ครอบครัวพลทหาร “เพรชรัตน์-วรปรัชญ์” เข้าพบ กมธ. ทหาร ตัวแทนกองทัพรับเพรชรัตน์ถูกทำร้ายจริง – กมธ. กำชับเร่งรวมหลักฐานเอาผิดผู้บังคับบัญชาคดีวรปรัชญ์

เมื่อวันที่  6  สิงหาคม 2569  เวลา 09.30 น. ครอบครัวของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล และครอบครัวของพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง เข้าให้ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการการทหาร กรณีพลทหารทั้งสองถูกกระทำละเมิดต่อชีวิตในระหว่างเป็นทหารเกณฑ์ในค่ายทหาร 

ครอบครัวของพลทหารเพรชรัตน์ได้แถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดการเสียชีวิตของพลทหารเพรชรัตน์ ซึ่งเกิดขึ้นภายในห้องขังเรือนจำค่ายมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี  เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 โดยหลังจากนั้น ครอบครัวได้รับคำชี้แจงเบื้องต้นจากกองทัพว่า พลทหารเพรชรัตน์เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจวายแบบคั่งเลือดจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ และไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย ดังนั้น ครอบครัวจึงตัดสินใจประกอบพิธีทางศาสนาและเผาศพพลทหารเพรชรัตน์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 

อย่างไรก็ตาม ในการเก็บอัฐิในวันถัดมา ได้พบว่ามีช้อนสั้นปนอยู่ในเถ้ากระดูก ซึ่งสร้างความคลางแคลงใจให้กับครอบครัว เกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต จึงได้ติดตามทวงถามคำชี้แจงจากกองทัพ ทว่าไม่ได้รับคำตอบ ดังนั้น นายก้องภพ ปานพูน อาเขยของพลทหารเพรชรัตน์จึงได้ส่งเรื่องนี้ไปยังนางสาวนิชนันท์ วังคะฮาต อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน และได้มีพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เข้ามาให้ข้อเท็จจริงกับนางสาวนิชนันท์ว่าพลทหารเพรชรัตน์ถูกทำร้ายร่างกาย ก่อนจะมีภาวะช็อก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวของพลทหารเพรชรัตน์จึงได้เรียกร้องขอให้กองทัพตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความจริงอีกครั้ง และขอให้นำพยานที่เกี่ยวข้องไปให้การต่อพนักงานสอบสวนทว่ากลับไม่ได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด แม้คดีนี้ศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้มีการไต่สวนการตายไปแล้ว แต่ญาติยังคงติดใจสงสัยต่อการทำหน้าที่ของกองทัพ และค่ายมณฑลทหารบกที่ 12 ถึงการทำหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ และการลงโทษผู้กระทำความผิด

ด้านเจ้าหน้าที่ทหารตัวแทนจากมณฑลทหารบกที่ 12 เรือนจำทหารบกที่ 12 และตัวแทนจากกองทัพบก ได้เข้าให้ข้อเท็จจริงในวันเดียวกัน โดยตัวแทนจากมณฑลทหารบกที่ 12 ยังคงให้ข้อเท็จจริงเช่นเดิม ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายสอบสวนของกองทัพบกยอมรับว่า พลทหารเพรชรัตน์ถูกทำร้ายร่างกายก่อนเสียชีวิตจริง 

การให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ รวมทั้งการปกปิดข้อเท็จจริงตั้งแต่หลังจากเกิดเหตุ จึงสะท้อนให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสของหน่วยงานภายในกองทัพ การละเลยหน้าที่ในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และการผลักภาระในการแสวงหาความจริงให้กับญาติผู้เสียหาย ซึ่งเป็นประชาชน ซึ่งทั้งหมดอาจนำไปสู่การลอยนวลพ้นผิดของผู้ที่กระทำความผิด รวมถึงผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำความผิดของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย

สำหรับกรณีของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ทหารเกณฑ์สังกัดหน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ที่ถูกครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส และเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลค่ายนวมินทราชินี จ. ชลบุรี ก่อนจะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร และเสียชีวิต เมื่อวันที่  2 สิงหาคม 2567 แม้คดีอาญาหลักจะมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกครูฝึกและพลทหารรุ่นพี่ไปแล้ว แต่ครอบครัวของพลทหารวรปรัชญ์ยังคงติดใจถึงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ที่อาจปล่อยปละละเลย ส่งผลให้เกิดการทำร้ายร่างกายพลทหารวรปรัชญ์อย่างต่อเนื่อง ทว่าผู้บังคับบัญชากลับไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ตามมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ทว่ายังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

ในกรณีนี้ พนักงานสอบสวน สภ. เมืองชลบุรี ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสาร คงเหลือเอกสารบางรายการที่ทางค่ายนวมินทราชินี หรือกรมทหารราบ 902  รักษาพระองค์ ยังส่งมาไม่ครบถ้วน ขณะที่ค่ายนวมินทราชินี หรือกรมทหารราบ 902  รักษาพระองค์ ได้แถลงชี้แจงว่า ทางค่ายได้นำส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้ทั้งหมดแล้ว กรรมาธิการการทหารจึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และแจ้งความคืบหน้าให้ญาติทราบต่อไป 

กรณีการเสียชีวิตของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล และพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง เป็นกรณีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อพลทหารที่เกิดขึ้นหลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎหมายที่บังคับใช้แล้ว แต่กระบวนการในการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดยังต้องเผชิญกับอุปสรรคและข้อท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะความรวดเร็วและความโปร่งใสในการรวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ยังไม่มากเท่าที่ควร ส่งผลให้ภาระการรวบรวมพยานหลักฐานและการพิสูจน์ความจริงตกอยู่กับครอบครัวของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเพียงประชาชนทั่วไปและไม่ได้มีอำนาจในการเข้าถึงพยานหลักฐานในคดี

CrCF ในฐานะองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้เสียหายในกรณีการทรมาน ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างจริงจัง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เพื่อนำผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด พร้อมทั้งอำนวยความเป็นธรรม เยียวยาทางด้านการเงินและจิตใจให้กับครอบครัวของผู้เสียหายอย่างเต็มที่ รวมทั้งขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนและประชาชนร่วมติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด ยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวผู้เสียหาย และร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในกองทัพ  เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ ซ้ำรอยอีกในอนาคต

Author