คืบหน้าคดีปฏิบัติโหดร้าย – อุ้มหาย “ลุงเปี๊ยก” ศาลนัดสืบพยาน มกราคม – กุมภาพันธ์ 2570 จำเลยตำรวจ 7 คน ขึ้นเบิกความต่อศาล

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 ได้เสร็จสิ้นการตรวจพยานหลักฐานในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ปท 2/2569 ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ นายปัญญา คงแสนคำ (ลุงเปี๊ยก) เป็นโจทก์ร่วม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ 7 คน เป็นจำเลย ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และบังคับสูญหายนายปัญญา เมื่อปี 2567

หลังจากการตรวจพยานหลักฐานเสร็จสิ้น ศาลได้กำหนดวันนัดสืบพยานรวม 6 วัน โดยนัดสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วม จำนวน 18 ปาก ในวันที่ 28, 29 มกราคม, 9 และ 10 กุมภาพันธ์  2570  นัดสืบพยานจำเลยจำนวน 7 ปาก ในวันที่ 11 และ 12 กุมภาพันธ์ 2570 เวลา 09.30 – 16.30 น. ณ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 จ. ระยอง

 ทั้งนี้พยานฝ่ายโจทก์มีทั้งสิ้น 70 ปาก ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนของดีเอสไอได้ทำรายงานการสอบสวนไว้แล้วนั้น ฝ่ายจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การพยาน 52 ปาก จึงไม่ต้องนำพยานมาเบิกความต่อศาลอีก โดยศาลจะถือเอาข้อเท็จจริงตามสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอดังกล่าว ส่วนพยานฝ่ายโจทก์อีก 18 ปากนั้นยังมีประเด็นที่โต้แย้งกันอยู่ จึงต้องนำพยานมาเบิกความต่อศาล ส่วนพยานฝ่ายจำเลยทั้ง 7 อ้างตนเองเป็นพยาน ทั้ง 7  ปาก โดยในวันนัดดังกล่าว จำเลยที่ 1,2,3,5 และ 6 ได้ยื่นคำแถลงต่อศาลวางเงินจำนวน 200,000 บาท  เพื่อเยียวยาความเสียหายให้กับนายปัญญาอีกด้วย 

จำเลยทั้งเจ็ดถูกฟ้องในฐานความผิดตามกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 309 และ 310  พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172  พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 3, 6, 7, 36 และ 37  ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปคือ เป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย, กระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปกปิดชะตากรรม (บังคับให้สูญหาย)

คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 ที่มีผู้พบศพนางบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ”  ถูกทิ้งไว้ที่บริเวณโรงเรียนศรีอรัญโญทัย อ. อรัญประเทศ จ. สระแก้ว โดยนายปัญญา หรือ “ลุงเปี๊ยก” ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลงมือทำร้ายนางบัวผัน และเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวนายปัญญา โดยอ้างว่าเป็นการ “เชิญตัว” ไปยังโรงพักเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กลับควบคุมตัวนายปัญญาไว้ตลอดทั้งคืน มีการใส่กุญแจมือ และกระทำละเมิดต่อนายปัญญา ในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม เช่น มีการใช้ถุงดำครอบศีรษะ รวมทั้งยังมีการนำตัวนายปัญญาไปฝากขังที่ศาลและควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำเป็นเวลาถึง 2 วัน จนกระทั่งปรากฏหลักฐานที่ชี้ชัดถึงผู้ก่อเหตุตัวจริง ดังนั้น นายปัญญาจึงเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กลับตกเป็นแพะในกรณีนี้

นอกจากนี้ กรณีการปฏิบัติที่โหดร้ายและบังคับสูญหายนายปัญญา ยังเป็นการดำเนินคดีภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่มีความสำคัญคือเป็นการนำตัวเจ้าหน้าที่ผู้กระทำการละเมิดเข้าสู่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นศาลพลเรือนและมีอำนาจไต่สวนและแสวงหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีโดยตรง จึงอาจสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความเป็นอิสระ ความโปร่งใส และการพิจารณาคดีอย่างละเอียดถี่ถ้วน

CrCF ขอเชิญชวนให้สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปติดตามความคืบหน้ากรณีของนายปัญญา หรือ “ลุงเปี๊ยก” อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำผิดจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม สามารถคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัว รวมถึงเป็นบทเรียนให้กับสังคมในการป้องกันการจับแพะได้ในที่สุด

Author