Silence from the Hill เสียงร่ำไห้จากขุนเขาที่แผ่วเบาในความรับรู้ของผู้คน

ย้อนไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2546 กระทรวงมหาดไทย ภายใต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศนโยบายปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาดทั่วประเทศ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “สงครามยาเสพติด” ที่มีกรอบระยะเวลาในการดำเนินงานเพียง 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2546 โดยมุ่งเน้นการลดจำนวนผู้ค้ายาเสพติด หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทว่าระยะเวลาในการดำเนินงานอันจำกัด ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำ “บัญชีดำ” หรือบัญชีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างเร่งด่วน โดยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำบัญชีไว้อย่างชัดเจน รอบคอบ และรัดกุม แต่ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ บวกกับการจูงใจเจ้าหน้าที่ด้วยรางวัลและการลงโทษ และการสนับสนุนของรัฐบาลให้มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ในฐานะภัยความมั่นคง ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงหลายรูปแบบ ทั้งการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์ การขึ้นบัญชีดำผู้ต้องสงสัยโดยไม่ผ่านกระบวนการไต่สวนอย่างละเอียด การข่มขู่คุกคามนักสิทธิมนุษยชน และการบังคับสูญหาย

มาตรการขั้นเด็ดขาดดังกล่าวนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 2,873 ราย ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน มีบุคคลอย่างน้อย 40 ราย ถูกบังคับสูญหาย โดยในรายงานระบุว่า 86% ของผู้ที่ถูกบังคับสูญหายที่ได้รับการบันทึก เป็นกลุ่มชาติพันธุ์

ท่ามกลางความพึงพอใจของคนไทยส่วนใหญ่ที่เห็นว่ารัฐบาลใช้ภาษีของประชาชนในการจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่เป็นภัยความมั่นคงอย่างผู้ค้ายาเสพติด เสียงปืนที่สังหารกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือและเสียงร่ำไห้ของครอบครัวผู้สูญเสียที่ดังอยู่ท่ามกลางขุนเขา กลับไม่อาจดังมาถึงความรับรู้ของสังคมไทยที่อยู่นอกพื้นที่ และทุกวันนี้ ครอบครัวของผู้สูญหายยังคงใช้ชีวิตอยู่กับความทุกข์ยากและความสิ้นหวัง โดยไม่มีหน่วยงานรัฐใดแสดงความรับผิดชอบต่อนโยบายที่ขาดความรอบคอบที่ประกาศใช้เมื่อกว่า 20 ปีก่อน

กลางปี 2569 ยศธร ไตรยศ ผู้กำกับสารคดีและช่างภาพจากกลุ่ม Realframe เดินทางเข้าสู่ อ. ฝาง และ อ. แม่อาย จ. เชียงใหม่ พื้นที่ใกล้ชายแดนภายใต้การดูแลของกองทัพ เพื่อถ่ายทำสารคดี “Silence from the Hill” ที่บอกเล่าเรื่องราวความรุนแรง ผลกระทบ และความสูญเสียของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ ที่สมาชิกในครอบครัวถูกบังคับสูญหายในช่วงสงครามยาเสพติด โดยมี “สีละ จะแฮ” นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเสียงของผู้สูญเสียเหล่านี้สู่ความรับรู้ของคนเมือง

Silence from the Hill เล่าเรื่องผ่านสายตาของทีมงานสารคดี ที่ติดตามสีละไปพบครอบครัวของผู้ที่สูญหายในเหตุการณ์สงครามยาเสพติด จำนวน 3 ครอบครัว ภาพที่ปรากฏผ่านสายตาของทีมงานมีเพียงถนนหนทางที่คดเคี้ยวไปตามเนินเขาสีเขียว ไร่นา และบ้านเรือนที่ห่างไกลจากคำว่าหรูหรา คลอด้วยเสียงสีละทักทายพูดคุยกับชาวบ้านในภาษาท้องถิ่น สลับกับการอธิบายให้ทีมงานฟังเป็นภาษาไทย อย่างไรก็ตาม ภาพและเสียงที่ดูเหมือนเป็นเพียงองค์ประกอบทั่วไปของภาพยนตร์กลับเผยให้เห็นปัจจัยมากมายที่เอื้อให้กลุ่มชาติพันธุ์อย่างชาวลาหู่ตกเป็นเป้าหมายของการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมและการบังคับสูญหาย ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ห่างไกลจากศูนย์กลาง และอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหาร สถานะทางเศรษฐกิจที่ยากจน อคติของเจ้าหน้าที่ที่มักเหมารวมว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต้องเกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมทั้งกำแพงภาษา ที่ยิ่งกีดกันพวกเขาไม่ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

ท่ามกลางปราการทางภูมิศาสตร์ ภาษา และอคติ นโยบายสงครามยาเสพติดได้ตอกย้ำความยากลำบากของชาวลาหู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยการพรากบุคคลอันเป็นที่รักไปจากครอบครัว หญิงสูงวัยชาวลาหู่คนหนึ่งใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายกับหลานชายพิการ ในบ้านที่มีผู้อื่นมาช่วยซ่อมให้ และพึ่งพิงความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน เธอสูญเสียสามีไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน

ภรรยาของผู้สูญหายคนหนึ่งจดจำรายละเอียดในชีวิตคู่แทบไม่ได้ แต่ภาพสุดท้ายในความทรงจำก่อนสามีจะหายตัวไป คือเธอและสามีถูกใส่กุญแจมือไพล่หลัง และมีเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งยิงปืนขู่ แม้ทั้งคู่จะมั่นใจว่าไม่ได้มียาเสพติดไว้ในครอบครอง พร้อมร้องขอชีวิต เธอบอกกับทีมงานสารคดีว่า “ตั้งแต่เขาออกประตูรั้วไปก็ไม่ได้เห็นอีก” ร่องรอยเดียวที่ยืนยันว่าเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนั้นเกิดขึ้นจริง คือรอยกระสุนปืนบนพื้นบ้าน

ญาติคนหนึ่งของสีละเล่าว่า เมื่อกว่า 20 ปีก่อน น้องชายวัย 13 – 14 ปีของเขาและเพื่อนอีก 2 คน ออกจากหมู่บ้านเพื่อไปดูโทรทัศน์ในอีกหมู่บ้านหนึ่ง ทว่าบนทางลัดที่พวกเขาใช้เป็นประจำกลับมีเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับขบวนการค้ายาเสพติด เด็กทั้งสามคนสูญหายไปในเหตุการณ์นั้น ภายหลังมีรายงานข่าวว่าเจ้าหน้าที่ได้สังหารพ่อค้ายาชาวไทยที่ชาวบ้านไม่รู้จัก แต่ไม่ปรากฏมีข่าวคราวของเด็กชายที่หายไปทั้งสามคน

แม้เรื่องราวของผู้สูญหายทั้งสามครอบครัวจะแตกต่างกันไปในรายละเอียด แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกครอบครัวล้วนเดินทางไปตามหาผู้สูญหายที่ค่ายทหารในพื้นที่ แต่กลับไม่พบตัว บ้างก็อ้างว่าได้ปล่อยตัวผู้สูญหายไปแล้ว แต่ที่ชัดเจนคือไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้สูญหายทั้งหมดจนกระทั่งทุกวันนี้ ทิ้งไว้เพียงคำถามว่า ผู้สูญหายเหล่านั้นอยู่ที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร ตามด้วยความโศกเศร้า ความโดดเดี่ยว ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

หลังจากหญิงชราสูญเสียสามี เธอไม่มีรายได้จากการทำงาน มีเพียงเบี้ยคนชราเดือนละ 700 บาท ที่ไม่เคยเพียงพอต่อการดำรงชีวิต แม้จะเคยขอบัตรคนจน แต่ก็ไม่ได้รับและไม่ทราบเหตุผล ขณะที่การร้องเรียนเรื่องสามีถูกบังคับสูญหายไม่เคยได้รับการช่วยเหลือหรือชดเชยเยียวยาใดๆ เช่นเดียวกับภรรยาของผู้สูญหายอีกคนที่ตัวแทนประกันชีวิตปฏิเสธที่จะให้เงินประกัน เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าสามีของเธอเสียชีวิตไปแล้ว

การตั้งกล้องนิ่งๆ เพื่อถ่ายทำการสัมภาษณ์ครอบครัวผู้สูญหายอาจจะเป็นเพียงแนวปฏิบัติขั้นพื้นฐานของการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยเฉพาะในงานผลิตภาพยนตร์สั้นที่มีทีมงานเพียงสองคน แต่กลับให้พื้นที่ในการถ่ายทอดเนื้อหาและเรื่องราวระหว่างบรรทัดของครอบครัวผู้สูญหายได้อย่างชัดเจน ทำให้เรามองเห็นทั้งความทุกข์ยากของเจ้าของเรื่อง ซึ่งล้วนเป็นผลกระทบระยะยาวต่อผู้ที่อยู่ข้างหลัง นั่นหมายความว่า การบังคับสูญหายไม่ใช่แค่เพียงการทำให้ใครคนหนึ่งหายตัวไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายชีวิตคนอีกหลายคน และอาจจะลุกลามไปยังสมาชิกในครอบครัวรุ่นต่อๆ ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม Silence from the Hill ก็ไม่ได้ฉายเฉพาะภาพความทุกข์ยากของครอบครัวผู้สูญหายจากนโยบายของรัฐเท่านั้น แต่ยังได้ฉายภาพ “ความหวังเล็กๆ” ผ่านผู้นำทางอย่างสีละ ที่แม้จะสูญเสียน้องชายไปในช่วงสงครามยาเสพติดเช่นเดียวกับหลายคน แต่เขาได้ผันตัวมาเป็นแกนนำชุมชนในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกซ้อมทรมาน การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม และการบังคับสูญหายในช่วงสงครามยาเสพติด เขาเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้สูญหายและส่งให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง รวมทั้งกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในหลายโอกาสเราจึงได้เห็นชายวัยกลางคนในชุดชนเผ่าผู้นี้เข้าร่วมการประชุมหรือวงเสวนาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เพื่อนำเสียงของชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลออกมาให้สังคมไทยได้รับรู้

แม้ Silence from the Hill จะเป็นสารคดีขนาดสั้นที่เรียบง่าย ไร้การปรุงแต่งหรือเทคนิคพิเศษใดๆ และในความรู้สึกของบางคนอาจเป็นผลงานที่ไม่ได้ให้ความบันเทิงใจนัก แต่ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้กลับทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา ด้วยคำพูดสั้นๆ แต่เรียบง่าย ภาษาถิ่นที่ไม่คุ้นหู การออกเสียงภาษาไทยที่ไม่ชัดเจนของบุคคลต้นเรื่อง ทำให้ทุกคนในเรื่องมีเลือดเนื้อที่จับต้องได้ ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้สูญเสีย โดยไม่ต้องอาศัยการตีความหรือคำอธิบายใดๆ จากผู้สร้างภาพยนตร์ แม้ประเด็นเรื่องการบังคับสูญหายจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ใครหลายคนควรมีโอกาสได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts