7 ปี 13 หน่วยงาน! รัฐให้ความเป็นธรรมแค่ไหนแก่แม่ของ “สยาม ธีรวุฒิ” ผู้ถูกบังคับสูญหาย
การบังคับสูญหายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐมักนำมาใช้ในการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง ที่ไม่ใช่แค่การปิดปากโดยการทำให้บุคคลหนึ่งสูญหายไปอย่างไร้หลักฐานเชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่เป้าหมายของการบังคับสูญหายยังมุ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับคนทั้งสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ตกเป็นเป้าในการบังคับสูญหายจึงมักจะเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง สื่อมวลชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไป
สำหรับประเทศไทย กรณีบังคับสูญหายเกิดขึ้นหลายครั้งนานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร และหลังจากการรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557 นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับคณะรัฐประหารหลายคนถูกเรียกตัวเพื่อ “ปรับทัศนคติ” นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายคนตัดสินใจลี้ภัยออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ลี้ภัยทางการเมืองหลายคนกลับถูกไล่ล่า ถูกบังคับสูญหาย และถูกสังหารในที่สุด
สยาม ธีรวุฒิ หรือไอซ์ เป็นหนึ่งในบรรดานักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ลี้ภัยไปยังต่างประเทศ เขาถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 112 จากการเป็นนักแสดงในละครเวทีเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 สยามถูกจับกุมที่ประเทศเวียดนามและส่งกลับมายังประเทศไทย ทว่าไม่มีใครทราบว่าเขาอยู่ที่ไหน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธว่าไม่ได้มีการควบคุมตัว และหลังจากนั้นก็ไม่พบร่องรอยหรือทราบชะตากรรมของเขาอีกเลย
การหายตัวไปของสยามไม่ใช่แค่ใครคนหนึ่งหายไป แต่เหตุการณ์นี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่งไปตลอดกาล เพราะนับตั้งแต่วันแรกที่สยามหายตัวไปจนกระทั่งเวลาผ่านมา 7 ปี “กัญญา ธีรวุฒิ” แม่ของสยาม ได้เดินทางไปยังหน่วยงานรัฐต่างๆ ถึง 14 หน่วยงาน เพื่อเรียกร้องให้มีการตามหาตัวลูกชาย และคืนความเป็นธรรมให้แก่เธอและครอบครัว แต่เส้นทางสู่ความเป็นธรรมกลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หวัง และอาจกลายเป็นการทำลายความหวังของแม่คนหนึ่งไปด้วย
7 ปี 13 หน่วยงาน: เมื่อแม่ออกเดินทางตามหาลูกชาย
หลังจากทราบข่าวว่าสยามถูกจับกุมตัวพร้อมเพื่อนขณะลี้ภัยอยู่ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 สองวันต่อมา กัญญาเดินทางไปยังกองบังคับการปราบปราม เพื่อยื่นหนังสือขอทราบผลการจับกุมตัวสยามและเพื่อน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธว่าไม่ได้มีการจับกุมตัว ไม่ได้รับตัวสยามมาจากเวียดนาม และสยามไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่
ต่อมาในวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 กัญญายื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและกระทรวงการต่างประเทศ ขอให้สืบสวนการสูญหายและประสานงานติดตามตัวสยามกับทางการเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่ามีการประสานงานแล้ว แต่ทางการเวียดนามตอบกลับว่าไม่มีข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกประเทศเวียดนามของสยาม เรื่องจึงไม่มีความคืบหน้า
นอกจากนี้ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 กัญญาได้ยื่นหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องการจับกุมและส่งตัวสยามกลับไทยต่อสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับหรือคำอธิบายใดๆ จากทางการเวียดนาม จากนั้น ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 กัญญาได้ยื่นเรื่องต่อกรมการกงสุล และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบและคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องไว้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีมาตรการเชิงรุกในการสืบสวนแต่อย่างใด
วันที่ 21 มกราคม ปีต่อมา กัญญาได้ยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขอให้รับกรณีการบังคับสูญหายสยามเป็น “คดีพิเศษ” แต่ DSI ปฏิเสธ โดยอ้างว่าเหตุเกิดนอกราชอาณาจักรและหลักฐานไม่เพียงพอ
ต่อมาในปี 2564 กัญญาเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อปี 2557 พร้อมทวงถามความรับผิดชอบของรัฐในการติดตามผู้สูญหายทางการเมือง แต่กลับไม่มีการตอบรับจากรัฐบาล ยิ่งกว่านั้น ในปี 2565 – 2566 นอกจากการติดตามหาตัวสยามจะยังไม่มีความคืบหน้า กัญญาและครอบครัวยังต้องเผชิญกับการคุกคามโดยเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ทั้งการเฝ้าติดตามสังเกตการณ์ และการถามหาสยามที่บ้านพักของครอบครัว ทั้งที่ในความเป็นจริง สยามถูกตั้งข้อหาคดีทางการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐต่างหากที่มีหน้าที่ในการติดตามหาตัวสยามกลับมา
ภายหลังจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 กัญญาและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด ทว่าหลังจากนั้น ในเดือนสิงหาคม 2567 อัยการสูงสุดมีคำสั่งยุติการสอบสวนคดีการบังคับสูญหายสยาม โดยอ้างว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่ชี้ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการสูญหาย ส่งผลให้ครอบครัวของสยามไม่สามารถรับเงินชดเชยเยียวยาในฐานะผู้เสียหายจากการบังคับสูญหาย
ผลกระทบอีกประการหนึ่งที่ครอบครัวของสยามต้องเผชิญ คือการขาดกำลังในการหารายได้เพื่อจุนเจือครอบครัว และส่งผลกระทบต่อสถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ดังนั้น กัญญาจึงตัดสินใจยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้สยามเป็น “บุคคลสาบสูญ” เพื่อนำไปสู่สิทธิการรับเงินเยียวยาตามกฎหมาย และสิทธิในการจัดการทรัพย์สินของสยามที่มีอยู่ ทว่าในเดือนธันวาคม 2567 ศาลจังหวัดสมุทรสาครพิพากษายกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าสยามยังมีหมายจับ จึงเชื่อว่าสยามยังมีชีวิตอยู่และอาจซ่อนตัวเพื่อหนีคดี ส่วนการไม่ติดต่อครอบครัวถือเป็นเรื่องปกติของผู้หลบหนีคดี ต่อมา กัญญาได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น และในเดือนกันยายน 2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง ด้วยเหตุผลเดิม
ต่อมาในปี 2569 น้องสาวของสยาม ในฐานะตัวแทนครอบครัว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากองค์กร Human Rights Watch (HRW) ได้เข้าให้การเพิ่มเติมต่อศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและบังคับสูญหายฯ สำนักงานอัยการสูงสุด
หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา กรณีขอให้ศาลมีคำสั่งให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ เนื่องจากเห็นว่ากรณีของสยามว่าไม่ใช่ปัญหาสำคัญอันเกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ ทำให้คำพิพากษายกคำร้องของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ถือเป็นอันสิ้นสุด สยามจึงถูกตัดสิทธิการเป็นบุคคลสาบสูญ ครอบครัวไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของสยาม และจะไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ จากรัฐไทย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 กัญญาและตัวแทนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ได้เดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนถึงประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบังคับสูญหายสยามและการที่รัฐปฏิเสธการเยียวยาครอบครัว และขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า
หนึ่งคนถูกอุ้มหาย ทำลายทั้งครอบครัว
ผู้สูญหายไม่ได้เป็นเพียงผู้เห็นต่างทางการเมือง แต่ยังเป็นพ่อแม่ เป็นลูก หรือเป็นหัวหน้าครอบครัว เพราะฉะนั้น การหายตัวไปของสมาชิกในครอบครัวจึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ที่อยู่ข้างหลัง ทั้งผลกระทบทางจิตใจจากการสูญเสียอันคลุมเครือ ที่ไม่ทราบชะตากรรมว่าผู้สูญหายนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ทำให้ยากต่อการตัดสินใจในการดำเนินชีวิตต่อ ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อสถานะทางเศรษฐกิจ จากการขาดกำลังหลักในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ ต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทสู่การเป็นผู้นำครอบครัวด้วยตนเอง ประกอบกับการนิ่งดูดายของรัฐในการติดตามหาตัวผู้สูญหายและการอำนวยความยุติธรรม ก็ยิ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดตามคดีให้กับครอบครัวของผู้สูญหาย
เช่นเดียวกับกรณีของกัญญา ธีรวุฒิ ที่ปัจจุบันได้เข้าสู่วัยสูงอายุ ก็ต้องกลายเป็นแกนหลักในการทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวแทนสามีที่ล้มป่วย และต้องเดินทางไปติดตามทวงถามความคืบหน้าในคดีบังคับสูญหายลูกชาย ขณะที่หน่วยงานรัฐไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง หรืออำนวยความสะดวกใดๆ ให้แม่สูงวัยผู้นี้ได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกชายของเธอ ทั้งในบางครั้งยังจำกัดสิทธิและบดขยี้ความหวังของครอบครัวจนหมดสิ้น
เมื่อรัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคน เหตุใดในระยะเวลานานถึง 7 ปี กับหน่วยงานรัฐจำนวน 13 หน่วยงาน ที่มีทั้งอำนาจหน้าที่ ทรัพยากร และบุคลากร จึงไม่สามารถติดตามค้นหาความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของสยาม ปล่อยให้มีการคุกคามครอบครัวของสยาม และยังไม่สามารถดำเนินการให้ครอบครัวของสยามได้เข้าถึงสิทธิที่จะได้รับการชดเชยเยียวยา ปล่อยให้กัญญาและครอบครัวต้องเผชิญกับความอยุติธรรมเหล่านี้อย่างโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง คำถามนี้เป็นสิ่งที่รัฐต้องตอบต่อสังคมให้แน่ชัด เพราะในรัฐที่ละเลยสิทธิมนุษยชนของประชาชนเช่นนี้ การบังคับสูญหายและละเมิดสิทธิของครอบครัวผู้สูญหาย ก็สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้เช่นกัน






