คดีฤทธิรงค์ ชื่นจิตร: บรรทัดฐานใหม่ในคดีทรมานจากคำพิพากษาศาลฎีกา หลังการต่อสู้ของผู้เสียหายนาน 17 ปี

เมื่อวันที่ 31  สิงหาคม 2569 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2559/2569 ระหว่าง นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร โจทก์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ฤทธิรงค์ซึ่งขณะนั้นเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ถูกเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่ากระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และในขณะที่สอบปากคำได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. เมืองปราจีนบุรีหลายคน  ร่วมกันทำร้ายร่างกายโดยใส่กุญแจมือไขว้หลัง นำถุงพลาสติกมาครอบศีรษะและรวบปากถุงที่ต้นคอเพื่อไม่ให้มีอากาศหายใจ ทำเช่นนั้นซ้ำๆ กันหลายครั้ง พร้อมทั้งข่มขู่ว่าหากไม่ยอมรับสารภาพจะนำศพไปทิ้งบนหุบเขา ทำเป็นคดีคนหาย ทำให้ฤทธิรงค์จำใจยอมรับสารภาพ

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น แม้ต่อมาพนักงานอัยการจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องฤทธิรงค์เนื่องจากไม่ได้กระทำความผิดและเจ้าหน้าที่ได้จับตัวคนร้ายตัวจริงได้ แต่การถูกซ้อมทรมานดังกล่าวส่งผลให้ฤทธิรงค์ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรง จนป่วยเป็นโรคเครียดและหวาดกลัวหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง หรือ PTSD จนต้องยุติการเรียนและเข้ารับการรักษาทางจิตเวชอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำการทรมานได้รับโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 8,000 บาท โดยรอลงอาญา 2 ปี

เพื่อทวงคืนสิทธิความเป็นมนุษย์ ความบริสุทธิ์ ให้กับบุตรชายที่ไม่ได้แม้แต่เข้าไปเกี่ยวกับการกระทำความผิด ครอบครัวชื่นจิตรได้ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเอง ไล่ฟ้องพยานเท็จที่เกี่ยวข้อง ทั้งในทางแพ่งและอาญา และโดยความช่วยเหลือด้านกฎหมายของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ฤทธิรงค์ได้ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีอำนาจบังคับบัญชาและกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำผิด เพื่อทวงถามถึงมาตรฐานการทำหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากฟ้องคดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้ครอบครัวชื่นจิตรจะถูกคนบางกลุ่มตีตรา ถูกเจ้าหน้าที่ฟ้องกลับ และเผชิญกับการคุกคาม ครอบครัวชื่นจิตยังคงต่อสู้และมีความหวังว่าสักวันตนจะได้รับความเป็นธรรมและนำคนผิดมาลงโทษได้

หลังจากการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมนานถึง 17 ปี ฤทธิรงค์ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  จากการที่ตนถูกละเมิด สิทธิเสรีภาพ ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรง  ถูกทรมาน และการสูญเสียอิสรภาพขณะถูกควบคุมตัว ค่ารักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ค่าขาดประโยชน์จากการทำงาน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจของครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีและเดินทางเรียกร้องความเป็นธรรมตลอดระยะเวลาหลายปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 20,800,000 บาท รวมดอกเบี้ยจากวันเกิดเหตุจนกระทั่งถึงวันฟ้อง

 ในที่สุดศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา โดยมีสาระสำคัญ 3 ประเด็นหลัก คือ 

  1. ประเด็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นด้วยกับศาลชั้นต้นว่า แม้บาดแผลทางร่างกายของฤทธิรงค์จะไม่ถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส แต่พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมกันซ้อมทรมาน ใช้ถุงพลาสติกครอบศีรษะให้ขาดอากาศหายใจ และข่มขู่เอาชีวิต เป็นการกระทำที่ทารุณและร้ายแรงเกินกว่าเหตุ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของฤทธิรงค์ จนทำให้ป่วยเป็นโรคเครียดและหวาดกลัวหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) ตกใจง่าย หวาดระแวง และฝันร้าย จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางจิตเวชต่อเนื่องยาวนานหลายปี จึงกำหนดค่าเสียหาย ประกอบด้วย ค่าเสียหายต่อร่างกาย 1 ล้านบาท  ค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 3 แสนบาท ค่าเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพ  8 หมื่นบาท  และค่าเสียหายทางจิตใจ หรือจากอาการเจ็บป่วยด้วยโรค PTSD  3 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน  4,380,000 บาท 
  2. ประเด็นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายจำเลยได้ต่อสู้ เรื่องที่โจทก์ได้รับเงินเยียวยาจากตำรวจรายหนึ่งแล้ว  4 ล้านบาท ศาลฎีกาวินิจฉัยแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยเห็นว่า การนำเงิน 4 ล้านบาท ที่ตำรวจผู้กระทำผิดรายหนึ่งเคยจ่ายเยียวยาให้ฤทธิรงค์ ซึ่งคือโจทก์ เป็นการส่วนตัว มาหักออกจากเงินค่าสินไหมทดแทนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องชำระ เนื่องจากถือเป็นเงินชดใช้ส่วนตัวของตัวตำรวจคนดังกล่าวนั้น  ไม่ทำให้มูลความรับผิดตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานรัฐระงับไปได้ จึงพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์  
  3. ประเด็นการถอนและทำลายประวัติอาชญากรรม เดิมศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยว่าเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ กองทะเบียนประวัติอาชญากรก็ได้ดำเนินการคัดแยกแผ่นลายพิมพ์นิ้วมือและเอกสารที่เกี่ยวข้องออกจากสารบบหรือฐานข้อมูลประวัติอาชญากร เพื่อจัดเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในทางราชการตามระเบียบแล้ว โจทก์จึงไม่อาจถือเป็นอาชญากรและไม่มีประวัติเป็นอาชญากรอีก อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บลายพิมพ์นิ้วมือเป็นวิธีปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาทุกคน แม้ต่อมาอัยการจะสั่งไม่ฟ้องหรือศาลยกฟ้อง ก็จะไม่มีการลบข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของทางราชการ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยแก้สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการถอนประวัติ ทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ และลบบัญชีประวัติของฤทธิรงค์ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาโดยมิชอบ ออกจากฐานข้อมูลของกองทะเบียนประวัติอาชญากร เนื่องจากพนักงานสอบสวนและอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืนความบริสุทธิ์และลบประวัติดังกล่าวตามระเบียบของทางราชการ 

แม้ที่สุดแล้วคำพิพากษานี้จะไม่สามารถเยียวยาครอบครัวชื่นจิตรให้กลับคืนสู่สภาพเดิมทั้งในแง่ร่างกาย จิตใจ และหน้าที่การงานและสังคม รวมไปถึงอนาคตที่ดีได้อย่างหวัง ตามหลักการฟื้นฟูเยียวยาผู้ถูกกระทำทรมานฯ โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ได้อย่างครบถ้วนก็ตาม แต่คำพิพากษาดังกล่าวก็ได้สร้างบรรทัดฐานที่สำคัญให้กับสังคมหลายประการ ได้แก่

  1. การยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านการซ้อมทรมาน และเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานรัฐว่า การซ้อมทรมานและการใช้กำลังบังคับ ขู่เข็ญ เป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้โดยเด็ดขาด หากมีการกระทำเกิดขึ้น ผู้กระทำความผิด รวมไปถึงหน่วยงานต้นสังกัดต้องรับผิดชอบ 
  2. บรรทัดฐานการชดเชยความเสียหายทางจิตใจ ศาลได้ประเมินมูลค่าความเสียหายทางจิตใจจากอาการ PTSD เป็นจำนวนเงินสูงถึง 3 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ศาลตระหนักถึงผลกระทบทางจิตใจที่ร้ายแรงและยาวนานไม่น้อยไปกว่าบาดแผลทางร่างกาย ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการคำนวณค่าเสียหายต่อจิตใจ ซึ่งเป็นค่าเสียหายอันประเมินค่ามิได้ จากความทุกข์ทรมานตลอด 17 ปีของครอบครัวชื่นจิตร 
  3. บรรทัดฐานด้านการคืนสิทธิและคืนความบริสุทธิ์ โดยการลบประวัติอาชญากร ศาลได้สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องลบประวัติ ทำลายลายนิ้วมือ และลบบัญชีประวัติออกจากสารบบทะเบียนประวัติอาชญากร ถือเป็นการยืนยันหลัก “ผู้บริสุทธิ์” อย่างแท้จริงว่า เมื่อผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาแล้ว รัฐมีหน้าที่ต้องคืนสิทธิ เสรีภาพ และเกียรติยศศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับคืนให้ได้มากที่สุด  เพื่อไม่ให้ประวัติอาชญากรส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตในอนาคตของผู้ถูกกล่าวหาได้

การต่อสู้ของครอบครัวชื่นจิตรอันยาวนานกว่าทศวรรษไม่เพียงแต่นำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานทางกระบวนการยุติธรรมและการเยียวยาผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายนั้นจะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนผู้ถูกควบคุมตัว นอกจากนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วางบรรทัดฐานสำคัญที่เกิดขึ้นยังเป็นการย้ำเตือนว่าการทรมานเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครหรือในกรณีใดก็ตาม

Author