อง      ขอยื่นร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ฉบับประชาชน

เรียน     ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร

สำเนา   หัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคการเมือง

สิ่งที่ส่งมาด้วย    1. ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …. (ฉบับประชาชน)

2. ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ…… (ฉบับของรัฐบาล รับฟังความคิดเห็น ธันวาคม 2562)

3. เปรียบเทียบร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ฉบับประชาชนและฉบับของรัฐบาล

ตามที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี พ.ศ. 2527 ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2550 และได้ลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ พ.ศ.2549 ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2555 รัฐบาลไทยหลายสมัย ได้จัดทำร่างกฎหมายเพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศทั้งสองฉบับแต่ด้วยเหตุผลนานัปการ จนบัดนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายเพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีการเรียกร้องและผลักดัน ทั้งจากในประเทศและนานาชาติให้ประเทศไทยจัดทำกฎหมายอนุวัติการดังกล่าวตลอดมาก็ตาม โดยร่าง พ.ร.บ.ของรัฐบาลที่เสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเมื่อปี พ.ศ. 2561 แต่ไม่ได้รับการพิจารณาตราออกมาเป็นกฎหมายปรากฎตามเอกสารแนบ 2

 ในการนี้ ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับองค์กรเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน ตัวแทนภาคประชาชน ตัวแทนญาติผู้เสียหาย ตามรายชื่อข้างท้ายจดหมายฉบับนี้ จึงได้ร่วมกันจัดทำร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ….. (ฉบับประชาชน) ขึ้น พร้อมหลัการและเหตุผลรายละเอียดปรากฎตามเอกสารที่ส่งมาด้วย 1 พร้อมทั้งเปรียบเทียบร่างพระราชบัญญัติฉบับของรัฐบาลและฉบับประชาชน ปรากฎตามเอกสารที่ส่งมาด้วย 3  โดยฉบับประชาชนยืนยันที่จะให้กฎหมายอนุวัติการมีสาระบัญญัติที่ครบถ้วนตามอนุสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว อาทิเช่น ถือการทรมานเนื่องจากเหตุของการเลือกปฏิบัติไม่ว่าในด้านใดจะกระทำมิได้ ห้ามผลักดันบุคคลออกนอกราชอาณาจักรหากบุคคลดังกล่าวอาจต้องเผชิญกับการทรมาน ห้ามอ้างเหตุผลหรือสถานการณ์ใดๆ  รวมทั้งภาวะสงคราม กฎอัยการศึกหรือสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อกระทำการทรมานหรือกระทำให้บุคคลสูญหาย ความรับผิดของผู้บังคับบัญชาต่อการกระทำทรมานหรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย การกำหนดมาตรการป้องกันโดยให้มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกจำกัดเสรีภาพ และการให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายทุกกรณี รวมทั้งให้มีอำนาจตรวจสอบและมีคำสั่งเพื่อระงับการทรมานและเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้เสียหายเป็นต้น  

  จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

                                                            ขอแสดงความนับถือ

                        รายชื่อองค์กรที่ร่วมกันยื่นร่างกฎหมายฯ

  1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)
  2. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน(สนส.)
  3. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)
  4. เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี(HAP)
  5. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน(TLHR)
  6. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม(MAC)
  7. กลุ่มด้วยใจ (Duayjai)
  8. เครือข่ายปฏิรูปตำรวจ (Police Watch)
  9. สถาบันเพื่อการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม(สปยธ.)
  10. เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD)
  11. สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
  12. มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

รายชื่อบุคคล

  1. อนุชา  วินทะไชย
  2. อสมา  มังกรชัย
  3. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ
  4. ประยงค์ ดอกลำไย
  5. ณัฏฐา มหัทธนา
  6. อรรคณัฐ  วันทนะสมบัติ
  7. ธีรวัฒน์  ขวัญใจ
  8. อรอนงค์ ทิพย์พิมล
  9. อารีวัณย์ สมบุญวัฒนกุล
  10. มูฮัมหมัดฟะฮ์มี ตาเละ
  11. บัณฑิต ไกรวิจิตร
  12. อิมรอน ซาเหาะ
  13. ศรันย์ สมันตรัฐ
  14. บารมี ชัยรัตน์ (สมัชชาคนจน)
  15. ยุกติ มุกดาวิจิตร (คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
  16. ภาสกร อินทุมาร (คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
  17. นาตยา อยู่คง (คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)
  18. ชลิตา บัณฑุวงศ์ (คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
  19. ทวีศักดิ์ ปิ
  20. พวงทอง ภวัครพันธุ์ (คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ)
  21. อภิชาต สถิตนิรามัย (คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
  22. บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล
  23. ผศ. พันธุ์พิพิธ  พิพิธพันธุ์
  24. ศุภรา จันทร์ชิดฟ้า
  25. ชลิตา บัณฑุวงศ์
  26. ดวงยิหวา  อุตรสินธุ์
  27. อรชา รักดี
  28. ณรรธราวุธ เมืองสุข
  29. อันธิฌา แสงชัย
  30. งามศุกร์ รัตนเสถียร 
  31. อัมพร หมาดเด็น
  32. พูนสุข  พูนสุขเจริญ
  33. สุรชัย ทรงงาม
  34. สุมิตรชัย  หัตถสาร
  35. ณัฐาศิริ เบิร์กแมน
  36. เลาฟั้ง  บัณฑิตเทอดสกุล
  37. คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์
  38. สุภาภรณ์ มาลัยลอย
  39. มนทนา ดวงประภา
  40. ผรัณดา ปานแก้ว
  41. อัญชนา หีมมีนะห์
Featured

กำหนดการ เสวนาแลกเปลี่ยน รับฟัง พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …… (ฉบับประชาชน)

กำหนดารเสวนาแลกเปลี่ยน รับฟังความเห็นและแถลงข่าว

ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ……

วันที่ 29 มกราคม  2563 เวลา 9.00-13.00 น.

ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ถนนสามเสน กทม. (ตรงข้าม รพ.วชิระ)

เวลารายการหัวข้อ และผู้นำเสนอ
10.00-10.30                                 กล่าวเปิด คุณอังคณา นีละไพจิตร     และนายสมศักดิ์ ชื่นจิตร ตัวแทนผู้เสียหาย จากการทรมานความจำเป็นและพันธกรณีระหว่างประเทศ ความจำเป็นของการมีกฎหมายในประเทศกับสถานการณ์จริงของผู้เสียหาย
10.30-11.00    นำเสนอ ร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย  ภาคประชาชน  นายไพโรจน์  พลเพชร ที่ปรึกษา สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ผู้แทนทีมปรับปรุงร่างกฎหมายฯ  
11.00-12.30แลกเปลี่ยนฟังความเห็น ประสบการณ์การเรียกร้องสิทธิเสียหายการจับกุม การควบคุมตัว  บาดเจ็บ เสียขีวิตระหว่างควบคุมตัว สูญหาย การเยียวยา การนำคนผิดมาลงโทษ ถามตอบ ผู้ดำเนินรายการ  พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ตัวแทนไอซีเจ
ตัวแทนเอไอ
ตัวแทนผู้เสียหายจาการทรมาน ตัวแทนผู้เสียหายจากจชต.ตัวแทนสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนตัวแทนสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชนตัวแทนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องฯ
12.30-13.00แถลงข่าว การยื่นร่างกฎหมายฯ ต่อผู้แทนราษฎร ในวันที่ 30 ม.ค.  2563 เวลา 11.00 น.ที่อาคารรัฐสภา ถนนเกียกกายนำโดยนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

หมายเหตุ – กำหนดการสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

Featured

ศาลแพ่งนัดสืบพยาน 28-31 ม.ค. กรณีมารดาของนายอะเบ แซ่หมู่ ฟ้องกองทัพบก เรียกค่าเสียหายจากเหตุเจ้าหน้าที่ทหารยิงลูกชายของตนเสียชีวิต

เผยแพรวันที่ 24 มกราคม 2563

               ในวันที่ 28-31 มกราคม 2563 เวลา 09.00-16.00 น. ศาลแพ่ง (ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ) มีกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย 9 ปาก ในคดีที่นางอะหมี่มะ แซ่หมู่ มารดาของนายอะเบ แซ่หมู่  เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องกองทัพเป็นจำเลยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 เพื่อเรียกค่าเสียหาย ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยในวันสืบพยานดังกล่าวจะมีนางอะหมี่มะ แซ่หมู่ และน้าของนายอะเบ แซ่หมู่ พร้อมพยานโจทก์คนอื่นๆ  เดินทางมาจากอำเภอเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่เพื่อให้การในชั้นศาลเกี่ยวกับเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารผู้ใต้บังคับบัญชากองทัพบก ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงนายอะเบ แซ่หมู่ บุตรชายของนางอะหมี่มะ แซ่หมู่ จนถึงแก่ชีวิต

               เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 พื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งประจำอยู่ที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง  ต.เมืองนะ  อ.เชียงดาว  จ.เชียงใหม่ ใช้อาวุธปืนยิงนายอะเบ แซ่หมู่ (ชาติพันธุ์ลีซู) จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ทหารอ้างว่านายอะเบกับเพื่อนใช้อาวุธปืนยิงและจะขว้างระเบิดใสเจ้าหน้าที่ ขณะขับรถจักรยานยนต์หนีการตรวจค้น จึงจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนยิงป้องกันตน ซึ่งข้ออ้างของเจ้าหน้าที่ทหารขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่มีประจักษ์ยืนยันว่านายอะเบถูกยิงขณะสะพายก๋วย(ตะกร้าชาวเขาใส่ข้าวของเครื่องใช้)นั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์ที่เพื่อนเป็นคนขับ เพื่อไปทำไร่ช่วยบิดามารดาของนายอะเบตามกิจวัตรปกติในเส้นทางผ่านไร่ข้าวโพดชาวบ้านที่ใช้สัญจรเป็นประจำของคนในหมู่บ้าน แต่ขณะขับรถสวนทางกับรถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่ทหาร ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารคนหนึ่งลงจากรถวิ่งย้อนกลับตามมากระชากก๋วยที่นายอะเบสะบายอยู่ เพื่อนนายอะเบจึงขับเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์ให้วิ่งเร็วขึ้น จึงหลุดจากการถูกกระชาก แล้วเจ้าหน้าที่ทหารดังกล่าวก็ใช้ปืนยิงมาจากทางด้านหลัง ถูกนายอะเบจนเสียชีวิตและตกจากรถ โดยนายอะเบและเพื่อนไม่ได้มีอาวุธปืน ไม่มีระเบิด ไม่ได้ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ และไม่มียาเสพติด ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด  เหตุเกิด ณ บริเวณถนนระหว่างบ้านรินหลวง-บ้านป่าบงงามลีซอ ซึ่งอยู่เลยด่านตรวจบ้านรินหลวงไม่ไกลนัก

               คดีนี้ ศาลได้รับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.2592/2562 ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้ ประเด็นแรก เจ้าหน้าที่ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำละเมิดต่อนายอะเบ แซหมู่ บุตรของโจทก์หรือไม่  ประเด็นที่สอง จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด

               เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และองค์กรสิทธิมนุษยชนได้ร่วมกันจัดงาน “เหนือจรดใต้ คนที่ตายใต้อำนาจรัฐ” งานเสวนาดังกล่าวได้สะท้อนปัญหาการวิสามัญฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และ อุปสรรคปัญหาในการเข้าถึงประบวนการยุติธรรมของครอบครัวผู้ได้รับความเสียหาย ทั้งยังได้มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีวิสามัญฆาตกรรมหลายประการ ตามเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ https://www.facebook.com/LRDCLawCmu/posts/2297027810546778?__tn__=K-R

               ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจร่วมติดตามการสืบพยานคดีนี้ได้ที่ศาลแพ่ง ตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้น สืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับคดีนายอะเบได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=อะเบ

สอบถามข้อมูลคดีเพิ่มเติมได้ที่ นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม  โทร 089-6222474 

Featured

ขอเชิญร่วมเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนรับฟังความเห็นร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ฉบับประชาชน

ขอเชิญร่วมเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนรับฟังความเห็นร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ฉบับประชาชน

กำหนดารเสวนาแลกเปลี่ยน รับฟังความเห็นและแถลงข่าว

ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ……

วันที่ 29 มกราคม  2563 เวลา 9.00-13.00 น.

ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ถนนสามเสน กทม. (ตรงข้าม รพ.วชิระ)

เวลารายการหัวข้อ และผู้นำเสนอ
10.00-10.30                                 กล่าวเปิด คุณอังคณา นีละไพจิตร     และนายสมศักดิ์ ชื่นจิตร ตัวแทนผู้เสียหาย จากการทรมานความจำเป็นและพันธกรณีระหว่างประเทศ ความจำเป็นของการมีกฎหมายในประเทศกับสถานการณ์จริงของผู้เสียหาย
10.30-11.00    นำเสนอ ร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย  ภาคประชาชน  นายไพโรจน์  พลเพชร ที่ปรึกษา สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ผู้แทนทีมปรับปรุงร่างกฎหมายฯ  
11.00-12.30แลกเปลี่ยนฟังความเห็น ประสบการณ์การเรียกร้องสิทธิเสียหายการจับกุม การควบคุมตัว  บาดเจ็บ เสียขีวิตระหว่างควบคุมตัว สูญหาย การเยียวยา การนำคนผิดมาลงโทษ ถามตอบ ผู้ดำเนินรายการ  พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ตัวแทนไอซีเจ
ตัวแทนเอไอ
ตัวแทนผู้เสียหายจาการทรมาน ตัวแทนผู้เสียหายจากจชต.
ตัวแทนสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
ตัวแทนสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชน
ตัวแทนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องฯ
12.30-13.00แถลงข่าว การยื่นร่างกฎหมายฯ ต่อผู้แทนราษฎร ในวันที่ 30 ม.ค.  2563 เวลา 11.00 น.ที่อาคารรัฐสภา ถนนเกียกกายนำโดยนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

หมายเหตุ – กำหนดการสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

ตามที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี พ.ศ. 2527 ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2550  และได้ลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ พ.ศ.2549 ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2555  รัฐบาลไทยหลายสมัย ได้จัดทำร่างกฎหมายเพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศทั้งสองฉบับ แต่ด้วยเหตุผลนานัปการ จนบัดนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายเพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีการเรียกร้องและผลักดัน ทั้งจากในประเทศและนานาชาติให้ประเทศไทยจัดทำกฎหมายอนุวัติการดังกล่าวตลอดมาก็ตาม โดยร่างกฎหมายของรัฐบาลที่เสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเมื่อปี พ.ศ. 2561 แต่ไม่ได้รับการพิจารณาตราออกมาเป็นกฎหมาย

 ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ได้ร่วมกันจัดทำร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ….. (ฉบับประชาชน) ขึ้น พร้อมหลักการและเหตุผลรายละเอียดปรากฎตามเอกสารที่ส่งมาด้วย  โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับประชาชนยืนยันที่จะให้กฎหมายอนุวัติการมีสาระบัญญัติที่ครบถ้วนตามอนุสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว อาทิเช่น การทรมานเนื่องจากเหตุของการเลือกปฏิบัติไม่ว่าในด้านใดจะกระทำมิได้ ห้ามผลักดันบุคคลออกนอกราชอาณาจักรหากบุคคลดังกล่าวอาจต้องเผชิญกับการทรมาน ห้ามอ้างเหตุผลหรือสถานการณ์ใดๆรวมทั้งภาวะสงคราม กฎอัยการศึกหรือสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อกระทำการทรมานหรือกระทำให้บุคคลสูญหาย ความรับผิดของผู้บังคับบัญชาต่อการกระทำทรมานหรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย การกำหนดมาตรการป้องกันโดยให้มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกจำกัดเสรีภาพ และการให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย รวมทั้งให้มีอำนาจตรวจสอบและมีคำสั่งเพื่อระงับการทรมานและเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้เสียหายเป็นต้น  

มูลนิธิฯและเครือข่ายฯจะจัดให้มีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนรับฟังความเห็น ร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย  (ฉบับประชาชน) วันพุธที่ 29 มกราคม  2563  เวลา 10.00 – 13.00 น. ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ  ตรงข้าม รพ.วชิระ ถนนสามเสน ขอเชิญท่านร่วมให้ความเห็นต่อร่างพรบ.ฉบับนี้

Download

Featured

ขอให้พนักงานอัยการไม่อุทธรณ์คดีที่ศาลมีนบุรียกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กรณี อ.วุฒิ บุญเลิศ ชาวกะเหรี่ยงถูกฟ้องปิดปาก กรณีตรวจสอบการครอบครองพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

เผยแพร่วันที่ 6 มกราคม 2562

ใบแจ้งข่าว

ขอให้พนักงานอัยการไม่อุทธรณ์คดีที่ศาลมีนบุรียกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

กรณี อ.วุฒิ บุญเลิศ ชาวกะเหรี่ยงถูกฟ้องปิดปาก

กรณีตรวจสอบการครอบครองพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

วันที่ 6 มกราคม 2563 นายวุฒิ บุญเลิศ นักสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงและทนายความ รวมทั้งนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เดินทางไปยืนหนังสือต่อนายกฤษฎา กสานติกุล อัยการผู้เชี่ยวชาญ ขอให้พนักงานอัยการไม่อุทธรณ์คดี ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร   A เวลา  10.30 น.

เนื่องด้วยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่นายวุฒิ บุญเลิศ ในคดีที่นายชัยวัฒน์   ลิ้มลิขิตอักษร แจ้งความร้องทุกข์ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยนายชัยวัฒน์ฯ อ้างว่าตนเป็นผู้เสียหาย จากเหตุที่นายวุฒิฯ ได้แชร์ข้อความทางโซเชียลมีเดีย Facebook ชื่อ wut boonlert ซึ่งนายวุฒิฯ นำข้อความมาจาก Facebook ชื่อ นายสมัคร ดอนนาปี เกี่ยวกับ ไร่ชัยราชพฤกษ์ในเขตป่าสงวน ซึ่งข้อความดังกล่าว นายวุฒิฯไม่ได้ กล่าวถึงหรือทำให้เข้าใจได้ว่านายชัยวัฒน์ฯ (โจทก์ร่วม) เป็นผู้ครอบครองไร่ชัยราชพฤกษ์ดังกล่าวแต่อย่างใด นายชัยวัฒน์ฯจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย อีกทั้งเนื้อหาของข้อความก็แสดงให้เห็นถึงเจตนาของนายวุฒิฯ ว่าต้องการให้หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐทำการตรวจสอบกรณีที่มีบุคคลเข้าครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 ศาลอาญามีนบุรี ได้ยกฟ้องนายวุฒิฯเป็นจำเลยที่ 2 ไปแล้วรวมทั้งยกคำร้อง ของโจทก์ร่วม(นายชัยวัฒน์ฯ ) ที่ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.5967/2562

นายวุฒิฯเป็นปราชญ์ชาวบ้าน เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เป็นประธานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ทำงานสิทธิมนุษยชนเพื่อชาวกระเหรี่ยงในเขตตะนาวศรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์  ซึ่งในปี พ.ศ. 2554 นายวุฒิฯมีบทบาทสำคัญในการปกป้องคุ้มครองชาวบ้านบางกลอยบน หรือใจแผ่นดิน กรณีชาวบ้านฯถูกนายชัยวัฒน์ฯ ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานพาผู้ใต้บังคับบัญชาของตน เผาทำลายบ้านเรือน  ต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติซึ่งเป็น หน่วยงานต้นสังกัดของนายชัยวัฒน์ฯกับพวก ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ชาวบ้านไปแล้วเมื่อปี 2561  โดยมีความเป็นไปได้ว่าคดีดังกล่าวมีต้นเหตุสำคัญมาจากที่นายชัยวัฒน์ฯไม่พอใจบทบาทของนายวุฒิฯ นำมาสู่การดำเนินคดีอาญาดังกล่าว กับตนเพื่อให้ได้รับความเดือดร้อนยากลำบากในการต่อสู้คดีมาอย่างยาวนานตั้งแต่แจ้งความร้องทุกข์ของนายชัยวัฒน์ฯ ในปี 2557

ต่อมาในเดือนธันวาคม 2562 นายชัยวัฒน์ฯและพวกอีกสามคนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะที่นายพอละจี รักจงเจริญหายตัวไปเมื่อปี   2557 ได้ถูกพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งข้อหาที่เกี่ยวกับการหายตัวไปของนายพอละจี ขณะนี้ทั้งหมดได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อต่อสู้คดี

“การอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลมีนบุรีของอัยการเจ้าของสำนวนไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะแต่ประการใด ทั้งยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนความยากลำบากแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายวุฒิฯเป็นชาวบ้านผู้ทำงานในเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อันเป็นงานสาธารณประโยชน์ จนกระทั่งเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมได้รับการยกย่องให้ได้รับรางวัลองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2559” นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม 089-6222474

ศึกษาข้อมูลเกี่ยวข้องกับอาจารย์วุฒิ บุญเลิศได้ที่ https://bit.ly/2FmBGn8

Featured

เอาชนะโรคเกลียดกลัวอิสลามผ่านสื่อ: กรณีการรายงานข่าวความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ โดย ศราวุธ อารีย์


เผยแพร่ครั้งแรก 3 มกราคม 2563 https://www.facebook.com/srawutaree/posts/10219557746588286?comment_id=10219574613329944&reply_comment_id=10219574649890858&notif_id=1578198929563519&notif_t=comment_mention (ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ซ้ำ)

เอาชนะโรคเกลียดกลัวอิสลามผ่านสื่อ:
กรณีการรายงานข่าวความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ โดย ศราวุธ อารีย์

เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ระลอกใหม่ดำเนินต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปีแล้ว “สื่อกระแสหลัก” ที่เข้าถึงคนจำนวนมากอย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ได้ติดตามรายงานเหตุการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่กลับรายงานเฉพาะข้อมูลจากฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น สถานที่เกิดเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิต และรายชื่อผู้ต้องสงสัย อีกทั้งยังผลิตซ้ำวาทกรรมเดิม ๆ ด้วยการเลือกใช้คำที่สร้างภาพเหมารวมในแง่ลบ เช่น “โจรใต้” “กลุ่มกบฎแบ่งแยกดินแดน” หรือ “มุสลิมสุดโต่ง”

ล่าสุดนอกจากสื่อกระแสหลักจะผลิตซ้ำวาทกรรมเดิม ๆ แล้ว ยังเกิดความผิดพลาดในการรายงานข่าวเมื่อสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่งได้พาดหัวข่าวลงหน้าหนึ่งว่า “ทพ.ลุยโจรใต้ จับตาย 3 ศพ ” ทั้ง ๆ ที่ปรากฏความจริงออกมาภายหลังว่าเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารพรานวิสามัญช่างเลื่อยไม้ที่เขาตะเว อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา อันถือเป็นการพาดหัวข่าวที่ไม่ตรงกับความจริง ก่อให้เกิดความเกลียดชังในหมู่ประชาชน และยิ่งเสริมให้โรคเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia) ทวีความเข้มข้นมากขึ้นในสังคมไทย

ถึงอย่างนั้น ท่ามกลางสื่อกระแสหลักที่มีอำนาจนำในสังคม ก็เริ่มมี “สื่อทางเลือก” ก่อตัวขึ้นทั้งในและนอกพื้นที่ความขัดแย้ง โดยพยายาม “สร้างความแตกต่าง” ด้วยการนำเสนอแง่มุมอื่น ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนใต้ที่สื่อกระแสหลักมักจะละเลยไม่ให้ความสนใจ

บทความนี้พยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสื่อทางเลือกในพื้นที่ความขัดแย้ง ในฐานะที่เป็น “กระบอกเสียง” จากคนในพื้นที่อันเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับมุสลิมในชายแดนใต้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดทอนกระแสเกลียดกลัวอิสลาม และทลายอำนาจนำของสื่อกระแสหลักที่ยังคง “ผูกขาด” ความจริงส่วนใหญ่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนใต้ไว้อยู่ในขณะนี้

* โรคเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia)

โรคเกลียดกลัวอิสลาม หมายถึง ปรากฏการณ์ที่ผู้คนมีทัศนคติในแง่ลบต่อศาสนาอิสลามและชาวมุสลิมอย่างปราศจากรากฐานหรือมูลความจริง โดยสร้างภาพเหมารวมให้มุสลิมกลายเป็น “ปีศาจร้าย” ที่จะนำพาสิ่งไม่ดีมาสู่สังคม ส่งผลให้เกิดการแสดงออกทางพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น ไม่คบค้าสมาคมกับมุสลิม กีดกันมุสลิมออกจากสังคม และห้ามแสดงสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามในที่สาธารณะ เป็นต้น

กระแสเกลียดกลัวอิสลามถือเป็นศัพท์ที่ค่อนข้างใหม่ในวงการสังคมศาสตร์ โดยพัฒนารูปแบบมาจากการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวในอดีต เปลี่ยนผ่านมาสู่การแบ่งแยกผู้คนผ่านศาสนาและวัฒนธรรมในปัจจุบัน ภูมิหลังสำคัญของกระแสดังกล่าวมาจากการที่มุสลิมเป็นพลเมืองส่วนน้อยในประเทศแถบยุโรป วิถีชีวิตและการปฏิบัติตนที่แตกต่างจากชาวยุโรปทั่วไปย่อมทำให้เกิดความแปลกแยก และกลายเป็น “คนอื่น” ในสังคมนั้น ๆ เสมอ ความแปลกแยกสั่งสมจนค่อย ๆ พัฒนากลายเป็นความเกลียดกลัวและดำรงอยู่ในสังคมยุโรปเรื่อยมา

หมุดหมายสำคัญของโรคเกลียดกลัวอิสลามในยุโรปและสหรัฐฯ คือเหตุการณ์การโจมตีของกลุ่มอัล-กออิดะฮ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 เขย่าขวัญชาวโลกด้วยภาพเครื่องบินพุ่งชนตึกสูงที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อทั่วโลก และปะทุเชื้อความเกลียดกลัวยืดยาวมาจนถึงการกำเนิดของกลุ่มไอเอส (Islamic State of Iraq and Syria) ที่ปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางและลุกลามไปทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในสังคมไทย กระแสเกลียดกลัวอิสลามเริ่มมี “ต้นเพลิง” มาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ที่เริ่มปะทุขึ้นรอบใหม่ในช่วงต้น พ.ศ.2547 ด้วยความที่พื้นที่ดังกล่าวมีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม

ภาพความรุนแรงที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องจึงค่อย ๆ บ่มเพาะกระแสเกลียดกลัวขึ้นมา จนทำให้ผู้คนหวาดกลัวมุสลิมมากขึ้น ผนวกกับภาพความรุนแรงของกลุ่มไอเอสที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชน ย่อมทำให้กระแสเกลียดกลัวอิสลามในสังคมไทยเด่นชัดขึ้น ดังจะเห็นจากการคัดค้านการสร้างมัสยิดที่จังหวัดน่าน เชียงราย เชียงใหม่ ขอนแก่น และล่าสุดที่จังหวัดมุกดาหาร หรือการคัดค้านโครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงกลาง พ.ศ.2559

เรื่องที่กำลังเกิดเป็นกระแสดังกล่าวนี้หากไม่เร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง อาจจะนำมาสู่ความขัดแย้งทางศาสนาที่ยากจะเยียวยาได้ในอนาคต

* “สื่อกระแสหลัก” กับการเสริมสร้างกระแสเกลียดกลัวอิสลาม

แม้ว่ากระแสเกลียดกลัวอิสลามจะเกิดขึ้นจากภูมิหลังและปัจจัยอันหลากหลาย ทั้งการเมือง สังคมและวัฒนธรรม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “สื่อมวลชน” กลายเป็นสถาบันสำคัญอันหนึ่งที่เสริมสร้างกระแสเกลียดกลัวอิสลามให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสังคมไทย “สื่อกระแสหลัก” ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ได้ช่วยผลิตซ้ำกระแสความเกลียดกลัวให้กระจายไปทั่วสังคมมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติในกระบวนการทำงานของสื่อกระแสหลักในประเทศไทย

คำว่า สื่อกระแสหลัก (Mainstream Media) หมายถึง สื่อขนาดใหญ่ที่มีทุนประกอบการสูง และสามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ในเวลาพร้อม ๆ กัน โดยมีการจัดจำหน่ายหรือมีอาณาเขตการเผยแพร่ครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ จึงถือเป็นสื่อมวลชนที่มีอำนาจนำในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปถึงประชาชนทั้งประเทศ

ตลอดช่วง 15 ปี ของเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและสันติศึกษามักจะวิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอข่าวของสื่อกระแสหลักไปในเชิงลบ ในงานเสวนา “โจรใต้ กบฏแบ่งแยกดินแดน นักรบญิฮาด ในสายตาสื่อไทย” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2556 ได้มีสื่อมวลชนจากสำนักต่าง ๆ ร่วมกันถอดบทเรียนและได้ข้อสรุปออกมาว่า สื่อกระแสหลักไทยเป็นสื่อที่เสริมสร้างความขัดแย้ง (War Journalism) มากกว่าจะมุ่งสร้างสันติภาพ (Peace Journalism) เพราะมักรายงานเหตุการณ์ผ่านมุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐ และใช้สายตาของ “คนนอก” มองเข้าไปในพื้นที่ความขัดแย้ง จนขาดแง่มุมของ “คนใน” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการทำความเข้าใจภูมิหลังของความขัดแย้งไป

นอกจากนั้น สื่อกระแสหลักยังเป็นผู้สร้างวาทกรรมต่าง ๆ ให้ปรากฏบนหน้าสื่อ เช่นคำว่า “กบฏแบ่งแยกดินแดน” “มุสลิมสุดโต่ง” หรือ “โจรใต้” ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระแสเกลียดกลัวอิสลามให้รุนแรงยิ่งขึ้น และยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน

*สื่อทางเลือก: ผู้สร้างความแตกต่างในสนามความขัดแย้ง

เมื่อแนวทางการนำเสนอของสื่อกระแสหลักถูกมองว่ามีปัญหา จึงเริ่มเกิดสื่อรูปแบบใหม่ขึ้นมาคานอำนาจกับสื่อดั้งเดิม “สื่อทางเลือก” ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับความนิยม

คำว่า สื่อทางเลือก (Alternative Media) หมายถึง สื่อที่มุ่งนำเสนอแนวคิดแปลกใหม่ ท้าทายความเชื่อหรือค่านิยมเดิมของสังคม โดยมักเลือกเจาะจงประเด็นใดประเด็นหนึ่งเพื่อนำเสนอในเชิงลึกและรอบด้าน มักเป็นสื่อขนาดย่อมที่มีผู้รับสื่อเฉพาะกลุ่มและไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหากำไรสูงสุดเชิงพาณิชย์

ด้วยธรรมชาติของสื่อและแนวคิดหลักที่แตกต่างกัน ทำให้แนวทางการนำเสนอข่าวความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ของสื่อทางเลือกแตกต่างจากสื่อกระแสหลักอย่างชัดเจน ในบทความนี้ผู้เขียนใคร่ขอเปรียบเทียบสื่อทั้ง 2 ประเภทให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นใน 2 ประเด็น ได้แก่ บทบาทของสื่อในด้านการเข้าถึงแหล่งข่าวและบทบาทของสื่อในด้านการเลือกใช้ถ้อยคำและภาพ

*การเข้าถึงแหล่งข่าว

ในด้านการเข้าถึงแหล่งข่าว จะพบว่ากระบวนการทำงานของสื่อกระแสหลักมักเน้นความรวดเร็วฉับไว เพราะต้องผลิตข่าวเพื่อตีพิมพ์หรือออกอากาศเป็นรายวัน รายครึ่งวัน หรือรายชั่วโมง ไม่มีเวลาพิถีพิถันกับกระบวนการผลิตมากนัก แหล่งข่าวที่สื่อกระแสหลักเลือกจึงมักเป็นแหล่งข่าวที่ติดต่อและเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหาร น้อยครั้งที่จะลงไปเจาะลึกถึงตัวชาวบ้านและชาวมุสลิมที่ได้รับผลกระทบ ส่งผลให้คนที่อยู่นอกพื้นที่รับรู้ข้อมูลเฉพาะจากฝั่งภาครัฐ และขาดแง่มุมความเป็นมนุษย์ของชาวบ้านและชาวมุสลิมในพื้นที่ไป กระแสเกลียดกลัวอิสลามก็อาจจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้นไปอีก

กระบวนการเข้าถึงแหล่งข่าวเช่นนี้สะท้อนถึงแนวคิดผู้ให้นิยามหลัก (Primary Definers) ที่มองว่าความขัดแย้งคือการแข่งขันทาง “วาทกรรม” ในรูปแบบหนึ่ง หากฝ่ายใดมีโอกาสพูดหรือแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนมากกว่าก็ย่อมควบคุมนิยามหรือ “ความจริง” ของความขัดแย้งนั้น ๆ ได้

เมื่อสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่เลือกเจ้าหน้าที่รัฐเป็น “ผู้ให้นิยามหลัก” เกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ “ความจริง” ของเหตุการณ์ก็จะถูกผูกขาดโดยรัฐ และสามารถชี้นำความคิดของสาธารณชนให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ เช่น หากเจ้าหน้าที่ทหารให้สัมภาษณ์สื่อว่าชาวมุสลิมคนนี้เป็นผู้ก่อการร้าย โดยไม่มีแหล่งข่าวจากอีกฝ่ายขึ้นมาโต้แย้ง สาธารณชนก็จะตีตราบุคคลผู้นี้ทันที และมีฉันทานุมัติให้เจ้าหน้าที่เร่งตามล่าปราบปรามนำตัวมาดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเข้าถึงแหล่งข่าวที่ดูเป็นปัญหาเช่นนี้อาจแก้ไขได้ด้วยสื่อทางเลือก เพราะกระบวนการทำงานของสื่อทางเลือกในชายแดนใต้มักคลุกคลีอยู่กับคนในพื้นที่ กินอาหารเช่นเดียวกับชาวบ้าน รวมถึงหลายสำนักก็มีนักข่าวที่พูดภาษามลายูได้ จึงเป็นที่ไว้วางใจของชาวบ้านในพื้นที่ เพียงพอที่จะเปิดใจพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก

นอกจากนั้น สื่อทางเลือกยังมีลักษณะเป็นวารสารศาสตร์ช้า (Slow Journalism) เพราะไม่ต้องเร่งผลิตเพื่อเผยแพร่แบบวันต่อวัน ทำให้มีเวลาขัดเกลาประเด็นต่าง ๆ ให้ตกผลึกได้มาก ผลงานชิ้นต่าง ๆ จึงค่อนข้างมีมิติและเชื่อมโยงกับแหล่งข่าวในพื้นที่ได้มากกว่าสื่อกระแสหลัก

กรณีศึกษาหนึ่งที่โดดเด่นและถูกพูดถึงบ่อยครั้งในวงการสื่อสารมวลชน คือกรณีการวิสามัญฆาตกรรมนายมะรอโซ จันทราวดี แกนนำกลุ่ม RKK โดยทหารนาวิกโยธิน เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 สื่อกระแสหลักบางฉบับนำเสนอรายงานพิเศษเกี่ยวกับประเด็นนี้ในชื่อ “‘มะรอโซ จันทรวดี’ ชื่อนี้คนผวาทั่วบาเจาะ” โดยใช้แหล่งข่าวหลักเป็นนายทหารระดับสูงสังกัดหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 32 เล่าถึงพฤติกรรมการก่อเหตุร้ายครั้งต่าง ๆ ของนายมะรอโซ จนทำให้มีหมายจับตามล่าตัวเป็นจำนวนมาก พร้อมกล่าวอีกว่า “พื้นที่นี้ถ้าสิ้นนายมะรอโซรับรองว่าสันติสุขแน่”

แตกต่างจากสื่อทางเลือกอย่างเว็บไซต์ปาตานีฟอรั่ม ที่เลือกนำเสนอรายงานพิเศษเกี่ยวกับประเด็นนี้ในชื่อ “มะรอโซ จันทราวดี : จากเหยื่อสู่แกนนำ RKK” โดยลงพื้นที่ไปพูดคุยกับครอบครัวของมะรอโซ ทั้งมารดาและภรรยา เพื่อสะท้อนภูมิหลังและต้นตอของการก่อเหตุครั้งต่าง ๆ แม้รายงานพิเศษชิ้นนี้จะถูกวิจารณ์ว่ายกยอแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบให้เป็นวีรบุรุษ แต่ก็ถือเป็นความพิเศษของสื่อทางเลือกที่สามารถเปิดตัวแหล่งข่าวใหม่ ๆ จากพื้นที่ และลดการผูกขาดความจริงของฝ่ายรัฐซึ่งเป็นผู้ให้นิยามหลักไปได้ หากคนนอกพื้นที่ได้เข้ามาอ่านก็น่าจะเข้าใจแง่มุมความเป็นมนุษย์ของบุคคลที่รัฐเรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” มากขึ้น

* การเลือกใช้ถ้อยคำและภาพ

ในด้านการเลือกใช้ถ้อยคำและภาพ จะพบว่าสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือกมีเกณฑ์การคัดเลือกถ้อยคำและภาพที่นำมาประกอบเนื้อหาแตกต่างกัน สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากการขายโฆษณาเชิงพาณิชย์ (ยกเว้นสื่อสาธารณะ เช่น ไทยพีบีเอส) สื่อเหล่านี้จึงมักมองผู้รับสื่อในฐานะผู้บริโภค (Consumer) และผลิตผลงานต่าง ๆ โดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดเป็นหลัก ทำให้ข่าวส่วนใหญ่ที่เลือกมานำเสนอมีลักษณะกระตุ้นความสนใจของมนุษย์ เช่น เล่นกับประเด็นความขัดแย้ง ความรุนแรงและเร้าอารมณ์ รวมถึงใช้ถ้อยคำและภาพประกอบข่าวที่หวือหวา ฉูดฉาด ชี้ชวนให้ผู้รับสื่อเข้ามาติดตาม

ในการรายงานข่าวความไม่สงบชายแดนใต้ สื่อกระแสหลักมักหยิบยกแง่มุมความรุนแรงและความโหดเหี้ยมมาเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ความเป็นมุสลิม เช่น เลือกภาพที่สะท้อนถึงความเสียหายและการสูญเสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบครั้งต่าง ๆ พร้อมกับลงภาพผู้ต้องสงสัยที่มักเป็นผู้ชายไว้หนวดเครา สวมหมวกกะปิเยาะห์หรือเลือกใช้ถ้อยคำที่ส่อความหมายในแง่ลบ เช่น “โจรใต้” “โจรมุสลิมอำมหิตฆ่าพระ” “จับโต๊ะอิหม่ามให้ข่าวสับสน” “เย้ยอำนาจรัฐ” “ยิงผู้บริสุทธิ์” จนกลายเป็นการผลิตซ้ำวาทกรรมเดิม ๆ ที่สร้างภาพเหมารวม (Stereotype) ให้ชาวมุสลิมในภาคใต้เป็นผู้ร้าย และโหมกระแสเกลียดกลัวอิสลามในสังคมให้รุนแรงมากขึ้น

ผลกระทบจากการเลือกใช้ถ้อยคำและภาพเช่นนี้สะท้อนถึงทฤษฎีการวางกรอบข่าว (News Framing) ที่มองว่าการเลือกใช้คำและภาพในข่าวส่งผลต่อทัศนคติและความรู้สึกของผู้รับสื่อ เพราะมนุษย์มักจะสร้างเครือข่ายในสมอง เชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกันรวมไว้เป็นหมวดหมู่เดียวกัน เมื่อเห็นคำ ๆ หนึ่งปรากฏขึ้นมาก็จะนึกถึงคำอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงไว้ในหมวดหมู่เดียวกันด้วย เช่น หากสื่อวางกรอบข่าวโดยเลือกใช้ถ้อยคำหรือภาพที่แสดงถึงความรุนแรงควบคู่กับสัญลักษณ์ความเป็นมุสลิมบ่อยครั้ง ผู้คนก็จะเชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน ต่อมาเมื่อพบเห็นคำว่า “มุสลิม” หรือพบเจอกับชาวมุสลิม ภาพความรุนแรงก็จะปรากฏขึ้นในความทรงจำแบบทันทีทันใด ความเกลียดกลัวหรือความหวาดระแวงก็จะปะทุขึ้นทันที

แต่หากพิจารณาในบริบทของสื่อทางเลือกจะพบว่า มีเกณฑ์การเลือกใช้ถ้อยคำและภาพที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลักเป็นอย่างมาก เพราะสื่อทางเลือกมักมองผู้รับสื่อในฐานะพลเมือง (Citizen) ที่มีพลังอำนาจในการเปลี่ยนแปลงสังคม ประเด็นข่าวที่เลือกมานำเสนอจึงมีลักษณะเป็นผลประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) ซึ่งกระตุ้นให้คนในสังคมลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือทัศนคติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อีกทั้งการดำเนินงานของสื่อทางเลือกมักไม่ได้เน้นผลกำไรสูงสุดเชิงพาณิชย์ จึงไม่จำเป็นต้องดึงดูดผู้รับสื่อด้วยถ้อยคำหรือภาพอันหวือหวาเหมือนสื่อกระแสหลัก และสามารถนำเสนอเนื้อหาในแนวทางที่เหมาะสมได้โดยไม่ต้องสนว่าจะตรงเป้าของตลาดโฆษณาหรือไม่

กรณีศึกษาหนึ่งเกี่ยวกับผลกระทบของการเลือกใช้ถ้อยคำในข่าว คือการกำหนดนิยามของกลุ่มมาราปาตานี (Mara Patani) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่รวมตัวกันเพื่อเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลไทยในห้วงเวลาที่ผ่านมา สื่อกระแสหลักหลายสำนักเลือกใช้คำว่า “ตัวแทน 4 กลุ่มของขบวนการแบ่งแยกดินแดน” หรือ “กลุ่มก้อนของขบวนการแบ่งแยกดินแดน” ซึ่งเป็นคำที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกด้านลบของคนไทย และช่วยเสริมสร้างมายาคติที่ว่า ชาวมุสลิมในชายแดนใต้ต้องการจะแบ่งแยกประเทศได้เป็นอย่างดี

ต่างจากสื่อทางเลือกส่วนใหญ่ เช่น สำนักข่าวอิศรา ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) หรือเว็บไซต์ฟาตอนีออนไลน์ ที่เลือกใช้คำว่า “องค์กรของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ” ซึ่งถือเป็นคำที่ให้ความหมายกลาง ๆ และสะท้อนถึงความเห็นต่างที่อาจมีเหตุผลให้พอเจรจากันได้ กลายเป็นการวางกรอบข่าวด้วยถ้อยคำที่ให้นัยแฝงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อีกกรณีศึกษาหนึ่งที่สะท้อนถึงการวางกรอบข่าวผ่านการเลือกภาพ คือข่าวการจับกุมผู้ต้องหาสองคนสุดท้ายจากเหตุวางระเบิดโรงแรมลีการ์เด้น พลาซ่า ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 5 และ 13 กุมภาพันธ์ 2556 สื่อกระแสหลักหลายสำนักเลือกนำเสนอภาพผู้ต้องหาในลักษณะที่ต้องใช้ความรุนแรงและเด็ดขาดในการจับกุม เช่น ถูกสั่งให้ยกมือขึ้นและนั่งย่อตัวลงกับพื้น หรือใส่กุญแจมือ อีกทั้งบางสำนักยังสอดแทรกสัญลักษณ์ความเป็นมุสลิมของผู้ต้องหาเอาไว้ในภาพ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เช่น การสวมหมวกกะปิเยาะห์ หรือนุ่งเสื้อผ้าแบบชาวมุสลิม กลายเป็นการเสริมย้ำภาพเหมารวมว่ามุสลิมเป็นบุคคลอันตราย จนเจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังปราบปรามอย่างเด็ดขาด

ต่างจากสื่อทางเลือกหลายสำนักที่นำเสนอภาพซึ่งให้ความหมายกลาง ๆ มากกว่า โดยฉายให้เห็นสภาพบ้านของผู้ต้องหา และการจับกุมของเจ้าหน้าที่ที่ดูไม่รุนแรงและเด็ดขาดเท่ากับสื่อกระแสหลัก จึงเป็นการวางกรอบข่าวด้วยภาพที่ให้ความหมายแตกต่างกันอย่างชัดเจน และส่งผลต่อทัศนคติของผู้รับสื่อที่แตกต่างกันไปโดยปริยาย

*ก้าวเดินสู่สันติภาพ

การผลิตเนื้อหาที่ดีของสื่อทางเลือกอย่างเดียวอาจจะยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหา เพราะข้อจำกัดสำคัญของสื่อทางเลือกคือยังคงเข้าถึงผู้รับสื่อได้แบบเฉพาะกลุ่ม ไม่กว้างไกลเหมือนเช่นสื่อกระแสหลัก จึงอาจทำให้การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ ๆ และยากจะสัมฤทธิ์ผลในระดับประเทศได้ ดังนั้น การประสานพลังร่วมกับสื่อกระแสหลักจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สื่อทางเลือกในพื้นที่ต้องเร่งดำเนินการ

ปัจจุบันมีสื่อกระแสหลักอย่างไทยพีบีเอสที่เปิดโอกาสให้สื่อทางเลือกและคนทั่วไปเข้ามาแชร์พื้นที่เพื่อสื่อสารเรื่องราวในชายแดนใต้ เช่น รายการแลต๊ะแลใต้ รายการทีวีชุมชน และรายการนักข่าวพลเมือง รวมถึงมีสื่อกระแสหลักอีกหลายสำนักเริ่มเข้าไปทำข่าวงานเสวนาครั้งต่าง ๆ ที่สื่อทางเลือกชายแดนใต้ร่วมมือกันจัดขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และควรประสานพลังให้เข้มข้นยิ่งขึ้นต่อไป

ที่สำคัญกว่านั้น การสื่อสารเรื่องราวจากคนในพื้นที่ความขัดแย้งอาจไม่จำเป็นต้องรวมตัวกันเป็นโครงสร้างสื่อทางเลือกที่เป็นจริงเป็นจังอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้โทรศัพท์มือถือในมือของ “ทุกคน” สามารถแปลงรูปเป็นสื่อทางเลือกขนาดย่อม ๆ ได้ การสื่อสารในรูปแบบสื่อผสม (Multimedia) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์จึงกระทำได้ง่ายและใช้ต้นทุนต่ำมากขึ้น ความหวังที่ทุกคนจะผันตัวมาเป็น “นักข่าวพลเมือง” และร่วมกันสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโลกมุสลิมก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

สุดท้ายนี้ การลดทอนกระแสเกลียดกลัวอิสลามคงไม่ใช่พันธกิจเฉพาะของสื่อทางเลือกหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งในสังคม แต่เป็นสิ่งที่ “ทุกคน” ควรร่วมมือกัน หากสื่อมวลชนสำนักต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนแนวทางเป็น “วารสารศาสตร์สันติภาพ” (Peace Journalism) โดยไม่วางกรอบข่าวหรือสร้างภาพเหมารวมให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผนวกกับทุกคนในสังคมมีสติรู้เท่าทันสื่อ เปิดรับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และปล่อยวางอคติในใจให้หมดสิ้น กระแสเกลียดกลัวอิสลามก็จะมลายหายไปจากสังคมได้ไม่ยาก และจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการนำ “สันติภาพ” กลับมาสู่พื้นที่ชายแดนใต้และสังคมไทยในภาพรวม

หมายเหตุ: เนื้อหาส่วนหนึ่งของบทความนี้เป็นเนื้อหาที่ผู้เขียนร่วมผลิตกับนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างที่ผู้เขียนรับผิดชอบสอนวิชา “ตะวันออกกลางกับวารสารสนเทศ” เทอมปลายของปีการศึกษา 2559 ปัจจุบันผู้เขียนก็ยังสอนวิชานี้อยู่และร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนกับนิสิตอยู่ตลอดเวลา หากสื่อไหนเห็นว่าบทความนี้เหมาะสมที่จะนำไปเผยแพร่ตีพิมพ์ออนไลน์ก็สามารถคัดลอกไปได้เลยครับ

Featured

มองดูปัญหาจากกระบวนการยุติธรรม การทรมาน และอคติทางเชื้อชาติผ่าน ภาพยนต์ NetFlix เรื่อง WHEN THEY SEE US โดย ภัทร คะชะนา อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

มองดูปัญหาจากกระบวนการยุติธรรม การทรมาน และอคติทางเชื้อชาติผ่าน WHEN THEY SEE US

“ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือ ความอยุติธรรม” คงเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันอยู่บ่อยครั้ง ประโยคดังกล่าวเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาจากกระบวนการยุติธรรมในสังคมที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนมากมาย ตัวอย่างของเรื่องราวเหล่านี้ ได้ถูกบอกเล่าผ่านซีรี่ย์ของ Netflix เรื่อง “When They See Us” (2019)

When They See Us เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าถึงเหตุการณ์ Central Park Five ซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในเมือง New York วันที่ 19 เมษายน 1989 เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่มีนักวิ่งหญิงผิวขาวชื่อว่า ทรีช่า เมย์ลีย์(Trisha Meili) ถูกลอบทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามมาด้วยการถูกกระทำทารุณทางเพศ และปล่อยทิ้งไว้กลางป่าด้วยอาการปางตาย

ช่วงเวลาเดียวกันในสวนสาธารณะใจกลางเมือง มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นแอฟริกัน-อเมริกันและละตินอเมริการวมตัวกันตามสถานที่ต่าง ๆ และลงเอยด้วยการก่อความวุ่นวายไปทั่วบริเวณโดยรอบ แต่เด็ก ๆ ที่มารวมกลุ่มหลายคน มาเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นและอยากสนุกสนานไปกับเพื่อน ๆ เท่านั้น

เมื่อเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้น พวกเขาได้ถูกควบคุมตัวมายังสถานีตำรวจและถูกสอบสวน ทำให้พวกเขาเปลี่ยนสถานะจากเด็กนักเรียน มาเป็นผู้ก่ออาชญากรรมทางเพศเพียงชั่วข้ามคืน กลายเป็นข่าวดังใหญ่โตไปทั่วทั้งสังคมอเมริกา จนถึงขนาดที่โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งขณะนั้นเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลมาก ได้ซื้อโฆษณาในหนังสือพิมพ์และให้สัมภาษณ์ทางทีวีเพื่อเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตผู้ต้องหาทั้ง 5 คน

แล้วกลุ่มเด็ก ๆ ทั้ง 5 คน ได้แก่ แอนทรอย แมคเครย์ (Antron McCray) เควิน ริชาร์ดสัน (Kevin Richardson) ยูเซฟ ซาลาม (Yusef Salaam) เรย์มอนด์ ซานทาน่า (Raymond Santana) และโครีย์ ไวซ์ (Korey Wise) ก็ได้ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม

การสอบปากคำจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำไปเพื่อบีบให้กลุ่มเด็ก ๆ พูดความจริงออกมา ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ได้กระทำความผิด หากแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับใช้วิธีการทรมานต่าง ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ ยอมรับสารภาพ จากความเหนื่อยล้าและความหวังว่าจะได้กลับบ้าน สุดท้ายกลุ่มเด็ก ๆ จึงจำต้องยอมรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถูกบันทึกวีดิโอยอมรับสารภาพเอาไว้สำหรับใช้เป็นหลักฐานสำคัญในชั้นศาล

แม้ว่าหลักฐานและข้อเท็จจริงของคดีนี้จะขัดแย้งกันอยู่หลายจุด เช่น การที่พวกเขาไม่สามารถชี้จุดที่เมย์ลีย์ถูกทำร้ายได้ชัดเจน หรือบอกเวลาก่อเหตุผิด และดีเอ็นเอของพวกเขาก็ไม่มีของคนใดเลยที่ตรงกับดีเอ็นเอที่เก็บมาจากที่เกิดเหตุ ถึงกระนั้นพวกเขากลับถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า ข่มขู่ ทารุณกรรมทางเพศ และก่อความวุ่นวาย โดยทั้งหมดถูกตัดสินจำคุก 5-10 ปี เด็ก ๆ ทั้ง 4 คน ถูกส่งตัวเข้าไปยังสถานพินิจ มีเพียงโครีย์ ไวซ์ เพียงคนเดียวที่ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ เนื่องจากมีอายุเกิน 15 ปี และคดี Central Park Five ก็ค่อย ๆ ลบเลือนหายไปจากสังคมอเมริกัน

ซีรี่ย์เรื่องนี้เป็นซีรี่ยที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรม การทรมาน และอคติทางเชื้อชาติ ระหว่างที่รับชมหรือรับรู้เรื่องราวความจริงของเด็ก ๆ กลุ่มนี้ ได้ทำให้ความอึดอัดเกิดขึ้นมาภายในใจ หรือรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะถึงแม้จะรู้ความจริงของกลุ่มเด็ก ๆ แต่สังคมที่รายล้อมภายในซีรี่ย์เรื่องนี้ กลับไม่อาจรู้ความจริงเหล่านั้นได้ และรับรู้เพียงว่าเด็ก ๆ กลุ่มนี้เป็นผู้ก่ออาชญากรรมทางเพศร้ายแรง

สิงที่เกิดขึ้นต่อเด็ก ๆ เหล่านี้ มีตั้งแต่การทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ฉากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำลงไปสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น การไม่ให้กินอาหาร ไม่อนุญาตให้นอนพัก และสอบปากคำเป็นระยะเวลายาวนานหลายต่อหลายชั่วโมง โดยไม่มีทั้งทนายความ และผู้ปกครองได้ถูกแยกตัวออกไป เด็กคนหนึ่งถึงขั้นถูกตบหน้า กดเข้ากับกำแพง รวมถึงมีการเสนอว่า หากพวกเขารับสารภาพจะได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน อีกทั้งยังมีการกดดันครอบครัวให้กดดันตัวเด็ก

การกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตลอดทั้งกระบวนการ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้มีความรู้สึกผิดใด ๆ ต่อสิ่งที่ตนเองกระทำ และมองว่าเป็นสิ่งที่ควรจะกระทำเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้ต้องหาได้สารภาพความจริงออกมาในที่สุด และสุดท้ายการกระทำเหล่านี้จึงได้ทำให้เด็ก ๆ จำต้องยอมรับสารภาพออกมาในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้กระทำลงไป

ประเด็นต่อมา เป็นปัญหาของโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เกื้อกูลกันและสนับสนุนให้เกิดการละเมิดขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้เด็ก ๆ กลุ่มนี้ กลายเป็นผู้กระทำความผิดในสายตาของกฎหมายในที่สุด จะเห็นได้จากกรณีของวิดิโอบันทึกคำยอมรับสารภาพที่ถูกใช้เป็นหลักฐานมัดตัวกลุ่มเด็ก ๆ แม้ว่าหลักฐานชิ้นอื่น ๆ จะมีปัญหาและถูกโต้แย้งอย่างมากในฉากหน้าบัลลังก์ แต่วิดิโอที่ถูกบันทึกไว้ก็ยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญกว่าหลักฐานอื่น ๆ การใช้วิดิโอนี้เกิดขึ้นจากการปรึกษากันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ไปจนถึงผู้พิพากษา และเป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรม

อีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญได้แก่ ความมีอคติทางเชื้อชาติของสังคมชาวอเมริกันที่มีต่อกลุ่มคนที่ไม่ใช่คนผิวขาว ที่มักจะถูกมองแบบเหมารวมว่าเป็นกลุ่มคนที่มักจะก่อเหตุอาชญากรรม ทั้งยังมีสื่อมวลชนที่มีอำนาจในการกำหนดทิศทางความคิดของคนในสังคม เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่เพิ่มพูนอคติทางเชื้อชาติให้มากขึ้น ฉากของโดนัลด์ ทรัมป์ ในซีรี่ย์ที่เผยแพร่ในปี 2019 เป็นคำกล่าวของเขาที่เกิดขึ้นจริงเมื่อ 30 ปีก่อน สะท้อนว่าอคติทางเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอย่างมากในสังคมอเมริกัน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปี แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่เคยหายไปไหน 

กลุ่ม Central Park Five อาจไม่ใช่เหยื่อห้าคนสุดท้ายจากปัญหาของกระบวนการยุติธรรม การทรมาน หรืออคติทางเชื้อชาติ ทั่วทั้งโลกยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหานี้ รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน ความยุติธรรมอาจไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์ แต่เป็นการสร้างขึ้นมาจากน้ำมือของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย ที่จะต้องต่อสู้และบอกเล่าความจริงของยุคสมัยหนึ่ง ๆ และกำหนดว่าอะไรคือ ความยุติธรรม

ฉากสุดท้ายของเรื่องราวในซีรี่ย์เรื่องนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงประโยคข้างต้นที่กล่าวว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือ ความอยุติธรรม” วันเวลาวัยเยาว์ที่พวกเขาถูกพรากไป ไม่อาจหวนคืนกลับมา แม้ว่าพวกเขาจะได้รับอิสรภาพในที่สุด แต่วันเวลาที่หายไปเหล่านั้น ได้กลายเป็นบาดแผลและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นต่อชีวิตของพวกเขาทั้งสิ้น

When They See Us ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาต่าง ๆ ของกระบวนการยุติธรรม การทรมาน รวมถึงอคติทางเชื้อชาติ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น และทำให้เราจะต้องหันกลับมาทบทวนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นมาจากอะไร และเราจะสามารถหาทางเปลี่ยนแปลงแก้ไขมันได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายกันกับกลุ่ม Central Five Park หรือเกิดขึ้นต่อผู้คนมากมายในสังคมได้อีก

Featured

ปฏิญญาสากล Safe School เพื่อการคุ้มครองเด็กในสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ รายงานโดยพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

ปฏิญญาสากล Safe School เพื่อการคุ้มครองเด็กในสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ โดยพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

คือเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม  2562 มีรายงานว่าองค์การสหประชาติระบุว่ามีประเทศสมาชิกจำนวน 101 ประเทศ ลงนามรับรองในปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องโรงเรียนที่ปลอดภัย  เราลองไล่ดูว่าประเทศไทยจะอยู่ในรายชื่อประเทศที่รับรองหรือไม่ ถ้าตามลำดับตัวอักษรก็จะอยู่ในกลุ่ม S- T ลองไล่ลงมามี  Sudan /Sweden/  Switzerland/ Ukraine และก็น่าตกใจเมื่อปรากฏว่าประเทศไทยไม่ได้รับรองปฏิญญาสากลฉบับนี้ [1]

เมื่อต้นปี 2562 ถ้าจำไม่ผิดน่าจะวันที่   25 มกราคม 2562 ซึ่งก็เกือบครบรอบหนึ่งปี  เราได้รับเชิญไปร่วมประชุมกับกระทรวงต่างประเทศ ที่จัดการประชุมเรื่อง ปฏิญญาว่าด้วยโรงเรียนที่ปลอดภัย (Safe School Declaration 2015 )   มีเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานราชการ และเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศหลายหน่วยงานมาร่วมกันพูดคุยเพื่อหาแนวทางการคุ้มครองเด็กและโรงเรียนในสถานการณ์ความขัดแย้ง   และทางกระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมให้คำมั่นกับองค์กรระหว่างประเทศเหล่านั้นว่า จะนำแนวทางของปฏิญญาว่าด้วยโรงเรียนที่ปลอดภัยมาใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้    (จชต.)

ปฏิญญาสากลว่าด้วยโรงเรียนที่ปลอดภัย หรือที่เรียกว่า Safe School Declaration  เป็น   Soft law หรือเป็นกฎหมายระหว่างประเทศถึงไม่ต้องลงนามหรือให้สัตยาบันเป็นภาคีสมาชิก แต่ประเทศต่างๆ ที่รับรองปฏิญญามีพันธสัญญาทางศีลธรรมจรรยาที่จะนำมาใช้บังคับได้ในประเทศของตนเพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองระหว่างประเทศว่าเราจะส่งเสริมให้โรงเรียนในสถานการณ์ความขัดแย้งหรือระหว่างสงครามให้ปลอดภัย 

โดยในวันที่ 25 มกราคม 2562 ที่กระทรวงต่างประเทศมีท่านศาสตราจารย์วิทิต มันตราภรณ์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนั้นได้ให้ข้อสรุปสาระสำคัญของปฏิญญาฉบับนี้ ไว้เก้าข้อกล่าวคือ

  1. ปฏิญญาฉบับนี้ถ้ามองให้กว้าง ไม่ใช่แค่ห้ามการโจมตีโรงเรียน
  2. หมายรวมถึงการห้ามทหารเข้าไปตั้งค่าย หรือใช้โรงเรียนด้วย
  3. ทำให้มีข้อกำหนดให้ชัดเจนว่า ถ้าห้ามแล้วไม่ยอมออกและไม่เลิกโจมตีโรงเรียนแล้วใครจะต้องทำอะไร เป็นหน้าที่ใครที่จะต้องบังคับให้ออกหรือให้ยุติการโจมตีโรงเรียน
  4. สนับสนุนให้จดบันทึกสถานการณ์ทั้งหมดเกี่ยวกับความปลอดภัยของโรงเรียน รวมทั้งการละเมิดปฏิญญาฉบับนี้
  5. การเคารพโรงเรียน หมายถึงการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ด้านสันติภาพ สร้างฐานความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมายสงครามและ สันติภาพ และการคุ้มครองมนุษย์
  6. เน้นเรื่องความรับผิดชอบด้วยว่าใครโจมตี ใครไปตั้งค่ายทหาร ก็เป็นอาชญากรรมสงครามได้  เช่นมีคดีขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศระบุว่าการไปโจมตีโรงเรียนเป็นความผิดอาชญากรรมระหว่างประเทศ
  7. เปิดให้แต่ละประเทศสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศกับองค์กรอื่นๆและกับองค์การสหประชาชาติ
  8. เปิดให้มีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่นนอกจากภาครัฐ และทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม
  9. ชักจูงให้กลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐต้องเคารพกฎหมายและปฏิญญานี้

ในวันนั้นก็มีตัวแทนขององค์กรยูนิเซฟ Unicef ได้อธิบายถึงขอบเขตงานการคุ้มครองเด็กไว้อย่างน่าสนใจและทำให้คิดว่าเขาได้ทำงานตามขอบเขตงานของเขาหรือยังในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่เหตุการณ์ความรุนแรงยืดเยื้อยาวนานมากว่าสิบห้าปี  เขาอธิบายว่าการ ป้องกันเด็กจากความรุนแรงไม่ใช่ใช้ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธและสงครามเท่านั้น ความรุนแรงต่อเด็ก มีหลายปัจจัย เช่น ถูกคุกคามโดยอาชญกร มาเฟีย  กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กก็หลากหลาย แต่ที่เราใช้กันอยู่เป็นอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเป็นหลัก

การเสียชีวิต บาดเจ็บ  ในเหตุการณ์ความรุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากสงครามหรือความขัดแย้ง  เด็กตกเป็นผู้ถูกทำร้ายทางด้านจิตใจ        ความรุนแรงต่อเด็กบางครั้งอาจเกิดได้จากครอบครัว เพื่อน สังคม อาชญากรรม ความรุนแรงบางครั้งอาจเป็นความรุนแรงทางเพศ    บางครั้งเด็กก็ถูกชักชวนให้เข้าไปสู่การใช้ความรุนแรงหลายรูปแบบในบางบริบทโรงเรียนไม่ใช่ที่ปลอดภัย ครูก็ไม่ปลอดภัย  เด็กถูกเตือนว่าไปโรงเรียนไม่ปลอดภัย  เขาเห็นคนถืออาวุธ ทั้งฝ่ายรัฐในโรงเรียน  ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้ใหญ่ต้องการปกป้องเด็กๆ และโรงเรียน 

ทุกคนยอมรับกันว่าการใช้อาวุธทำให้เกิดความรุนแรงยาวนานทางด้านสังคมและจิตใจต่อเด็กทำให้เด็กได้รับผลกระทบยาวนาน  ทางยูนิเซฟยืนยันว่าเขาทำงานกับหลายฝ่ายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างความเข็มแข็งให้หลายฝ่าย รวมทั้งรัฐและภาคประชาสังคม  ในจังหวัดชายแดนใต้ มีการทำงานกับศูนย์บริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้หรือที่เรียกกันว่า ศอบต. เพื่อการคุ้มครองเด็ก เพื่อทำงานการปกป้องเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องสุขภาพ และการศึกษา เราช่วยด้านสังคมและจิตวิทยาทั้งโดยตรงและ ในระดับชุมชน  ทำวิจัย ทำข้อมูลที่สะท้อนผลกระทบต่อเด็ก และบันทึกไว้เพื่อนำไปสู่การแก้ไข

หลายๆ ประเด็นตามที่ท่านผู้แทนของยูนิเซฟ บรรยาย เราเองยังไม่เห็นรูปธรรมของกิจกรรมหรือแนวทางการทำงานเชิงประจักษ์ทั้งจากภาครัฐและภาคประชาสังคม  และอยากให้ลองดูภาพนี้ที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอมาหลายปี ภาพเผยแพร่นี้ถ่ายได้จากโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสแห่งหนึ่ง และในจังหวัดปัตตานีแห่งหนึ่ง ในเวลาไล่เลียกัน  คือช่วงปลายๆ เดือนธันวาคม  2562  ซึ่งภาพเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 

(ภาพจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในปัตตานี Facebook)

(ภาพจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส จาก Facebook)

การละเมิดสิทธิเด็กในสถานการณ์ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ ในห้วงหลายปีที่ผ่านมาเราพบว่าเด็กถูกฆ่าตายในเมืองโดยกลุ่มก่อความไม่สงบ   เด็กจำนวนมากต้องเรียนในโรงเรียนที่มีค่ายทหารมาตั้งอยู่ เพื่อรักษาความปลอดภัย  เคยมีเหตุการณ์โจมตีป้อมและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในโรงเรียน ถูกยิงเสียชีวิต  เด็กถูกใช้ให้มีส่วนร่วมในการก่อเหตุเพราะหลบหนีง่าย     การควบคุมตัวเด็กเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในสถานการณ์ความขัดแย้ง มีการตรวจเก็บดีเอ็นเอเด็กและบุคลากรครู    มีรายงานการตรวจดีเอ็นเอลูกของผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบ  โรงเรียนและโรงพยาบาลกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย  รวมทั้งการถูกข่มขืนและความรุนแรงทางเพศแบบอื่นๆ   

เราทำอะไรกันน้อยไปไหมเรื่องการคุ้มครองเด็กในสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ หลักการที่กล่าวถึง Safe School ตามหลักสากลจะนำมาปรับใช้ได้อย่างไร หรือไม่   สถานการณ์ในพื้นที่ดูเหมือนว่าจะมีใครคิดทำอะไรกับเด็กในจังหวัดชายแดนใต้


[1] https://en.wikipedia.org/wiki/Safe_Schools_Declaration

Featured

ศาลแพ่ง ยกฟ้อง คดีบริษัท เนเชอรัล ฟรุต จำกัด ฟ้องทนายความสิทธิมนุษยชนสองคน เพราะทำตามหน้าที่ทนายความโดยสุจริตไม่ละเมิดบริษัท

ศาลแพ่งยกฟ้อง

คดีบริษัท เนเชอรัล ฟรุต จำกัด ฟ้องทนายความสิทธิมนุษยชน

วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เวลา 09.00 น. ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษา คดีระหว่าง บริษัทเนเชอรัล ฟรุต จำกัด โจทก์ ฟ้องนายแอนดรู โจนาธาน ฮอลล์ (Mr. Andrew Jonathan Hall) หรืออานดี้ ฮอลล์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติชาวอังกฤษ เป็นจำเลยที่ 1 ทนายความสิทธิมนุษยชนสองคน คือ ทนายความนคร ชมพูชาติ เป็นจำเลยที่ 2 และทนายความศิรา โอสถธรรม เป็นจำเลยที่ 3 ฐานละเมิด เรียกค่าเสียหายจำนวน 50 ล้านบาท มูลเหตุเกี่ยวเนื่องจากการทำหน้าที่ทนายความในคดีพิพาทระหว่างของนายอานดี้ ฮอลล์ กับ บริษัท เนเชอรัล ฟรุต ฯ หลายคดี โดยคดีนี้ก่อนการสืบพยานบริษัทได้ถอนฟ้องนายอานดี้ ฮอลล์ ไปก่อนเนื่องจากไม่ได้อยู่ในประเทศไทย

ข้อพิพาทสืบเนื่องมาจากกรณีที่บริษัทได้ดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งกับนายอานดี้ ฮอลล์ หลายคดี โดยกล่าวหาว่ามีส่วนในการส่งข้อมูลให้กับองค์กรฟินน์ วอช (Finn Watch) ซึ่งเป็นองค์กรผู้บริโภค ประเทศฟินน์แลนด์ ว่าบริษัทละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติในการผลิตผลไม้กระป๋องที่ส่งไปจำหน่ายในตลาดยุโรป มีผลทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย ยอดสั่งซื้อและจำหน่ายสินค้าดังกล่าวลดลงอย่างมาก โดยทนายความนคร ชมพูชาติ และทนายความศิรา โอสถธรรม จำเลยในคดีนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มองค์การด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนให้เป็นทนายความแก้ต่างให้แก่นายอานดี้ ฮอลล์ จนชนะหลายคดี

คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 บริษัทได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน  สถานีตำรวจนครบาลบางนา  ให้ดำเนินคดีอาญากับนายอานดี้ ฮอลล์ ในข้อหาหมิ่นประมาท  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326  โดยกล่าวหาว่ามีการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอัลจาซีร่าในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบริษัททำให้บริษัทเสียหาย ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2557 พนักงานอัยการ  ได้ยื่นฟ้องนายอานดี้ ฮอลล์ เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2051/2557 ต่อศาลจังหวัดพระโขนง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326  คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง

          เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 นายอานดี้ ฮอลล์ ได้มอบอำนาจให้ทนายความนคร ชมพูชาติ ยื่นฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2248/2560 คดีหมายเลขแดงที่ 1564/2561 ต่อศาลจังหวัดพระโขนง  ระหว่าง นายแอนดรู โจนาธาน ฮอลล์ หรือ แอนดี้ ฮอลล์ โจทก์ บริษัทเนเชอรัล ฟรุต จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน จำเลย ข้อหา แจ้งความเท็จ ฟ้องเท็จ โดยมีการแต่งตั้งทนายความศิรา โอสถธรรม เป็นทนายความ  ซึ่งคดีนี้ศาลจังหวัดพระโขนงและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด

          จากเหตุดังกล่าวบริษัทอ้างว่านายนคร ชมพูชาติ และนายศิรา โอสถธรรม ซึ่งเป็นทนายความของนายอานดี้ ฮอลล์ ได้เสนอความเห็นและแนะนำนายอานดี้ ฮอลล์  เป็นเหตุให้นายอานดี้ ฮอลล์ ตัดสินใจฟ้องคดีอาญาต่อบริษัทกับพวกเพื่อให้รับโทษทางอาญาโดยไม่สุจริต ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง และทางทำมาหาได้  จึงฟ้องเป็นคดีนี้ต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายนายอานดี้ ฮอลล์ และทนายความทั้งสอง  ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินรวม 50 ล้านบาท

ในวันนี้ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษายกฟ้องบริษัท เนเชอรัล ฟรุต จำกัด  โดยให้เหตุผลสรุปว่า ทนายความนคร ชมพูชาติ และทนายความศิรา โอสถธรรม ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ ได้กระทำการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากนายอานดี้ ฮอลล์ โดยสุจริต ไม่ได้ละเมิดต่อบริษัทจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง

ในระยะหลายปีที่ผ่านมาลูกจ้าง รวมทั้งแรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่ร้องเรียนเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมเนื่องจากถูกนายจ้างละเมิดสิทธิแรงงาน ได้ถูกนายจ้างดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท แจ้งความเท็จ หรือฟ้องเท็จ  เช่นเดียวกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Right Defender) และผู้นำชุมชนที่ถูกบริษัทธุรกิจ เจ้าของโรงงาน ดำเนินคดีในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากบทบาทในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของกลุ่มคนชายขอบ เช่น ร้องเรียนว่าโรงงานก่อมลภาวะให้แก่ชุมชน การดำเนินคดีในลักษณะนี้ถือว่าเป็นการที่ภาคธุรกิจฟ้องคดีเพื่อกลั่นแกล้งไม่ให้ประชาชนตรวจสอบการดำเนินการที่ไม่ชอบของภาคธุรกิจ หรือขัดขวางไม่ให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม ปิดกั้นการเปิดเผยหรือเผยแพร่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อไม่ให้สังคมและคู่ค้าทางธุรกิจรับทราบการละเมิดสิทธิมนุษยชน อันเป็นการดำเนินธุรกิจที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมและคู่ค้ารวมทั้งผู้บริโภคในห่วงโซ่การอุปทาน  โดยที่ไม่ได้หวังผลใดๆ ทางคดี  แต่ต้องการจะใช้ศาลเป็นกำบังเพื่อใช้ประโยชน์ใช้ศาลเป็นเครื่องมือ  ในการทำให้เกิดความกลัวและไม่กล้าใช้สิทธิพลเมือง หรือสิทธิตามกฎหมาย  หรือทำหน้าที่  เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) อันเป็นการขัดต่อหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และของประเทศไทย โดยที่รัฐไทยยังไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันหรือแก้ไขการฟ้องคดีเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด

Featured

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เรียกร้องให้นำคนผิดมาลงโทษทางอาญาให้ถึงที่สุด เหตุวิสามัญฆาตกรรมชาวบ้าน 3 คน ที่เทือกเขาตะเว จ.นราธิวาส และปฏิรูปวิธีการป้องกันเหตุความรุนแรงในจชต.

เผยแพร่วันที่ 18 ธันวาคม 2562

ขอให้นำคนผิดมาลงโทษทางอาญาให้ถึงที่สุด

เหตุวิสามัญฆาตกรรมชาวบ้าน 3 คนที่เทือกเขาตะเว จ.นราธิวาส

และปฏิรูปวิธีการป้องกันเหตุความรุนแรงในจชต.

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 มีการนำปฏิบัติการตรวจค้นบนเทือกเขาตะเวในพื้นที่หมู่บ้าน อะแน ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ระหว่างปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ประชาชน 3 รายซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ได้แก่ นายมะนาซี สะมะแอ อายุ 27 ปี นายฮาฟีซี มะดาโอ๊ะ อายุ 24 ปี  และนายบูดีมัน มะลี อายุ 26 ปี ชาวบ้านทั้ง 3 คนมีภูมิลำเนาใน ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาครอบครัวของผู้เสียชีวิตและชาวบ้านในบริเวณหมู่บ้านได้ให้การยืนยันว่า ทั้ง 3 คนเป็นเพียงประชาชนบริสุทธิ์ที่ขึ้นไปรับจ้างตัดไม้บนเทือกเขา มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบแต่อย่างใด 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลาเช้าของวันที่ 16 ธันวาคม อย่างไรก็ตาม กระบวนการส่งมอบศพให้กับชาวบ้านเพื่อนำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาใช้เวลามากกว่า 30 ชั่วโมง จึงทำให้ชาวบ้านได้รับศพในวันที่ 17 ธันวาคม 2562 เพราะต้องส่งร่างของทั้ง 3 ไปยังโรงพยาบาลระแงะเพื่อทำการชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากเป็นกรณีการเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

ในขณะที่ข้อเท็จจริงหลายส่วนเกี่ยวกับสาเหตุในการใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ในการวิสามัญฆาตกรรมประชาชนทั้ง 3 รายยังคงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนใต้ก็เริ่มแสดงออกถึงความไม่พอใจในการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและวิธีการนำเสนอข้อมูลของทางการซึ่งได้เผยแพร่สาธารณชนเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ว่า การวิสามัญฆาตกรรมครั้งนี้เกิดจากการ “ปะทะกับกลุ่มติดอาวุธหลบซ่อนอยู่บนเทือกเขาตะเว” แต่ต่อมาเมื่อวันที่17 ธันวาคม 2562 มีแถลงการณ์ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอรมน.) ภาคที่ 4 เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งว่า การเสียชีวิตของชาวบ้าน 3 รายนั้นเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารในขณะปฏิบัติหน้าที่ที่เกิดจากการ“สำคัญผิด” ว่าเป็นกลุ่มใช้ความรุนแรง  

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเน้นย้ำว่า เหตุการณ์การวิสามัญฆาตกรรมในลักษณะนี้มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จากการเก็บข้อมูลของกลุ่มด้วยใจ องค์กรภาคประชาสังคมซึ่งให้ความช่วยเหลือแก่ญาติผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ได้เก็บข้อมูลสถิติเรื่องการวิสามัญฆาตกรรมจากการรายงานข่าวสาธารณะและพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปะทะที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เทือกเขาตะเวไปแล้วทั้งสิ้น 18 รายในปี 2562 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียในเหตุกาณ์ดังกล่าว และขอชื่นชมที่ทางกอ.รมน.ได้แสดงความเสียใจและแถลงข้อเท็จจริงบางส่วนสู่สาธารณะเพื่อเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในครั้งนี้

มูลนิธิฯ เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า รัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องคุ้มครองประชาชนจากเหตุรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์นี้ มูลนิธิฯ ขอเสนอให้รัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้เพื่อทบทวนวิธีการทำงานในปัจจุบันเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1. ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุดที่เป็นหน่วยงานพลเรือน ทำหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาเต็มความสามารถในการแสวงหาความจริงการวิสามัญฆาตกรรมครั้งนี้ โดยทำงานอย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลของกองทัพ เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีไต่สวนการตายและการฟ้องร้องคดีอาญาต่อผู้ต้องหากระทำความผิดให้ถึงที่สุด 

2. ขอให้หน่วยงานทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นกองทัพภาคที่ 4 และกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญในการค้นหาความจริง โดยเฉพาะรายชื่อเจ้าหน้าที่ทหารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการในวันเกิดเหตุที่เขาตะเวในครั้งนี้                โดยขอให้มีการย้ายผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดออกจากพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบสวนสอบสวน

3. ขอให้รัฐจัดให้มีการเยียวยาความเสียหายต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเป็นธรรมทั้งในรูปแบบตัวเงิน เชิงสัญลักษณ์เช่นการขอโทษต่อสาธารณะ รวมทั้งการเยียวยาด้านความเป็นธรรมโดยการนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในศาลพลเรือน และดำเนินการลงโทษทางวินัยอย่างจริงจังเปิดเผยต่อสาธารณะ

4. ขอให้มีการปฏิรูปแนวทางการปราบปรามการก่อเหตุความรนแรงทั้งในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ   การอบรมเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธตามหลักการสากล การปรับทัศนคติการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง การติดตามจับกุมบุคคลต้องสงสัยก่อเหตุฯให้มีความรอบคอบ รอบด้านและปราศจากซึ่งอคติทางเชื้อชาติที่เกิดขึ้นมาตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา รวมทั้งการปรับทิศทางการเจรจาสันติภาพให้เกิดการมีส่วนร่วม (all inclusive)อย่างจริงจัง

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม 063-975-1757

คำแปล: เมื่อการสอดแนมมุสลิมในภาคใต้ไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีแบบเดียวกับเผด็จการจีน Surveillance of minority Muslims in southern Thailand is powered by Chinese-style tech by NITHIN COCA (30 JUNE, 2020)

คำแปล: เมื่อการสอดแนมมุสลิมในภาคใต้ไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีแบบเดียวกับเผด็จการจีน

Surveillance of minority Muslims in southern Thailand is powered by Chinese-style tech by NITHIN COCA (30 JUNE, 2020)

ณฐกฤต โตพิทักษ์ แปล

จากบทความต้นฉบับ โดย Nithin Coca, 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563

การบังคับลงทะเบียนไบโอเมทริก (Biometric) ทำให้มุสลิมเชื้อสายมลายูหลายคนรู้สึกไม่ไว้วางใจรัฐไทยและเกิดความกังวลว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา

เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจแม้แต่น้อยเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ของนายอารีฟถูกตัดไป เนื่องจากก่อนหน้าเหตุการณ์ดังกล่าว เขาปฏิเสธที่จะเดินทางไปบริษัทบริการเครือค่ายสัญญาณโทรศัพท์สาขาใกล้บ้านเพื่อให้ข้อมูลลายนิ้วมือและสแกนใบหน้าในการลงทะเบียนซิมการ์ด เขาทำเช่นนั้นเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นการก้าวก่ายจากรัฐ ที่กำลังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ต่อชีวิตของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู

นายอารีฟ อายุ 21 ปี ปัจจุบันว่างงาน อาศัยอยู่ในจังหวัดสงขลา หนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 พื้นที่ดังกล่าวมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู ซึ่งแตกต่างจากที่อื่น ๆ ในประเทศ ที่มีประชากรไทยพุทธเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่

ในขณะที่ชาวไทยในพื้นที่อื่น ๆ ต้องลงทะเบียนซิมการ์ดด้วยหมายเลขบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางที่ออกโดยรัฐบาล ผู้ที่อาศัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับถูกบังคับให้ต้องลงทะเบียนด้วยข้อมูลไบโอเมทริกตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา มาตรการของรัฐในครั้งนี้ มาพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อการสังเกตการณ์ (Surveillance Technology) จำนวนมาก โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชนเชื่อว่าทางการไทยได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อสอดแนมกลุ่มชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้เป็นการเฉพาะ

การที่รัฐบาลกำหนดให้กองทัพสามารถใช้อำนาจควบคุมพื้นที่มาเป็นเวลานาน และการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ที่เกินความจำเป็น ทำให้ชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูไม่ไว้วางใจรัฐไทย และเกิดความกังวลว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา แม้เพื่อนและครอบครัวของอารีฟหลายคนได้สละความเป็นส่วนตัวเพื่อความสะดวกสบาย แต่อารีฟยังคงยืนกรานต่อต้านมาตรการดังกล่าวอย่างแน่วแน่

“ผมไม่เชื่อรัฐบาล” อารีฟพูดกับผมผ่านโปรแกรม Signal ผ่านอินเทอร์เน็ตบ้าน “พวกเขาจะหาประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวเพื่อปรามเสียงของเรา”

เจ้าหน้าที่กล่าวอ้างว่ามาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการขจัดความรุนแรงในพื้นที่ดังกล่าว โดยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547  เป็นต้นมา กลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดน เช่น ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Barisan Revolusi Nasional) ได้ใช้ความรุนแรงสร้างสถานการณ์ในพื้นที่   ในเวลาเดียวกันนั้น องค์กรฮิวแมนไรท์วอช (Human Rights Watch) พบว่าหน่วยงานความมั่นคงไทยได้ละเมิดสิทธิชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูหลายกรณี การละเมิดดังกล่าวนี้นับรวมไปถึงการวิสามัญฆาตกรรม การบังคับสูญหาย และการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน   ตั้งแต่ปี 2547 มีตัวเลขผู้เสียชีวิตจำนวนกว่า 7,000 คนทั้งจากความรุนแรงของรัฐและจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

“ความขัดแย้งทำให้เราต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการปกครองและการบริหารด้วยความรุนแรง เขตแดน ประชาชน และงบประมาณ ที่แตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของประเทศอย่างเห็นได้ชัด” รอมฎอน ปันจอร์ บรรณาธิการของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ องค์กรที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าว

นายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยผู้ทำการวิจัยภาคสนามอย่างกว้างขวางทั้งด้านเทคโนโลยีไบโอเมทริกและการเก็บรวบรวมข้อมูลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กล่าวว่าการเพิ่มกำลังทหารในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ส่งผลให้มีการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู โดยนายชนาธิปเชื่อว่าการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคตจะสะท้อนให้เห็นแต่ภาวะไร้สมดุลทางอำนาจนี้

“หากพูดถึงการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน ชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูมักจะถูกทำประวัติทางเชื้อชาติ (Racial profiling) ที่ด่านตรวจ” นายชนาธิปกล่าว “นี่ก็เป็นการทำประวัติทางเชื้อชาติเช่นกัน เพียงจะกระทำโดยผ่านช่องทางอัตโนมัติ (ที่ด่านตรวจ)”

หน่วยงานความมั่นคงไทยกำลังใช้เทคโนโลยีเพื่อสังเกตุการณ์และตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น มีรายงานว่าทางการไทยได้พยายามใช้เทคโนโลยีเพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ (DNA) จากคนไทยเชื้อสายมลายูที่ข้ามด่านตรวจจากประเทศมาเลเซีย โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อตรวจโรคโควิด-19

รัฐบาลไทยได้บังคับใช้กฎหมายความมั่นคงปราบปรามการก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ประเทศไทย รูปโดย Gogi Kamushadze

นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ การเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจะเป็นการเลือกเก็บเฉพาะกลุ่ม โดยจะเก็บเฉพาะผู้ต้องสงสัย นักโทษ หรือผู้ต้องขัง แต่ปัจจุบันทางการได้บังคับเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากประชากรทั่วไปจำนวนมากขึ้น”

ปี 2562 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมพบว่าระหว่างการปราบปรามการก่อความไม่สงบ หน่วยงานความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูกว่า 100 คน ทั้งโดยสมัครใจและบังคับ พวกเขาเชื่อว่าจำนวนข้างต้นเป็นเพียงสัดส่วนเล็ก ๆ ของจำนวนผู้ถูกเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอทั้งหมด

นางสาวพรเพ็ญเชื่อว่าการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะว่ากล้องวงจรปิดทั้งหมด 8,200 ตัวได้ถูกติดตั้งในพื้นที่ แต่กลับอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยหน่วยงานความมั่นคงจากกรุงเทพมหานครฯ

รัฐบาลกำลังทำให้ประชาชนเห็นว่าการขยายการติดตั้งเทคโนโลยีการสังเกตการณ์เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม

“เทคโนโลยีไบโอเมทริกทำให้เกิดความแม่นยำมากยิ่งขึ้นในการระบุตัวตนของผู้ก่อความไม่สงบ” นายชนาธิป กล่าว “และมันยังสร้างความหวังว่าผู้ใช้กฎหมายและกองทัพจะสามารถค้นหาตัวผู้ก่อความไม่สงบ จับพวกเขาเข้าคุก และฟื้นฟูจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับคืนสู่ความสงบ”

อย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนมากที่กังวลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลและการกำกับดูแลของหน่วยงานความมั่นคงพื้นที่ความขัดแย้งอย่างในจังหวัดชายแดนใต้

จากปี พ.ศ. 2557 ถึงปี พ.ศ. 2562 ภายใต้การควบคุมของคณะรัฐประหาร กฎหมายหลายฉบับที่ผ่านออกมานั้น ได้เพิ่มอำนาจควบคุมของรัฐในด้านเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2562 รัฐบาลเผด็จการทหารก็ยังคงควบคุมอำนาจดังเดิม เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คนมาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารเอง นั่นจึงทำให้บทบาทพิเศษของรัฐบาลหลังเลือกตั้งในจังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม

Article19 องค์กรไม่แสวงหาผลประโยชน์ในสหราชอาณาจักรกล่าวว่า การแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในปี พ.ศ. 2559 ทำให้รัฐบาล “มีอำนาจเกือบจะอิสระในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก” อีกทั้ง “สังเกตการณ์เฝ้าระวัง” และ “ทำการค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต” นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ปี พ.ศ. 2562 ที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวได้ให้อำนาจรัฐในการค้นหาและยึดข้อมูลและอุปกรณ์ทั้งหมด ในคดีที่ถือว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ โดยไม่ต้องมีคำสั่งจากศาล

“เราไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวที่เข้มแข็ง ดังนั้นเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ทางการจะสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นผ่านผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้” สุธาวัลย์ ชั้นประเสริฐ ผู้ประสานงานการวิจัยอินเทอร์เน็ตของ Digital Reach กล่าว “ไม่มีการยืนยันว่าข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด อีกทั้งยังไม่มีกฎหมายใดที่ระบุว่าองค์กรของรัฐสามารถทำอะไรกับข้อมูลดังกล่าวได้”

เมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยได้ผ่านร่างกฎหมายที่ทำให้เกิดระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID System) กลุ่มสิทธิมนุษยชนจึงมีความกังวลว่าโครงการดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานไบโอเมทริกที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ

“คงเป็นหายนะหากรัฐบาลรวมเทคโนโลยีไบโอเมทริกกับการยืนยันตัวตนทางดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพราะเรายังขาดการคุ้มครองในเชิงกฎหมาย” สุธาวัลย์กล่าว “ถ้ามีการรวมข้อมูลจำนวนมากเข้าด้วยกัน นั่นอาจทำให้รัฐสามารถสอดแนมประชาชนได้”

นอกจากนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยว่าใครเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีการสังเกตการณ์ในประเทศไทย อีกทั้งการใช้จ่ายของกองทัพมีลักษณะไม่โปร่งใส ไม่มีการเปิดเผยรายจ่ายดังกล่าว อีกทั้งองค์กรต่าง ๆ อย่างมูลนิธิผสานวัฒนธรรมก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าบริษัทหรือประเทศใดอยู่เบื้องหลังระบบดังกล่าว

“เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ขนาดนั้น” นางสาวพรเพ็ญกล่าว

สิ่งที่เรารู้คือบริษัท Mengvii บริษัทสัญชาติจีนผู้ออกแบบเทคโนโลยีการจดจำรูปภาพ (Image Recognition) และซอฟต์แวร์การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning Software) ที่ถูกขึ้นแบล็คลิสต์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเกี่ยวพันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง ได้มุ่งความสนใจมายังประเทศไทยสักพักหนึ่งแล้ว โดยเห็นได้จากเทคโนโลยีจดจำใบหน้า Face++ ได้ถูกแสดงและสาธิตการใช้งานต่อเจ้าหน้าที่และหน่วยงานตำรวจไทยในปี 2561

ณ ขณะนี้ การคัดค้านการใช้เทคโนโลยีไบโอเมทริกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น นอกจากจะมีชาวบ้านที่ปฏิเสธการลงทะเบียนด้วยข้อมูลไบโอเมทริก (Biometric data) เพื่อลงทะเบียนซิมการ์ดเหมือนอารีฟแล้ว ยังมีอีกหลายคนที่ปฏิเสธให้หน่วยงานความมั่นคงเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ อีกทั้งยังมีการถกเถียงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าพวกเขาควรให้ข้อมูลไบโอเมทริกกับเจ้าหน้าที่หรือไม่

“ประชาชนกำลังพูดถึงความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีจะถูกใช้ในทางที่ผิดมากขึ้นเรื่อย ๆ” นายชนาธิปกล่าว

ชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูจำนวนมากตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีการสังเกตการณ์ในการปราบปรามประชากรชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ทั่วโลก รวมถึงชุมชนอุยกูร์ในประเทศจีน

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้รับความสนใจจากคนไทยในภูมิภาคอื่นเพียงเล็กน้อย เท่านั้น และความกังวลเรื่องสิทธิของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูมักไม่ได้ถูกให้ความสนใจเมื่อเทียบกับเรื่องความมั่นคงของชาติเสมอมา

“ไบโอเมทริกและเทคโนโลยีอื่น ๆ เป็นสิ่งที่ห่างไกลจากการรับรู้ของคนไทยในภูมิภาคอื่น” นางสาวพรเพ็ญกล่าว “แต่ขณะที่เทคโนโลยีการสังเกตการณ์กำลังจะถูกใช้เพื่อสอดแนมชีวิตประจำวันของชาวมาเลย์มุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ เทคโนโลยีเดียวกันนี้ก็อาจจะกำลังคืบคลานมายังชีวิตของคนไทยทุกคนอยู่ก็เป็นได้”

อ้างอิง

Nithin Coca, “Surveillance of Minority Muslims in Southern Thailand is Powered by Chinese-Style Tech,” Coda Story, june 30, 2020,

https://www.codastory.com/authoritarian-tech/surveillance-muslims-thailand/.

คำแปลไม่เป็นทางการ Unofficial Translation ISOC letter: Response to a complaint about hassle among mobile phone users in the Southern Border Provinces (SBPs)

Unofficial Translation

Most Urgent no. NR 5100/492                                                

Internal Security Operations Command (ISOC),

Suan Ruen Ruedi, Dusit Bangkok 10300

17 July 2020

Subject Response to a complaint about hassle among mobile phone users in the Southern Border Provinces (SBPs)  

Dear Director of Cross Cultural Foundation (CrCF)

With reference to the letter of the Permanent Secretary of the Office of Prime Minister no. NR 0105.04/41519, dated 28 May 2020  

In pursuance to the request from the Office of Prime Minister for ISOC to address problems among mobile phone users in the Southern Border Provinces (SBPs) as explained in the letter by the Cross Cultural Foundation (CrCF) which had been submitted to the Prime Minister via the Public Service 1111 regarding public grievance. It has been asked that an effort be made to address the disconnection of phone services among people in the Southern Border Provinces (SBPs) as the users have failed to register their SIM cards via Face ID. It has been alleged that such denial of phone services is unlawful and appears to be discriminatory and could be construed as human rights violation. Therefore, it was demanded that such disconnection of phone services be suspended immediately, particularly during the surge of the Covid-19 pandemic. 

ISOC would like to explain that measures to reorganize the provision of mobile phone services in the SBPs have been implemented invoking the security law and the Notifications of the National Broadcasting and Telecommunication Commission (NBTC) with the following detail.   

1. The legal issues: The Notifications issued by ISOC Region 4 Forward Command are meant to be effective in the area imposed by the security law and the Notification of the National Broadcasting and Telecommunication Commission (NBTC) with detail as follows; 

1.1 Article 9 of the Regulation issued pursuant to Section 11 of the Emergency Decree on Government Administration in States of Emergency 2005 requires that for any purchase, sale, use or possession of weapons, merchandise, consumer goods, chemicals, or any device which could be used to perpetrate an insurgency or an act of terrorism, such information has to be reported to or prior permission has to be obtained from competent officials or they have to be subject to the terms imposed by the Prime Minister. 

1.2 Article 6 of the Regulation issued pursuant to Section 18 of the Internal Security Act 2008 requires an individual to act or to refrain from acting in whatever way concerning electronic tools or equipment in order to prevent grave danger to life, body or property of the public. In so doing, the ISOC Director may impose the timeframe during which compliance to the Regulation or other terms imposed by competent officials has to be made or as deemed fit by the officials. This is to ensure that such measures may not cause trouble for the public unnecessarily and disproportionately. 

1.3 The Notification of the National Broadcasting and Telecommunication Commission (NBTC) regarding the registration and the collection of mobile phone users which requires that such users to register and undergo a Face ID procedure is meant to be useful for mobile phone users themselves in the future. This can help to prevent an incidence of imposter who steals the identity of someone else based and it is based on human rights principle. In addition, such requirement does not incur unnecessary burden among the people and could not be construed as a discrimination or human rights violation. 

2. The implementation: The measure has been implemented based on the Principle of Proportionality as the information has been widely publicized among local people via the village committees, TV, radio, print media and sms sent in both Thai and Yawee to encourage them to get registered. Also, the timeframe for such registration is long enough. And according to the data collected from SIM cards connected to all cell towers in the local area, it has been found that there are 1,500,000 phone numbers in the area. Of this, 300,000 are pos-paid numbers which belong to legal entities that have registered already, businesspeople and incoming tourists. There remain 1.2 million numbers that need to be encouraged to get registered. The implementation has then been split into two phases. The first phase began from 1 June until 31 October 2019 after which there were just some SIM cards that had yet to get registered. Recognizing the potential impact on users of such unregistered numbers, the second Notification has been issued on 1 October 2019 to extend the registration deadline to 30 April 2020 (Phase II) in order to mitigate impacts among users in remote area. Still, a few of them have turned up to get registered. From our investigation, it has been found that such unregistered SIM cards have not been of active use. Some of such numbers have been literally left unused. Some numbers have been used, but in other areas. Then, the Covid-19 pandemic took place. 

3. After the extension of such registration in Phase II on 30 April 2020, we have received no complaints from any users regarding the denial of their phone services.

4. As to the allegation that such disconnection has caused grievance among unregistered users, particularly in light of the Covid-19 pandemic which can be divided into;

4.1 Educationally, from 1 May 2020 until now, we have received no complaints from either parents or students who might have been affected. 

4.2 Economically, the reorganization of mobile phone SIM cards in the SBPs benefits local people since it obviously helps to protect them against abuse while the perpetration of violence aided by the use of mobile phone SIM cards to trigger improvised explosive devices (IED) has significantly decreased. People become more confident with online commerce as online frauds or deceptions have obviously dropped.

4.3 Regarding public safety and access to public health services: The allegation by dissenters that information given during the registration process will be stored by ISOC Region 4 Forward Command is totally unfounded. The “two-shot identification” app developed by the NBTC requires that all five service providers work to enhance safety of their users and to help beef up national security as well as to ensure public safety and safety in property of the people. 

The implementation until now has been met with enthusiastic response and cooperation from service providers, mobile phone users and various sectors in the SBPs. Users of nearly 900,000 numbers from 1.2 million numbers have cooperated with us. As a result, the use of SIM cards to perpetrate violence has reduced markedly. Meanwhile, the public become more confident about the safety over the use of their SIM cards. And after the SIM card registration period, we have received no complaints from the users. 

Please be informed. 

Yours sincerely,

Gen. Teerawat Bunyawat, ISOC’s Secretary General on behalf of ISOC’s Director

Office of Security Policy and Strategy, phone 0 2241 1055

จดหมายตอบจากสวนรื่น กอรมน.ยืนยันการตัดสัญญานโทรศัพท์ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ไม่กระทบสิทธิฯ เพราะไม่มีใครร้องเรียน

อ่านแถลงการณ์

เมื่อต้อง “ไม่มีผู้ใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

แถลงการณ์ร่วม ขอให้ยุติการตัดสัญญาณโทรศัพท์โดยทันที

กรณีผู้ใช้โทรศัพท์ ไม่ไปถ่ายรูปสองแชะในจังหวัดชายแดนใต้ ในสถานการณ์โควิด-19 

เผยแพร่วันที่ 17  พฤษภาคม 2563

เมื่อ12 พฤษภาคม 2563  มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเริ่มได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีที่ประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ฃ(จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และเทพา) โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นผู้ใช้บริการโทรศัพท์แบบเติมเงินทั้งสี่เครือข่ายไม่ว่าจะเป็นของ CAT, DTAC, AIS และ TRUE ว่าสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดแล้ว ไม่สามารถใช้บริการอินเตอร์เนต รับสายเข้า และโทรออกได้

ก่อนหน้านี้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมักได้รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือว่า ให้ทุกคนที่ต้องการใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ดังกล่าว ไปลงทะเบียนซิมการ์ดโดยวีธีการตรวจสอบใบหน้า (Face Recognition) เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ ของตน ภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 มิเช่นนั้นจะไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือของตนได้[1] โดยข้อความลักษณะดังกล่าวมีเนื้อหาแตกต่างกันออกไปบ้าง และมีการจัดส่งอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันมาตั้งแต่ปลายปี 2562 เป็นต้นมา

โดยมีข้อมูลของฝ่ายกฎหมาย กอรมน. ภาคสี่ส่วนหน้า ที่ให้ไว้กับการประชุมกรรมาธิการการกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562   ซึ่งเป็นข้อมูลของช่วงต้นเดือนธันวาคม 2563 ว่า มีผู้ใช้ซิมการ์ดในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จำนวนทั้งสิ้น 1.5 ล้านหมายเลข เป็นหมายเลขจดทะเบียนรายเดือนเพียง 300,000  หมายเลข  ปัจจุบันนี้ทางกอรมน.ได้ดำเนินการบริการให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ลงทะเบียนโดยระบบสองแช้ะ อัตลักษณ์ไปแล้วทั้งสิ้น  888,813 เลขหมาย โดยใช้เจ้าหน้าที่ทหารทั้งสิ้น 7,305 นายดำเนินการมาตั้งแต่มีนโยบายนี้

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องพบว่ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในสถานการณ์รับมือโควิด-19 ดังนี้

  1. การที่บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตัดสัญญาโทรศัพท์ของผู้ใช้ซิมแบบเติมเงินนั้น ส่งผลให้เกิดความเดือนร้อนอย่างมากของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในสถานการณ์โควิด 19 เนื่องจากผู้ใช้ซิมเติมเงินเป็นส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ซิมที่ไม่รายได้มากนักและมีการใช้งานทั้งในเรื่องการเข้าถึงสื่อออนไลน์ และการติดต่อสื่อสารเพื่อจำกัดการเดินทางในภาวะที่มีการปิดเมือง ปิดตำบล ปิดหมู่บ้าน รวมทั้งการประสานขอความช่วยเหลือด้านการศึกษา การสาธารณสุขและด้านมนุษยธรรม เช่น

1.1           มิติการศึกษา ในปัจจุบันการศึกษาของเด็กและเยาวชนในอนาคตที่ไม่สามารถเปิดโรงเรียนได้    ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดการเรียนการสอนหนังสือผ่านระบบออนไลน์  การตัดสัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นการตัดโอกาสทางการศึกษาของเด็กๆเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่อัตราการเข้าเรียนและคุณภาพการศึกษากว่าภาคอื่นๆของประเทศ จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

1.2           มิติเศรษฐกิจ รายงานของธนาคารโลกระบุว่าอัตราความยากจนในพื้นที่ขัดแย้งสามจังหวัดชายแดนใต้สูงที่สุดในประเทศไทยและจากสถานการณ์ความมั่นคงและการระบาดของโควิด19 ทำให้ผู้คนในจังหวัดชายแดนใต้ประกอบอาชีพขายของออนไลน์มากขึ้น การตัดสัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นการตัดโอกาสในการรอดพ้นภาวะยากจนและการมีรายได้เพื่อมาเลี้ยงชีพในครัวเรือน

1.3           มิติความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต และการเข้าถึงความช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุขและด้านมนุษยธรรม การตัดสัญญาณโทรศัพท์ทำให้ผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำหรือเดินทางคนเดียว หรือผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันเมื่อประสบอุบัติเหตุหรือเหตุร้ายหรือมีปัญหาสุขภาพฉุกเฉินการร้องขอความช่วยเหลือจึงผ่านทางโทรศัพท์ไม่อาจทำได้จึงมีความเสี่ยงที่จะมีโอกาสในการมีชีวิตรอด

2.  การบังคับให้ประชากรที่ใช้ซิมโทรศัพท์ไปจดทะเบียนใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าเพื่อพิสูจน์และรับรองอัตลักษณ์บุคคลแต่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าไม่ดำเนินการตามกำหนดเวลาจะตัดสัญญาณโทรศัพท์ นั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสัญญาเนื่องจากผู้ที่ใช้โทรศัพท์มาแต่เดิมทำสัญญาเข้ารับบริการใช้เครือข่าย ไม่มีเงื่อนไขดังกล่าวจึงถือว่าบริษัทผู้ให้บริการผิดหลักการคู่สัญญาบริการธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ และการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน  โดยไม่มีกฎหมายใดใดให้อำนาจไว้

  • การดำเนินการตัดสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ใช้ซิมแบบเติมเงินจำนวนในพื้นที่หลายแสนเลขหมาย เฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และมาตรการขององค์การสหประชาชาติ[2] ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2563   ที่ว่า “การระบาดใหญ่ของโรคโควิด – 19 เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนถึงความสำคัญของหลักการแยกออกจากกันไม่ได้และการพึ่งพาอาศัยกันของสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย การระบาดใหญ่ในครั้งนี้เป็นภัยคุกคามสาธารณสุขทั่วโลก อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ในหลายแง่มุมต่อการใช้สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เนื่องจากบางมาตรการที่รัฐบังคับใช้เพื่อต่อสู้กับการระบาดใหญ่มีผลเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางโยกย้ายและสิทธิอื่นๆ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่รัฐจำต้องใช้มาตรการต่างๆ เพื่อต่อสู้กับการระบาดใหญ่ด้วยความสมเหตุสมผล (reasonable) และได้สัดส่วน (proportionate) เพื่อรับประกันการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย” รวมทั้งขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติที่ประเทศไทยเป็นภาคีและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลักเสมอภาคและไม่มีเลือกปฏิบัติ
  • อีกทั้งการจัดเก็บและการนำมาใช้ในการหาข้อมูลหรือเก็บหลักฐานประกอบปฏิบัติการข่าวกรองมักนำไปสู่การคัดกรองบุคคลโดยดูจากลักษณะทางเชื้อชาติ (Racial Profiling) หากไม่ใช้อย่างระมัดระวัง อาจทำให้เกิดการจับและลงโทษคนผิด นอกจากจะนับเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติยังสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนขาดความไว้วางใจต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก

แถลงการณ์ฉบับนี้จึงขอเรียกร้องให้บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ กสทช. กอ.รมน. 4 และรัฐบาล ได้ยุติการตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการในจังหวัดชายแดนใต้โดยทันที และต่อสัญญานโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการทุกเครือข่ายโดยทันที

รายชื่อองค์กรร่วมแถลงการณ์   ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2563

  1. เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.)
  2. มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
  3. กลุ่มบุหงารายาเพื่อการศึกษา
  4. กลุ่มด้วยใจ
  5. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

[1] ตัวอย่างข้อความ “กอ.รมน.ภาค4 ขอให้ผู้ใช้บริการใน 3จว.ชายแดนใต้+4 อำเภอสงขลา ลงทะเบียนซิมด้วยระบบตรวจสอบใบหน้า/อัตลักษณ์ ภายใน 31ต.ค.62 เช็กสถานะซิม กด*165*5*เลขบัตรปชช.# โทรออก หากไม่ดำเนินการในวันที่กำหนด จะไม่สามารถใช้บริการได้ฟังข้อมูลเพิ่มเติมกด*915653 ภาษายาวีกด*915654”

[2] แถลงการณ์ เรื่อง การระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด – 19) กับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม

และวัฒนธรรมแถลงการณ์โดยคณะกรรมการสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เผยแพร่วันที่ 6 เมษายน   2563