ศาลปราจีนฯ ชี้ พลทหารเพรชรัตน์ เสียชีวิตจากอาการกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ แม้พยานยันมีการทำร้ายร่างกาย ครอบครัวสู้ต่อ “เพราะไม่อยากให้เกิดกับใครอีก”

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 10.30  น. ศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้มีคำสั่งคดีไต่สวนการชันสูตรพลิกศพ คดีหมายเลขดำ ช.1/2569 กรณีพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง เสียชีวิตภายในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ว่า สาเหตุการเสียชีวิตของพลทหารเพรชรัตน์คืออาการหัวใจวายแบบคั่งเลือด เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของพยานที่เป็นพลทหารร่วมห้องขัง ที่ยืนยันว่าพลทหารเพรชรัตน์ถูกหัวหน้าห้องขังทำร้ายร่างกาย ก่อนจะเสียชีวิต

คำสั่งของศาลระบุว่า พลทหารร่วมห้องขังที่เบิกความว่าพลทหารที่เป็นหัวหน้าห้องขังเตะพลทหารเพรชรัตน์จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ถือเป็นพยานคนสำคัญที่ยืนยันเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ แต่เนื่องจากไม่ปรากฏว่าพลทหารที่เป็นพยานผู้นี้ได้ไปให้การต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ซึ่งมีการอภิปรายเรื่องนี้โดยเฉพาะ ประกอบกับภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นเหตุการณ์เพียงบางส่วน แต่ไม่ปรากฏภาพผู้ตายถูกหัวหน้าห้องขังทำร้ายร่างกาย อีกทั้งรายงานชันสูตรของแพทย์นิติเวชก็ไม่ปรากฏรอยฟกช้ำหรือร่องรอยบาดแผล ศาลจึงมีคำสั่งว่า

“ผู้ตาย คือ พลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง ตายที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เหตุและสาเหตุที่ตายคือ หัวใจวายแบบคั่งเลือด จากกล้ามเนื้อหนาตัวผิดปกติ ในระหว่างความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่”

ก้องภพ ปานพูน อาเขยของพลทหารเพรชรัตน์ กล่าวภายหลังจากฟังคำสั่งของศาลว่า ตนและครอบครัวขอบคุณและเคารพในคำสั่งของศาล แต่ยังรู้สึกผิดหวัง เนื่องจากตลอดระยะเวลา 8 เดือน ที่หลานเสียชีวิต ตนและครอบครัวพยายามค้นหาความจริงมาโดยตลอด เพียงแต่สิ่งที่หามาได้นั้นกลับไม่มากพอที่จะได้รับการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ก้องภพและครอบครัวยืนยันว่าจะเดินหน้าสู้ต่อไป โดยจะนำพยานหลักฐานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคล พยานวัตถุ หรืออื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว และที่กำลังจะค้นหาเพิ่มเติม เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้ได้รับการพิจารณาจากกระบวนการยุติธรรม และเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้ถูกลงโทษ เพราะตนและครอบครัวไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับใครขึ้นอีก

ก่อนหน้านี้ ในการสืบพยานวันที่ 22 พฤษภาคม 2569พยานซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องขังและอยู่กับพลทหารเพรชรัตน์ในวันเกิดเหตุ ได้เบิกความทำนองว่า ผู้ที่ลงมือทำร้ายร่างกายพลทหารเพรชรัตน์ได้เรียกให้พลทหารเพรชรัตน์ออกไปนอกแถวเพื่อลงโทษ และทำร้ายร่างกายโดยการเตะเข้าที่หน้าอก จำนวน 2 ครั้ง จึงทำให้พลทหารเพรชรัตน์มีอาการช็อค และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่คำสั่งศาลเมื่อวานนี้กลับยึดตามรายงานชันสูตรของแพทย์นิติเวชเป็นหลัก

การเสียชีวิตของพลทหารเพรชรัตน์เป็นการเสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ประกอบกับการที่พยานยืนยันว่ามีการทำร้ายร่างกายพลทหารเพรชรัตน์ก่อนจะเสียชีวิต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สื่อมวลชนและสังคมจะต้องจับตามองกระบวนการสืบสวนสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าของคดีตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการค้นหาความจริงและเปิดเผยความจริงที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นรูปธรรม  สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย นำไปสู่การยุติการลอยนวลพ้นผิด และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวอื่นอีกต่อไป

Author