อัยการสูงสุดสั่งยุติสอบสวนคดีบังคับสูญหาย “สยาม ธีรวุฒิ” CrCF ชี้รัฐไทยล้มเหลวในการค้นหาความจริงและปกป้องประชาชน

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยาม ธีรวุฒิ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกบังคับให้สูญหายขณะลี้ภัยในประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด กรณีขอให้สืบสวนสอบสวนและร้องขอความเป็นธรรม โดยอัยการสูงสุดมีคำสั่ง “ยืนยันไม่รับทำการสอบสวนและสั่งยุติเรื่อง”

เหตุผลในการสั่งยุติการสอบสวนคดีนี้ สรุปได้ว่า ข้อเท็จจริงมีเพียงคำยืนยันจากมารดาและเพื่อนของผู้สูญหาย ขณะที่ประวัติการเดินทางไม่พบการเข้า-ออกราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2557 และกองบังคับการปราบปราม รวมถึงทางการเวียดนามได้ปฏิเสธว่าไม่เคยมีการจับกุม จึงถือว่ายังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยควบคุมตัว ลักพาตัว หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง การกระทำจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

การสั่งยุติเรื่องในลักษณะเดียวกันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกรณีของสยาม ธีรวุฒิ เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกบังคับสูญหายในต่างแดนอีกหลายกรณี อาทิ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และไกรเดช ลือเลิศ ซึ่งพนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหายฯ ได้มีคำสั่งยุติการสอบสวนโดยอ้างเหตุผลในทำนองเดียวกันคือ “พยานหลักฐานไม่เพียงพอให้พิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐไทย”

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 เนื่องจากศาลเห็นว่าไม่ได้เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของผู้ร้อง ส่งผลให้ครอบครัวต้องเสียสิทธิในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของสยาม

โดยหลักการแล้ว ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยเฉพาะพนักงานอัยการ เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวน ประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศ และแสวงหาข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปสู่การทราบชะตากรรมของผู้สูญหาย และสามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทว่าในความเป็นจริง พนักงานอัยการของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กลับมีคำสั่งให้ยุติการสอบสวน โดยที่ยังไม่มีการสืบสวนสอบสวนและค้นหาความจริงอย่างถึงที่สุดในกรณีเช่นนี้ ที่เป็นอาชญากรรมอำพราง มีการปิดบัง ทำลายพยานหลักฐาน และมักจะกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความเชี่ยวชาญ

การสั่งยุติการสอบสวนคดีบังคับสูญหายสยาม ธีรวุฒิ ในครั้งนี้จึงนำไปสู่คำถามถึงศักยภาพในการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งเจตจำนงในการปกป้องคุ้มครองประชาชน อีกทั้งยังเผยให้เห็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการสากลที่ประเทศไทยมีพันธะผูกพันจากการให้สัตยาบันไว้ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐไทยในการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยเฉพาะกรณีการบังคับให้บุคคลสูญหาย ดังต่อไปนี้ 

  1. รัฐไทยผลักภาระการพิสูจน์ให้ครอบครัวของผู้สูญหาย: การบังคับบุคคลให้สูญหาย เป็นอาชญากรรมที่ผู้กระทำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มักปกปิดพยานหลักฐาน และไม่มีการบันทึกการจับกุมอย่างเป็นทางการ รัฐไทย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่และทรัพยากรในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทราบชะตากรรมของผู้สูญหาย และทราบตัวผู้กระทำความผิด กลับอ้างเพียงคำปฏิเสธของหน่วยงานรัฐและทางการต่างประเทศ แล้วปัดตกคำร้อง พร้อมโยนภาระให้ครอบครัวผู้สูญหาย ซึ่งเป็นประชาชน ต้องแสวงหาพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่เอง ถือเป็นเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่ออำนวยความยุติธรรมในคดีที่ซับซ้อนเช่นนี้
  2. รัฐไทยล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ: การสืบสวนและค้นหาความจริงเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐไทย การยุติการสอบสวนเพียงเพราะไม่พบหลักฐานในเบื้องต้น สะท้อนถึงการขาดประสิทธิภาพและเจตจำนงทางการเมืองในการปกป้องคุ้มครองประชาชนของตนเอง
  3. การละเมิด “สิทธิที่จะทราบความจริง” (Right to the Truth): สิทธิในการรับรู้ชะตากรรมของครอบครัวผู้สูญหายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองทั้งตามกฎหมายไทยและหลักการสากล การสั่งยุติการสอบสวนเช่นนี้เท่ากับเป็นการลิดรอนสิทธิและปิดประตูการแสวงหาความจริงของครอบครัวอย่างสิ้นเชิง

การบังคับสูญหายไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะตัวบุคคลและสร้างความทุกข์ยากให้กับครอบครัวของผู้สูญหายเท่านั้น แต่ยังสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม โดยปิดปากประชาชนไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์รัฐ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐ ดังนั้น กรณีการบังคับสูญหายสยาม ธีรวุฒิ จึงไม่ได้หมายถึงผู้เห็นต่างจากรัฐถูกปราบปรามเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของคนทั้งสังคมด้วย โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้แสดงออกถึงความพยายามในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่อย่างใด 

CrCF ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างจริงจังและขอให้บังคับใช้กฎหมายตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริงเพื่อสังคมที่เคารพสิทธิ เสรีภาพ และคืนความเป็นมนุษย์ให้กับทุกคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปร่วมจับตา ติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ และเป็นกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้สูญหายต่อไป

Author