เราคือใคร

เราคือใคร

เราคือ นักพิทักษ์สิทธิมนุษยชนที่แสวงหาความเป็นธรรม และศักดิ์ศรีให้กับทุกคน ภายใต้กฎหมาย

CrCF Team
CrCF Team

จากจุดเริ่มต้นในเมียนมาร์ จนถึงภารกิจในวันนี้ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ต่อสู้เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติในระบบยุติธรรม มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

เราทวงถามความยุติธรรม ให้กับเหยื่อของการซ้อมทรมาน การบังคับสูญหาย และการวิสามัญฆาตกรรม
เราผลักดันการแก้ไขนโยบาย ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
เราเสริมพลังให้ผู้คน เข้าใจและใช้สิทธิตามกฎหมายของตน

สารบัญ

พันธกิจ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ทำงานกับหลากหลายภาคส่วนของสังคมเพื่อพิทักษ์สิทธิมนุษยนชนและแสวงหาความยุติธรรมแด่ผู้ที่ถูกกดขี่

CrCF Team

วิสัยทัศน์

เราทำงานเพื่อสร้างอนาคตที่ ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้โดยปราศจากความหวาดกลัว การเลือกปฏิบัติ และการกดขี่

CrCF Team

อุดมการณ์หลักสี่ประการที่เป็นแนวทางให้กับงานของเรา

ความเท่าเทียม

คนทุกคนสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติและเคารพ ไม่ควรมีผู้ใดต้องเดือดร้อนจากการเลือกปฏิบัติทางเศรษฐกิจหรือการเมือง

ความยุติธรรมทางกฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมาย

กฎหมายต้องเป็นธรรม และบังคับใช้กับทุกคนอย่างเป็นธรรม

การแสดงความรับผิดชอบของรัฐ

รัฐมีบทบาทในการปกป้องประชาชนทุกคนและพิทักษ์รักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเขา เราเรียกร้องให้รัฐแสดงความรับผิดชอบ

มนุษยชาติ

คนเรามีแนวโน้มที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องและเลือกความยุติธรรม เราทำงานเพื่อประสานช่องว่างทางวัฒนธรรมที่ทำให้เราไม่เข้าใจกัน

สถานการณ์

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตสิทธิมนุษยชน รัฐบาล ระบบยุติธรรม และตำรวจ สถาบันที่ควรปกป้องประชาชน กลับกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการซ้อมทรมาน การบังคับสูญหาย และแม้กระทั่งการสังหาญอยู่บ่อยครั้ง

หลายคนยังเชื่อว่า วิกฤตนี้ไม่ใช่ปัญหาของตน

สื่อและสังคมในวงกว้างของไทยไม่ได้ตระหนักถึงวิกฤตนี้อย่างจริงจัง และไม่รู้สึกว่าปัญหานี้กระทบหรือเกี่ยวข้องกับตน จึงไม่แสดงความเห็นหรือลงมือแก้ไข

ลำดับชั้นทางสังคม สร้างความชอบธรรมให้การเลือกปฏิบัติ

สังคมไทยยังยึดโยงอยู่กับชนชั้นทางสังคมอยู่มากและประสบปัญหาจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ขั้นร้ายแรง คนในชั้นล่างสุดของสังคมไม่ได้รับความคุ้มครองเหมือนที่คนชั้นบนสุดได้รับ

บุคลากรด้านสิทธิมนุษยชน ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม

รัฐบาลทหารใช้ข้อหาหมิ่นประมาท และการใส่ร้ายป้ายสีทางออนไลน์เพื่อให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิดๆ ว่าบุคลากรด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ผู้ก่อจลาจล และผู้ก่อการร้าย

แต่กระแส กำลังตีกลับ

เยาวชนไทยรุ่นใหม่มีแนวคิด และค่านิยมที่ต่างออกไป พวกเขาต้องการเสรีภาพในการแสดงออกที่มากขึ้น และเชื่อว่าศักดิ์ศรีและการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และเชิดชูโดยทุกสถาบัน เพื่อประชาชนทุกคน

เราทำอะไร

สองทศวรรษที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรมทำงานเพื่อขจัดการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ขอบเขตงานของเรา

การผลักดัน

เราทำงานกับผู้ออกกฎหมาย สื่อ และสาธารณะเพื่อพัฒนา และผลักดันนโยบายที่ปกป้องคนจากการกระทำโดยมิชอบ และไร้มนุษยธรรม เช่น การซ้อมทรมาน และการบังคับสูญหาย

ดำเนินคดี

เราให้ความช่วยเหลือ และการสนับสนุนด้านกฎหมายแก่เหยื่อของการซ้อมทรมาน การบังคับสูญหาย และการละเมิดโดยผู้มีอำนาจ เราช่วยเหลือครอบครัวของเหยื่อด้วย

การให้ความรู้

เราสื่อสารกับสาธารณะในรูปแบบต่างๆ เช่น ศิลปะ ภาพยนตร์ การจัดงาน และเวทีเสวนาที่ให้ข้อมูล เพื่อให้ความรู้ผู้คนเกี่ยวกับสิทธิทางกฎหมายของพวกเขา และเปิดโปงการใช้อำนาจในทางมิชอบ

แนวทางของเราอิงอยู่กับ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเงื่อนไขทางวัฒนธรรม และสังคม ของผู้คนที่เราช่วยเหลือ

ทำงานโดยตรงกับเหยื่อและผู้รอดชีวิต: เราทำงานโดยตรงกับเครือข่ายของคนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการซ้อมทรมาน และการบังคับสูญหาย

สร้างความเชื่อใจกับชุมชนชายขอบ: เราได้เรียนรู้วิธีที่ได้ผลในการสร้างความเข้าอกเข้าใจ ผสานความเข้าใจทางวัฒนธรรม และการให้ได้มาซึ่งความไว้วางใจจากผู้นำชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย อันเป็นภูมิภาคที่ติดอยู่ในหล่มของความขัดแย้งทางศาสนา และวัฒนธรรม ถูกกดขี่โดยกฎอัยการศึก และถูกปกครองด้วยวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด

“มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมประสานที่ทรงพลังของการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ทั้งในประเทศ และนานาชาติ

เรา ขยายพื้นที่การทำงานผ่านพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยองค์กรระดับชุมชนที่หลากหลายและหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ

พันธมิตรระดับภูมิภาคและนานาชาติ

  • สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR)
  • กองทุนสหประชาชาติเพื่อช่วยเหลือเหยื่อการซ้อมทรมาน (UNVFTV)
  • คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ)
  • สมาคมเพื่อการป้องกันการทรมาน (APT)
  • แอมเนสตี้ประเทศไทย
  • Redress
  • เครือข่ายเอเชียเพื่อความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (TJAN)
  • องค์กรเพื่อความยุติธรรมและสิทธิแห่งเอเชีย (AJAR)

พันธมิตรภาคประชาสังคมในประเทศไทย

  • กลุ่มด้วยใจ
  • องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี
  • คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
  • สภาทนายความ
  • มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
  • สมาคมนักกฎหมายสิทธินุษยชน

คณะกรรมการบริหารของเราดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาในมหาวิทยาลัย และหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

เราเดินงานด้วย การเก็บข้อมูลคดีอย่างละเอียดและหลักฐานที่หนักแน่น ที่ช่วยให้เราปกป้องผู้เปราะบางและผลักดันเรื่องของพวกเขาบนเวทีโลก

เราช่วยให้โลกเข้าใจสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย: มูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมกับพันธมิตรในประเทศได้ส่งรายงานเกี่ยวกับการดำเนินพันธกิจด้านสิทธิมนุษยชนในไทยให้กับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UPR) หลายครั้ง

เราช่วยผลักดันงานของสหประชาชาติเกี่ยวกับการต่อต้านการซ้อมทรมานและการบังคับสูญหาย: มูลนิธิผสานวัฒนธรรมยื่นคำร้องและช่วยรายงานคดีไปยังผู้รายงานพิเศษแห่งสประชาชาติ ว่าด้วยการซ้อมทรมาน และคณะทำงานของสหประชาชาติว่าด้วยการบังคับสูญหาย

เราจัดอบรม ประชุมเชิงปฏิบัติการ และเสวนาในเวทีประชุมนานาชาติและของสหประชาชาติ: สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ให้ทุนแก่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับองค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เรายังได้มีส่วนร่วมและขึ้นกล่าวในงานประชุมของคณะกรรมการการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (Committee on the Elimination of Discrimination Against Women)

เราทำงานให้ใคร

เราทำงานกับนักกิจกรรมทางการเมือง ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน และชุมชนชายขอบ

CrCF Team

เราทำงานให้เหยื่อ และผู้รอดชีวิตจากการซ้อมทรมาน การบังคับสูญหาย และการใช้อำนาจในทางมิชอบโดยผู้มีอำนาจ บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้แก่นักกิจกรรมทางการเมือง ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ประชากรที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ เช่น ชนกลุ่มน้อยทางศาสนา และชาติพันธุ์ สตรี และชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ และในบางครั้งยังรวมไปถึงบุคคลที่อยู่ในสถานที่ และเวลาที่ผิดหรือผู้ที่ถูกรัฐกระทำโดยไม่ตั้งใจ เรายังช่วยเหลือ และทำงานให้กับสมาชิกครอบครัวของเหยื่อ ซึ่งหลายคนในนั้นได้กลายมาเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนแนวหน้า

การดำเนินคดีของเรา ที่สร้างผลกระทบต่อสังคม

ตั้งแต่ปี 2002 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมคือองค์กรขนาดเล็กที่สร้างความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ให้กับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

บทสรุปผลกระทบต่อสังคม
  • เป็นผู้นำกระบวนการทางกฎหมายในไทยกรณีไม่ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับ: คดีส่งกลับ Sok Yoeun ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเป็นคดีแรกของมูลนิธีผสานวัฒนธรรมในปี 2004 และถือเป็นคดีแรกของการไม่ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมประสบความสำเร็จในการเกลี้ยกล่อมรัฐบาลไทยไม่ให้ส่งตัว Yoeun กลับกัมพูชาซึ่งเสี่ยงต่อการที่เขาจะถูกจับกุม ได้รับการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม และถูกซ้อมทรมาน
  • ทำศึกอย่างยาวนานกับการลอยนวลพ้นผิดของตำรวจ: ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ถูกตำรวจทำให้ขาดอากาศหายใจเพื่อบังคับให้สารภาพในความผิดที่ตนไม่ได้ก่อ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมให้ความช่วยเหลือสมศักดิ์ ชื่นจิตร พ่อของฤทธิรงค์ ในการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานถึง 12 ปีเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ลูกชาย ต่อมาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นักการเมืองในสภา และนักเคลื่อนไหวได้หยิบยกคดีนี้ขึ้นมาเป็นตัวอย่างที่หาได้ยากในการทำให้ตำรวจรับผิดชอบต่อการประพฤติมิชอบระหว่างควบคุมตัวประชาชน
  • ทำให้หนึ่งในสถาบันที่มีอำนาจมากที่สุดของประเทศไทยแสดงความรับผิดชอบ: ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพบก สิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมและถูกจำคุกโดยไม่มีการพิจารณาคดี เขาถูกทำร้ายอย่างหนักและปล่อยให้เสียชีวิต มูลนิธิผสานวัฒนธรรมช่วยให้แม่ของเหยื่อฟ้องชนะคดี และได้รับค่าชดเชย 1,870,000 บาท กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากองทัพไทยรู้จักและควรแสดงความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

Sok Yoeun เป็นนักโทษทางความคิดที่ถูกจองจำ และรอการส่งตัวกลับกัมพูชา

การดำเนินคดี

Sok Yoeun เป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา ในปี 1998 เขาถูกใส่ร้ายว่าวางแผนลอบสังหารนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ทำให้เขาต้องหลบหนีมายังประเทศไทยเนื่องจากกลัวว่าอาจถูกจับกุม ได้รับการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม และถูกซ้อมทรมาน

องค์การนิรโทษกรรมสากลถือว่าเขาเป็นนักโทษทางความคิด ต่อมาเขาได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR อย่างไรก็ตาม เขาถูกจับกุมและคุมขังโดยทางการไทยเป็นเวลาหลายปี ขณะรอการตัดสินใจว่าจะส่งตัวเขากลับไปยังกัมพูชาหรือไม่

ในปี 2004 คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนของ Sok Yoeun กลายเป็นคดีแรกของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เราเป็นหนึ่งในองค์กรไทยไม่กี่แห่งที่เข้าใจหลักการไม่ผลักดันผู้ลี้ภัย ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศที่ห้ามไม่ให้ประเทศใดส่งตัวผู้ขอลี้ภัยกลับไปยังสถานที่ซึ่งมีแนวโน้มว่าบุคคลนั้นจะถูกลงโทษ ในเวลานั้นคดีของเขาดูเหมือนเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีทางชนะเพราะแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ได้รับความสนใจในประเทศไทย

ศาลอุทธรณ์ของไทยตัดสินให้ส่งตัว Sok Yoeun วัย 72 ปี กลับไปยังกัมพูชาภายในสามเดือน แต่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมโน้มน้าวรัฐบาลไทยให้ไม่ทำเช่นนั้น หนึ่งวันหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกรุงเทพ เขาได้กลับไปอยู่กับพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ถูกทำให้ขาดอากาศหายใจ จนยอมสารภาพในความผิดที่ไม่ได้ก่อ

การดำเนินคดี
ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2009 ผู้หญิงคนหนึ่งถูกขโมยสร้อยคอและได้แจ้งความกับสถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตรถูกนำตัวมาสอบปากคำ และผู้หญิงคนนั้นระบุว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุ ขณะนั้นเขาอายุเพียง 18 ปี และยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

ขณะอยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจ ฤทธิรงค์ถูกทรมานอย่างปิดลับ เขาถูกคลุมหัวด้วยถุงพลาสติกให้หายใจไม่ออกจนยอมสารภาพว่าเป็นผู้ลักทรัพย์ การสอบสวนภายหลังพบว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

สิบกว่าปีผ่านไป ฤทธิรงค์ยังคงมีอาการ PTSD (ความเครียดหลังเผชิญเหตุสะเทือนขวัญ) จากการถูกทารุณโดยเจ้าหน้าที่ สมศักดิ์ ชื่นจิตร พ่อของฤทธิรงค์ต่อสู้ทางกฎหมายยาวนานถึง 12 ปี เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบและความยุติธรรมให้กับลูกชาย และได้กลายเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนคนหนึ่งในที่สุด เขาช่วยเหลือครอบครัวของเหยื่อคนอื่นๆ ที่ถูกซ้อมทรมานและรณรงค์ให้การซ้อมทรมานและการบังคับสูญหายเป็นความผิดอาญา

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเป็นทนายให้ครอบครัวชื่นจิตรในการฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อให้จ่ายค่าเยียวยา  คดีนี้ถูกหยิบยกโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นักการเมืองในสภา และนักเคลื่อนไหวในฐานะตัวอย่างที่หาได้ยากของการทำให้ตำรวจออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติอันมิชอบต่อผู้ที่ถูกควบคุมตัว

สิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด ถูกซ้อมทรมาน และปล่อยให้เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในห้องขัง

การดำเนินคดี

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2016 สิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือให้ผู้ถูกควบคุมตัวหลบหนี และถูกจำคุกโดยไม่มีการพิจารณาคดี ขณะถูกคุมขัง เขาถูกนายพลและทหารอีกสามนายทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง และไม่อนุญาตให้เขาได้รับการรักษาพยาบาลและห้ามไม่ให้ผู้อื่นช่วย เขาเสียชีวิตจากบาดแผลอย่างโดดเดี่ยวในห้องขังขณะที่อายุได้ 25 ปี

เป็นที่ทราบกันดีว่ากองทัพบกเช่นเดียวกับตำรวจมีพฤติกรรมการใช้อำนาจในทางที่ผิดและมีวัฒนธรรมของการลอยนวลพ้นผิด และคดีกลุ่มนี้ก็มักจะถูกไต่สวนโดยศาลทหารอย่างลับๆ เหยื่อของการถูกทำร้ายร่างกายและครอบครัวของพวกเขา มักเป็นคนจนหรือชนชั้นแรงงาน แทบไม่เคยได้รับความยุติธรรมและไม่มีหน่วยงานใดออกมาแสดงความรับผิดชอบ

ครอบครัวของสิบโทกิตติกรไม่ยอมให้ทุกอย่างต้องเป็นไปแบบนั้น แม่ของเขาฟ้องกองทัพไทยในปี 2017 และเจาะจงติดต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมให้เป็นทนายให้เธอ เราช่วยให้เธอชนะคดีและได้รับเงินเยียวยา 1,870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่เกิดเหตุคือ 21 กุมภาพันธ์ 2016

แต่ที่สำคัญกว่านั้น คดีนี้แสดงให้เห็นว่ากองทัพไทยซึ่งเป็นสถาบันที่มีอำนาจมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ รู้จักและควรออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้การซ้อมทรมานคือสิ่งที่ไม่ถูกต้องในมุมมองของกฎหมายแม้ว่าจะเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่คนหนึ่งต่อเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งก็ตาม

การผลักดันของเรา ที่สร้างผลกระทบต่อสังคม

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมทำโครงการรณรงค์ที่ช่วยให้สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น

การผลักดัน

#ItCouldBeYou มันอาจเป็นคุณ

คนไทยจำนวนมากเชื่อว่าการบังคับสูญหายและการซ้อมทรมานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอื่น และไม่มีวันเกิดขึ้นกับตนเอง โครงการรณรงค์ #itcouldbeyou “มันอาจเป็นคุณ” ต้องการท้าทายความเชื่อดังกล่าว ตัวโครงการและวิดีโอสั้นแต่มีพลังที่ชื่อ “Dear Disappeared” ที่ถ่ายทอดโดยแกนนำฝ่ายประชาธิปไตย อินฟลูเอนเซอร์ และบุคคลอันเป็นที่รักของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมชาวไทยที่หายตัวไป ได้กลายเป็นกระแสในหมู่นักกิจกรรมการเมืองชาวไทยรุ่นใหม่

#SafeInCustody ปลอดภัยระหว่างการควบคุมตัว

คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยระหว่างถูกควบคุมตัว #safeincustody แต่คนไทยจำนวนมากไม่ได้รับสิ่งนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมกับสมาคมป้องกันการทรมานได้จัดเดือนแห่งกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยโครงการศิลปะทั่วประเทศ การฉายภาพยนตร์ เวทีเสวนา และการแสดงสด เพื่อตอกย้ำความตระหนักเกี่ยวกับการทรมานและการทารุณ และเพื่อจุดประกายการสนทนาเกี่ยวกับทางออกของปัญหา

เราไม่เคยหยุดผลักดันผู้ออกกฎหมายให้ยอมรับและขับเคลื่อนนโยบายที่ยุติธรรมมากขึ้น

การผลักดัน

การต่อสู้ 13 ปีเพื่อผ่านพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

งานด้านการศึกษาของเรา ที่สร้างผลกระทบต่อสังคม

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมลงพื้นที่เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจสิทธิพลเมือง และสิทธิตามกฎหมายของตน

การให้ความรู้

ประชาธิปไตย และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

อบรมออนไลน์ 4 ครั้ง ร่วมกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
ห้องเรียนแบบพบหน้ากัน 2 ครั้ง ร่วมกับกลุ่มเฟมินิสต์เสรี
ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 49+ คน

สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพในการแสดงออก

บรรยายในชุมชน 16 ครั้ง และ
อบรมแบบพบหน้ากัน 7 ครั้ง ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล จะทำอย่างไรเมื่อถูกละเมิดสิทธิ รวมถึงข้อมูล และแบบฝึกหัดการบำบัดฟื้นฟูเหยื่อของการใช้อำนาจในทางมิชอบ
ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 1,244+ คน จากทั่วประเทศไทย และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

หลักสูตรออนไลน์แปดสัปดาห์ 1 ครั้ง สอนโดยพรเพ็ญ สมชาย และนักวิชาการกฎหมายท่านอื่นๆ
ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 32+ คน

พื้นที่ขัดแย้งของไทยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

พาสื่อลงพื้นที่ 1 ครั้ง เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่
ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 8 คน รวมถึงนักข่าวสองคน และพี่สาวของวันเฉลิม สัตย์ศักด์สิทธิ์ นักกิจกรรมชาวไทยที่ถูกอุ้มหาย
การรายงานข่าว 12 ชิ้น เผยแพร่ทางออนไลน์และสื่อสังคมออนไลน์

เอกสารสำหรับอ่านเพิ่มเติม

การดำเนินคดี การติดตามตรวจสอบ และการผลักดัน

รายงานของสหประชาชาติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

บริจาค

ให้มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โดยการติดต่อเราทางอีเมล์