“กัญญา”: บทสนทนากับแม่ของผู้สูญหายที่ศาลไม่ยอมให้สาบสูญ
พฤษภาคม 2562 สยาม ธีรวุฒิ นักกิจกรรมทางการเมือง หนึ่งในนักแสดงละครเวทีเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” ที่ถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 112 และลี้ภัยออกจากประเทศไทยหลังการรัฐประหารปี 2557 ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวขณะลี้ภัยที่ประเทศเวียดนาม และถูกส่งตัวกลับมายังประเทศไทย ทว่าไม่มีใครทราบว่าหน่วยงานใดเป็นผู้จับกุม และจนกระทั่งปัจจุบัน ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมของสยาม
นับตั้งแต่สยามหายตัวไปเมื่อ 7 ปีก่อน “กัญญา ธีรวุฒิ” หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ “แม่สยาม” เดินทางไปยังหน่วยงานรัฐต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ติดตามหาตัวสยาม ทว่าทุกวันนี้ นอกจากคดีบังคับสูญหายจะไม่มีความคืบหน้าแล้ว กระบวนการยุติธรรมอันน่าพิศวงในประเทศนี้ยังซ้ำเติมความทุกข์ของครอบครัวธีรวุฒิยิ่งขึ้นไปอีก
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของสยาม 31 ตุลาคมนี้ ประชาไทร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) เดินทางไปพบกัญญาและครอบครัว ก่อนงานวันเกิดที่ไร้เจ้าของวันเกิดจะเริ่มขึ้นในสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้
ในกรณีทรมานและบังคับสูญหายที่ผู้เสียหายไม่อาจเรียกร้องความเป็นธรรมได้ด้วยตัวเอง บุคคลแรกๆ ที่มักเป็นแกนหลักในการเรียกร้องความเป็นธรรมคือสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะ “แม่” ซึ่งในหลายกรณี แม่เหล่านี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักจากชื่อของพวกเธอ แต่ทุกคนมักถูกเรียกว่า “แม่ของ…” เช่นเดียวกับกัญญา ที่ไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักในชื่อแม่กัญญาเท่านั้น แต่เธอยังแนะนำตัวกับทุกคนว่า “แม่สยาม” และมักปรากฏตัวในเสื้อยืดสกรีนคำว่าสยามถูกอุ้มหาย
ก่อนจะมาเป็นแม่ของสยาม กัญญามาจากครอบครัวสามัญชน จบการศึกษาเพียงชั้นประถม แต่ฝึกอาชีพจนได้เป็นช่างทำผมในร้านใกล้กับร้านซ่อมแอร์ และที่นั่น เธอได้พบกับสามี สานสัมพันธ์กันราว 1 ปี และกลายเป็นคู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานเกือบ 40 ปี โดยมีลูกชายคนแรกคือสยาม ตามด้วยลูกสาวคนเล็ก ที่ปัจจุบันก็เป็นอีกแรงที่ช่วยแม่ตามหาพี่ชาย
“สมัยคลอดสยามใหม่ๆ แม่ไปเข้าอบรมการดูแลเด็กอ่อน และสยามได้เป็นตัวอย่างตอนสาธิต แต่ไม่ได้บอกแม่ก่อน แม่เลยใจหาย พออายุ 3 ขวบ ก็หายไปอีก แม่ไปตลาด จูงน้อง ไม่ได้จูงพี่ ปรากฏว่าลูกหายที่ตลาด ไปเจออีกทีคือไปนั่งจับปลาที่ร้านขายปลา” กัญญาเล่าถึงความห่วงหาของแม่มือใหม่ที่มีต่อลูกน้อย ซึ่งไม่เคยเสื่อมคลายแม้วันที่ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ภายในบ้านหลังเล็กนี้ เสียงหัวเราะเฮฮาและการหยอกล้อกันระหว่างคู่ชีวิตสูงวัยอาจเป็นภาพแห่งความสุขที่หลายครอบครัวต่างก็วาดหวังว่าจะมี ถ้าเพียงแต่ส่วนหนึ่งในครอบครัวไม่ได้หายไป
“สยามบอกน้องว่าให้มีลูกเยอะๆ เดี๋ยวพี่ช่วยเลี้ยง แต่สุดท้ายสยามก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย”
หลังจากการร้องเรียนหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง รวมถึงศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ผลที่ได้คือความว่างเปล่า และคำตอบผ่านหนังสือตอบกลับที่มีใจความหลักระบุว่า “ไม่พบหลักฐานว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง” และจนถึงวันนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ
7 ปีที่ไม่มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวของสยาม สิ่งที่ยังแทบไม่เปลี่ยนแปลงคือหนังสือของสยามบนชั้นหนังสือ ที่ครอบครัวยังคงเก็บรักษาไว้อย่างดีด้วยความที่ลูกชายคนโตเป็นคนรักหนังสือ และยังมีมิตรสหายส่งหนังสือมาให้ที่บ้าน แม้กัญญาจะบอกว่าตนอ่านหนังสือไม่ออกก็ตาม สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้อย่างดีว่าสยามยังคงมีตัวตนอยู่ในความทรงจำของคนรอบข้าง ขณะเดียวกัน สิ่งที่เพิ่มขึ้นทุกปีคือโปสเตอร์เชิญชวนร่วมงานวันเกิดของสยาม ที่ครอบครัวจัดขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี เพื่อเป็นการรวมตัวมิตรสหายและคนที่รักสยามให้มาร่วมระลึกถึงเขา
อย่างไรก็ตาม การหายตัวไปของสยามไม่ได้ทำให้เวลาของครอบครัวหยุดลง เพราะทุกคนยังคงต้องใช้ชีวิตในโลกที่ผันผวนทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม นั่นหมายความว่า ครอบครัวของสยามไม่อาจหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลงใดๆ ขณะที่ครอบครัวอื่นๆ เผชิญมรสุมทางเศรษฐกิจ ครอบครัวธีรวุฒิที่ขาดอีกหนึ่งกำลังในการประคับประคองครอบครัวก็ได้รับผลกระทบรุนแรงไม่ต่างกัน เพราะเมื่อสามีที่เป็นหัวหน้าครอบครัวล้มป่วย ไม่สามารถเดินทางออกไปทำงานล้างแอร์ตามบ้านได้เหมือนอย่างเคย กัญญาจึงกลายเป็นกำลังหลักในการหารายได้มาจุนเจือครอบครัวและจ่ายหนี้สิน แม้ ณ ปัจจุบันนี้จะไม่ได้มีงานว่าจ้างล้างแอร์เข้ามานานเกือบ 3 เดือนแล้วก็ตาม
ภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้านและค่าใช้จ่ายในการติดตามหาลูกชาย ทำให้กัญญาตัดสินใจร้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำสั่งให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อนำคำสั่งดังกล่าวไปใช้ในการจัดการบัญชีทรัพย์สินของสยามที่อยู่ในธนาคาร ทว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าสยามเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีตามมาตรา 112 และอาจจะกำลังหลบหนีคดีอยู่ และในเวลาต่อมา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่ปัญหาสำคัญอันเกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ ทำให้คำพิพากษายกคำร้องของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ถือเป็นอันสิ้นสุด สยามจึงถูกตัดสิทธิการเป็นบุคคลสาบสูญ และถือว่าครอบครัวจะไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ จากรัฐอย่างเป็นทางการ
ภาพของกัญญาและสามีที่ยังคงบอกเล่าเรื่องราวอย่างอารมณ์ดีและหยอกล้อกับผู้มาเยือนจึงเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตของ “ครอบครัวผู้สูญหาย” ที่ในระหว่างทางแม้จะมีเรื่องราวความทรงจำดีๆ ให้ระลึกถึง แต่อีกหลายส่วนในชีวิตก็กำลังถูกเหยียบย่ำและบั่นทอนโดยผู้มีอำนาจทั้งที่พวกเขาไม่ได้กระทำความผิดใดๆ สารคดีขนาดสั้น “กัญญา” ที่มีเพียงบทสนทนาทั่วไประหว่างแม่คนหนึ่งและแขกที่มาเยี่ยมบ้านจึงเจือไปด้วยความทุกข์อันหนักอึ้งและขมขื่น โดยที่ไม่รู้ว่าจุดจบจะมาถึงเมื่อไรและอย่างไร





