เปิดฐานข้อมูลผู้สูญหาย “112 ราย ในรอบ 25 ปี” จำนวนนี้บอกอะไรกับเรา?

กรณีฆาตกรรมเยาวชนชาวรัสเซีย 2 คน ในจังหวัดชลบุรี เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นำไปสู่การเปิดเผยเหตุฆาตกรรมครอบครัว ซึ่งก่อนหน้านี้มีผู้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าครอบครัวนี้ได้หายตัวไปเป็นเวลากว่า 1 เดือน แต่กลับไม่มีความคืบหน้าในการค้นหาตัว จนกระทั่งพบว่าถูกฆาตกรรม ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมวงกว้าง เนื่องจากมองว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจกระตือรือร้นในการปฏิบัติหน้าที่ ญาติผู้เสียชีวิตก็อาจทราบชะตากรรมของผู้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งอาจสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ ก่อนที่จะเกิดเหตุซ้ำสอง

เหตุสลดใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การที่บุคคลหนึ่งหายตัวไปนั้นอาจส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ ในสังคมได้ และเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่จะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เพื่อให้พบตัวผู้สูญหายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นต่อไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีกรณีบุคคลสูญหายอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการสืบสวนสอบสวนอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี ขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและสังคม โดยเฉพาะกรณีบุคคลสูญหายที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง หรือที่เรียกว่า “การบังคับสูญหาย” (Enforced Disappearance) ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้สูญหายเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปด้วย เนื่องจากการบังคับสูญหายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐใช้ปิดปากผู้เห็นต่าง หรือเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก วิพากษ์วิจารณ์รัฐ และตรวจสอบรัฐ เมื่ออำนาจรัฐไม่อาจตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ ที่สุดแล้ว ผลกระทบก็จะตกอยู่กับประชาชนทั้งสังคม นั่นหมายความว่า การบังคับสูญหายไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาที่คนทั้งสังคมต้องให้ความสำคัญ

ผู้สูญหาย 112 ราย ในรอบ 25 ปี

จากการรวบรวมข้อมูลโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) จากหลายแหล่ง ได้แก่ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย, คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35, ศูนย์ฮอตไลน์ มหิดล, คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ, ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติธรรม, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเซีย และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นำไปสู่การจัดทำฐานข้อมูลผู้สูญหายในประเทศไทย ระหว่างปี 2534 – 2568 พบว่า ในรอบ 25 ปีนี้ มีผู้สูญหายอย่างน้อย 112 ราย โดยพื้นที่ที่มีจำนวนผู้สูญหายสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร มีผู้สูญหายจำนวน 33 ราย จังหวัดยะลา จำนวน 19 ราย และจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 13 ราย 

ข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ ทั้งสามจังหวัดเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่เกิดขึ้น และมีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ กล่าวคือ ในจำนวนผู้สูญหาย 33 ราย ในกรุงเทพฯ 31 ราย สูญหายในช่วงการชุมนุมต่อต้านคณะรัฐประหาร เมื่อปี 2535 และ 1 ราย คือทนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งเป็นทนายความสิทธิมนุษยชนที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และถูกกลุ่มคนแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่บังคับสูญหายเมื่อปี 2547 ขณะที่อีก 1 ราย เป็นผู้สูญหายระหว่างที่มีการจับกุมผู้ค้ายาเสพติด 

ส่วนจังหวัดยะลาเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ ได้แก่ กฎอัยการศึก, พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก. ฉุกเฉิน) และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (พ.ร.บ. ความมั่นคง) และจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะในเขตชายแดน มีการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงและ พ.ร.บ. ยาเสพติด ซึ่งกฎหมายพิเศษเหล่านี้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้น จับกุม หรือตั้งด่าน โดยไม่มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล 

นอกจากนี้ ในกรณีของภาคเหนือ ยังมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 29/2546 ที่ใช้เป็นกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ในการปราบปรามยาเสพติด ในฐานะ “ภัยคุกคามความมั่นคง” เมื่อบวกกับอคติทางชาติพันธุ์ที่มีต่อคนในพื้นที่ ก็ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์หรือแรงงานข้ามชาติตกเป็นเป้าของการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุหรือถูกกล่าวหาได้ง่าย ดังที่ปรากฏในช่วงที่รัฐบาลใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “สงครามยาเสพติด” ในปี 2546 ที่ส่งผลให้มีกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือสูญหายเป็นจำนวนมาก โดยข้อกล่าวหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด ส่งผลให้มีการจับกุมควบคุมตัว ทว่าภายหลังกลับไม่พบตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวเหล่านี้จนถึงปัจจุบัน และยังปรากฏข้อมูลการสูญหายแม้จะมีการยุตินโยบายปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาดแล้วก็ตาม กรณีเหล่านี้นอกจากผู้สูญหายจะไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ ภายในชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือด้วย

เช่นเดียวกับในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแต่การเริ่มประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่เมื่อปี 2547 จำนวนผู้สูญหายก็เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2547 โดยผู้สูญหายทั้งหมดเป็นชายชาวมุสลิม ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ หรือถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคง และมักถูกควบคุมตัวไปสอบสวนภายในค่ายทหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ปิดลับ และหายสาบสูญไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2547 ไม่ปรากฏว่ามีผู้สูญหายในพื้นที่กรุงเทพฯ อีก เพราะฉะนั้น หากพิจารณาจากพื้นที่ที่สูญหาย ช่วงเวลาที่สูญหาย และสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเวลานั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองและนโยบายของรัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ 

เป็นผู้เห็นต่างจากรัฐ = สาเหตุหลักของการบังคับสูญหาย

นอกเหนือจากกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งในภาคเหนือและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตกเป็นเป้าหมายของการบังคับสูญหายแล้ว อีกหนึ่งกลุ่มที่เป็นผู้เสียหายจากการบังคับสูญหายคือผู้เห็นต่างจากรัฐ ได้แก่ ผู้นำการเคลื่อนไหวทางการเมือง นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่พยายามปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากอำนาจรัฐ 

ตัวอย่างบุคคลสำคัญที่ถูกบังคับสูญหาย ได้แก่ ทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานที่ถูกบังคับสูญหายเมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลจากคณะรัฐประหาร รสช. และทนงเป็นเสาหลักของขบวนการแรงงานที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐที่ลิดรอนสิทธิแรงงานอย่างรุนแรง ส่งผลให้เขาหายตัวไปก่อนที่จะเดินทางไปร่วมประชุมนานาชาติที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

กรณีบังคับสูญหายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนสำคัญอีกสองกรณี ได้แก่ การบังคับสูญหายพอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” นักปกป้องสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงจากหมู่บ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ. เพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ บิลลี่ถูกบังคับสูญหายเมื่อเดือนเมษายน 2557 โดยมีผู้พบเห็นเขาอยู่กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ก่อนจะหายตัวไป เช่นเดียวกับกรณีการบังคับสูญหายเด่น คำแหล้ แกนนำนักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิชุมชนโคกยาว-บ่อแก้ว จ. ชัยภูมิ จากนโยบายทวงคืนผืนป่า ซึ่งเป็นนโยบายที่ออกโดยรัฐบาลจากคณะรัฐประหาร คสช. เด่นหายตัวไปเมื่อเดือนเมษายน 2559 ก่อนจะถูกพบว่าเสียชีวิตแล้ว

นอกจากนี้ หลังจากการรัฐประหารโดย คสช. เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 คณะรัฐประหารได้ควบคุมตัวนักการเมือง นักวิชาการ และนักกิจกรรมจำนวนมากไปพบเพื่อ “ปรับทัศนคติ” ขณะเดียวกันก็มีการตั้งข้อหามาตรา 112 ต่อนักกิจกรรมทางการเมือง ส่งผลให้นักกิจกรรมหลายคนตัดสินใจลี้ภัยไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ทว่าหลังจากนั้น นักกิจกรรมที่ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างน้อย 9 คน ถูกบังคับสูญหาย และอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง 

ประเทศที่มีผู้สูญหายมากที่สุดคือประเทศลาว รวมทั้งสิ้น 5 กรณี ได้แก่ กรณีของอิทธิพล สุขแป้น (ดีเจซุนโฮ), วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ (โกตี๋), สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, ชัชชาญ บุปผาวัลย์ (สหายภูชนะ) และไกรเดช ลือเลิศ (สหายกาสะลอง) รองลงมาคือประเทศเวียดนาม 3 กรณี ได้แก่กรณีของสยาม ธีรวุฒิ (สหายข้าวเหนียวมะม่วง), ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ (ลุงสนามหลวง) และกฤษณะ ทัพไทย (สหายยังบลัด) และประเทศกัมพูชา ได้แก่ กรณีของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกบังคับสูญหายในปี 2563

อำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้และการลอยนวลพ้นผิด

กรณีการบังคับสูญหายนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทั้งภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในปี 2534 และ 2557 หรือภายใต้นโยบายของรัฐบาลพลเรือนอย่างนโยบายสงครามยาเสพติด สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสถานการณ์ทางการเมืองและนโยบายรัฐส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เห็นต่างจากรัฐ ที่ต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกมองอย่างมีอคติว่าเป็น “คนอื่น” เป็นกลุ่มคนไร้การศึกษาที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อคติจากความเป็นอื่นเหล่านี้นำไปสู่การสร้างความชอบธรรมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้อำนาจปราบปรามอย่างเด็ดขาด ขณะที่อคติต่อชาติพันธุ์ก็ส่งผลให้สังคมก็ไม่ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์และผู้เห็นต่างทางการเมือง

นอกจากนี้ การบังคับสูญหายนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ ในช่วงหลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 สะท้อนให้เห็นปัญหาการปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression) ที่รัฐบาลประเทศหนึ่งใช้อำนาจเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่างข้ามพรมแดน โดยอาจได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลของประเทศที่ผู้ลี้ภัยพำนักอยู่ ซึ่งนอกเหนือจากผู้ลี้ภัยชาวไทย 9 ราย ที่ถูกบังคับสูญหายแล้ว ยังมีนักเคลื่อนไหวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงนักการเมืองฝ่ายค้านจากต่างประเทศถูกจับกุม สังหาร หรือบังคับสูญหายในประเทศไทยหลายรายในช่วงหลังการรัฐประหารในปี 2557 เช่น กรณีของลิม กิมยา อดีตนักการเมืองฝ่ายค้านชาวกัมพูชา ที่ถูกสังหารในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2568 กรณีของอี ควิน เบดั๊บ ชาวมองตานญาด นักเคลื่อนไหวด้านเสรีภาพในการนับถือศาสนา ที่ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐไทย และถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศเวียดนาม รวมทั้งกรณีของดวง วาน ไถ นักเคลื่อนไหวชาวเวียดนามที่ถูกบังคับสูญหายในประเทศไทย กระทั่งครอบครัวทราบว่า ถุกควบคุมตัวในเรื่อนจำของประเทศเวียดนาม หลังหายไปประมาน 2-3 เดือน 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนปี 2566 ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ทำหน้าที่ป้องปรามการบังคับสูญหายโดยตรง ส่งผลให้การสืบสวนสอบสวน และดำเนินคดีผู้กระทำความผิดเป็นไปได้ยาก เนื่องจากการบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมที่อำพรางและทำลายหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมด รวมทั้งทำให้ไม่ปรากฏตัวตนหรือชะตากรรมของผู้เสียหาย ทำให้การแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดผู้กระทำเป็นไปได้ยาก เมื่อไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ที่สูญหายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือมีชะตากรรมอย่างไร รวมถึงไม่สามารถระบุพฤติการณ์หรือระบุตัวผู้กระทำให้สูญหายได้ ก็ส่งผลให้ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้สั่งการลอยนวลพ้นผิดไปได้ในที่สุด

พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ใช้ได้จริงหรือไม่?

การบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ในปี 2566 ที่กำหนดให้การบังคับสูญหายเป็นความผิดต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ต้องสืบสวนจนกว่าจะทราบชะตากรรมของผู้สูญหาย และทราบตัวผู้กระทำความผิด รวมทั้งมีบทลงโทษที่รุนแรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิด นับเป็นความหวังของครอบครัวผู้สูญหายในการทราบชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก และได้รับความยุติธรรม ทว่าในความเป็นจริง กรณีบังคับสูญหายทั้งหมดกลับไม่มีความคืบหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากการที่เจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. มักคาดหวังให้ครอบครัวผู้สูญหายสามารถระบุตัวตนของเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดอย่างชัดเจน ขณะที่ครอบครัวผู้สูญหายที่เป็นเพียงประชาชนธรรมดา ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่และศักยภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริงเชิงลึกเช่นนี้ ผลที่ตามมาคือ กรณีบังคับสูญหายหลายกรณีจบลงที่คำสั่งยุติการสอบสวน เนื่องจากไม่สามารถระบุได้ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง เช่น กรณีของสยาม ธีรวุฒิ, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และไกรเดช ลือเลิศ

เพราะฉะนั้น ในระยะเวลา 25 ปี ที่มีผู้สูญหาย 112 คน และยังไม่มีกรณีใดที่มีการพบตัวหรือทราบชะตากรรมของผู้สูญหาย (ยกเว้นกรณีของชัชชาญและไกรเดช ที่ภายหลังจากการหายตัวไปกว่า 10 วัน พบว่าเสียชีวิตจากการฆาตกรรมในลักษณะที่ทารุณโหดร้าย โดยมีการยัดเสาปูนและมัดร่างด้วยตาข่ายเพื่อถ่วงน้ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามปกปิดอำพรางศพ ทว่าไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้) 

ปัญหาในการบังคับใช้และการตีความข้อกฎหมายใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ส่งผลให้กฎหมายฉบับนี้ยังไม่สามารถบังคับใช้กับคดีที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกดำเนินคดีในข้อหาบังคับสูญหาย จึงสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าใครก็ตามสามารถตกเป็นเป้าของการบังคับสูญหายได้ ขณะที่กฎหมายและเจ้าหน้าที่ผู้ใช้กฎหมายยังไม่แข็งแรงพอที่จะสามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้เท่าที่ควรจะเป็น ความน่ากลัวของการบังคับสูญหายจึงไม่ใช่แค่การทำให้ผู้เห็นต่างทางการเมืองคนหนึ่งเงียบเสียงลง แต่กระบวนการและผลกระทบของการบังคับสูญหาย รวมถึงกฎหมายที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนได้จริงกลายเป็นเครื่องมือที่ปิดปากประชาชนทุกคนในสังคม ไม่ให้ตั้งคำถามกับรัฐ ไม่ให้พูดถึงคนที่หายไป และสุดท้ายก็ลืมเลือนเรื่องเหล่านี้ในที่สุด

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts