ขบวนการ “ผู้หญิง” เพื่อความจริงและความเป็นธรรมในกรณีบังคับสูญหาย

ในรัฐเผด็จการหรืออำนาจนิยมที่การตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ถือเป็นภัยคุกคามที่สั่นคลอนอำนาจของรัฐ ผู้ที่เห็นต่างจะต้องถูกกำจัด ขณะที่สังคมโดยรวมจะต้องปิดปากเงียบ ผ่านการดำเนินคดีปิดปาก หรือการจับกุมควบคุมตัวผู้ที่เห็นต่างหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ซึ่งมักจะนำไปสู่การทรมานและการบังคับสูญหาย ที่ไม่เพียงแต่เป็นการกำจัดศัตรูของรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวขึ้นในสังคม ไม่ให้ประชาชนลุกขึ้นมาตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐ

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่ตกเป็นเป้าของการทรมานและการบังคับสูญหายส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย โดยมักจะเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวของประชาชน นักกิจกรรม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ชุมนุมทางการเมือง สื่อมวลชน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ ที่กลายเป็นเป้าหมายเนื่องจากอคติของรัฐ เช่น กรณีการบังคับสูญหายหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนาของชาวมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี 2497, กรณีการบังคับสูญหายทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานในช่วงหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) เมื่อปี 2534, กรณีการบังคับสูญหายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านบางกลอย จ. เพชรบุรี หรือกรณีการบังคับสูญหายผู้ลี้ภัยทางการเมืองหลายรายในช่วงหลังการรัฐประหารโดย คสช. 

การบังคับสูญหายบุคคลเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสิทธิในการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของผู้สูญหายเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างออกไปต่อครอบครัวของผู้สูญหาย ที่ต้องสูญเสียเสาหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว รวมถึงส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ที่อยู่ข้างหลังอย่างรุนแรง เนื่องจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักโดยไม่อาจทราบชะตากรรมว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่สูญหาย พวกเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร และใครคือผู้ที่พรากพ่อ สามี หรือลูกชายของหลายครอบครัวไป เกิดเป็นความสูญเสียอันคลุมเครือ ซึ่งทำให้สมาชิกในครอบครัวไม่อาจดำเนินชีวิตต่อไปตามปกติได้

เมื่อสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้ชายถูกบังคับสูญหาย ผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นแม่ ภรรยา และพี่สาวหรือน้องสาวของผู้สูญหายมักจะรับหน้าที่ในการดูแลครอบครัว และเป็นกำลังหลักในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่สูญหายจากน้ำมือของรัฐ ในหลายประเทศที่มีการบังคับสูญหายอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้มีผู้เสียหายจำนวนมาก ผู้หญิงในครอบครัวของผู้สูญหายได้รวมตัวกันเป็นขบวนการเคลื่อนไหว ที่แม้ไม่ใหญ่โต แต่ก็ทรงพลังมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ขบวนการแม่แห่งจัตุรัสเดมาโย (Mothers of Plaza de Mayo)

ขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในกรณีบังคับสูญหายที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการเคลื่อนไหวของผู้หญิงในกรณีบังคับสูญหายในพื้นที่อื่นๆ คือ “ขบวนการแม่แห่งจัตุรัสเดมาโย” (Mothers of Plaza de Mayo) ในอาร์เจนตินา ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มแม่ของผู้ที่สูญหายในช่วงการปกครองของเผด็จการทหาร ที่รู้จักกันในชื่อ “กระบวนการปรับโครงสร้างแห่งชาติ” (National Reorganization Process) ในช่วงปี 1976 – 1983 โดยเฉพาะในช่วงสงครามสกปรก (Dirty War) ที่กองกำลังความมั่นคงแห่งรัฐของอาร์เจนตินาได้ลักพาตัว ทรมาน และฆาตกรรมอย่างเป็นระบบต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง นักศึกษา ผู้นำสหภาพ และสื่อมวลชน รวมประมาณ 30,000 คน

ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ในเดือนเมษายน 1977 แม่ของผู้สูญหายกว่า 10 คน ได้รวมตัวกันที่จัตุรัสเดมาโย ซึ่งตั้งอยู่กลางกรุงบัวโนสไอเรส และอยู่ด้านหน้าบ้านพักของประธานาธิบดี แต่เนื่องจากกฎของรัฐในขณะนั้นห้ามไม่ให้กลุ่มคนยืนรวมตัวกัน เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้พวกเธอ “เดินไปเรื่อยๆ” ดังนั้น กลุ่มแม่เหล่านี้จึงคล้องแขนกันและเริ่มเดินช้าๆ ไปรอบๆ อนุสาวรีย์ซึ่งตั้งอยู่กลางจัตุรัส นอกจากนี้ ปฏิบัติการสำคัญที่กลายเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของเหล่าแม่ของผู้สูญหาย คือการที่กลุ่มแม่แห่งจัตุรัสเดมาโยโพกผ้าคลุมศีรษะสีขาวที่ทำจากผ้าอ้อม เพื่อระลึกถึงลูกๆ ของพวกเธอ รวมทั้งแขวนรูปลูกๆ ที่หายตัวไปไว้ที่คอ พร้อมเรียกร้องให้รัฐส่งตัวลูกของพวกเธอคืนมาในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ (Aparición con vida)

ขบวนการแม่แห่งจัตุรัสเดมาโยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การบังคับสูญหายในอาร์เจนตินาถูกเปิดโปงในระดับโลก โดยในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี ​1978 ที่อาร์เจนตินาเป็นเจ้าภาพ สื่อมวลชนนานาชาติได้เดินทางไปทำข่าวการแข่งขันฟุตบอล และนักข่าวจากเนเธอร์แลนด์ได้สัมภาษณ์กลุ่มแม่แห่งจัตุรัสเดมาโย ส่งผลให้ขบวนการของแม่ผู้สูญหายนี้กลายเป็นที่รู้จัก และมีการเผยแพร่ข่าวเรื่องการบังคับสูญหายโดยรัฐของอาร์เจนตินาออกไปทั่วโลก

นอกจากนี้ ในเดือนตุลาคม 1977 มีการจัดตั้ง “กลุ่มย่ายายแห่งจัตุรัสเดมาโย” (Grandmothers of Plaza de Mayo) เพื่อติดตามหาตัวเด็กที่เกิดจากหญิงที่ตั้งครรภ์ขณะถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์ควบคุมตัวลับ โดยทารกเหล่านี้มักจะถูกยกให้หรือขายให้กับครอบครัวของทหารโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กลุ่มย่ายายนี้ได้ใช้เทคนิคการพิสูจน์ดีเอ็นเอ และระบุอัตลักษณ์ของหลานๆ ที่หายตัวไปได้สำเร็จกว่า 130 คน 

นอกจากนี้ การบันทึกข้อมูลของกลุ่มย่ายายแห่งจัตุรัสเดมาโยยังกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาคดีของคณะรัฐประหารในปี 1985 รวมทั้งคดีอื่นๆ ที่ตามมา และส่งผลให้ผู้บังคับบัญชาทางทหารหลายคนมีความผิดฐานอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการรณรงค์ของกลุ่มย่ายายแห่งจัตุรัสเดมาโยยังเป็นส่วนหนึ่งในการร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (UN International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance – ICPPED) อีกด้วย

กลุ่ม Co-Madres

ในปี 1977 ขบวนการของแม่ที่ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้ถูกบังคับสูญหายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอาร์เจนตินาเท่านั้น เพราะในปีเดียวกันนี้ ได้มีการก่อตั้ง “คณะกรรมการแม่และญาติของผู้ต้องขัง ผู้สูญหาย และผู้ที่ถูกฆาตกรรมทางการเมืองแห่งเอลซัลวาดอร์” (Committee of Mothers and Relatives of Prisoners, Disappeared, and Politically Murdered of El Salvador) หรือที่รู้จักกันในชื่อกลุ่ม Co-Madres โดยได้รับการสนับสนุนจากงอาร์คบิชอป ออสการ์ โรเมโร ในช่วงสงครามกลางเมืองซัลวาดอร์

นอกจากการแต่งกายด้วยชุดสีดำ โพกผ้าสีขาวที่ศีรษะ และออกมาชุมนุมในพื้นที่สาธารณะเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองแล้ว กลุ่ม Co-Madres ยังได้ตั้งสำนักงานเพื่อจัดทำแผ่นพับเผยแพร่ รวมทั้งบันทึกข้อมูลผู้สูญหายนับพันคน แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการถูกลอบสังหารและการวางระเบิดสำนักงานก็ตาม จนกระทั่งในปี 1992 กลุ่ม Co-Madres ได้รับรางวัล Thorolf Rafto Human Rights

กลุ่มแม่แห่งเทียนอันเหมิน (The Tiananmen Mothers)

“กลุ่มแม่แห่งเทียนอันเหมิน” (The Tiananmen Mothers) เป็นองค์กรภาคประชาสังคมในประเทศจีน ที่ก่อตั้งโดยแม่ พ่อ และภรรยาของผู้ที่ถูกสังหารหรือสูญหายในระหว่างการสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในวันที่ 3 – 4 มิถุนายน 1989 โดยเป็นการเคลื่อนไหวในทางลับภายใต้การสอดส่องและคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งแตกต่างจากขบวนการแม่ในลาตินอเมริกาหรือในยุโรป ที่สามารถปฏิบัติการในพื้นที่สาธารณะได้

ในขณะที่การกล่าวถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นเรื่องต้องห้าม กลุ่มแม่แห่งเทียนอันเหมินได้แอบพบปะกันเพื่อรวบรวมถ้อยคำของประจักษ์พยานในวันเกิดเหตุ และสร้างฐานข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายจากเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ โดยปัจจุบัน ตัวเลขของผู้เสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนั้นที่บันทึกได้อยู่ที่ 200 คน

กลุ่มแม่แห่งเทียนอันเหมินยึดหลักการ 3 ประการ ได้แก่ “ความจริง” หมายถึงสิทธิในการเข้าถึงการสอบสวนกรณีสังหารหมู่เทียนอันเหมินอย่างสมบูรณ์ เป็นอิสระ และโปร่งใส รวมถึงการเผยแพร่ชื่อของผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย “ความรับผิดรับชอบ” หมายถึงการขอโทษอย่างเป็นทางการโดยรัฐ การดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรับผิดชอบในการสังหารหมู่ และการยุติการดำเนินคดีทางการเมืองต่อครอบครัวผู้เสียหาย และ “การชดเชยเยียวยา” ซึ่งรัฐต้องจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย

ท่ามกลางความพยายามของรัฐในการลบประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน การบันทึกข้อมูลระดับปฐมภูมิโดยครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายได้กลายเป็นจดหมายเหตุชั้นต้นของความจริงที่เกิดขึ้น และแม้ว่าแกนนำของกลุ่มจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่สมาชิกครอบครัวในรุ่นหลังได้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกที่ส่งให้รัฐบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอำนาจรัฐไม่อาจปิดกั้นความทรงจำร่วมของประชาชนได้

ขบวนการ Saturday Mothers 

หลังจากการรัฐประหารในปี 1980 และการประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีในช่วงทศวรรษ 1990 กองกำลังความมั่นคงของตุรกี หน่วยข่าวกรอง และกองกำลังกึ่งทหารที่สนับสนุนโดยรัฐได้กระทำการลักพาตัวประชาชนอย่างเป็นระบบ โดยองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่งคาดการณ์ว่าในช่วงเวลานั้นน่าจะมีผู้ถูกบังคับสูญหายอย่างน้อย 1,350 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวเคิร์ด นักกิจกรรมทางการเมืองฝ่ายซ้าย สมาชิกสหภาพ และสื่อมวลชน จนกระทั่งใน วันที่ 21 มีนาคม 1995 ฮาซาน โอชัค ครูและนักกิจกรรมวัย 30 ปี ถูกจับกุมตัวในกรุงอิสตันบูล และหายตัวไป ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธว่าไม่ได้ควบคุมตัวนักกิจกรรมผู้นี้

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่แม่ของฮาซานติดตามค้นหาตัวลูกชายนานถึง 55 วัน ร่างไร้วิญญาณของฮาซานก็ถูกพบในสภาพที่ไม่อาจระบุตัวตนได้ และมีร่องรอยการถูกทรมานอย่างรุนแรง ครอบครัวของฮาซานและองค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Association (İHD) จึงปฏิญาณว่าจะต้องไม่มีครอบครัวใดต้องทนทุกข์อยู่ในความเงียบอีกต่อไป โดยเริ่มพิธีระลึกถึงผู้เสียชีวิตครั้งแรกในช่วงเที่ยงวันที่ 27 พฤษภาคม 1995 ณ จัตุรัสกาลาตาซาราย ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางกรุงอิสตันบูลที่เต็มไปด้วยคนเดินเท้า โดยผู้ชุมนุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแม่และย่ายายของผู้สูญหาย จะนั่งล้อมวงกันเงียบๆ บนทางเท้า พร้อมถือภาพของผู้สูญหายและดอกคาร์เนชันสีแดง จากนั้น ในแต่ละสัปดาห์จะมีตัวแทนครอบครัวผู้สูญหายหรือนักกิจกรรมมาอ่านแถลงการณ์เกี่ยวกับรายละเอียดของผู้สูญหายแต่ละคน ก่อนที่จะกลับไปนั่งเงียบๆ

ข้อเรียกร้องของกลุ่ม Saturday Mothers ได้แก่ การเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยชะตากรรมและที่อยู่ของผู้สูญหาย, การยกเลิกอายุความในคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งจะช่วยให้สามารถดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ผู้บัญชาการตำรวจ และนักการเมืองที่มีส่วนในการสั่งให้ลักพาตัวพลเรือน และเรียกร้องให้รัฐบาลตุรกีให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหาย (ICPPED)

แม้ว่าจะเป็นการชุมนุมโดยสันติ แต่กลุ่ม Saturday Mothers ก็มักจะต้องเผชิญกับการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งการใช้แก๊สน้ำตา การฉีดน้ำ การควบคุมตัวโดยพลการ และการยัดข้อหา ส่งผลให้การชุมนุมต้องหยุดชะงักในช่วงปี ​1999–2009 และกลับมามีการชุมนุมอีกครั้งในปี 2009 และในปี 2022 และ 2023 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาให้การห้ามการชุมนุมที่จัตุรัสกาลาตาซารายเป็นการละเมิดสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ

กลุ่ม Saturday Mothers สะท้อนให้เห็นความยืดหยุ่นของขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนระดับรากหญ้า การจัดพิธีระลึกถึงผู้สูญหายทุกสัปดาห์นานกว่า 3 ทศวรรษ จนกระทั่งได้ชื่อว่าเป็นขบวนการประท้วงอย่างสงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ตุรกี ได้เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของผู้ชุมนุม จากกลุ่มแม่ผู้โศกเศร้าให้เป็นความตระหนักถึงจริยธรรมขั้นพื้นฐานของภาคประชาสังคมในตุรกี ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าครอบครัวสามารถเก็บรักษาความทรงจำและความรับผิดรับชอบไว้ได้ แม้จะอยู่ภายใต้การปิดกั้นของรัฐก็ตาม

กลุ่มสตรีชุดขาว (Damas de Blanco) 

การสลายการชุมนุมและจับกุมคุมขังสื่อมวลชน, นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และบรรณารักษ์ จำนวน 75 คน โดยรัฐบาลคิวบา ในเหตุการณ์ “Black Spring” ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2003 นำไปสู่การจัดตั้ง “กลุ่มสตรีชุดขาว” (Damas de Blanco) ที่เป็นการรวมตัวกันของแม่และภรรยาของผู้สูญหายและนักโทษการเมืองทุกสัปดาห์ โดยสตรีเหล่านี้จะเข้าร่วมพิธีมิสซาทุกวันอาทิตย์ และสวมชุดขาวล้วน เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงสันติภาพ และถือดอกกลาดิโอลัสเดินขบวนอย่างเงียบๆ ไปตามถนนในกรุงฮาวานา แม้รัฐบาลคิวบาจะกำหนดให้การชุมนุมประท้วงในพื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องต้องห้ามและมีการสลายการชุมนุมอย่างเป็นระบบ 

การชุมนุมของกลุ่มสตรีชุดขาวดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องนานถึง 7 ปี แม้จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทุบตี ข่มขู่ และจับกุม จนกระทั่งในช่วงปี 2010 – 2011 แรงกดดันของกลุ่มสตรีชุดขาว บวกกับศาสนจักร และองค์กรระหว่างประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลของราอูล คาสโตร ยอมปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมือง จำนวน 75 คน นอกจากนี้ การเดินขบวนของกลุ่มสตรีชุดขาวยังส่งผลให้นานาชาติได้ทราบข่าวเกี่ยวกับผู้ต้องขังทางการเมือง ในปี 2005 สภายุโรปได้มอบรางวัล Sakharov Prize for Freedom of Thought ให้ขบวนการสตรีชุดขาว ซึ่งเป็นรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญของยุโรป

แม้ว่ารัฐบาลคิวบาจะห้ามไม่ให้กลุ่มสตรีชุดขาวเดินทางไปรับรางวัลได้ แต่ทางผู้มอบรางวัลก็ได้ให้เกราะป้องกันโดยการมองเห็นจากนานาชาติ ทำให้การปราบปรามหรือคุมขังนักกิจกรรมเหล่านี้เป็นไปได้ยาก

จากเดิมที่กลุ่มสตรีชุดขาวก่อตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวญาติที่เป็นผู้ชาย แต่หลังจากปี 2011 กลุ่มนี้ได้พัฒนาไปสู่ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออก การปฏิรูปด้านประชาธิปไตย และการปล่อยตัวนักโทษการเมืองในคิวบา ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกิจกรรมรุ่นหลังในคิวบา

เมื่อผู้หญิงลุกขึ้นสู้กับอำนาจรัฐเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

นอกจากการใช้กำลังทางอาวุธและกฎหมายในการปราบปรามประชาชน อีกหนึ่งเครื่องมือที่รัฐบาลอำนาจนิยมใช้คืออำนาจทางวัฒนธรรม ที่มักจะสนับสนุนคุณค่าอนุรักษ์นิยมตามขนบ โดยวางบทบาทของผู้หญิงให้เป็นช้างเท้าหลัง เป็นแม่ผู้ปกป้องดูแลครอบครัว อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของผู้หญิงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่สมาชิกในครอบครัวที่สูญหายจากความรุนแรงโดยรัฐได้คัดง้างกับมายาคติทางวัฒนธรรมที่รัฐสร้างขึ้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่สาธารณะของเหล่าแม่ถูกมองเห็นในสายตาของสาธารณชน และได้สร้างภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางศีลธรรมให้กับรัฐ เพราะหากเจ้าหน้าที่รัฐลงมือทุบตีหรือจับกุมแม่วัยกลางคนและย่ายายวัยชราที่ออกมาชุมนุมอย่างสงบ ก็อาจจะทำลายความชอบธรรมของรัฐในสายตาประชาชนทั่วไปและผู้สังเกตการณ์จากนานาชาติ

อีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนอย่างเด่นชัดในการเคลื่อนไหวของแม่ของผู้สูญหาย คือ “การปฏิเสธการตาย” โดยการเรียกร้องให้คืนบุคคลอันเป็นที่รักขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือผลักดันให้มีการขุดศพขึ้นมาพิสูจน์ ในอาร์เจนตินาและตุรกี แม่หลายคนปฏิเสธที่จะให้รัฐบาลออกใบมรณบัตร หรือจ่ายเงินชดเชยเยียวยาโดยไม่มีความรับผิดรับชอบ และมองว่าการยอมรับเงินเยียวยาหรือใบมรณบัตรโดยที่ยังไม่พบศพถือเป็นการสมรู้ร่วมคิดในการปล่อยให้รัฐลอยนวลพ้นผิด

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่เป็นแม่ ภรรยา หรือย่ายาย ในประเด็นการบังคับสูญหายยังไม่ใช่แค่การประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ในบางกรณียังสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ เช่น กรณีของกลุ่มย่ายายแห่งจัตุรัสเดมาโย ที่เสนอให้มีการตรวจดีเอ็นเอของปู่ย่าตายาย นำไปสู่การพัฒนาดัชนีความเป็นปู่ย่าตายาย หรือดัชนีความเป็นญาติทางสายเลือดข้ามรุ่น (Grandpaternity Index) รวมทั้งช่วยให้ครอบครัวได้ค้นพบลูกหลานที่พลัดพรากไปจากความรุนแรงโดยรัฐ

และที่สำคัญการรณรงค์โดยกลุ่มสตรีเหล่านี้นำไปสู่การร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (UN International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance – ICPPED) ที่กำหนดให้การบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง จนกว่าจะมีการเปิดเผยชะตากรรมของผู้สูญหาย

ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของขบวนการพลังแม่

การเคลื่อนไหวของผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นแม่ ภรรยา พี่สาวน้องสาว และย่ายายของผู้สูญหายที่ประสบความสำเร็จในทางการเมืองไม่เพียงแต่อาศัยระยะเวลาและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของการเคลื่อนไหว จะพบว่ามีปัจจัยมากมายที่หลอมรวมกันและทำให้สตรีเหล่านี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้

ปัจจัยอย่างแรกที่ส่งผลให้ขบวนการพลังแม่เหล่านี้ประสบความสำเร็จ คือการเคลื่อนไหวอย่างเป็นกิจวัตรที่ต่อเนื่องและมั่นคง ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับการเดินขบวนครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว เพราะการทำกิจกรรมซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องได้ฝังตัวลงในความรับรู้ของสาธารณชน เช่น กลุ่มแม่แห่งจัตุรัสเดมาโย ที่ชุมนุมกันทุกวันพฤหัสบดี เวลา 15.30 น. ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่าทศวรรษ, กลุ่ม ​Saturday Mothers ในตุรกี ที่ชุมนุมกันทุกวันเสาร์ เวลา 12.00 น. ตั้งแต่ปี 1995 นอกจากนี้ การชุมนุมที่คาดเดาได้และเปิดเผยอย่างเห็นได้ชัดในที่สาธารณะ เช่น จัตุรัสกลางเมือง การทำให้สตรีเหล่านี้หายไปจะกลายเป็นที่สังเกตทันที ส่งผลให้รัฐต้องตอบสนองด้วยมาตรการเชิงป้องกัน แทนการใช้ความรุนแรงในที่สุด

ในสภาพแวดล้อมที่สัญลักษณ์ทางการเมืองของกลุ่มผู้เห็นต่างถูกห้ามไม่ให้แสดงออก การเคลื่อนไหวของแม่ๆ เหล่านี้เลือกใช้สัญลักษณ์ที่เรียบง่าย ลึกซึ้งทางอารมณ์ และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เช่น ผ้าโพกศีรษะสีขาว ที่เดิมทีทำมาจากผ้าอ้อมเด็ก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงลูกๆ ที่สูญหาย และสร้างสัญลักษณ์ร่วมที่เป็นสากล การติดภาพของผู้สูญหายไว้ที่หน้าอกข้างซ้าย ใกล้หัวใจ หรือห้อยคอไว้ ทำให้ภาพเหล่านั้นเผชิญหน้ากับสาธารณชนและเจ้าหน้าที่ และสะท้อนว่าผู้สูญหายมีตัวตน ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ หรือดอกกลาดิโอลัสที่กลุ่มสตรีชุดขาวในคิวบาใช้ เพื่อสื่อสารถึงสันติภาพและความตั้งใจที่ปราศจากความรุนแรง จึงอาจเรียกได้ว่า ยิ่งสัญลักษณ์นั้นเป็นที่รู้จักมาก ก็ยิ่งสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับขบวนการ

นอกจากนี้ ในขณะที่สื่อมวลชนในประเทศถูกเซ็นเซอร์หรือควบคุมโดยรัฐ ขบวนการเคลื่อนไหวที่ประสบความสำเร็จมักพึ่งพาสื่อต่างชาติ สถานทูต และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อใช้แรงกดดันจากภายนอก เช่นในการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 1978 ที่อาร์เจนตินา กลุ่มแม่ได้เข้าพบสื่อมวลชนสายกีฬาจากต่างประเทศ และเรียกร้องให้สื่อต่างชาติทำข่าวเกี่ยวกับการลักพาตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ นอกเหนือจากการแข่งขันฟุตบอล รวมทั้งสร้างเครือข่ายอย่างเป็นทางการกับองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งจะเปลี่ยนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับท้องถิ่นสู่การรับผิดทางการทูตระหว่างประเทศของผู้นำรัฐ

ความสำเร็จของขบวนการผู้หญิงที่เคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมในกรณีบังคับสูญหายยังมาจากการพัฒนาตัวเองจากการชุมนุมประท้วงสู่การเป็นสถาบันที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ เช่นกรณีของกลุ่มย่ายายแห่งจัตุรัสเดมาโย ที่สร้างความร่วมมือกับนักพันธุศาสตร์ เพื่อสร้างดัชนีดีเอ็นเอในการระบุตัวตนของเด็กที่สูญหาย หรือการจัดทำจดหมายเหตุทางกฎหมาย เช่น ขบวนการอย่างแม่แห่งเทียนอันเหมินของจีน หรือ Co-Madres ในเอลซัลวาดอร์ ที่ได้สร้างฐานข้อมูลหลักขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยหลักฐาน ชื่อ และคำให้การของพยาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น จะมีฐานข้อมูลทางกฎหมายในการดำเนินคดีผู้กระทำผิดรองรับอยู่อย่างแน่นอน รวมทั้งการสืบทอดเจตนารมณ์โดยคนรุ่นลูกและรุ่นหลาน ที่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงความโศกเศร้าของคนรุ่นหนึ่งให้เป็นขบวนการภาคประชาสังคมที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างถาวร

เหตุใดการเคลื่อนไหวของผู้หญิงในกรณีบังคับสูญหายจึงไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย

เช่นเดียวกับในจีน ลาตินอเมริกา และภูมิภาคอื่นๆ ประเทศไทยเองก็เกิดเหตุการณ์บังคับสูญหายกว่าร้อยกรณี ซึ่งผู้สูญหายส่วนใหญ่เป็นผู้ชายและมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่งผลให้หลายครอบครัวต้องสูญเสียหัวหน้าครอบครัว และมีผู้หญิงที่เป็นภรรยาของผู้สูญหายหลายคนได้ออกมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่สามีที่ถูกบังคับสูญหาย ไม่ว่าจะเป็นอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้, พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของพอละจี รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง และปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ลี้ภัยหลังการรัฐประหารโดย คสช. เมื่อปี 2557

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมของกลุ่มภรรยาผู้สูญหายในประเทศไทยกลับเป็นการเคลื่อนไหวในระดับปัจเจก ไม่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนภายใต้วัตถุประสงค์และเป้าหมายร่วมกันเหมือนกับกลุ่มสตรีในลาตินอเมริกา เนื่องจากปัจจัยด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคมการเมือง ด้านภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรม

ในแง่ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์และอุดมการณ์ที่แตกต่างกันของผู้สูญหาย เราพบว่า ในขณะที่ในประเทศอาร์เจนตินาหรือตุรกี การปราบปรามโดยรัฐมักพุ่งเป้าไปที่พื้นที่เมืองใดเมืองหนึ่งที่มีประชากรหนาแน่นและมีความสำคัญทางการเมือง เช่น กรุงบัวโนสไอเรส กรุงอิสตันบูล หรือกรุงอังการา ซึ่งเป็นเมืองหลวง ทว่าการบังคับสูญหายในประเทศไทยมักเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ที่มีความแตกต่างด้านภูมิศาสตร์ ชาติพันธุ์ และบริบททางการเมือง เช่น ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การบังคับสูญหายมักเกี่ยวโยงกับการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบและกฎอัยการศึก ส่วนบริเวณชายแดนภาคเหนือและภาคตะวันตก เป้าหมายส่วนใหญ่มักจะเป็นนักกิจกรรมด้านชาติพันธุ์และสิทธิในที่ดิน รวมทั้งปัญหายาเสพติดในท้องถิ่น ขณะที่การบังคับสูญหายผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ผู้สูญหายมักมีภูมิหลังทางสังคมการเมืองที่แตกต่างกัน รวมทั้งความแตกแยกในสังคมที่ร้าวลึกส่งผลให้การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวข้ามภูมิภาคเกิดขึ้นได้ยาก

อีกปัจจัยที่ทำให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้หญิงในกรณีบังคับสูญหายเกิดขึ้นได้ยากในประเทศไทย คือการตีตราทางสังคมและกำแพงทางเชื้อชาติและศาสนา โดยในประเทศไทย เจ้าหน้าที่รัฐมักจะสร้างเรื่องเล่าที่ตีตราผู้สูญหายว่าเป็นคนไม่ดี เช่น การกล่าวหาว่าผู้สูญหายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดนหรือเป็นผู้ก่อความไม่สงบ ส่วนผู้สูญหายในภาคเหนือและกลุ่มชาติพันธุ์มักจะถูกตีตราว่าเป็นผู้บุกรุกป่า ขณะที่ผู้สูญหายที่เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองถูกตีตราว่าเป็นพวกสุดโต่งหรือล้มเจ้า การตีตราเหล่านี้ส่งผลให้คนทั่วไปในสังคมมองว่าผู้สูญหายเป็นผู้กระทำความผิด นำไปสู่การลดทอนปัญหาให้เหลือเพียงการเป็นนักโทษหลบหนีคดี และการขาดความเห็นอกเห็นใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย

นอกจากนี้ ในประเทศไทย สมาชิกในครอบครัวของผู้สูญหายมักจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่รุนแรงจากรัฐ เช่น การฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยทางการและเจ้าหน้าที่รัฐมักจะใช้ข้อหาหมิ่นประมาทและกฎหมายความมั่นคงซ้ำๆ ในการปิดปากนักกิจกรรมหรือครอบครัวที่ลุกขึ้นมาส่งเสียงเรียกร้อง และกรณีของพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อำนาจทหาร เช่น สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่รัฐมักจะเข้าไปเยี่ยมบ้านของนักกิจกรรม จับตาดูการเคลื่อนไหว และใช้มาตรการกดดันทางจิตวิทยา ขณะเดียวกัน ครอบครัวของผู้สูญหายยังเกิดความหวาดกลัวว่าการชุมนุมสาธารณะอาจจะทำให้ลูกหลานหรือญาติของพวกเขาตกอยู่ในอันตรายจากเจ้าหน้าที่รัฐ

นอกจากนี้ แม้สังคมไทยจะได้ชื่อว่าให้ความสำคัญกับความเป็นแม่อย่างมาก แต่เนื่องจากพื้นที่ทางการเมืองที่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานความมั่นคง กองทัพ และกลุ่มอำนาจนำกษัตริย์นิยม-ชาตินิยมมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ผู้หญิงที่ประท้วงทางการมักจะไม่ได้รับการปกป้องในฐานะแม่ และมักจะถูกกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่เป็นแม่เหล่านี้ถูกแทรกแซงโดยบุคคลที่สามทางการเมืองหรือละเมิดระเบียบของสังคม อย่างกรณีของอังคณา นีละไพจิตร ที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้สามีที่ถูกบังคับสูญหาย และภายหลังได้เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนสำคัญของไทย แต่กลับถูกโจมตีอย่างหนักจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มีหน่วยงานความมั่นคงเป็นผู้สนับสนุน เพราะฉะนั้น การต่อสู้ของแม่ผู้สูญหายในสังคมไทยจึงมีต้นทุนที่สูงมาก

โปรดยืนเคียงข้างแม่ ภรรยา พี่สาวน้องสาว และย่ายายผู้สูญเสีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากการต่อสู้ของเหล่าแม่ๆ ในกรณีศึกษาทั้งหมด เราพบว่าความสำเร็จของขบวนการพลังแม่เหล่านี้ไม่ใช่การรับทราบความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของลูกๆ ที่ถูกบังคับสูญหาย หรือการเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดได้อย่างง่ายดาย แต่แม่ ภรรยา พี่สาวน้องสาว และย่ายายเหล่านี้กลับเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางอันยาวไกลในการสร้างความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ด้วยเครื่องมืออย่าง “ความทรงจำ” ผ่านการระลึกถึงผู้สูญหาย การบันทึกข้อมูล และไม่หยุดที่จะสื่อสารว่าผู้สูญหายทุกคนล้วนมีตัวตน 

ขณะเดียวกัน การชุมนุมในพื้นที่สาธารณะอย่างต่อเนื่องทำให้สังคมได้เป็นประจักษ์พยานแห่งความสูญเสีย รวมทั้งเป็นหูเป็นตาในการปกป้องคุ้มครองแม่ๆ เหล่านี้จากการคุกคามและละเมิดสิทธิโดยเจ้าหน้าที่รัฐ นั่นหมายความว่า แม้ผู้สูญหายจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับคนในสังคม และคนทั่วไปก็ไม่ได้มีพลังอำนาจในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่ทุกคนในสังคมล้วนมีบทบาทสำคัญในการปกป้องดูแลผู้เสียหายจากการบังคับสูญหาย เพราะฉะนั้น วิธีการที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับคนทั่วไป คือการยืนเคียงข้างแม่ ภรรยา พี่สาวน้องสาว และย่ายายของผู้สูญหาย ซึ่งพวกเขาไม่เพียงแต่ทนทุกข์ทรมานกับการสูญเสียที่ไม่อาจก้าวข้ามเท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องสิทธิของทุกคนในสังคมด้วย

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts