เลือนแต่ไม่ลืม (Lost and Life Goes on): ความรุนแรงที่ญาติคนหายไม่เคยลืมและรัฐบาลไม่เคยจำ

ย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารโดยพลเอกสุจินดา คราประยูร เจ้าของวลี “เสียสัตย์เพื่อชาติ” นำไปสู่ความไม่พอใจในหมู่ประชาชนจำนวนมากที่ต้องการให้ประเทศกลับเข้าสู่แนวทางประชาธิปไตย ส่งผลให้เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร โดยผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางวัยทำงาน การชุมนุมกินเวลานานหลายวัน จนกระทั่งในวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 รัฐบาลได้ใช้กำลังทหารในการสลายการชุมนุมและปราบปรามประชาชน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต และผู้สูญหายเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว มีเพียงการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเท่านั้น ขณะที่กรณีของผู้สูญหายยังไม่มีการติดตามหาเพื่อให้ทราบชะตากรรม รวมทั้งยังไม่มีข้อกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้สูญหาย หรือแม้กระทั่งระเบียบในการเยียวยาครอบครัวของผู้สูญหาย ส่งผลให้ครอบครัวของผู้สูญหายยังคงติดอยู่ในวังวนแห่งความคลุมเครือเกี่ยวกับชะตากรรมของคนในครอบครัว ไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างเป็นปกติ เนื่องจากไม่ทราบว่าบุคคลที่พวกเขารักนั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไร หลายครอบครัวรู้สึกสิ้นหวัง และอีกหลายครอบครัวหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะตามหาผู้สูญหาย

ปี 2566 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เผยแพร่สารคดีความยาว 29 นาที ชื่อ “เลือนแต่ไม่ลืม” (Lost and Life Goes on) ที่บันทึกเรื่องราวเหตุการณ์พฤษภา 2535 รวมทั้งปากคำของครอบครัวผู้สูญหายในเหตุการณ์ดังกล่าว

สามเส้นเรื่อง ต่างมุมมอง

“เลือนแต่ไม่ลืม” (Lost and Life Goes on) บอกเล่าเรื่องราวในสามเส้นเรื่องที่สลับสับเปลี่ยนกัน ได้แก่ เหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2535 เรื่องราวของญาติผู้สูญหาย และพัฒนาการของทีมงานสารคดี ที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้เฝ้าดูเหตุการณ์” ตลอดทั้งเรื่อง

ในเส้นเรื่องแรก เหตุการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดคลี่คลายถูกบอกเล่าผ่านฟุตเทจเก่าและคำบอกเล่าของนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวที่มีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์พฤษภา 2535 โดยให้ภาพรวมเกี่ยวกับความเป็นมาของเหตุการณ์ บรรยากาศภายในที่ชุมนุมที่เป็นไปอย่างสงบและมีความหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี การใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ทหารต่อผู้ชุมนุม ไปจนถึงวิธีการที่รัฐจัดการกับสถานการณ์ภายหลังเหตุการณ์คลี่คลาย

ระหว่างที่เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เรื่องราวสลับมายังเส้นเรื่องที่สองเป็นระยะ นั่นคือเรื่องราวจากมุมของครอบครัวของผู้สูญหาย ที่ขณะให้สัมภาษณ์นั้นหลายคนอยู่ในวัยกลางคนและวัยชรา และบางคนเสียชีวิตไปก่อนโดยที่ยังไม่ทราบชะตากรรมของผู้เป็นที่รัก ทว่าสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่คือความคลางแคลงใจถึงสาเหตุการหายตัวไปของบุคคลเหล่านั้น ความกังวลถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูญหาย และการติดค้างอยู่ในความทรงจำเมื่อครั้งที่ผู้สูญหายเหล่านั้นยังใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม บางคนสะท้อนความสิ้นหวังกับการรอคอยของตัวเองผ่านการเลือกทิ้งสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับผู้สูญหายทั้งหมด เพื่อไม่ให้คิดวนเวียนถึงผู้สูญหาย เหลือไว้เพียงสูติบัตรสำหรับใช้ยืนยันในการดำเนินการในทางราชการ

อีกเส้นเรื่องที่ถูกเล่าอย่างประปรายและไม่ปะติดปะต่อ คือเส้นเรื่องของทีมงานสารคดี ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้สังเกตการณ์สิ่งที่เกิดขึ้น เส้นเรื่องนี้ปรากฏขึ้นเป็นฉากแรกของสารคดี ด้วยบทสนทนาที่สื่อให้เห็นว่าทีมงานยังไม่ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับการบังคับสูญหายมากนัก และยังคงสามารถพูดเล่น หยอกล้อ และเล่นมุกตลกเกี่ยวกับการ “ถูกอุ้ม” ได้อย่างเป็นกันเอง ก่อนที่เสียงของพวกเขาจะปรากฏขึ้นอีกครั้งในตอนกลางเรื่อง ด้วยความรู้สึกจุกในใจ และความสะเทือนใจเมื่อได้ทราบถึงเหตุการณ์ที่ไม่เคยรู้มาก่อน อย่างไรก็ตาม จากบทสนทนาในตอนจบ ที่พุ่งเป้าไปที่แรงจูงใจของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความรุนแรง การถามหาความรู้สึกผิดจากเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มนี้ และโยงเข้าสู่ตัวเอง โดยสมมติว่าหากตัวเองถูกอุ้มหายจะเป็นอย่างไร จนดูเหมือนว่าประเด็นปัญหาของครอบครัวผู้สูญหายยังคงเป็นเรื่องไกลตัว เช่นเดียวกับการคืนความเป็นธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่ไม่ได้ถูกตั้งคำถามและขมวดจบเช่นกัน

เรื่องเล่าและเรื่องที่ไม่ถูกเล่า

“สิ่งแรกที่ถูกฆ่าตายในสงครามคือความจริง” เป็นประโยคที่สะท้อนให้เห็นสภาพการณ์ภายหลังเหตุการณ์รุนแรงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่การสรุปตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บโดยหน่วยงานรัฐ ที่แตกต่างกับข้อสรุปของภาคประชาชนโดยสิ้นเชิง เพราะขณะที่กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า มีผู้สูญหายราว 50 คน และไม่มีการค้นหาความจริงต่อ กลุ่มญาติวีรชนพฤษภา 35 กลับรายงานว่าตัวเลขผู้สูญหายนั้นสูงถึง 734 คน

นอกจากนี้ ประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในสังคมไทย ทั้งหลังจากเกิดเหตุและปัจจุบันนี้ คือข่าวลือเกี่ยวกับการจัดการศพของผู้ชุมนุมและการบังคับสูญหายผู้ชุมนุมภายหลังจากการสลายการชุมนุม โดยเฉพาะเรื่องเล่าอย่างการนำศพผู้ชุมนุมใส่ตู้คอนเทนเนอร์และนำไปทิ้งในทะเลเพื่อทำลายหลักฐาน หรือการฝังศพในหลุมภายในค่ายทหารที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งครอบครัวผู้สูญหายบางคนเชื่อและลองไปตามหาในที่ต่างๆ ด้วยความหวังว่าจะพบเบาะแส ขณะที่บางคนไม่เชื่อ

และในบรรดาเรื่องเล่าอันเป็นปริศนาดำมืด เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่าคือความจริงทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมเมื่อกว่า 30 ปีก่อน หนึ่งเหตุการณ์ที่กลายเป็นความอับอายคือกรณีที่กระทรวงกลาโหมเปิดเผยข้อมูลการสอบสวน “บางส่วน” ทว่าส่วนใหญ่ของเอกสารนั้นเต็มไปด้วยแถบสีดำที่ปกปิดข้อมูล ญาติผู้สูญหายบางคนเชื่อว่า การเปิดเผยความจริงจะสร้างความวุ่นวายให้กับรัฐ รวมทั้งสร้างความอัปยศให้กับกองทัพอย่างแน่นอน

“ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดจะตาย” นักการเมืองคนหนึ่งกล่าวกับผู้สื่อข่าวในฟุตเทจเก่า และดูเหมือนว่านอกจากความอัปยศอดสูในการใช้กำลังทำร้ายประชาชนแล้ว คำพูดนี้ยังเผยให้เห็นถึงความเคยชินของรัฐในการพยายามปิดปากใครก็ตามที่พยายามจะค้นหาและเผยแพร่ความจริง

หนทางยาวไกลในการเรียกร้องความเป็นธรรม

ในระยะเวลา 2 – 3 ปี หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงจบลง สิ่งที่ครอบครัวของผู้สูญหายต้องการมากที่สุดคือความจริงเกี่ยวกับผู้สูญหาย เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา พวกเขาหายไปได้อย่างไร และใครที่เป็นผู้กระทำให้สูญหาย ทว่าไม่ว่าจะเรียกร้องด้วยวิธีการใดก็ไม่เป็นผล รัฐบาลยังคงเก็บงำข้อมูลเหล่านี้และไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบ โดยเครื่องมือทางกฎหมายอย่างการนิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์ หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่า ผู้กระทำความรุนแรงได้ยกโทษให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว ผู้เสียหายไม่อาจฟ้องร้องหรือนำเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อีกต่อไป ขณะที่ต้นทุนในการเรียกร้องความเป็นธรรมสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามหาผู้สูญหายและตามหาความเป็นธรรม

ในกรณีของการเยียวยา รูปแบบที่รัฐสามารถดำเนินการได้โดยเร็วที่สุดคือการชดเชยเยียวยาในรูปตัวเงิน ที่แม้จะมีระเบียบการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต แต่สำหรับครอบครัวของผู้สูญหาย กลับไม่ได้มีระเบียบหรือกฎหมายใดที่บังคับให้รัฐต้องเยียวยาผู้เสียหายกลุ่มนี้ มีเพียงเงินสงเคราะห์เล็กน้อย ที่จ่ายเพื่อให้ญาติผู้สูญหายจบเรื่องและยุติการเรียกร้องความเป็นธรรม นอกจากนี้ ญาติผู้สูญหายรายหนึ่งในเรื่องกล่าวว่า รัฐบาลเคยสัญญาว่าจะช่วยเหลือทางการเงิน แต่เมื่อมีการยุบสภา เปลี่ยนรัฐบาล สัญญาดังกล่าวก็เป็นอันสิ้นสุดลงไป

ท้ายที่สุด ด้วยระยะเวลาอันยาวนานกว่า 30 ปี สังขารและพละกำลังที่ร่วงโรยของญาติผู้สูญหาย ทุนรอนในการดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมที่ร่อยหรอลง ทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ที่มีความหวังว่าจะสามารถเดินทางสู่เวทีโลก กลับต้องสิ้นสุดลงอย่างน่าเสียดาย ภายหลังญาติผู้สูญหายและองค์กรภาคประชาสังคมร่วมลงมติในการยอมตามคำขอร้องของกองทัพ ที่ไม่ให้เปิดเผยประเด็นผู้สูญหายในเหตุการณ์พฤษภา 35 รวมทั้งประกาศอโหสิกรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำความรุนแรง นับเป็นการสิ้นสุดการเดินทางเรียกร้องความเป็นธรรมอันเจ็บปวดและขมขื่นอย่างที่สุด

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำและความเป็นธรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้น

ในระหว่างการเรียกร้องความเป็นธรรมนั้น เงื่อนไขที่ครอบครัวผู้สูญหายเห็นตรงกันและสื่อสารต่อรัฐบาลได้แก่ (1) การนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ (2) รัฐต้องยอมรับและรับรองให้วันที่ 17 พฤษภาคม เป็นวันพฤษภาประชาธรรม (3) สร้างอนุสาวรีย์ให้กับวีรชนและชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งภายหลังได้รับอนุมัติให้สร้างอนุสาวรีย์ในพื้นที่ปัจจุบัน ทว่างบประมาณในการสร้างอนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 35 นั้นมาจากการบริจาคของภาคประชาชนเท่านั้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อย้ำเตือนถึงเหตุการณ์พฤษภา 35 และต้องไม่ให้ความรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

อย่างไรก็ตาม ในอีก 10 กว่าปีต่อมา ภาพการสั่งให้ผู้ชุมนุมถอดเสื้อมัดมือไพล่หลังและนำตัวขึ้นรถบรรทุกของทหารเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในเหตุการณ์ตากใบ ที่ จ. นราธิวาส เมื่อปี 2547 ซ้ำร้ายในเหตุการณ์นั้น มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตจำนวนมากจากการนอนทับกันบนรถบรรทุกนานหลายชั่วโมง ผู้รอดชีวิตบางส่วนพิการ และอีกหลายคนเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิตจนถึงปัจจุบัน และต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2553 เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนสังหารผู้ชุมนุมที่สลายตัวและเข้ามาหลบภัยในวัดปทุมวนารามเพื่อรอเดินทางกลับบ้าน เฉพาะในเขตวัด มีผู้เสียชีวิต 6 คน บางส่วนเป็นเจ้าหน้าที่อาสาพยาบาล ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองเหตุการณ์ยังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้นำรัฐบาลคนใดต้องรับผิดชอบ โดยปัจจุบันคดีตากใบหมดอายุความ ส่วนคดีเสื้อแดงใกล้หมดอายุความในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

“เลือนแต่ไม่ลืม” จึงไม่เพียงถ่ายทอดเรื่องราวของผู้สูญหายและคนข้างหลังที่พยายามตามหาความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นความจริงบางอย่างที่ว่า “ความเป็นธรรมอาจไม่เคยเกิดขึ้นเลยในประเทศนี้”

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts