สังหาร-ทรมาน-อุ้มหาย: อาชญากรรมโดยรัฐที่ไม่เคยยุติ แต่กลับพัฒนาไปตามยุคสมัย
ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด รัฐที่ต้องการธำรงรักษาอำนาจของตนเองมักจะใช้การละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือในการป้องกันการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์โดยประชาชน ตั้งแต่การปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก โดยห้ามประชาชนรวมตัวหรือชุมนุมกัน ไปจนถึงวิธีการรุนแรงอย่างอาชญากรรมโดยรัฐ ทั้งการใช้กำลังสลายการชุมนุม การจับกุมโดยพลการเพื่อนำผู้เห็นต่างทางการเมืองไปคุมขังและทรมาน หรือการบังคับสูญหาย เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและนำไปสู่การหยุดแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐในที่สุด
แม้ทุกวันนี้โลกจะมีกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศมากมายในการควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมโดยรัฐ แต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอย่างการทรมาน การบังคับสูญหาย และการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ที่กระทำต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง สื่อมวลชน และกลุ่มคนชายขอบกลับยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีพัฒนาการที่ซับซ้อนและแยบยลขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลายเป็นความท้าทายสำหรับผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรม การทำงานขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ไม่เพียงแต่ต้องทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของคนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากอาชญากรรมโดยรัฐเหล่านี้ด้วย
อาชญากรรมโดยรัฐในอดีต: ความรุนแรงเพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง
ในอดีต อาชญากรรมโดยรัฐมักจะเกิดขึ้นกับผู้เห็นต่างทางการเมืองและกลุ่มคนชายขอบของสังคม เช่นในกรณีของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุคนาซีเยอรมนี ราวทศวรรษ 1930 – 1940 โดยปฏิบัติการละเมิดของรัฐจะกระทำอย่างตรงไปตรงมาภายในพรมแดนของประเทศ เช่น การควบคุมตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างเงียบๆ และส่งตัวไปยังค่ายกักกันลับ รวมทั้งจงใจปิดบังชะตากรรมของผู้เสียหาย
แม้ว่าภายหลังจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามโลกครั้งที่สอง ประชาคมโลกได้สร้างกรอบกฎหมายต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐอีก แต่ในช่วงสงครามเย็น (ราวทศวรรษ 1970 – 1980) ที่โลกแบ่งเป็นขั้วประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ หลายรัฐได้พยายามสร้างความหวาดกลัวอย่างเป็นระบบ โดยการสร้างศัตรูร่วมอย่างภัยคอมมิวนิสต์ และป้ายสีผู้เห็นต่างทางการเมืองด้วยข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ รวมทั้งควบคุมตัวประชาชนโดยพลการเพื่อนำตัวไปคุมขังยังคุกลับ และกระทำการทรมาน หรือการบังคับสูญหายนักเคลื่อนไหว สื่อมวลชน และนักศึกษา ดังที่เคยเกิดขึ้นในกรณีสงครามสกปรก ในอาร์เจนตินา หรือการคุมขังผู้เห็นต่างทางการเมืองในคุกลับที่ชิลี
นอกจากนี้ การบังคับสูญหายโดยรัฐบาลเผด็จการในลาตินอเมริกายังเกิดขึ้นในลักษณะความร่วมมือภายในภูมิภาค เช่น “ปฏิบัติการคอนดอร์” (Operation Condor) ซึ่งเป็นปฏิบัติการลับด้านข่าวกรองและการสร้างความหวาดกลัวโดยรัฐ จัดตั้งขึ้นในปี 1975 โดยเผด็จการทหารฝ่ายขวาของพื้นที่ทางตอนใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ (Southern Cone) ประกอบด้วยรัฐที่เป็นสมาชิกหลัก ได้แก่ ชิลี อาร์เจนตินา อุรุกวัย ปารากวัย โบลิเวีย และบราซิล มีเป้าหมายเพื่อติดตาม ลักพาตัว ทรมาน และประหารชีวิตผู้เห็นต่างทางการเมือง ฝ่ายซ้าย และผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนในระหว่างรัฐที่เป็นพันธมิตร เช่น กรณีที่นักกิจกรรมหลบหนีออกจากประเทศชิลีเข้าสู่อาร์เจนตินา เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่นสามารถจับกุมตัวนักกิจกรรมผู้นี้ และส่งกลับไปยังเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของชิลี ก่อนที่จะถูกนำตัวไปทรมานในศูนย์ควบคุมตัว และหายตัวไปโดยไร้หลักฐานบันทึกทางกฎหมาย
ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1990 การล่มสลายของสหภาพโซเวียตส่งผลให้อาชญากรรมโดยรัฐเปลี่ยนรูปแบบไปสู่สงครามกลางเมือง การกวาดล้างเผ่าพันธุ์ และความแตกแยกทางการเมืองในประเทศ ดังที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศบอลข่าน รวันดา แอลจีเรีย และศรีลังกา ซึ่งในหลายกรณีเป็นความรุนแรงจากประชากรในกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกระทำต่อประชากรอีกฝ่ายที่มีอำนาจน้อยกว่า
อาชญากรรมโดยรัฐในสมัยใหม่: ส่วนผสมของความรุนแรงทางกาย กฎหมาย และเทคโนโลยี
ในช่วงศตวรรษที่ 21 แม้แรงจูงใจหลักเบื้องหลังอาชญากรรมโดยรัฐโดยรวมจะยังไม่เปลี่ยนแปลง คือการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว การกำจัดผู้เห็นต่างหรือกลุ่มคนชายขอบที่ตกเป็นเป้าหมาย แต่เทคนิคในการละเมิดทางร่างกาย การควบคุมตัวโดยพลการ การควบคุมตัวในสถานที่ปิดลับ และการบังคับสูญหายกลับมีมีลักษณะที่เปลี่ยนไปในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา จากปฏิบัติการใช้กำลังแบบรวมศูนย์สู่การผสมผสานอันซับซ้อนขึ้นระหว่างการปราบปรามทางกายภาพ เทคโนโลยีขั้นสูง การสอดแนมทางดิจิทัล กฎหมายความมั่นคงที่ถูกตีความอย่างกว้างขวาง และการปราบปรามข้ามพรมแดน
ปฏิบัติการดังกล่าวมักเริ่มจากการผ่านกฎหมายที่ตีความอย่างกว้างขวาง เช่น กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย, กฎหมายความมั่นคงของชาติ หรือกฎหมายเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เกราะป้องกันทางกฎหมายแก่กองกำลังความมั่นคง และให้ความชอบธรรมในปฏิบัติการโดยพลการต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการใช้เครื่องมือสอดแนม เช่น สปายแวร์, การจับตาดูความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย และเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในปฏิบัติการของรัฐ เพื่อระบุตัวเป้าหมายก่อนที่จะจับกุม รวมถึงการปราบปรามข้ามพรมแดน ที่พุ่งเป้าไปที่ผู้เห็นต่างทางการเมืองที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศมากขึ้น ผ่านการใช้หมายแดง การลักพาตัวข้ามพรมแดน หรือการข่มขู่ครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ในประเทศ
ตัวอย่างอาชญากรรมโดยรัฐที่เด่นชัดในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ สงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror) ในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา โดยหลังจากเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 รัฐมหาอำนาจต่างๆ หันมาใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติเพื่อหลีกเลี่ยงการคุ้มครองทางกฎหมายต่อกลุ่มเป้าหมาย มีการจัดตั้งเครือข่าย “คุกลับ” ของ CIA ของสหรัฐฯ และนโยบายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีพิเศษที่เปิดโอกาสให้ส่งตัวผู้ถูกควบคุมตัวข้ามพรมแดนระหว่างประเทศโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม เพื่อเลี่ยงความคุ้มครองจากศาลในประเทศ ผู้ต้องสงสัยจะถูกลักพาตัวโดยไม่มีหมายจับ ถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม และต้องเผชิญกับ “เทคนิคการสอบสวนขั้นสูง” ซึ่งหมายถึงการกรอกน้ำใส่หน้า (waterboarding) การบังคับอดนอน การอยู่ในอิริยาบถที่ตึงเครียด และการกระแทกร่างเข้ากับกำแพง (wall-slamming) ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของศาลทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
เช่นเดียวกับในซีเรีย หลังจากการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลซีเรียในปี 2011 องคาพยพของรัฐด้านความมั่นคงได้ร่วมมือกันเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง มีการบังคับสูญหายหมู่ การทรมานที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ และการควบคุมตัวโดยพลการในระดับอุตสาหกรรม (industrial-scale arbitrary detention หรือการควบคุมตัวประชาชนจำนวนมหาศาลอย่างเป็นระบบโดยไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง) โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรได้บันทึกกรณีบุคคลถูกบังคับสูญหายในพื้นที่ที่บริหารงานโดยรัฐบาลได้กว่า 80,000 กรณี หลักฐานจากผู้ที่เปิดโปง (เช่น กรณีภาพถ่ายจากซีซาร์ หรือ Caesar photos) เผยให้เห็นถึงผู้เสียชีวิตในระหว่างควบคุมตัวหลายพันราย โดยส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการขาดอาหาร การถูกทุบตีอย่างรุนแรง และการปฏิเสธการรักษาพยาบาล
นอกจากนี้ ในสถานการณ์ความรุนแรงในอิสราเอลและดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง กลไกสหประชาชาติได้รายงานเกี่ยวกับการจับกุมโดยพลการอย่างเป็นระบบ การปิดตาหรือใส่โซ่ตรวนเป็นเวลานาน การทรมานและปฏิบัติที่โหดร้ายทางร่างกายต่อชาวปาเลสไตน์ที่ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารและเรือนจำ นอกจากนี้ รายงานขององค์การสหประชาชาติยังเน้นย้ำด้วยว่ากลุ่มติดอาวุธของปาเลสไตน์ก็มีการควบคุมตัวเชลยในสถานที่ควบคุมตัวที่ปิดลับ และมีการทรมานทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง
ในซินเจียง มีการควบคุมตัวหมู่โดยพลการ การกลืนกลายโดยบังคับ และการสอดส่องทางเทคโนโลยีโดยรัฐบาลจีน ซึ่งเริ่มขึ้นราวปี 2017 ภายใต้นโยบาย “Strike Hard” หรือนโยบายกวาดล้างอาชญากรรมและการก่อการร้ายอย่างเด็ดขาด โดยมุ่งเป้าไปที่ชาวอุยกูร์และประชากรชาวมุสลิมเติร์กอื่นๆ ในซินเจียง ส่งผลให้ประชากรราว 1 ล้านคน ถูกควบคุมตัวนอกกระบวนการยุติธรรมภายในค่าย “ปรับทัศนคติ” โดยไม่มีการแจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการและไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการไต่สวนได้ นอกจากนี้ รัฐยังใช้การเก็บข้อมูลชีวภาพ (biometric collection), เทคโนโลยีอัลกอริธึมจดจำใบหน้า และการจัดทำโปรไฟล์ความเสี่ยงแบบอัลกอริธึม เพื่อระบุเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กับการจำกัดเสรีภาพหมู่โดยพลการ
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้แต่ประเทศไทยเอง ก็มีกรณีปราบปรามข้ามชาติเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหารลิม กิมยา อดีตนักการเมืองฝ่ายค้านของกัมพูชา ขณะที่เขาเดินทางมาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ การส่งตัวอี ควิน เบดั๊บ นักเคลื่อนไหวด้านเสรีภาพในการนับถือศาสนาชาวมองตานญาด ที่ถูกศาลไทยตัดสินให้ส่งตัวกลับไปยังเวียดนามตามกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมถึงการส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คน ไปยังประเทศจีน ซึ่งกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นในปีเดียวกัน คือปี 2025
ขณะที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทยที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ ก็เผชิญกับการบังคับสูญหายและการฆาตกรรม เช่น กรณีบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ขณะลี้ภัยอยู่ในประเทศกัมพูชา กรณีบังคับสูญหายสยาม ธีรวุฒิ โดยมีข้อมูลว่าเขาถูกจับกุมที่เวียดนาม และถูกส่งตัวกลับประเทศไทย หรือกรณีบังคับสูญหายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และไกรเดช ลือเลิศ ซึ่งภายหลังมีการพบศพชัชชาญและไกรเดชถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม
กฎหมายและข้อตกลงสากลยุติอาชญากรรมโดยรัฐได้จริงหรือไม่?
ขณะที่อาชญากรรมโดยรัฐเกิดขึ้นหลายกรณีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ประชาคมโลกก็มีความพยายามสร้างข้อตกลงในรูปแบบอนุสัญญาและกฎหมายหลายฉบับ เพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงด้วยเช่นกัน อาทิ
อนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) ที่เกิดขึ้นในปี 1949 มีการกำหนดกติกาในสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธ ห้ามการทรมาน การฆ่าโดยเจตนา การจับตัวประกัน และการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมต่อพลเรือนหรือผู้ถูกควบคุมตัว
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เกิดขึ้นในปี 1966 และมีสาระสำคัญได้แก่ การห้ามการจับกุมโดยพลการ, ห้ามการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย และการปกป้องสิทธิที่จะมีชีวิต
อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (UNCAT) เกิดขึ้นในปี 1984 โดยเป็นข้อผูกพันที่ไม่อาจระงับ ลดทอน หรือพักการบังคับใช้ในการห้ามการทรมานที่ได้รับอนุญาตโดยรัฐ กำหนดให้รัฐต่างๆ บัญญัติให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญา ต้องสืบสวนสอบสวน และส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด
ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เกิดขึ้นในปี 1998 กำหนดให้อาชญากรรมโดยรัฐ เช่น การทรมานอย่างเป็นระบบ การคุมขังหมู่โดยพลการ และการบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงครามภายใต้การดำเนินคดีระหว่างประเทศ
พิธีสารเลือกรับ/พิธีสารเพิ่มเติมว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯ (OPCAT) เกิดขึ้นในปี 2002 โดยมุ่งเน้นการป้องกันโดยการจัดตั้งกลไกป้องกันอิสระในระดับชาติ (NPMs) เพื่อดำเนินการตรวจเยี่ยมศูนย์ควบคุมตัวโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหาย (ICPPED) เกิดขึ้นในปี 2006 เป็นอนุสัญญาระดับสากลที่ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการควบคุมตัวในทางลับหรือลักพาตัว โดยกำหนดให้มีทะเบียนผู้ถูกควบคุมตัวอย่างเป็นทางการ และแจ้งการควบคุมตัวแก่ครอบครัวหรือทนายความโดยทันที
อย่างไรก็ตาม อนุสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศเหล่านี้กลับไม่สามารถยับยั้งหรือป้องกันอาชญากรรมโดยรัฐในปัจจุบันได้เท่าที่ควร ด้วยข้อจำกัดหลายประการ เช่น อนุสัญญาเหล่านี้มุ่งป้องกันการกระทำทางกายภาพ เช่น การลักพาตัว หรือการทรมาน แต่ในกรณีการสอดแนมทางดิจิทัลและสปายแวร์ รวมทั้งการคุกคามทางไซเบอร์ กลับไม่ได้มีนิยามหรือมาตรการใดๆ ที่ป้องกันเหตุลักษณะนี้ เช่นเดียวกับในกรณีการบังคับสูญหาย ที่ปัจจุบันมีการบังคับสูญหายทางดิจิทัล อย่างการลบบันทึกการจับกุม การทำลายหลักฐานในโซเชียลมีเดีย และการตั้งค่าบัญชีธนาคารให้เป็นศูนย์ แต่กรอบการทำงานระหว่างประเทศอย่าง ICPPED มักพึ่งพาเอกสารบันทึกอย่างเป็นทางการ ซึ่งส่งผลให้ยากต่อการปฏิบัติตาม เมื่อรัฐพยายามปิดบังร่องรอยข้อมูลดิจิทัล
นอกจากนี้ แม้ศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีนโยบายสืบสวนปฏิบัติการไซเบอร์ที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรืออาชญากรรมสงคราม แต่การระบุยืนยันตัวผู้กระทำผิดโดยเชื่อมโยงการโจมตีทางไซเบอร์หรือการสอดส่องทางดิจิทัลไปยังโครงสร้างการบังคับบัญชาของรัฐโดยตรง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรับฟังพยานหลักฐานที่สูงมากในชั้นศาลนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านกำลังพล เนื่องจากกลไกระหว่างประเทศ เช่น ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือกระบวนการพิเศษของสหประชาชาติ (UN Special Procedures) ไม่ได้มีอำนาจการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นอิสระหรือกองกำลังตำรวจของตัวเอง แต่ต้องพึ่งพาความร่วมมือในเชิงอาสาสมัครจากรัฐสมาชิกในการออกหมายจับ, รักษาพื้นที่เกิดเหตุ หรืออนุญาตให้ผู้รายงานอิสระเข้าถึงพื้นที่ควบคุมตัว
ความท้าทายอีกประการหนึ่งในการใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อป้องกันหรือยุติอาชญากรรมโดยรัฐ คือการผสมผสานทางกฎหมายและการใช้กฎหมาย “ความมั่นคง” ในทางที่ผิด รัฐสมัยใหม่มักจะไม่กระทำการละเมิดอย่างเปิดเผย แต่กลับผ่านกฎหมาย “ความมั่นคง”, “อาชญากรรมไซเบอร์” หรือ “ต่อต้านการก่อการร้าย” ที่ให้อำนาจในการขยายการคุมขังหรือกักขังบุคคลโดยไม่อนุญาตให้ติดต่อกับโลกภายนอก (incommunicado detention) การควบคุมทางปกครองโดยไม่มีการไต่สวน และการสอดแนม โดยอ้างว่าเป็นการใช้มาตรการด้านความมั่นคงภายในที่ชอบด้วยกฎหมาย
จากความตระหนักรู้สู่การต่อต้านอำนาจอันฉ้อฉล
การยุติอาชญากรรมโดยรัฐและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเหล่านี้ซ้ำรอย แม้จะดูเป็นเป้าหมายที่ใหญ่เกินกว่าคนธรรมดาจะบรรลุได้ แต่สิ่งนี้สามารถเริ่มต้นได้ด้วยความตระหนักรู้ถึงการใช้กรอบกฎหมายภายในประเทศในทางที่ผิด เมื่อองคาพยพด้านความมั่นคงของรัฐพยายามใช้การสอดส่อง ช่องว่างทางกฎหมาย และกลไกข้ามพรมแดนในการปราบปรามผู้เห็นต่าง อำนาจเหล่านี้ต้องพึ่งพาการยินยอมของประชาชน ความไม่รู้ และความเงียบ ดังนั้น หนทางที่คนธรรมดาสามารถทำได้ คือการเปลี่ยนจากการสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ เป็นการบันทึกข้อมูล การจับตาดูการทำงานของรัฐ และบอกเล่าความจริงอย่างต่อเนื่อง ความตระหนักรู้ของสังคมจะทำให้รัฐไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ และทำให้ต้นทุนทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่รัฐต้องจ่ายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูงขึ้น
นอกจากนี้ ประชาชนยังต้องร่วมมือกันในการบันทึกข้อมูล สร้างความมั่นคงทางดิจิทัล และรณรงค์อย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะด้วยการเก็บหลักฐานทางดิจิทัล การเก็บรักษาสถิติเกี่ยวกับผู้เสียหาย ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายทางกฎหมายที่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเรียกร้องให้บริษัทผู้ผลิตและผู้ค้าเทคโนโลยีมีความรับผิดรับชอบจากการจำหน่ายอุปกรณ์สอดแนมให้กับรัฐบาลที่มุ่งปราบปรามประชาชน
อาชญากรรมโดยรัฐเกิดขึ้นและดำเนินต่อไปได้ด้วยความมืดมนและความลับ ดังนั้น การส่งเสียงบอกเล่าข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว การปกป้องพื้นที่ของประชาชน และสร้างความทรงจำร่วมของสังคมจะเปลี่ยนความตระหนักไปสู่เครื่องมือต่อต้านอำนาจรัฐอันทรงพลัง ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นว่าการละเมิดจะได้รับการบันทึกไว้ ผู้เสียหายจะถูกจดจำ และผู้กระทำความผิดจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในที่สุด






