ชี้ชะตา! ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษา ครอบครัวชื่นจิตร ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก สตช. กรณีตำรวจซ้อมทรมานฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ให้รับสารภาพ เมื่อปี 2552
วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา กรณีฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ผู้เสียหายจากการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมทรมานให้รับสารภาพเมื่อปี 2552 ได้ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เรียกค่าเสียหาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นนัดครั้งสุดท้าย หลังจากครอบครัวชื่นจิตรได้ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมมานานถึง 17 ปี โดยเข้ายื่นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐกว่า 50 แห่ง เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำทรมาน
คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ขณะศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ และถูกตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีจับกุมและซ้อมทรมาน ทำร้ายร่างกาย โดยใช้ถุงดำคลุมศีรษะให้ขาดอากาศหายใจ เพื่อบังคับให้รับสารภาพในคดีวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งต่อมาตำรวจและอัยการได้ดำเนินคดีผู้กระทำผิดตัวจริง ฤทธิรงค์จึงฟ้องดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำการซ้อมทรมานดังกล่าวที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรี คดีอาญาดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจตรี (ยศในขณะนั้น) มีความผิดจริง โดยให้ลงโทษจำคุกเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี
หลังจากนั้นฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซ้อมทรมาน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2539 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ949/2560 หมายเลขแดงที่ พ2003/2562 โดยที่ผ่านมา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฤทธิรงค์ เป็นจำนวนเงิน 3.38 ล้านบาท ต่อมาฤทธิรงค์ได้ยื่นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายเหลือเพียง 3.8 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์จึงยื่นฎีกาขอให้ศาลสูงพิจารณาในความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 15 – 16 ปี รวมทั้งยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาด้วย โดยต่อมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ศาลฎีกาได้มีคำสั่งว่า “ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จึงมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยแก้ฎีกา เมื่อจำเลยยื่นคำแก้ฎีกาหรือครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นรวบรวมสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป”
แม้ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์จะมีการจับกุมผู้กระทำความผิดตัวจริงในคดีวิ่งราวทรัพย์ ทำให้ฤทธิรงค์ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดี รวมทั้งยังมีการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ที่กระทำการทรมาน แต่ฤทธิรงค์ยังต้องเผชิญกับผลกระทบทางจิตใจที่ตามมาจากการถูกทรมาน และยังคงต้องรักษาอาการทางจิตเวชอยู่จนถึงปัจจุบัน ขณะที่ครอบครัวต้องเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ลูกชายผ่านกระบวนการยุติธรรม การรณรงค์ และการสื่อสาร ตลอดระยะเวลา 17 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ การหารายได้ สถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว และยังทำให้ครอบครัวที่ออกมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมกลับต้องถูกฟ้องร้องตามมาอีกหลายคดี
กรณีการซ้อมทรมานฤทธิรงค์ ชื่นจิตร นับเป็นกรณีที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำต่อเยาวชน และเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาในการผลักดันพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่มีการบังคับใช้เมื่อปี 2566 เพื่อให้มีการบัญญัติโทษที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกระทำทรมาน การลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่อให้สามารถลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดทางอาญา และลงโทษผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยให้การละเมิดสิทธิเกิดขึ้น
การชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายจากการทรมานถือเป็นหนึ่งในแนวทางการคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียหาย ดังนั้น คำพิพากษาของศาลฎีกาในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ จะเป็นการยืนยันถึงความเป็นธรรมที่ผู้เสียหาย ได้แก่ ฤทธิรงค์และครอบครัว ควรจะได้รับ รวมทั้งยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานในการชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายในคดีทรมาน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปติดตามคำพิพากษาของศาล และร่วมเป็นกำลังใจให้ฤทธิรงค์และครอบครัวชื่นจิตร ผู้ซึ่งต่อสู้มาอย่างยาวนาน ให้ได้รับความเป็นธรรมในที่สุด

![[PR]ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 2 นัดตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยาน กรณี “ลุงเปี๊ยก” ถูก จนท. ตำรวจ อุ้ม](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/10/14-10-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ไร้วี่แวว! สตช. ยังไม่จ่ายค่าเสียหายกว่า 4 ล้าน กรณีทรมานฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เมื่อปี 52](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/10/9-10-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลปราจีนฯ ชี้ พลทหารเพรชรัตน์ เสียชีวิตจากอาการกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ แม้พยานยันมีการทำร้ายร่างกาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/10/1-10-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]30 ก.ย. 69 จับตาคำสั่งศาลปราจีนบุรี คดีไต่สวนการตายพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง หลังเสียชีวิตในเรือนจำ มทบ. 12](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/09/29-9-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]แม่ “สยาม ธีรวุฒิ” ยื่นหนังสือถึงประธาน กมธ. การกฎหมายฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/09/15-9-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)