สิทธิเด็กในการชุมนุมโดยสงบ โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต มันตาภรณ์อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เรียบเรียงโดย ณฐพร ส่งสวัสดิ์ อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สิทธิในการชุมนุมของเด็กและเยาวชน การมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนในการชุมนุมไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ และเด็กมีสิทธิในการชุมนุมไม่ต่างจากประชาชนกลุ่มอื่น ๆ โดยมีรัฐธรรมนูญไทย กฎหมายการคุ้มครองเด็ก และข้อตกลงระหว่างประเทศที่รับรองสิทธินี้อยู่ นั่นคือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) มาตรา 12, 13, 15 ว่าด้วยการรวมกลุ่มโดยสันติ โดยต้องมีขอบเขต เช่น การชุมนุมต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบ เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย สิทธิในการแสดงออกและรวมกลุ่มนี้ไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด และถูกจำกัดได้ อย่างไรก็ตาม การที่รัฐจะจำกัดสิทธิในการชุมนุมนั้นจะต้องมีหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์พื้นฐาน 3 ประการ คือ หลักกฎหมาย (Legality) หลักความจำเป็น (Necessity) และหลักความได้สัดส่วน (Proportionality) กล่าวคือ รัฐต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการจำกัดสิทธิในการชุมนุมนั้นชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามอำเภอใจและมีความสมเหตุสมผล เป็นการใช้อำนาจเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันภัยร้ายแรงที่กำลังจะเกิดขึ้น และได้สัดส่วนกับสิ่งที่เป็นภัย เพื่อผลประโยชน์ในด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ก็ยังมีหลักเกณฑ์อื่น ๆ ที่ควรปฏิบัติตามอีก เช่น หลักความชอบธรรม หรือหลักความเป็นสากล โดยต้องคำนึงถึงว่า รัฐไม่ใช่ผู้ที่ “ให้สิทธิ” แต่เป็นผู้ที่มีหน้าที่ “ประกันสิทธิ”Continue reading สิทธิเด็กในการชุมนุมโดยสงบ โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต มันตาภรณ์อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

องค์กรสิทธิระหว่างประเทศ ICJ – Amnesty เปิดข้อเสนอที่ควรบรรจุ ในร่าง พรบ.ทรมาน-อุ้มหาย ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. … ได้ผ่านการรับรองในวาระที่ 1 การรับหลักการร่างกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวนี้ อยู่ในระหว่างการพิจารณา ทบทวน และแก้ไขข้อบัญญัติรายมาตรา โดยคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. … ซึ่งมีการเริ่มประชุมครั้งแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา โดย ณ ที่ประชุม มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ฉบับรัฐบาล ที่ร่างโดยกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นร่างกฎหมายหลักที่ใช้พิจารณาในขณะนี้ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยหลายจุดที่คลาดเคลื่อนไปจากหลักการกฎหมาย อนุสัญญาระหว่างประเทศ และพันธกรณีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะในส่วนของ นิยามของคำว่า การทรมาน และการบังคับบุคคลให้สูญหาย หลักการเรื่องการเยียวยาผู้เสียหาย และครอบครัว คู่สมรสของผู้เสียหาย หรือแม้แต่รายละเอียดของการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี ที่ขาดหายไป ซึ่งเป็นหนึ่งในรายละเอียดที่สำคัญในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีContinue reading “องค์กรสิทธิระหว่างประเทศ ICJ – Amnesty เปิดข้อเสนอที่ควรบรรจุ ในร่าง พรบ.ทรมาน-อุ้มหาย ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ”

นักศึกษาป.โท มมส. จัดทำบทความวารสารสังคม “การบังคับให้สูญหายโดยรัฐกรณีของประเทศไทย ปี 2530-2560”

เป็นที่ทราบกันดีว่า การบังคับให้บุคคลสูญหายไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงในหลายประเทศอีกด้วย โดยมติที่ประชุมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญ (CED) ภายใต้องค์กรสหประชาชาติ (UN) ต่างมีรายละเอียดพ้องต้องกันว่า การกระทำให้บุคคลสูญหายถือเป็นอาชญากรรมขั้นร้ายแรง และจำเป็นจะต้องถูกบัญญัติเป็นกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อาชญากรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก แต่จนถึงขณะนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่ได้มีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่อให้ความผิดทั้งสองข้อหานรี้เป็นความผิดอาญาที่ต้องนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ แม้ว่ากฎหมายอนุวัติการฉบับดังกล่าวนี้ จะมิมติรับหลักการ และมีคำสั่งให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. … เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา แต่กระบวนการพิจารณากฎหมายรายมาตราที่ล่าช้าทำให้มีข้อกังวลอย่างมากว่า กรณีการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายอาจยังสามารถเกิดขึ้นได้ในระหว่างนี้ โดยบทความ “การบังคับให้สูญหายโดยรัฐกรณีของประเทศไทย ปี 2530-2560” เป็นบทความวิจัยจากวารสารสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏสารคาม โดย รัฐศาสตร์ มูลมาตร นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการเมืองการปกครอง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และณัฐกานต์ อัครพงศ์พิศักดิ์ อาจารย์ที่ปรึกษา จะมานำเสนอผลจากการศึกษาวิจัยกรณีการบังคับให้บุคคลสูญหายโดยรัฐในประเทศไทย ระยะเวลาปี 2530-2560 การบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทย ถูกแบ่งเงื่อนไขออกเป็น 2 ประการ ดังนี้ 1. สาเหตุของการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขด้านบุคคลพบว่า การที่บุคคลเป็นแกนนําในการเคลื่อนไหวทางการเมือง การมีความคิดเห็นต่างทางการเมือง และการออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบContinue reading “นักศึกษาป.โท มมส. จัดทำบทความวารสารสังคม “การบังคับให้สูญหายโดยรัฐกรณีของประเทศไทย ปี 2530-2560””

บันทึกเสวนาทาง Clubhouse วันที่ 13 ก.ย. 64 เวลา 19.00 น.“จับตา 15 กันยานี้! พ.ร.บ. อุ้มต้องไม่หาย กฎหมายต้องมี!”

เขียนและเรียบเรียงโดย รสา เต่าแก้ว/ณฐพร ส่งสวัสดิ์ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม หลาย ๆ คนคงได้รับทราบสถานการณ์ [เกี่ยวกับการอุ้มหายและซ้อมทรมาน] ในสังคมไทยผ่านทางทั้งข่าวและรายงานสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติบ้างแล้ว ประเทศไทยได้ส่งสถิติ [เกี่ยวกับการอุ้มหายและซ้อมทรมาน] ไปให้กับองค์การสหประชาชาติ ในการรายงานสิทธิมนุษยชนในเรื่องของอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องการต่อต้านการทรมานและบังคับให้สูญหาย ซึ่งประเทศไทยได้รายงานในครั้งแรกเมื่อปี 2556 หรือ 6 ปีหลังจากประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน รายงานจำนวนมากเป็นรายงานกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากมีองค์กรสิทธิมนุษยชนเข้าไปรับเรื่องร้องเรียนในพื้นที่ดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ เพียงแต่อาจจะไม่มีรายงานออกไป เนื่องจากมีกลไกที่ยากลำบาก [ในการที่ผู้เสียหายจะได้รับความเป็นธรรม] เช่น กรณี [โจ้ถุงดำ] ที่นครสวรรค์ หากไม่มีคลิปวีดีโอเผยแพร่ออกมา ผู้ปกครองของมาวินก็น่าจะบอกว่าไม่ติดใจ เหมือนเคยพูดก่อนที่จะมีคลิปออกมา ซึ่งกรณีส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเช่นนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากการทรมานไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลเอาไว้ การละเมิดลักษณะในนี้ เช่น การจับกุม ควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายยาเสพติด  กฎอัยการศึก หรือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่างมีขั้นตอนที่ทำให้ชาวบ้านเสี่ยงกับการทรมาน การควบคุมตัวโดยมิชอบ และอาจนำไปสู่การพลาดพลั้งทำให้เสียชีวิต ซึ่งก็จะมีการซ่อนและทำลายศพตามมา กรณรซ้อมทรมานและอุ้มหาย ส่วนใหญ่มักเกิดกับนักกิจกรรม ผู้เห็นต่าง ผู้ลี้ภัยทางการเมืองออกจากประเทศไทยContinue reading บันทึกเสวนาทาง Clubhouse วันที่ 13 ก.ย. 64 เวลา 19.00 น.“จับตา 15 กันยานี้! พ.ร.บ. อุ้มต้องไม่หาย กฎหมายต้องมี!”

Powerful Simplicity: ความเรียบง่ายที่ไม่เคยธรรมดาของเหยื่ออยุติธรรมในหนังสือเรื่อง “เมื่อผมถูกทรมาน… ผมจึงมาตามหาความยุติธรรม”

เขียนโดย ณฐพร ส่งสวัสดิ์ อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน รุ่นที่ 16 “…พ.ต.ต.หนุ่ม เอาถุงพลาสติกมาครอบหัวผม และรวบปากถุงบริเวณต้นคอเพื่อให้ผมหายใจไม่ออก ผมจึงพยายามดิ้นและกัดถุงพลาสติกที่ครอบศีรษะออกเพื่อให้มีอากาศหายใจ เมื่อเห็นเช่นนั้น พ.ต.ต.หนุ่ม จึงได้เอาถุงพลาสติกที่ครอบหัวผมออก พร้อมกับถามด้วยประโยคเดิมว่า “มึงจะรับสารภาพได้รึยัง” (อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ, 2564, หน้า 12) คำบอกเล่าที่เรียบง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยเนื้อหาที่โหดร้ายและคุ้นหูคนไทยอย่างไม่น่าให้อภัยนี้ คัดมาจากเพียงเสี้ยวส่วนหนึ่งของบันทึกเส้นทางการต่อสู้ของครอบครัวชื่นจิตร ในหนังสือเรื่อง “เมื่อผมถูกทรมาน… ผมจึงมาตามหาความยุติธรรม” ซึ่งคุณอิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เรียบเรียงขึ้นจากถ้อยความของเหยื่อและผู้เกี่ยวข้องในขบวนต่อสู้ รวมถึงข้อเท็จจริงในคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เด็กม.6 ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของตนเองมาเป็นเวลานานกว่า 12 ปีแล้ว           ในแวบแรกที่ได้เห็น บทบรรยายเหตุการณ์และชื่อเรื่องของหนังสือเล่มนี้คงดูซื่อ ๆ ทื่อ ๆ และถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมาเสียจนน่าประหลาดใจ แต่หากได้ดำดิ่งลงไปกับหนังสือเล่มนี้แล้ว จะได้พบว่า สิ่งเหล่านี้แทบจะเป็นสิ่งเดียวที่คุณอยากจะยึดเหนี่ยวเอาไว้ในความเรียบง่ายไร้เล่ห์เหลี่ยมและสมเหตุสมผลของมัน ท่ามกลางความบิดเบี้ยวไร้ก้นบึ้งของกระบวนการยุติธรรมที่ผู้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐไทยบางคนกระทำย่ำยีต้องเผชิญ จนกลายเป็นว่า ชื่อเรื่องและบทบรรยายที่ซื่อตรงจนเกือบจะดูแห้งแล้งในตอนแรก กลับเป็นเสมือนการประกาศกร้าวอย่างทรงพลังของภาคประชาชน ว่าจะต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรมไทยอันคดงอที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา สง่าผ่าเผยContinue reading Powerful Simplicity: ความเรียบง่ายที่ไม่เคยธรรมดาของเหยื่ออยุติธรรมในหนังสือเรื่อง “เมื่อผมถูกทรมาน… ผมจึงมาตามหาความยุติธรรม”