คืบหน้ากรณี “ลุงเปี๊ยก” ถูก จนท. ตำรวจปฏิบัติโหดร้าย-อุ้มหาย ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัดตรวจพยานหลักฐาน 15 ต.ค. 69

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 1 ภาค 2 นัดสอบคำให้การเจ้าพนักงานตำรวจ จำนวน 7  นาย ซึ่งเป็นจำเลยในกรณีปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งบังคับสูญหายนายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” ที่ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายนางบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ” จนเสียชีวิตเมื่อปี 2567 โดยจำเลยทั้งเจ็ดได้แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีและให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ในวันเดียวกันนี้ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายปัญญา  คงแสนคำ หรือลุงเปี๊ยก ในฐานะผู้เสียหายและทนายความผู้รับมอบอำนาจจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้าเป็นโจทก์ร่วมกันกับพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต   1 ภาค 2 ด้วย

คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 ที่มีผู้พบศพนางบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ”  ถูกทิ้งไว้ที่บริเวณโรงเรียนศรีอรัญโญทัย อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ จึงได้จับกุมนายปัญญา โดยอ้างว่ามีการเชิญตัวของลุงเปี๊ยกไปที่โรงพักเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง แต่กลับควบคุมตัวนายปัญญาไว้ตลอดทั้งคืน มีการใส่กุญแจมือ และกระทำละเมิดต่อนายปัญญา ในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และเมื่อมีการจับกุมควบคุมตัวไว้ แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงถือว่ามีความผิดในข้อหาบังคับสูญหาย รวมทั้งยังมีการนำตัวนายปัญญาไปฝากขังที่ศาลและควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำเป็นเวลาถึง 2 วัน อย่างไรก็ตาม ภายหลังปรากฏหลักฐานว่าผู้ก่อเหตุตัวจริงที่ทำร้ายนางบัวผันจนถึงแก่ชีวิตเป็นกลุ่มเยาวชน จำนวน 5 คน นายปัญญาจึงตกเป็นแพะในคดีนี้

เหตุการณ์การจับแพะในคดีนี้มีสื่อและประชาชนสนใจเป็นจำนวนมาก  กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับพนักงานอัยการจึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และมีความเห็นสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8  นาย เป็นผู้ต้องหาอย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุนานกว่า 2 ปี กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการ กลับมีความเห็นไม่สั่งฟ้องผู้กำกับ และมีความเห็นสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเพียง 7 นาย ในข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา 157, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือ จำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ตามมาตรา 309, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามมาตรา 310 ตามประมวลกฎหมายอาญา, ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้ตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามมาตรา 172  ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561, ร่วมกันกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, ร่วมกันกระทำให้บุคคลสูญหาย ตามมาตรา 6  และ 7  พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

นอกจากนี้ศาลได้กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้ง ในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. โดยในระหว่างนี้ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นบัญชีพยาน คำร้อง รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องเข้ามาในสำนวนทั้งหมด ก่อนจะมีการนัดสืบพยานในครั้งต่อไป  

เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่นายปัญญายังคงไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกกล่าวหาและถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายเพื่อให้รับสารภาพในความผิดที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น กรณีที่เกิดขึ้นกับนายปัญญานี้จึงไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ขาดความรอบคอบและไม่มีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อรัญประเทศในการหาผู้กระทำความผิดฆ่าป้าบัวผัน แต่กลับจับกุมลุงเปี๊ยกผู้บริสุทธิ์มาเป็นแพะรับผิด ทั้งยังมีข้อครหาว่าอาจเป็นเพราะวัยรุ่นผู้กระทำความผิดจริงมีลูกตำรวจในพื้นที่รวมอยู่ด้วย แต่ยังเผยให้เห็นถึงความล่าช้าในการคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายอีกด้วย CrCF จึงขอเชิญชวนให้สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปติดตามความคืบหน้ากรณีของนายปัญญาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำผิดจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัวได้ในที่สุด

Author