เพื่อนบ้านของไทยทำอะไร ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ 6 ตุลา 19
เหตุการณ์สังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และบริเวณสนามหลวง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 (ค.ศ. 1976) เป็นความรุนแรงโดยรัฐครั้งสำคัญที่มีผู้ให้คำจำกัดความเหตุการณ์นี้ว่า เป็นเหตุการณ์ที่ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” เพราะความโหดร้ายที่รัฐบาลไทยและประชาชนฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลกระทำต่อผู้ชุมนุมในเวลานั้นยากจะลืมเลือน ขณะเดียวกันก็เป็นความทรงจำที่เจ็บปวดสาหัสสำหรับครอบครัวและมิตรสหายของผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายในเหตุการณ์
แม้สาเหตุโดยตรงที่นำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 คือการเดินทางกลับมายังประเทศไทยของอดีตผู้นำเผด็จการ ถนอม กิตติขจร แต่ก็ยังมีปัจจัยแวดล้อมมากมายที่รัฐใช้เป็นข้ออ้างในการสังหารประชาชนอย่างโหดเหี้ยม หนึ่งในนั้นคือนโยบายต่อต้านแนวคิดคอมมิวนิสต์ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นแนวคิดกระแสหลักในหมู่นักศึกษาและปัญญาชน รัฐในขณะนั้นใช้ทุกวิถีทางในการชี้นำความคิดของประชาชนให้เห็นถึงภัยอันตรายของลัทธิคอมมิวนิสต์ รวมไปถึงการใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อยุยงปลุกปั่นสังคม จนกระทั่งวาทกรรมดังกล่าวกลายเป็นข้ออ้างในการปราบปรามประชาชนในที่ชุมนุมอย่างรุนแรง โดยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดต้องรับผิดชอบต่อการใช้ความรุนแรงกับประชาชน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพกว้าง เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และข้อกล่าวหาผู้ชุมนุมในขณะนั้นว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐในการจับกุมควบคุมตัวและใช้ความรุนแรงปราบปราม เป็นรูปแบบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อันเป็นผลมาจากการแข่งขันระหว่างขั้วเสรีนิยม ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และขั้วสังคมนิยมที่นำโดยโซเวียตและจีน ดังที่รู้จักกันในชื่อ “สงครามเย็น” โดยมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายในขณะนั้นพยายามหนุนหลังรัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงสงครามเย็น
เช่นเดียวกับในภูมิภาคอื่นๆ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เผชิญกับอิทธิพลของสงครามเย็นเช่นกัน เมื่อรัฐบาลฝ่ายขวาที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเสรีนิยม เช่น ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มักมองฝ่ายสังคมนิยมเป็นภัยต่อความมั่นคง ขณะที่รัฐบาลฝ่ายซ้าย เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ที่ได้รับการหนุนหลังจากฝ่ายสังคมนิยมก็มุ่งปราบปราม “ศัตรูทางชนชั้น” ทั้งที่เป็นศัตรูจริงและศัตรูในสายตาของรัฐ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ผลที่ตามมาคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความรุนแรงโดยรัฐต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง และหลายกรณีได้ทิ้งบาดแผลไว้จนถึงปัจจุบัน
ความรุนแรงโดยรัฐที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงช่วงสงครามเย็น แบ่งได้คร่าวๆ เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ การกวาดล้างภายในพรรคคอมมิวนิสต์และการกวาดล้างภายในรัฐโดยระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเกิดขึ้นในกัมพูชา เวียดนาม และลาว โดยมุ่งกำจัด “ผู้ทรยศ” เช่น คู่แข่งทางการเมือง ผู้เห็นต่างทางอุดมการณ์ ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มคนในยุคก่อนการปฏิวัติที่ยังหลงเหลืออยู่ เพื่อกระชับอำนาจควบคุมและรักษาความบริสุทธิ์ทางอุดมการณ์ ขณะที่รัฐบาลฝ่ายขวามักจะพึ่งพากองทัพหรือหน่วยงานความมั่นคงในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือเป็นศัตรูของชาติ โดยการควบคุมตัว สังหาร หรือประหารชีวิตอย่างเป็นระบบต่อผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ผู้ฝักใฝ่ฝ่ายซ้าย และขบวนการจัดตั้งแรงงาน ดังจะเห็นได้จากกรณีการปราบปรามในไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เป็นต้น
สำหรับรูปแบบการละเมิดที่มักเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในกรณีของรัฐบาลฝ่ายซ้าย ผู้ที่ตกเป็นเป้าของการละเมิดมักถูกตีตราว่าเป็นนายทุน ปัญญาชน สายลับต่างชาติ หรือผู้แปรพักตร์ ขณะที่รัฐบาลฝ่ายขวามักสร้างภาพศัตรูของชาติว่าเป็นคอมมิวนิสต์ที่ต้องการล้มล้างสถาบันทางสังคม เช่น สถาบันกษัตริย์ ศาสนา หรือขนบธรรมเนียมประเพณี เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน และนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐในการใช้ความรุนแรงโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ตั้งแต่การควบคุมตัวในสถานที่ปิดลับ การทรมาน การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม และการบังคับสูญหาย
นอกจากนี้ ในหลายประเทศยังพบว่ามีการละเมิดสิทธิในรูปแบบอื่นๆ เช่น การบังคับย้ายถิ่นฐานสู่ค่ายปรับทัศนคติ หรือสถานที่ที่ควบคุมโดยกองทัพ การบังคับใช้แรงงานในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งนำไปสู่การขาดสารอาหาร ภาวะอดอยาก และการปฏิเสธการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยจนกระทั่งประชาชนผู้ถูกละเมิดถึงแก่ชีวิตในที่สุด
รัฐคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงทศวรรษ 1970
หากนับตามหลักสากล ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 จะตรงกับทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เต็มไปด้วยความรุนแรงทางการเมืองและการกวาดล้างที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองอันสุดโต่ง โดยในกรณีของรัฐบาลในระบอบคอมมิวนิสต์ กรณีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงมากที่สุด คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาโดยเขมรแดง และการกวาดล้างภายในพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 1975 – 1979 ผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายของการกวาดล้าง ได้แก่ คนเมือง, ปัญญาชน, นักวิชาการ, พระสงฆ์ และชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวเวียดนาม ชาวมุสลิมจาม และชาวจีนดั้งเดิม รวมถึงสมาชิกระดับสูงของพรรคที่ถูกกล่าวหาว่าทรยศต่ออุดมการณ์พรรค บุคคลเหล่านี้ต้องเผชิญกับการบังคับย้ายถิ่น, การเป็นแรงงานบังคับในภาคการเกษตร, การทรมานและประหารชีวิตอย่างเป็นระบบในเรือนจำ เช่น S-21 หรือเรือนจำตวลสเลง, การอดอาหาร และการประหารหมู่ที่ทุ่งสังหาร ส่งผลให้มี ผู้เสียชีวิตทั้งหมดราว 1.5 – 2 ล้านคน (500,000 – 800,000 คน เสียชีวิตจากการประหารชีวิตโดยตรง) ขณะที่ประชาชนกว่าหมื่นคนสูญหายระหว่างการสอบปากคำในค่ายต่างๆ
ในช่วงทศวรรษเดียวกัน ในเวียดนาม อดีตเจ้าหน้าที่ทหารในเวียดนามใต้, ข้าราชการ, ผู้นำศาสนา, ปัญญาชน และฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองถึง 300,000 คน ถูกส่งตัวไปเป็นแรงงานบังคับในค่ายปรับทัศนคติ โดยมีระยะเวลาตั้งแต่หลักเดือนจนถึงกว่าสิบปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 15,000 – 20,000 คน เนื่องจากความอดอยาก ภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ความเจ็บป่วยจากสภาพพื้นที่ทุรกันดาร และการประหารชีวิตในค่าย ขณะที่ประชาชนกว่าแสนคนหลบหนีทางเรือไปยังดินแดนอื่น
ส่วนลาว ในช่วงหลังปี 1975 เจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่กองทัพของอดีตรัฐบาลกษัตริย์ลาวถูกควบคุมตัวในค่ายปรับทัศนคติ เช่นเดียวกับชนกลุ่มน้อยอย่างชาวม้ง ที่ถูกมองว่าเป็นแนวร่วมในการสู้รบของสหรัฐอเมริกา ก็ถูกกวาดล้างเช่นกัน ส่งผลให้ประชาชนราว 30,000 – 50,000 คน ถูกคุมขังในค่ายปรับทัศนคติ และกว่าหมื่นคนต้องหลบหนีข้ามแม่น้ำโขง ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ราว 10,000 ถึงกว่า 30,000 คน จากการประหารชีวิตและการเสียชีวิตในค่ายกักกันที่อยู่ห่างไกล บวกกับปฏิบัติการทางทหารต่อผู้สนับสนุนราชวงศ์ และผู้ก่อความไม่สงบชาวม้ง
การกวาดล้างคอมมิวนิสต์โดยรัฐบาลฝ่ายขวาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในกรณีของรัฐบาลฝ่ายขวาที่ได้รับการสนับสนุนจากขั้วเสรีนิยมอย่างสหรัฐอเมริกา การกวาดล้างมักกระทำอย่างเป็นระบบโดยกองทัพ กองกำลังความมั่นคง หรือรัฐบาลกษัตริย์นิยม และกลุ่มที่ตกเป็นเป้าการปราบปราม ได้แก่ ฝ่ายซ้ายทางการเมือง สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ขบวนการแรงงานฝ่ายซ้าย สื่อมวลชน นักศึกษาที่มีแนวคิดเอียงซ้าย รวมถึงผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์
หนึ่งในกรณีการปราบปรามโดยรัฐบาลฝ่ายขวาที่สำคัญ ได้แก่ อินโดนีเซีย ภายใต้การนำของนายพลซูฮาร์โต โดยในปี 1965 – 1966 กองทัพอินโดนีเซีย รวมทั้งกองกำลังกึ่งทหารในท้องถิ่นและกองกำลังอาสาสมัครทางศาสนา ได้ร่วมกันสังหารหมู่ผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ โดยการทรมานและการประหารชีวิตที่ไม่ผ่านการไต่สวน ร่างของผู้เสียชีวิตจะถูกโยนลงแม่น้ำหรือถูกฝังในหลุมฝังศพหมู่ ส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของโลกถูกโค่นล้มอย่างสมบูรณ์ และนำไปสู่ยุคระเบียบใหม่ที่กินระยะเวลายาวนานถึง 32 ปี
อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษ 1970 ผู้ต้องขังทางการเมืองกว่าแสนคนที่ถูกกวาดล้างในปี 1965 – 1966 ยังคงถูกคุมขังโดยไม่มีการไต่สวน ปัญญาชนและนักเขียนฝ่ายซ้ายที่มีชื่อเสียงหลายพันคน รวมทั้งสมาชิกสหภาพแรงงานและศิลปินถูกเนรเทศ ถูกบังคับใช้แรงงาน เผชิญโรคขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ถูกทรมาน และปฏิเสธการรักษาพยาบาล แม้แรงกดดันจากต่างประเทศจะช่วยให้ผู้ต้องขังทางการเมืองราว 30,000–50,000 คน ได้รับการปล่อยตัวในช่วงปี 1977 และ 1979 แต่พวกเขายังคงถูกคุมขังในบ้านอย่างถาวร และถูกจับตามองโดยรัฐ
หลังจากนั้น รัฐบาลซูฮาร์โตยังออกนโยบายที่เรียกว่า “สิ่งแวดล้อมสะอาด” (Clean Environment) ที่นำไปสู่การตีตราและการเลือกปฏิบัติต่อครอบครัวของผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์ โดยมีการตรวจสอบประวัติบุคคลย้อนหลัง หากพบว่าบุคคลนั้นๆ เกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์ไม่ว่าทางใดก็ตาม จะถูกกีดกันออกจากบริการของราชการ ไม่สามารถสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และไม่สามารถทำงานในหน่วยงานรัฐได้ ส่งผลให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นประชากรชั้นสองของสังคมในที่สุด
นอกจากนี้ ในช่วงปี 1975 – 1979 กองทัพอินโดนีเซียได้เข้าบุกรุกและยึดครองติมอร์ตะวันออก โดยอ้างว่าเป็นการปกป้องพื้นที่จากการยึดครองของคอมมิวนิสต์ นำไปสู่การสังหารหมู่ การประหารชีวิตโดยไม่ผ่านการพิจารณาคดี การประหารชีวิตในที่สาธารณะ การบังคับสูญหาย และการทำลายล้างอย่างไม่เลือกหน้า รวมทั้งการบังคับย้ายถิ่น ส่งผลให้ชาวติมอร์ตะวันออกราว 100,000 – 180,000 คน (จากจำนวนประชากรทั้งหมดราว 650,000) เสียชีวิตจากการสังหารหมู่โดยกองทัพ การจงใจทำให้ประชาชนอดอาหาร และเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บในช่วงเวลาดังกล่าว
ส่วนในฟิลิปปินส์ ทศวรรษ 1970 ตรงกับยุคกฎอัยการศึก ภายใต้การปกครองของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซึ่งมีนโยบายต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ และการปราบปรามการก่อความไม่สงบโดย “กองทัพประชาชนใหม่” หรือ New People’s Army (NPA), ผู้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ (CPP/NPA), กลุ่มกบฏโมโร, สมาชิกสหภาพแรงงาน และนักศึกษาที่เห็นต่างจากรัฐ โดยใช้วิธีการเดียวกับรัฐบาลฝ่ายขวาในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม, การทรมาน, การบังคับสูญหาย, การประหารชีวิตโดยไม่ผ่านการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และการบังคับย้ายถิ่นเข้าสู่หมู่บ้านทางทหาร (Hamleting) ส่งผลให้มีผู้ถูกควบคุมตัวโดยไม่ผ่านการไต่สวนภายใต้คำสั่งควบคุมตัวโดยประธานาธิบดี จำนวนกว่า 70,000 คน ผู้สูญหายกว่า 3,300 คน และประชาชนอีกกว่า 3,250 คน เสียชีวิตจากการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม
สำหรับในมาเลเซีย แม้หลายทศวรรษก่อนหน้าจะมีการปราบปรามสมาชิกของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติมลายา (Malayan National Liberation Army – MNLA), สมาชิกสหภาพแรงงานฝ่ายซ้าย และชาวจีนพื้นเมืองในชนบท ด้วยการควบคุมตัวแบบหมู่, การบังคับย้ายถิ่นฐาน และการเนรเทศ แต่ในช่วงทศวรรษ 1970 รัฐบาลยังคงมีมาตรการต่อต้านและปราบปรามการก่อความไม่สงบ โดยใช้กฎหมายความมั่นคงภายในมุ่งเป้าไปที่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาที่หลงเหลืออยู่, กองกำลังใต้ดิน และนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรมสุดโต่ง กลุ่มคนเหล่านี้จะถูกควบคุมตัวเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการไต่สวนและถูกติดตามสอดส่องโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ในสิงคโปร์ แม้จะมีปฏิบัติการปราบปรามฝ่ายซ้ายในช่วงสงครามเย็น ทว่าลักษณะการปราบปรามจะเป็นเชิงป้องกันและการบริหาร ซึ่งแตกต่างจากในอินโดนีเซียและไทย โดยเน้นการควบคุมตัวเชิงป้องกันโดยไม่ผ่านการพิจารณาคดี การเนรเทศทางการเมือง การแบนฝ่ายตรงข้าม และใช้กฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อตัดกำลังของฝ่ายซ้ายสุดโต่งเป็นหลัก โดยในปฏิบัติการโคลด์สโตร์ (1963) บุคคลสำคัญของฝ่ายซ้ายกว่า 110 – 130 คน ถูกจับกุมตัวพร้อมกันในคืนเดียว รวมทั้งฝ่ายจัดตั้งสหภาพ สหภาพแรงงาน สื่อมวลชน และแกนนำนักศึกษา ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหยุดเคลื่อนไหวเป็นเวลาหลายเดือน ก่อนที่สิงคโปร์จะเข้าร่วมกับสหพันธรัฐมาเลเซีย และพรรค PAP ของลีกวนยูได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภาอย่างสมบูรณ์
ต่อมา หลังจากปฏิบัติการโคลด์สโตร์ ระหว่างปี 1970 – 1979 ชุดปฏิบัติการกวาดล้างและปราบปรามได้กวาดล้างกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้าย สื่อมวลชน สหภาพแรงงาน และขบวนการนักศึกษา รวมถึงผู้ต้องสงสัยว่าสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์มลายา โดยใช้การควบคุมตัวโดยไม่มีการไต่สวน การบังคับสารภาพทางโทรทัศน์ต่อสาธารณะ, การยกเลิกสถานะพลเมือง และการเนรเทศทางการเมือง ทว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากการประหารชีวิตโดยตรง
ส่วนในปฏิบัติการสเปคตรัม (1987) ในช่วงปลายยุคสงครามเย็น พนักงานในโบสถ์โรมันคาทอลิก 22 คน นักสังคมสงเคราะห์ และปัญญาชนถูกจับกุมตัวภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายในในข้อหาสมคบคิดกับกลุ่มมาร์กซิสต์ เพื่อล้มล้างประเทศ แต่ไม่มีผู้ที่ถูกประหารชีวิตหรือเสียชีวิตโดยตรง เนื่องจากไม่มีการสังหารหมู่อย่างเป็นระบบหรือการกวาดล้างโดยหน่วยโจมตี อย่างไรก็ตาม ประชาชนหลายร้อยคนถูกควบคุมตัวโดยไม่ผ่านกระบวนการไต่สวนภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายใน ผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนมากถูกจำคุกเป็นเวลากว่าสิบปีโดยไม่มีการพิจารณาคดี ส่วนใหญ่เผชิญกับการสอบปากคำด้วยวิธีการรุนแรง การขังเดี่ยวเป็นเวลานาน ถูกบังคับให้สารภาพความผิดในทางสาธารณะ และการเนรเทศอย่างถาวรหรือการสูญเสียสถานะพลเมือง
ส่วนในบรูไน ภายหลังจากการกบฏด้วยอาวุธในปี 1962 โดยพรรค Rakyat Brunei (PRB) ซึ่งเป็นพรรคเอียงซ้าย ประสบความล้มเหลว สมาชิกกลุ่มกบฏประมาณ 50 – 60 คน ถูกสังหาร สุลต่านแห่งบรูไนได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ยุบสภานิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้ง และแบนพรรค PRB รวมทั้งปราบปราบฝ่ายซ้าย สมาชิกสหภาพแรงงาน และผู้สนับสนุนพรรค PRB อย่างเป็นระบบ โดยการควบคุมตัว แม้ว่าภายหลังผู้ต้องขังส่วนใหญ่จะได้รับการนิรโทษกรรมและปล่อยตัวในอีกหลายปีต่อมา แต่แกนนำระดับสูงของพรรค PRB ยังคงถูกจำคุกโดยไม่ได้ผ่านการพิจารณาคดีภายใต้อำนาจของกฎหมายฉุกเฉินต่อมาเป็นเวลาอีกหลายปี หรือถูกเนรเทศอย่างถาวรไปยังอินโดนีเซียและมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉุกเฉินที่ประกาศเมื่อปี 1962 ยังไม่เคยถูกยกเลิก และมีการยืดระยะเวลาการใช้กฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปตลอดทศวรรษ 1970 รวมทั้งยังมีการปราบปรามทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง พรรคการเมืองฝ่ายค้านทั้งหมดถูกยุบ เพื่อไม่ให้มีการก่อตั้งพรรคการเมืองโดยฝ่ายซ้ายหรือพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศ ส่งผลให้บรูไนกลายเป็นประเทศที่ปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และห้ามมีพรรคฝ่ายค้ายที่เป็นฝ่ายซ้ายอย่างถาวร
สำหรับเมียนมา หลังจากการรัฐประหารยึดอำนาจโดยนายพลเน วิน ในปี 1962 ได้มีการก่อตั้งพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า (Burma Socialist Programme Party – BSPP) ภายใต้อุดมการณ์ที่เรียกว่า “เดินทางสู่สังคมนิยมในแนวทางของพม่า” ที่สุดโต่งและโดดเดี่ยวตามแนวทางของตัวเอง ส่งผลให้ระบอบการปกครองของเน วิน ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของสหรัฐฯ และไม่ได้สนับสนุนแนวทางคอมมิวนิสต์แบบโซเวียตหรือจีน อย่างไรก็ตาม รัฐพม่าได้สั่งการและออกปฏิบัติการทางทหารเพื่อกวาดล้างคอมมิวนิสต์ พรรคการเมืองคู่แข่ง นักศึกษา ผู้นำสหภาพ ปัญญาชน และพลเรือนที่เห็นต่างอย่างเป็นระบบเช่นกัน
ทางด้านพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) ภายหลังจากการกวาดล้างภายในพรรคในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมในปี 1967–1968 ก็อ่อนแอลงอย่างมาก แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนในด้านการเงิน การขนส่ง การทหาร รวมทั้งอาวุธหนักเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลของเน วิน CPB จึงกลายเป็นกองทัพติดอาวุธ พร้อมเกณฑ์ทหารกลุ่มชาติพันธุ์หลายหมื่นคนบริเวณชายแดนให้เข้าร่วมรบในกองทัพของ CPB แม้จะมีความแตกต่างกันในทางอุดมการณ์
ในช่วงทศวรรษ 1970 นายพลเน วิน ได้ใช้มาตรการ “Four Cuts” ที่ไม่เน้นการต่อสู้แบบเผชิญหน้า แต่มุ่งตัดกำลังพรรคคอมมิวนิสต์พม่าใน 4 มิติ ได้แก่ (1) ตัดอาหาร โดยการยึดครอง เผา หรือทำลายพืชผลทางการเกษตร ปศุสัตว์ และนาข้าว เพื่อให้ผู้ก่อความไม่สงบต้องอดอยาก (2) ตัดเงินทุน โดยการสกัดกั้นเส้นทางการค้า แหล่งหลบเลี่ยงภาษี และเส้นทางสินค้าจากตลาดมืด ที่จะเป็นแหล่งรายได้ให้กับกองกำลังก่อความไม่สงบ (3) ตัดกำลังพล โดยการตัดการเข้าถึงชาวบ้านวัยหนุ่ม แรงงาน และลูกหาบ และ (4) ตัดข่าวกรอง โดยการข่มขู่พลเรือนเพื่อไม่ให้รายงานข่าวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกองทัพหรือเตือนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกองทัพ พร้อมทั้งไล่ล่าแกนนำของพรรคอย่างเป็นระบบ
แม้มาตรการ Four Cuts จะสามารถทำลายขบวนการของ CPB ได้อย่างราบคาบ แต่ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่สู้รบ โดยประชาชนจะถูกบังคับย้ายถิ่น สังหารนอกกระบวนการยุติธรรม บังคับใช้แรงงาน และเผาหมู่บ้าน รวมทั้งมีการวางยาพิษในบ่อน้ำ และวางกับระเบิดรอบพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อไม่ให้พลเรือนกลับมาหรือปลูกพืชเป็นอาหารให้กับนักรบของ CPB ส่วนผู้ที่มีอาหารส่วนเกิน เกลือ หรือยารักษาโรค จะถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์ และถูกประหารชีวิตโดยไม่ผ่านการพิจารณาคดีหรือทรมาน
6 ตุลา 19 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าความรุนแรงโดยรัฐในทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนมีฉากหลังเป็นจุดร่วมเดียวกัน คือความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมืองและการชิงอำนาจระหว่างฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายสังคมนิยม ซึ่งนำไปสู่การกำหนดจุดยืนและนโยบายทางการเมืองของรัฐบาลแต่ละประเทศ และส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนในช่วงเวลานั้นๆ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันคือรูปแบบวิธีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ กล่าวคือ รัฐที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์จะมีวิธีการละเมิดสิทธิประชาชนคล้ายกัน เช่น การบังคับย้ายถิ่น การประจาน การยึดทรัพย์ หรือเป้าหมายที่เป็นชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง ขณะที่รัฐฝ่ายขวามักจะพึ่งพากองทัพหรือกองกำลังความมั่นคง การทรมาน และการบังคับสูญหาย ในการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง ลักษณะเหล่านี้สะท้อนถึงธรรมชาติของมหาอำนาจทั้งฝ่ายเสรีนิยมและสังคมนิยมที่สนับสนุนรัฐบาลแต่ละประเทศ
และที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ประชาชนในหลายประเทศยังคงแบกรับมรดกที่เป็นบาดแผลจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในช่วงสงครามเย็น แม้แต่ประเทศไทยเอง การสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ การบังคับสูญหายผู้เห็นต่างทางการเมือง และการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดต้องรับผิดชอบ ผู้เสียหายยังคงไม่ได้รับความเป็นธรรม อีกทั้งรัฐยังไม่เคยยอมรับและพยายามลบเลือนเหตุการณ์เหล่านี้ และวงจรความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นต่อไป เนื่องจากไม่มีใครเรียนรู้ว่า “อย่าให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก”






