อันตรธาน: การบังคับสูญหายกับความเป็นธรรมผ่าน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

หลังจากขับเคลื่อนการร่างกฎหมายมาเป็นเวลานาน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ) บังคับใช้ โดยมีสาระสำคัญคือการกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีการบันทึกภาพขณะจับกุมควบคุมตัวประชาชน การกำหนดให้การทรมานและการบังคับสูญหายเป็นความผิดทางอาญา และการนำเจ้าหน้าที่ผู้กระทำการทรมานหรือบังคับสูญหายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ภายใต้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

หนึ่งปีหลังจากนั้น สุเมธ สุวรรณเนตร ผู้กำกับสารคดีเจ้าของผลงานสารคดีสั้น “เลือนแต่ไม่ลืม” ที่ว่าด้วยผู้สูญหายหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ได้เดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อติดตามหาคำตอบว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะสามารถแก้ไขปัญหาการทรมานและการบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหลายครั้งตั้งแต่อดีตได้หรือไม่ อย่างไร และถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นผ่านผลงานสารคดีความยาว 30 นาที ชื่อ “อันตรธาน”

ประเด็นการบังคับสูญหายที่กลับมาอีกครั้งในปี 2563 

ระหว่างทางของการขับเคลื่อน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ในปี 2563 เกิดกระแสการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะแพร่กระจายไปทั่วประเทศ หนึ่งในประเด็นที่จุดประกายการชุมนุม คือการบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมือง เมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ภาพของวันเฉลิมบนโปสเตอร์สีเหลือง ร่วมกับภาพผู้สูญหายคนอื่นๆ ในอดีต ปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุม และนั่นทำให้ประเด็นเรื่องการบังคับสูญหายถูกหยิบยกมาพูดถึงในสังคมอย่างแพร่หลายอีกครั้ง

“อันตรธาน” เปิดเรื่องด้วยภาพบรรยากาศการชุมนุมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในปี 2563 พร้อมเพลงแร็ปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งเป็นเพลงกระแสหลักในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเวลานั้น โดยมีจุดเด่นอยู่ที่เสียงของญาติผู้สูญหายแทรกอยู่ด้วย ตัดสลับกับภาพโปสเตอร์ผู้ถูกบังคับสูญหายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ที่ถูกบังคับสูญหายเมื่อปี 2497 จนถึงวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกบังคับสูญหายเมื่อปี 2563 ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ประเด็นหลักของสารคดี นั่นคือ “พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะใช้ได้จริงในปัจจุบันหรือไม่”

ต่างจากผลงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง “เลือนแต่ไม่ลืม” ที่ใช้วิธีการสัมภาษณ์สลับกับฟุตเทจเหตุการณ์ในอดีต แต่เนื่องจากการบังคับสูญหายนั้นไม่เคยปรากฏหลักฐานหรือมีการบันทึก ผู้กำกับจึงต้องใช้วิธีการเล่าเรื่องผ่านการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหาย ทั้งผู้เสียหาย องค์กรภาคประชาสังคม นักกฎหมาย และเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเรียงลำดับจากความเป็นมาของการบังคับสูญหายในประเทศไทยสู่การบังคับใช้และความคาดหวังต่อ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

บังคับสูญหาย: วิธีแก้ปัญหาเมื่อรัฐมองประชาชนเป็นศัตรู

ย้อนไปในช่วงปี 2513 – 2515 ซึ่งตรงกับยุคสงครามเย็นที่มหาอำนาจของโลกแบ่งเป็นสองฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายเสรีนิยม นำโดยสหรัฐอเมริกา และฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำโดยโซเวียตและจีน โดยต่างฝ่ายต่างพยายามขยายอิทธิพลของตนเข้าสู่ดินแดนต่างๆ ส่งผลให้รัฐบาลในหลายประเทศที่ได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากสหรัฐอเมริกาพยายามปราบปรามกลุ่มผู้เห็นต่าง โดยใช้ข้ออ้างของการเป็นคอมมิวนิสต์ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน และวิธีการที่รัฐมักใช้ คือการทรมานและการบังคับสูญหาย ดังที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ที่เรียกกันว่าการ “ถีบลงเขา เผาลงถังแดง”

ปัจจุบัน ครอบครัวและญาติของผู้สูญหายในเหตุการณ์ถังแดงได้รวมตัวกันจัดตั้ง “อนุสรณ์สถานถังแดง” เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้สูญหายในเหตุการณ์ครั้งนั้น พร้อมเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ผ่านป้ายลำดับเหตุการณ์และจารึกชื่อของผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย โดยหนึ่งในกรรมการผู้ร่วมก่อตั้งอนุสาวรีย์ถังแดงเล่าว่า ในเวลานั้น ขณะที่รัฐบาลไทยพยายามเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อถึงอันตรายของคอมมิวนิสต์ พรรคคอมมิวนิสต์เองก็ส่ง “สหาย” เข้ามาในชุมชน และเผยแพร่แนวคิดเรื่องความเป็นธรรมให้ชาวบ้าน ทว่าในที่สุด รัฐไทยก็ตอบโต้ด้วยวิธีการรุนแรง ทั้งการทรมานเพื่อให้รับสารภาพ การสังหารผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ต่อหน้าชาวบ้าน รวมทั้งการบังคับสูญหายผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์

อังคณา นีละไพจิตร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพรวมของสถานการณ์การบังคับสูญหายในอดีตว่า สาเหตุของปัญหาคือการที่รัฐมองผู้เห็นต่างทางการเมืองเป็นศัตรู และพยายามตัดปัญหาโดยการทำให้ผู้ที่มีศักยภาพในการต่อต้านรัฐหายไป และถือเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวภายในชุมชน ทำให้คนทั่วไปรู้สึกกลัวการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ไม่กล้าช่วยเหลือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิโดยรัฐ รวมถึงไม่กล้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบังคับสูญหาย ส่งผลให้ไม่เคยมีการบันทึกจำนวนของผู้ถูกบังคับสูญหายอย่างเป็นทางการ 

ขณะเดียวกัน เมื่อไม่ทราบชะตากรรมของผู้สูญหายว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เสียชีวิตหรือไม่ เพราะอะไร โดยใคร ก็ทำให้การเอาผิดตามกฎหมายทำได้ยาก ดังนั้น หลังจากที่ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (ICPPED) จึงนำไปสู่การผลักดันให้มีการร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่อควบคุมการใช้อำนาจของรัฐในการละเมิดสิทธิประชาชน และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนทุกคน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อประชาชนถูกจับกุมควบคุมตัว เจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัว รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลสถานที่ควบคุมตัว และให้ผู้ถูกควบคุมตัวสามารถติดต่อญาติ ทนาย หรือบุคคลที่ไว้วางใจได้ เพื่อป้องกันการควบคุมตัวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง

พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ใช้ได้จริงหรือไม่

แม้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บางส่วนจะเห็นว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้จะส่งผลดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ ในกรณีที่มีข้อบังคับให้บันทึกภาพการจับกุมในรูปแบบคลิปวิดีโอ เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในการจับกุมของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งยังอาจช่วยแก้ไขปัญหาการบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นระหว่างการจับกุม เช่น ในกรณีการจับกุมควบคุมตัวประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งที่ผ่านมามีประชาชนถูกจับกุมตัวไป และมีการปล่อยตัวแล้ว ทว่ากลับไม่พบตัวประชาชนดังกล่าวอีกเลย

อย่างไรก็ตาม สำหรับญาติของผู้สูญหาย พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจจะไม่ได้ให้ความมั่นใจมากนัก เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของญาติผู้ลี้ภัยทางการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนว่า ในกลุ่มผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศยังคงรู้สึกหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจคนรอบตัว โดยยังกลัวว่าคนรอบข้างอาจจะหักหลัง และชี้นำให้มีการละเมิดสิทธินักกิจกรรมทางการเมือง รวมทั้งเมื่อมีใครสักคนหายตัวไป สมาชิกในกลุ่มก็ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้สูญหายเหล่านั้น

อีกปัญหาหนึ่งที่ญาติผู้สูญหายต้องเผชิญ คือความไม่คืบหน้าของคดี แม้ญาติจะพยายามเดินเรื่องยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐต่างๆ แล้วก็ตาม สาเหตุหนึ่งคือเจ้าหน้าที่รัฐยังขาดความรู้ความเข้าใจในแนวคิด เนื้อหา และแนวทางปฏิบัติของ พ.ร.บ. ประกอบกับงบประมาณที่ยังมาไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ณ ช่วงเวลาของการถ่ายทำสารคดี เป็นช่วงเวลาหลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานได้เพียง 1 ปี การประเมินประสิทธิภาพหรือผลกระทบของ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวยังทำได้ยากและอาจไม่ครอบคลุม

ความหวังในการอำนวยความเป็นธรรมให้กับสังคม

แม้จะยังไม่อาจสรุปความท้าทายในการใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ภาพยนตร์ “อันตรธาน” ได้เน้นย้ำความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ นั่นคือ ทุกคนสามารถตกเป็นผู้เสียหายจากการทรมานและการบังคับสูญหาย จึงจำเป็นต้องมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของทุกคน เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ และยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

แม้ในตอนท้ายเรื่องจะให้พื้นที่ในการสรุปประเด็นกับผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคน แต่น่าเสียดายที่การเชื่อมโยงประเด็นระหว่างการบังคับสูญหาย และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน เข้ากับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 2563 กลับเบาบาง อาจเพราะเนื่องจากประเด็นเรื่องการบังคับสูญหายเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของปัญหาทางการเมืองที่กระตุ้นให้ผู้คนออกมาชุมนุม สิ่งเดียวที่ยังยึดโยงการบังคับสูญหายในอดีตเข้ากับสถานการณ์การเมืองในขณะนั้นได้ มีเพียงเพลงแร็ปพร้อมเสียงของ “มึนอ” พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ที่ถูกบังคับสูญหายเนื่องจากการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงบางกลอย ใน จ. เพชรบุรี เท่านั้น

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts