ความรุนแรงโดยรัฐอย่างการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการบังคับสูญหาย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ซึ่งมักเกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์และในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การทรมานทหารเกณฑ์ในค่าย หรือการบังคับสูญหายนักเคลื่อนไหวทางการเมือง กรณีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้เสียชีวิตหรือผู้สูญหายโดยตรงเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวผู้เสียหายด้วย

โดยทั่วไป เมื่อเกิดกรณีการใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ การเรียกร้องความยุติธรรมผ่านการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐสามารถทำได้ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา และการเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 อย่างไรก็ตาม ในกรณีความรุนแรงโดยรัฐ ผู้ที่กระทำความรุนแรงมักจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ทหารหรือตำรวจ ส่งผลให้การฟ้องคดีอาญาและการพิจารณาคดีมักจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายทหาร อีกทั้งพยานหลักฐานต่างๆ มักจะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ทำให้การดำเนินคดีอาญาเป็นไปได้ยาก ขณะที่การเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง ผู้เสียหายสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ส่วนการพิจารณาคดีจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลยุติธรรม นั่นหมายความว่า ประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียหายจะสามารถมีส่วนร่วมในการเรียกร้องความเป็นธรรมได้มากกว่าในศาลทหาร

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ที่ผ่านมามีการดำเนินคดีแพ่งและศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หน่วยงานรัฐจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้เสียหายจากกรณีความรุนแรงโดยรัฐหลายกรณี ขณะที่การดำเนินคดีทางอาญานั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ใช้เวลาและทรัพยากรอย่างมาก และมีเพียงไม่กี่คดีเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษทางอาญา

กรณีพลทหารวิเชียร เผือกสม 

ย้อนไปเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2554 พลทหารวิเชียร เผือกสม ถูกเจ้าหน้าที่ทหารรวม 9 นาย รุมซ้อมทรมานอย่างทารุณภายในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) จังหวัดนราธิวาส จนกระทั่งเสียชีวิตจากอาการไตวายเฉียบพลันและกล้ามเนื้อบาดเจ็บอย่างรุนแรง หลังจากนั้น ครอบครัวและหลานสาวพลทหารวิเชียรได้พยายามต่อสู้เพื่อทวงความยุติธรรม และต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่กองทัพพยายามเสนอเงินชดเชยเยียวยาเพื่อขอไกล่เกลี่ยและยุติเรื่อง รวมถึงการข่มขู่คุกคามครอบครัวของพลทหารวิเชียร ในช่วงที่มีการสู้คดี นอกจากนี้ กรณีของพลทหารวิเชียรยังเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ ทำให้คดีอาญาจะต้องพิจารณาโดยศาลทหารเท่านั้น

พลทหารวิเชียร เผือกสม

สำหรับการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่ง ซึ่งกองทัพบก, กระทรวงกลาโหม และสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นต้นสังกัดของ กอ.รมน. เป็นจำเลย ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและจ่ายเงินชดเชยค่าสินไหมทดแทนให้แก่ครอบครัวของพลทหารวิเชียร เป็นจำนวนเงิน 7,049,213 บาท ซึ่งคดีแพ่งนี้มีคำพิพากษาให้คดีความเสร็จเด็ดขาดไปเมื่อปี 2557 คิดเป็นระยะเวลาเพียง 3 ปี หลังจากการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียร

ส่วนในคดีอาญา ศาลมณฑลทหารบกที่ 46 จังหวัดปัตตานี ได้อ่านคำพิพากษา สั่งจำคุกเจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นจำเลยในคดีนี้รวม 8 นาย (จำเลยคนหนึ่งเสียชีวิตในระหว่างรอคำพิพากษา และอีกคนหนึ่งหลบหนี) โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 4 ปี ตามความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบและร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 รวมระยะเวลาในกระบวนการต่อสู้คดีนานถึง 13 ปี

กรณีร้อยตรีสนาน ทองดีนอก

ร้อยตรีสนาน ทองดีนอก เสียชีวิตระหว่างการฝึกว่ายน้ำในหลักสูตรทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2558 โดยถูกครูฝึกบังคับให้ว่ายน้ำไป-กลับหลายสิบรอบจนหมดแรง และมีการใช้เชือกฟาดเพื่อบังคับให้ว่ายน้ำต่อเกินขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับไหว เป็นเหตุให้เขาจมน้ำหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา แม้ภายหลังจะมีการลงโทษทางวินัยต่อครูฝึกยศพันตรีคนดังกล่าว แต่กลับไม่พบข้อมูลว่ามีการดำเนินคดีอาญาแต่อย่างใด

ร้อยตรีสนาน ทองดีนอก

สำหรับคดีแพ่งที่มีกองทัพบกเป็นจำเลย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2565 ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาโดยศาลเห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ในสังกัดกองทัพบก ซึ่งเป็นจำเลย เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นผลโดยตรงให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และเป็นการกระทำต่อผู้ตายในขณะปฏิบัติหน้าที่  กองทัพบกจึงต้องรับผิดตาม พ.ร.บ. ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ให้กองทัพบกชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่แม่และภรรยาของร้อยตรีสนานรวมแล้วเป็นเงินต้นจำนวนเงิน 11.8 ล้านบาท หากคิดรวมดอกเบี้ยตลอดระยะเวลา 7 ปี เป็นเงิน 6 ล้านบาท รวมแล้วจะต้องได้รับค่าสินไหมทดแทนจำนวนเงินทั้งสิ้นกว่า 17 ล้านบาท 

กรณีสิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกายโดยพลอาสาสมัคร จำนวน 4 นาย ที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 จังหวัดสุรินทร์ โดยหลังจากเกิดเหตุ มีการลงโทษทางวินัยต่อพลอาสาสมัครผู้ก่อเหตุ แต่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา

สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์

สำหรับคดีแพ่ง แม่ของสิบโทกิตติกรได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต่อกองทัพบกให้รับผิดกรณีกระทำละเมิดเป็นเหตุให้สิบโทกิตติกรเสียชีวิต และในที่สุด เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2563 ศาลฎีกามีคำสั่งให้กองทัพบกชดใช้ค่าเสียหาย เป็นค่าจัดการศพและค่าขาดไร้อุปการะ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่สิบโทกิตติกรถึงแก่ความตายไปจนกว่าจำเลย คือกองทัพบก จะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

กรณีชัยภูมิ ป่าแส
ชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ จากกลุ่ม “รักษ์ลาหู่” ที่ทำงานรณรงค์เรื่องสิทธิของคนชาติพันธุ์และคนไร้สัญชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ถูกเจ้าหน้าที่ทหารประจำด่านตรวจบ้านรินหลวง ต. เมืองนะ อ. เชียงดาว จ. เชียงใหม่ ยิงจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถยนต์ที่ชัยภูมิขับมาพร้อมเพื่อน โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นการยิงเพื่อป้องกันตัว เนื่องจากชัยภูมิพยายามขัดขืนและจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธมีดและระเบิดขว้าง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอ้างว่าพบยาบ้าจำนวน 2,800 เม็ด ซ่อนอยู่ในหม้อกรองอากาศรถยนต์ของชัยภูมิ คำกล่าวอ้างเหล่านี้ บวกกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่ ทำให้คดีนี้อยู่ในความสนใจของสังคมในขณะนั้น

ชัยภูมิ ป่าแส

ครอบครัวของชัยภูมิฟ้องร้องให้กองทัพบกชดใช้ค่าเสียหาย และใช้เวลาต่อสู้ในคดีแพ่งนานกว่า 6 ปี แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ในเดือนสิงหาคม 2566 คำพิพากษาในชั้นฎีกากลับสั่งให้กองทัพบกชดใช้เยียวยาแก่ครอบครัวของชัยภูมิ เป็นเงินจำนวน 2,072,400 บาท ประกอบด้วยค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ โดยคำวินิจฉัยของศาลฎีการะบุว่า การที่พลทหารยิงชัยภูมิเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิด ไม่ใช่การป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพยานหลักฐานของจำเลย (กองทัพ) มีข้อน่าสงสัยและพิรุธหลายประการทำให้ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีน้ำหนักจะรับฟัง และข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกันหลายประเด็น

อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีอาญานั้น อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารที่สังหารชัยภูมิในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ทว่าครอบครัวและทนายความกลับได้รับหนังสือแจ้งผลคดีอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2567 หรือหลังมีคำสั่งเกือบ 3 ปี

กรณีอะเบ แซ่หมู่ 

อะเบ แซ่หมู่ เป็นเยาวชนชาติพันธุ์ลีซู ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารประจำด่านตรวจบ้านรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นการยิงเพื่อป้องกันตัว เนื่องจากอะเบพยายามขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ และมีเฮโรอีนในครอบครอง ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2562 แม่ของอะเบได้ยื่นฟ้องกองทัพบกต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และในเดือนมีนาคม 2563 ศาลแพ่งพิพากษาให้กองทัพบกชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและเงินเยียวยาให้แก่ครอบครัวของอะเบ เป็นเงิน 824,180 บาท พร้อมดอกเบี้ย ทว่าในคดีอาญานั้นกลับไม่มีข้อมูลว่ามีการดำเนินคดีอาญาแต่อย่างใด

อะเบ แซ่หมู่

การเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐได้เฉพาะคดีแพ่ง สะท้อนให้เห็นอะไร

ในรอบ 20 ปี (2548 – 2568) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ได้ให้การช่วยเหลือด้านกฎหมายในกรณีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ทั้งหมด 16 คดี และพบว่ามีเพียง 2 คดีเท่านั้น ที่เจ้าหน้าที่รัฐถูกดำเนินคดีอาญา ได้แก่ คดีพลทหารวิเชียร เผือกสม ที่ศาลมณฑลทหารบกมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร เมื่อปี 2566 และคดีพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารเช่นกัน เมื่อปี 2568 (เป็นการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565) อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคดีนี้ไม่มีผู้บังคับบัญชาได้รับโทษทางอาญา

ห้ากรณีข้างต้น ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาเด็ดขาดในคดีแพ่ง และมีการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาเรียบร้อยแล้ว ล้วนเป็นกรณีที่เกิดขึ้นก่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ทำให้การดำเนินคดีอาญาอยู่ในอำนาจศาลทหาร แทนที่จะเป็นศาลยุติธรรม ส่งผลให้กรณีความรุนแรงโดยรัฐเหล่านี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการค้นหาความจริง เนื่องจากพยานหลักฐานมักอยู่ในความควบคุมของหน่วยงานรัฐ ขณะที่กระบวนการภายในศาลทหารก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการทางคดี รวมทั้งในที่สุดก็ยังแทบไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิด เพราะฉะนั้น การชดเชยเยียวยาในรูปแบบตัวเงินจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นหนทางในการเรียกร้องความยุติธรรมที่ผู้เสียหายต้องเผชิญกับแรงเสียดทานน้อยกว่า และอาจรวดเร็วกว่าการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำผิด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้เสียหาย เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้พอสมควร 

อย่างไรก็ตาม แม้การจ่ายเงินชดเชยเยียวยาจะเป็นมาตรการเบื้องต้นที่หน่วยงานรัฐต้นสังกัดควรทำและสามารถทำได้อย่างทันท่วงที แต่ก็ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐ เช่น การทรมานทหารเกณฑ์ในค่ายจนเสียชีวิต สิ่งแรกที่ต้นสังกัดมักดำเนินการ คือการเสนอเงินช่วยเหลือเยียวยา พร้อมไกล่เกลี่ยให้ครอบครัวผู้เสียหายยุติการฟ้องร้องดำเนินคดี ทว่าในเวลาต่อมาก็ยังคงเกิดกรณีเช่นนี้ซ้ำรอยหลายครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ต้นตอปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนบุคคล แต่เป็นเพราะโครงสร้างและวัฒนธรรมขององค์กรรัฐที่เอื้อให้มีการใช้อำนาจผ่านการกระทำที่รุนแรงต่อผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า ที่สำคัญ เงินที่นำมาใช้ในการจ่ายค่าชดเชยเยียวยามาจากงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากภาษีของประชาชน ไม่ใช่เงินที่หน่วยงานหามาได้ ดังนั้น การจ่ายเงินชดเชยเยียวยาจำนวนมหาศาลจึงไม่อาจส่งผลให้เกิดการเรียนรู้หรือพยายามแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างแท้จริง

แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการลงโทษทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำความรุนแรง แต่จะเห็นว่าหลายกรณีมีเพียงการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา ไม่มีการดำเนินคดีทั้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิด และผู้บังคับบัญชาที่ควรมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงของผู้ใต้บังคับบัญชา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมปกป้องพวกพ้องของเจ้าหน้าที่รัฐ และนำไปสู่การลอยนวลพ้นผิด เมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดต้องรับผิดชอบ จึงไม่มีการสำนึกถึงความผิด และไม่มีบทเรียนที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ส่งผลให้สังคมก็ยังต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความกังวล ในสถานการณ์ที่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts