น.ท. ดร. กิตติพงษ์ ปิยะวรรโณ: ก้าวข้ามคติ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” สู่การเป็นกองทัพของประชาชน

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ในการไต่สวนการชันสูตรพลิกศพพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง หนึ่งในพยานซึ่งเป็นพลทหารที่อยู่ในเหตุการณ์ก่อนพลทหารเพรชรัตน์เสียชีวิต ได้ให้การต่อศาลว่ามีการทำร้ายร่างกายพลทหารเพรชรัตน์ ก่อนที่พลทหารเพรชรัตน์จะเสียชีวิตจากอาการหัวใจโตผิดปกติ ตามที่ระบุในผลการชันสูตรพลิกศพ

ในช่วงเวลาเดียวกัน กรณีการเสียชีวิตของ นตท. ภัคพงษ์ ตัญกาญจน์ หรือ “น้องเมย” กลับเข้ามาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง พร้อมกับปริศนาเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตและอวัยวะสำคัญที่หายไปจากร่างของ นตท. ภัคพงษ์ ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไปนานถึง 9 ปี แต่ครอบครัวยังคงไม่ได้รับคำตอบจากต้นสังกัดอย่างกองทัพ 

กรณีเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกำลังพลในกองทัพ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแทบทุกปี ทว่ามีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่สามารถเอาผิดทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิด ขณะที่หลายกรณีจบลงที่การจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับครอบครัวผู้เสียหาย พร้อมลงโทษทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย ตามด้วยการออกระเบียบการฝึกและการธำรงวินัย รอวันที่กรณีการเสียชีวิตของพลทหารรายใหม่เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งต่อไป 

คติประจำใจของกองทัพอย่าง “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างดีในการปกป้องเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิด เพียงเพราะคนผู้นั้นเป็นพวกพ้องของตน ที่ผ่านมาสังคมจึงแทบไม่เห็นเจ้าหน้าที่ทหารคนใดได้รับการลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และในทุกฤดูกาลของการเกณฑ์ทหาร ประเด็นหนึ่งที่สังคมมักวิพากษ์วิจารณ์ คือความปลอดภัยภายในค่ายทหาร ราวกับว่าในการเกณฑ์ทหารเพื่อรับใช้ชาตินั้น แนวโน้มการเสียชีวิตอาจจะไม่ได้มาจากน้ำมือของศัตรูในสนามรบ แต่มาจากการใช้อำนาจและความรุนแรงของครูฝึกหรือรุ่นพี่ในค่ายมากกว่า

การที่น้องถูกฆ่าแต่ไม่กล้าฟ้องนายและไม่อาจส่งเพื่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ “ใครฆ่าใครตาย” แต่อาจหมายถึงระบบหรือค่านิยมบางอย่างที่เอื้อให้เกิดการใช้อำนาจอย่างล้นเกิน จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง โดยไม่อาจดำเนินคดีหรือลงโทษผู้กระทำความผิดได้ หนทางเดียวที่จะยุติการสูญเสียกำลังพลไปโดยเปล่าประโยชน์ ยุติความสูญเสียของครอบครัว และยุติความสูญเสียประชากรวัยหนุ่มที่ควรจะทำประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างมาก จึงอาจต้อง “ปฏิรูปกองทัพ” ทั้งระบบ

เพื่อทำความเข้าใจระบบของกองทัพและแนวทางที่เหมาะสมในการปฏิรูปกองทัพ CrCF พูดคุยกับ น.ท. ดร. กิตติพงษ์ ปิยะวรรโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตนายทหารและนักวิชาการผู้เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการร่างข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปกองทัพ ตั้งแต่ประโยคฮิตอย่าง “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” สู่เป้าหมายใหญ่คือการปฏิรูปกองทัพให้ยึดโยงกับประชาชน โดยอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน

รัฐซ้อนรัฐและวัฒนธรรม “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน”

ขณะที่โลกภายนอกดำเนินไปตามระบอบประชาธิปไตย ภายใต้ระบบบริหารของรัฐบาลพลเรือน กองทัพกลับมีระบบบริหารราชการเป็นของตัวเองที่แทบจะเป็นอิสระจากรัฐบาลกลาง โดยความเป็นอิสระนี้ได้รับการรับรองโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ที่ให้อำนาจกองทัพผ่านกลไกสภากลโหมในการวางนโยบาย ออกกฎระเบียบ จัดสรรกำลังพลและงบประมาณ ซึ่งอาจเรียกได้ว่ากองทัพมีอธิปไตยเป็นของตนเอง สามารถปกครองดูแลกันเองภายในหน่วย ส่งผลให้การมีอยู่ของกองทัพเป็นลักษณะที่เรียกว่า “รัฐซ้อนรัฐ” โดยที่รัฐบาลกลางหรือหน่วยงานภายนอกไม่อาจเข้าไปควบคุม กำหนดแนวทางการทำงาน หรือตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อไม่มีกลไกตรวจสอบจากภายนอก ปัญหาการทุจริตหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในกองทัพจึงไม่สามารถแก้ไขได้

นอกเหนือจากโครงสร้างการปกครองและการบริหารแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการปฏิรูประบบกองทัพ คือวัฒนธรรมองค์กรอย่างระบบอุปถัมภ์ ที่สะท้อนผ่านคติอย่าง “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ซึ่งปลูกฝังกันมาอย่างยาวนานภายในกองทัพควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ ระหว่างการฝึก เพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่กำลังพล และนำไปสู่เอกภาพภายในกองทัพ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีบุคคลในหน่วยทำความผิด ทุกคนจะต้องถูกลงโทษพร้อมกัน เป็นการรับผิดร่วมกัน เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนต้องดูแลกันเองภายในหน่วย ส่วนการกระทำที่ขัดกับค่านิยมพื้นฐาน หรือเป็นการกระทำความผิดระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารด้วยกัน เช่น การขโมยของ การกระทำผิดต่อผู้บังคับบัญชา หรือการกระทำที่ก่อให้เกิดการเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติของทหารจะต้องถูกตรวจสอบและลงโทษ ภายใต้การกำกับดูแลภายในกองทัพเองเท่านั้น ซึ่งกิตติพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่าหลายครั้งกระบวนการตรวจสอบก็ไม่มีความโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ทหารกระทำผิดต่อพลเรือน และต้องส่งตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม วัฒนธรรม “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” จะทำงานในอีกฟังก์ชันหนึ่ง คือการปกป้องพวกพ้อง แม้ว่าจะเป็นผู้กระทำความผิดก็ตาม

“เวลาเขาอยู่กับคนอื่น เขาก็จะปกป้องกันเอง เพื่อให้เขาสามารถบริหารจัดการภายในกันเองได้ เช่น พอมีคนในหน่วยทำผิด แล้วส่งคนในหน่วยไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เขารู้สึกว่าคนภายนอกเข้ามามีอิทธิพลภายในหน่วย เขาจะไม่โอเค พอมันเป็นแบบนี้ มันก็เลยส่งผลที่เราเห็นชัดเจนที่สุดคือ กองทัพมีวัฒนธรรมการพ้นผิดลอยนวลที่สูงกว่าหน่วยงานอื่นๆ มาก” กิตติพงษ์อธิบาย

ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมปกป้องพวกพ้องจะยิ่งเข้มข้นขึ้น เมื่อผู้ที่ถูกตรวจสอบเป็นผู้บังคับบัญชา ซึ่งถือว่าเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากผู้บังคับบัญชาสามารถกำหนดทิศทางของหน่วย และกำหนดเส้นทางการเติบโตในอาชีพของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ โดยเฉพาะในกรณีของผู้บังคับบัญชาที่ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกว่าเป็นคนที่ทำงานได้ดี มีคุณธรรม การปกป้องผู้บังคับบัญชายิ่งสูง ผลที่ตามมาก็คือผู้บังคับบัญชาเองก็จะคอยปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย เป็นลักษณะต่างตอบแทนกัน

“ผู้บังคับบัญชาส่งผลต่อคนในหน่วยค่อนข้างสูง ถ้าผู้บังคับบัญชาได้รับผลกระทบ เขาจะได้รับผลกระทบไปด้วย อย่างที่พูดกันติดปากว่า “เซฟนาย” เพราะว่าถ้านายมีปัญหา เราก็มีปัญหาไปด้วย หน่วยก็จะมีปัญหาไปหมด ถ้าเกิดว่ายิ่งมันสาวไปถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงมากเท่าไร โอกาสที่การค้นหาความจริงในกรณีต่างๆ ก็จะยิ่งน้อยลง”

เพราะฉะนั้น กรณีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อพลทหารที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจึงยากที่จะมีการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มีเพียงการแถลงข่าวจากกองทัพว่า ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและลงโทษทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดแล้วเท่านั้น ซึ่งกิตติพงษ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า

“ในกระบวนการสอบข้อเท็จจริงมันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด และเกี่ยวข้องกับใคร เช่น ถ้าตัวผู้กระทำความผิดเป็นพลทหารด้วยกัน แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องหรือส่งผลกระทบกับคนอื่นๆ ในหน่วย เช่น นายทหาร ไม่ว่าจะเป็นชั้นประทวนหรือสัญญาบัตร การสอบข้อเท็จจริงก็จะมีโอกาสหาข้อเท็จจริงได้มากกว่า แต่พอมันเป็นเรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับทหารชั้นประทวนหรือชั้นสัญญาบัตร การสอบข้อเท็จจริงก็จะถูกจำกัดลง ยิ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีชั้นยศสูงเท่าไร การที่หน่วยจะเข้ามาแทรกแซงการสอบข้อเท็จจริงก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้น”

“แต่พอเป็นพลทหาร ความสัมพันธ์ส่วนตัวมันมีน้อย การที่จะมองว่าพลทหารเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวทหาร มันก็น้อยลง ทำให้การสอบข้อเท็จจริงมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองในมุมนี้ มาตรา 42 ใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อาจจะส่งผลกระทบในเรื่องนี้ เพราะว่ามันจะกลายเป็นว่า เขาจะรู้สึกว่า ถ้าสอบออกมาแล้ว คนของเขาต้องมีส่วนรับผิดรับชอบด้วย ก็อาจจะมีแนวโน้มว่าจะไม่ให้ความร่วมมือ”

อย่างไรก็ตาม กิตติพงษ์ระบุว่า สำหรับกรณีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อพลทหารนั้น ผู้บังคับบัญชาระดับสูงแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี แต่เป็นลักษณะที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจของตัวเองในการปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นหลัก ซึ่งเป็นอุปสรรคในการค้นหาความจริงในกรณีทรมานและปฏิบัติที่โหดร้าย

ในความเห็นของกิตติพงษ์ ความเป็นรัฐซ้อนรัฐและวัฒนธรรมองค์กรที่ปกป้องพวกพ้องนั้นส่งผลดีต่อผู้มีอำนาจในกองทัพเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่สำหรับระบบกองทัพโดยรวม ปัจจัยเหล่านี้กำลังกัดกร่อนศักยภาพของกองทัพอย่างน่าเป็นห่วง ทั้งในแง่การจัดซื้อจัดจ้างยุทโธปกรณ์ต่างๆ สวัสดิการคุ้มครองกำลังพล รวมถึงขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ไปจนถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างกองทัพกับประชาชนพลเรือนในสังคม 

“หลายกรณีเราก็เห็นชัดแล้วว่า อย่างน้อยที่สุด การทุจริตคอร์รัปชันในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง มันกระทบกับเงินภาษีของเราแน่นอน และกระทบกับความมั่นคงเองด้วย เพราะยิ่งทุจริตมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้กองทัพอ่อนแอลงเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่ทหารทำร้ายประชาชนก็ส่งผลกระทบแน่นอน แน่นอนว่ากองทัพก็เริ่มมีการปรับตัวมาตลอด ตามปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ว่าหลักใหญ่ใจความสำคัญที่ต้องแก้ไขคือเรื่องความเป็นรัฐซ้อนรัฐ อันนี้ยังไม่เห็นแนวโน้ม ซึ่งถ้ากองทัพไม่มีการปรับตัว ยิ่งมีการแปลกแยกจากสังคมพลเรือนมากเท่าไร มันก็จะทำให้กองทัพทำหน้าที่ของตัวเองได้ยากเท่านั้น”

ปลดล็อกปราการทางกฎหมายสู่การปฏิรูปกองทัพ

“การที่จะปฏิรูปกองทัพ สิ่งแรกเลยที่ต้องมีคือเจตจำนงทางการเมือง ถ้าไม่มีเจตจำนงทางการเมือง อย่างอื่นก็ไปต่อยาก แล้วก็ต้องมีอำนาจรัฐที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกองทัพ อย่างอื่นถึงจะตามมา พออย่างอื่นตามมาแล้ว แล้วมันสามารถปฏิรูปได้ สามารถปรับโครงสร้างได้ สามารถทำให้หน่วยงานภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นภายในกองทัพได้ หลังจากนั้น กระบวนการตรวจสอบควรจะอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง ให้กระบวนการยุติธรรมในกองทัพมีความยุติธรรมอย่างที่ควรจะเป็น” กิตติพงษ์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งการ “ปลดล็อก” อุปสรรคชั้นแรก คือการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของกองทัพ อย่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม และ พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อนำไปสู่หลักการรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ ที่ต้องอาศัยอำนาจรัฐ หมายความว่า ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้สำเร็จ

กิตติพงษ์ระบุว่า ในการแก้ไข พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม จะมุ่งเน้นที่การลดอำนาจสภากลาโหม จากสภาที่มีอำนาจกำหนดนโยบาย งบประมาณ ระเบียบภายในกองทัพ ให้เหลือบทบาทหน้าที่ในการให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งอยู่ในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ส่วนอำนาจการตัดสินใจให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรัฐมนตรี ขณะที่สัดส่วนระหว่างทหารและพลเรือนในสภากลาโหมก็ควรจะมีความเหมาะสม จากเดิมที่มีสัดส่วนของทหารมากกว่าพลเรือน

ส่วนการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร หัวใจสำคัญคืออำนาจของศาลทหาร ที่ปัจจุบันครอบคลุมคดีที่ทหารเป็นผู้กระทำความผิดและมีโทษทางอาญาเกือบทั้งหมด ในความเห็นของกิตติพงษ์ ศาลทหารควรมีอำนาจพิจารณาเฉพาะคดีที่เป็นอาญาทหารเท่านั้น เช่น การเอาความลับทางทหารไปเผยแพร่ หรือการเป็นไส้ศึก ส่วนคดีอาญาอื่นๆ ควรอยู่ในอำนาจของศาลพลเรือน

“แต่ถ้าเกิดว่าไม่สามารถไปถึงขั้นนั้นได้ ระดับที่รองลงมาก็คือต้องมีคดีอย่างน้อยสามจำพวกที่ไม่ควรอยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็คือคดีที่ทหารทำผิดต่อพลเรือน คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และคดีทรมานและบังคับสูญหาย สามคดีนี้ไม่ควรอยู่ในอำนาจศาลทหาร ถ้าเปลี่ยนสองเรื่องนี้ได้ ความเป็นรัฐซ้อนรัฐของกองทัพก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”

สำหรับประเด็นการทรมานและปฏิบัติที่โหดร้ายต่อพลทหาร ข้อเสนอของพรรคประชาชนคือการยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร และสนับสนุนแนวทางการสมัครเข้ารับราชการทหาร ซึ่งจะช่วยคัดกรองคุณภาพของผู้สมัครได้ส่วนหนึ่ง การยกเลิกการบังคับค้างแรมในค่าย ที่จะช่วยลดลักษณะการควบคุมพลทหารในพื้นที่ปิด รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพครูฝึก และการแก้ไขวัฒนธรรมปกป้องพวกพ้อง ซึ่งจะบรรเทาปัญหาการใช้ความรุนแรงภายในหน่วยฝึกได้อย่างมีนัยสำคัญ

“คนในกองทัพอาจจะมองว่า ถ้ากองทัพสามารถถูกควบคุมจากภายนอกได้ ถูกตรวจสอบถ่วงดุลได้ ก็จะทำให้กองทัพอ่อนแอลง อันนี้ไม่จริง ถ้าเราสามารถที่จะตรวจสอบกองทัพจากภายนอกได้ เรื่องของคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของทหารหรือกองทัพ มันก็จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่งผลกับประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของกองทัพ ถ้ากำลังพลมีสวัสดิการที่ดี มีขวัญกำลังใจ อาวุธยุทโธปกรณ์ซื้อได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามงบประมาณที่ใช้ไป คำถามคือ ถ้าสิ่งเหล่านี้มันเกิด แล้วกองทัพจะอ่อนแอลงได้อย่างไร”

แม้เส้นทางสู่การปฏิรูปกองทัพจะดูเหมือนยาวไกลและเป็นไปได้ยาก แต่จากการทำงานของกิตติพงษ์ เขาพบว่าการยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้มากที่สุด เนื่องจากกองทัพมีท่าทีที่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา กองทัพประสบปัญหากำลังพลที่ไม่มีคุณภาพ ทั้งผู้ที่ติดยาเสพติด ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึงการทรมานในค่ายทหาร ซึ่งเป็นปัญหาที่มีจุดร่วมเดียวกันคือการบังคับเกณฑ์ทหาร

“สิ่งที่มันเพิ่มขึ้นมาในเรื่องการยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารก็คือ พอสมัครเข้ามา คุณภาพของพลทหารจะดีขึ้น แล้วก็กองทัพก็ยอมรับเองว่า พลทหารส่วนมากไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ในสนามรบจริงได้ ก็คือรบจริงไม่ได้ การที่จะให้พลทหารสมัครใจและได้คนคุณภาพเข้ามา ก็จะเป็นผลดีกับกองทัพ บวกกับข้อเสนอที่ว่า แทนที่จะเป็นพลทหาร 2 ปี 1 ปี หรือ 6 เดือน แล้วแต่การผ่อนผัน ให้เป็นพลทหารระยะยาว คือ 4 ปี เป็นการเพิ่มความชำนาญ”

“ในด้านหนึ่งเราก็ต้องยืนยันว่ากองทัพต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าเรายังไปถึงจุดนั้นไม่ได้ ภายใต้เงื่อนไขอย่างสภากลาโหม สิ่งที่เราพอทำได้ก็คือ เราก็ต้องทำให้กองทัพเชื่อให้ได้ว่าข้อเสนอเหล่านี้มีประโยชน์ต่อกองทัพ ถ้าเราทำให้เขาเชื่อได้ เขาเอาไปทำ ก็จะเกิดประโยชน์”

ทหารต้องยึดโยงกับประชาชนและสังคม

แม้คติ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” จะยังคงถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในสังคมไทย แต่จากการสังเกตของกิตติพงษ์ เขาพบว่าอิทธิพลของคตินี้กำลังเจือจางลงจากการเข้าถึงข้อมูลในโลกออนไลน์ การสื่อสารของเจ้าหน้าที่ทหารกับโลกภายนอก และลักษณะของบุคลากรในกองทัพที่มีความเป็นพลเรือนมากขึ้น

“ตอนเรียนที่ต่างประเทศ มีเพื่อนคนเยอรมันถามผมว่า ในเหตุการณ์พฤษภา 35 ถ้าคุณถูกผู้บังคับบัญชาสั่งให้ยิงประชาชน คุณจะยิงไหม ผมก็เลยเริ่มตั้งคำถามขึ้นมา แต่ก่อนมีคนตั้งคำถามแบบนี้น้อย แต่เดี๋ยวนี้เยอะจนผมเซอร์ไพรส์” กิตติพงษ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม กิตติพงษ์พบว่า ในกรณีของเขา การตั้งคำถามต่อระบบกองทัพเกิดจากการเรียนรู้โลกที่แตกต่างภายนอกกองทัพเมื่อไปเรียนที่ประเทศเยอรมนี แต่สำหรับกรณีของทหารไทย การตั้งคำถามของพวกเขาเกิดจากความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่กองทัพต้องตระหนักถึงอย่างจริงจัง

“อย่างแรกคุณต้องรู้ว่ามันมีคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมเกิดขึ้น โดยเฉพาะในกองทัพ ซึ่งพอคนเหล่านี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาก็ต้องหาทางออก คุณอาจจะมีอำนาจในการสั่งทำนู่นทำนี่ได้ แต่สุดท้าย คุณบังคับให้คนคิดไม่ได้ แล้วสุดท้ายถ้ามันมีความคิดแบบนี้เกิดขึ้น เราก็ไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ากองทัพรับรู้รับทราบว่ามีความคิดแบบนี้เกิดขึ้น แล้วปรับตัวในลักษณะที่ไม่ใช่การลูบหน้าปะจมูก ปรับตัวอย่างจริงจังให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมใหม่ ให้เข้ากับสังคมพลเรือน เราก็จะสามารถป้องกันเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้”

สำหรับกิตติพงษ์ ภาพของกองทัพไทยที่เขาอยากจะเห็น จากการผลักดันเรื่องการปฏิรูปกองทัพ คือกองทัพที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกป้องประเทศ ปกป้องประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย

“หลักที่ผมชอบมากจากการที่ไปเรียนที่เยอรมนีก็คือ Soldier is a citizen in uniform. เราก็คือพลเมืองคนหนึ่ง เพียงแต่ว่าเรามีสถานะเป็นทหารด้วย”

เมื่อถามว่าในฐานะศิษย์เก่าของกองทัพ เขายังรักหน่วยงานรัฐที่ยังมีข้อบกพร่องและต้องปฏิรูปอย่างจริงจังนี้อยู่หรือไม่ กิตติพงษ์ตอบอย่างหนักแน่นว่า

“ไปดูข้อเสนอทั้งหมดของผมได้เลยครับ มันมีข้อเสนอไหนที่ผมทำให้กองทัพอ่อนแอลงหรือไม่ ไม่มีนะครับ ทุกข้อเสนอของผมทำให้กองทัพพัฒนาทั้งนั้น อันนี้คือคำตอบ”

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts