ผสานวัฒนธรรมจัดทำคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ จดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้ยุติการใช้เทคโนโลยีชีวมิติซึ่งอาจนำไปสู่การสอดแนมประชาชน

คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ จดหมายเปิดผนึกองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก เรียกร้องให้ยุติการใช้เทคโนโลยีชีวมิติซึ่งนำไปสู่การสอดแนมประชาชน จัดทำคำแปลและเรียบเรียงโดย: ธวัลรัตน์ ม้าฤทธิ์ และ นัทธมน ศุภรเวทย์ ในนามของบุคคลและองค์กรที่ที่ได้ลงชื่อไว้ในท้ายจดหมายขอเรียกร้องให้ยุติการใช้ระบบการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) และการใช้เทคโนโลยีชีวมิติระยะไกล (Remote Biometric Recognition Technologies) ซึ่งนำไปสู่การสอดแนมประชาชน (Mass Surveillance)  และการสอดแนมประชาชนอย่างเลือกปฏิบัติในกลุ่มประชากรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (Discriminatory Surveillance)  ระบบการจดจำใบหน้าและการใช้เทคโนโลยีชีวมิติระยะไกลคือเครื่องมือที่มีความสามารถในการระบุตัวตน พุ่งเป้าเฉพาะไปที่ตัวบุคคล และติดตามตัวไปได้ทุกที่ที่กลุ่มเป้าหมายไป ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นการบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของประชาชนรวมไปถึงสิทธิส่วนบุคคล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติ (ซึ่งทำให้การชุมนุมเป็นอาชญากรรม และทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อการใช้สิทธิตามหลักสากล) และสิทธิในความเท่าเทียมและการไม่เลือกปฏิบัติ เราได้ตระหนักถึงการใช้ระบบการจดจำใบหน้าและการใช้เทคโนโลยีชีวมิติระยะไกล ในฐานะเครื่องมือที่มีความสามารถในการระบุตัวตนที่นำไปสู่การละเมื่อสิทธิมนุษยชน ในประเทศจีน สหรัฐอเมริกา รัสเซีย อังกฤษ อูกันดา เคนยา สโลวีเนีย เมียนมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล และอินเดีย การสอดแนมผู้ชุมนุมและประชาชนนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิในการชุมนุมสาธารณะ การจับกุมผู้บริสุทธิ์โดยมิชอบในสหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา และบราซิลเป็นการบ่อนทำลายสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการเคลื่อนไหวทางการเมือง อีกทั้งยังมีการสอดแนมประชาชนในกลุ่มชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยทางศาสนา รวมไปถึงกลุ่มคนชายขอบที่ถูกกีดกันทางสังคมและกลุ่มคนที่ถูกกดขี่ในประเทศจีน ไทย และอิตาลีContinue reading “ผสานวัฒนธรรมจัดทำคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ จดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้ยุติการใช้เทคโนโลยีชีวมิติซึ่งอาจนำไปสู่การสอดแนมประชาชน”

แถลงการณ์ขอให้รัฐไทยชะลอการดำเนินคดีกับชาวบางกลอย-ใจแผ่นดิน โดย เฌอเอม – ชญาธนุส ศรทัตต์ นักกิจกรรมส่งเสริมสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์

ความเดิมตอนที่แล้ว: เหตุการณ์วันที่ 5 มีนาคม 2564 ว่ากันด้วยปัญหาจากการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม วาทกรรมเกลียดชัง: ความกดทับซ้ำซ้อนกับบุคคลนอกอัตลักษณ์ความเป็นไทย เมื่อแข็งข้อต้องกำราบ: แนวคิดการจัดการปัญหาในมุมมองของทหาร เรียบเรียงโดย ชญาธนุส ศรทัตต์ และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ความเดิมตอนที่แล้ว: เหตุการณ์วันที่ 5 มีนาคม 2564 ครั้งสุดท้ายที่เราพบกันคือเมื่อเดือนมีนาคม ตอนนั้นดิฉันเล่าให้พวกคุณฟังว่าบางกลอย-ใจแผ่นดินคืออะไร ชาวบ้านที่เป็นพี่น้องปกาเกอะญอของพวกเราต้องการอะไร วันนี้ดิฉันจะมาเล่าให้คุณฟังว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับอะไรบ้าง ดิฉันจะขอย้อนไปเล็กน้อยเพื่อให้ทุกคนเข้าใจพร้อมๆ กัน เมื่อต้นปี 2564 นี้ ปีที่ 25 ของการต่อสู้ ชาวบ้านบางส่วนตัดสินใจเดินทางกลับไปยังพื้นที่บางกลอยบน เนื่องจากปัญหาปากท้องที่ได้รับกระทบจากโรคระบาดโควิด 19 และการเกษตรที่ไม่ให้ผลผลิตใดๆ ซึ่งมีมาเป็นเวลานานแล้ว เจ้าหน้าที่สนธิกำลังไปที่บางกลอยบนเพื่อควบคุมตัวชาวบ้านและกวาดต้อนลงมาได้ทั้งหมด 85 คน มี 30 คนที่ต้องโทษหนัก ตามหมายจับข้อหา “บุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง กระทำการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไปจากเดิมแก่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562Continue reading “แถลงการณ์ขอให้รัฐไทยชะลอการดำเนินคดีกับชาวบางกลอย-ใจแผ่นดิน โดย เฌอเอม – ชญาธนุส ศรทัตต์ นักกิจกรรมส่งเสริมสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์”

สองแชะกับเสรีภาพในการสื่อสาร : ทัศนะทนายความต่อ คำชี้แจงของ กสทช. ในคดีตัดสัญญาณมือถือในพื้นที่จชต.

เรียบเรียงโดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จากกรณี เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้อง ซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อศาลปกครองกลาง กรณีถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  เนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนซิมการ์ดผ่านระบบตรวจสอบอัตลักษณ์ใบหน้าที่เรียกกันว่า “สองแชะ” ยังผลให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนในพื้นที่ที่ไม่ได้ลงทะเบียนตรวจสอบใบหน้าได้รับความเดือดร้อน เหตุสามารถไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือของตนได้ แม้จะเคยผ่านการลงทะเบียนซิมการ์ดโดยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และใช้งานซิมการ์ดมาเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ตาม ผู้ฟ้องคดีจึงถือว่า การเป็นการเลือกปฏิบัติเฉพาะกับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น โดยศาลปกครองกลางรับฟ้องคดีแล้วส่งสำเนาคำฟ้องให้ กสทช. ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นผลให้ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้ถูกฟ้อง ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐที่จัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม มีหนังสือชี้แจงต่อศาลปกครองกลางถึง ประกาศ กสทช. เรื่องการลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลงวันที่ 27 มีนาคม 2562 ว่าไม่ได้เป็นเหตุของการตัดสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ฟ้องคดีซึ่งเคยลงทะเบียนโดยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไว้แล้วแต่อย่างใด แต่การตัดสัญญาณในพื้นที่เกิดจาก กอ.รมน. ซึ่งไม่เกี่ยวกับContinue reading “สองแชะกับเสรีภาพในการสื่อสาร : ทัศนะทนายความต่อ คำชี้แจงของ กสทช. ในคดีตัดสัญญาณมือถือในพื้นที่จชต.”

เมื่อ พ.ร.บ.อุ้มต้องไม่หาย แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรในสังคมที่การบังคับสูญหายไม่เป็นความผิดทางอาญา

เรื่องโดย อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ แม้ปัจจุบันโลกจะเข้าสู่ยุคสมัยที่สังคมต่างให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นอิสรเสรี หลักการเรื่องสิทธิมนุษยชน อันประกอบด้วย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ผู้คนต่างหยิบยกมาพูดถึงและถกเถียงกันมากขึ้นถึงขอบเขตและความจำเป็นในการใช้ชีวิตร่วมกันของสังคมมนุษย์นับแต่นี้ หากแต่ในสังคมไทย การนำหลักการสิทธิมนุษยชนมาปรับใช้ในการกำหนดขอบเขตทางกฎหมายและนโยบายรัฐยังคงมีลักษณะคลุมเครือและยังไม่เห็นเป็นภาพชัดว่า รัฐไทยได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองรัฐทุกคนควรได้รับตามระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากปัจจุบันยังปรากฏพบว่า สถานการณ์การละเมิดสิทธิ เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยชนอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่อาศัยอำนาจตามกฎหมาย และอำนาจนอกเหนือกฎหมาย ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดการกระทำที่ร้ายแรงและไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย อาทิเช่น การซ้อมทรมานในพื้นที่ปิดต่างๆ อย่างห้องสอบสวน ค่ายทหาร หรือแม้แต่การบังคับสูญหายก็ตาม ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย จึงเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดกรอบเกณฑ์ในการป้องกันการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย รวมทั้งทำให้การซ้อมทรมานและบังคับสูญหายกลายเป็นความผิดทางอาญาที่สามารถฟ้องร้องดำเนินการทางกฎหมายโดยไม่มีอายุความ แม้ว่าล่าสุด เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 คณะกรรมธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้มีมติส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและนำไปสู่ขั้นตอนกระบวนการออกกฎหมายต่อไป แต่จนขณะนี้ก็เป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้วที่กฎหมายฉบับดังกล่าวยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในสมัยประชุมสภาครั้งใดเลย เสวนา “พ.ร.บ.อุ้มต้องไม่หาย สถานการณ์ร่างพ.ร.บ.ล่าสุดในสภา” จัดขึ้น เพื่อรายงานสถานการณ์ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ในรัฐสภาว่ามีความคืบหน้าไปมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งทบทวนความจำอีกครั้งว่า หากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านมติที่ประชุมสภา จะเกิดผลเสียอย่างไรต่อสังคมบ้าง โดยเสวนาดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคมContinue reading “เมื่อ พ.ร.บ.อุ้มต้องไม่หาย แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรในสังคมที่การบังคับสูญหายไม่เป็นความผิดทางอาญา”

Outsight In: ปิดภาพจำ เปิดภาพจริงพื้นที่ชายแดนใต้ 5 วัน กับ ‘น้องก้อย’ นักศึกษาฝึกงานจาก มศว

เรื่องโดย ทิพาพร สนั่นเมือง พื้นที่สีแดง เหตุระเบิด และเหตุการณ์ปล้นฆ่า… หลายคำนำเสนอผ่านหน้าจอสื่อ นำไปสู่คำตีตราว่า โจรใต้ และสารพัดคำต่าง ๆ นานา ที่ผู้คนมากมายรอบตัวของ ‘ก้อย’ ต่างจำกัดความเพื่อต้องการสื่อว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่เสี่ยง ไม่ควรย่างกรายเข้าไป ทำให้หลายคนไม่กล้าเดินเข้ามาสัมผัสว่า แท้ที่จริงแล้วพื้นที่นี้เป็นอย่างที่เขาว่ากันไว้หรือไม่ แต่แล้ววันหนึ่ง ก้อย ก็ได้รับโอกาสให้ไปเยือนพื้นที่แห่งนี้ ภายหลังที่ได้รู้จักและเข้ามาฝึกงานกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) พี่ ๆ ได้หยิบยื่นทริปการเดินทางท่องวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 20-24 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา การเดินทางระยะเวลากว่า 5 วัน อันเป็นโอกาสที่จะได้ไปสัมผัสยังชายแดนใต้เป็นครั้งแรก เพื่อทบทวนภาพที่ก้อยเคยจำตลอดมาว่า พื้นที่ตรงนี้อันตรายอย่างที่เขาว่าจริงหรือเปล่า วันแรก 20 มีนาคม 2564 การเดินทางของพวกเราเริ่มต้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ สู่ยังสนามบินหาดใหญ่ สงขลา มาตรการตรวจคัดกรองบุคคลเพื่อป้องการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ยังคงเป็นที่เข้มงวด เนื่องจากเพิ่งมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มาจากพื้นที่บางแค กรุงเทพฯ แต่จนแล้วจนรอดเราก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยดี จนกระทั่งลงจากเครื่อง เราก็ได้พบกับแบ (พี่ชาย)Continue reading “Outsight In: ปิดภาพจำ เปิดภาพจริงพื้นที่ชายแดนใต้ 5 วัน กับ ‘น้องก้อย’ นักศึกษาฝึกงานจาก มศว”