ความยุติธรรมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ใน 4 กรณีเอาผิดผู้นำประเทศ ข้อหา “ทรมาน-บังคับสูญหาย” 

การทรมานและการบังคับสูญหายถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของผู้ที่ถูกกระทำโดยตรงเท่านั้น แต่การละเมิดสิทธิอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใต้โครงสร้างรัฐที่เอื้อให้เกิดการละเมิด รวมทั้งยังเปิดโอกาสผู้กระทำความผิดสามารถลอยนวลพ้นผิดโดยไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ นั้น ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงในวงกว้างทั้งต่อครอบครัวของผู้เสียหาย ชุมชน และสังคมโดยรวม และถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดจะถูกจับกุมและดำเนินคดีในหลายกรณี แต่การทรมานและการบังคับสูญหายยังคงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากในท้ายที่สุด ระบบที่เอื้อต่อการละเมิดสิทธิยังคงไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข และผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องระบบดังกล่าว นั่นคือ “ผู้บังคับบัญชา” ที่ไม่เคยต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนกระทำต่อประชาชน และส่งผลให้วงจรการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในทางสากลจะมีหลักการอย่าง “หลักความรับผิดชอบในการบังคับบัญชา”  (Command Responsibility) หรือ “หลักความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา” (Superior Responsibility) ซึ่งกำหนดให้ผู้สั่งการหรือผู้ล้มเหลวในการป้องกันหรือลงโทษ เมื่อเกิดอาชญากรรมขึ้น ต้องมีความรับผิดชอบสูงสุดต่ออาชญากรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้น แท้ที่จริงแล้ว ยังคงมีความเป็นไปได้ในการเอาผิดทางอาญาต่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้ที่สั่งการ รวมทั้งผู้บังคับบัญชาที่ล้มเหลวในการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐเช่นกัน 

และนี่คือตัวอย่างกรณีการลงโทษผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำประเทศ ในกรณีการทรมานและการบังคับสูญหาย ที่ไม่เพียงฉายภาพให้เห็นหลักการความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันว่า “ความยุติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ” แต่เกิดจากกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ และการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องของประชาชน

อาร์เจนตินา: การดำเนินคดี ฆอร์เฆ ราฟาเอล บิเดลา และคณะรัฐประหาร

ในช่วงปี 1976 – 1983 อาร์เจนตินาอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำเผด็จการทหาร ซึ่งนำโดยนายพลฆอร์เฆ ราฟาเอล บิเดลา (Jorge Rafael Videla) ประธานาธิบดีและผู้บัญชาการกองทัพบก ในเวลานั้น กองทัพของคณะรัฐประหารได้ดำเนินการปราบปรามประชาชนอย่างเป็นระบบ ปฏิบัติการดังกล่าวนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “สงครามสกปรก” หรือ “Dirty War” โดยกองกำลังความมั่นคงได้ลักพาตัว ทรมาน และประหารชีวิตในทางลับต่อประชาชนราว 30,000 คน

ภายหลังจากการฟื้นฟูประชาธิปไตยในอาร์เจนตินา รัฐบาลประชาธิปไตยได้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อคณะรัฐประหารในปี 1985 และมุ่งลงโทษผู้นำทางทหารในระดับสูงโดยตรง ส่งผลให้นายพลฆอร์เฆ ราฟาเอล บิเดลา และพลเรือเอกเอมิลิโอ มาสเซรา ผู้บัญชาการกองทัพเรือ รวมทั้งผู้นำระดับสูงของรัฐบาลหลายคนถูกดำเนินคดี บิเดลาและมาสเซราถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม ควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และทรมาน และได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต 

การลงโทษบิเดลาและผู้นำทางทหารระดับสูงของอาร์เจนตินาครั้งนั้น ผู้พิพากษามีคำสั่งว่า ความโหดร้ายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และสั่งการจากบนลงล่าง เพราะฉะนั้น ความรับผิดทางอาญาจึงตกแก่ผู้บังคับบัญชาที่สั่งการหรืออนุญาตให้ความโหดร้ายเหล่านี้เกิดขึ้น กรณีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ทหารในระดับล่างไม่อาจถูกใช้เป็นโล่กำบังให้กับผู้บังคับบัญชาได้เสมอไป

ชิลี: การจับกุมและดำเนินคดีนายพลออกุสโต ปิโนเชต์

ภายใต้การปกครองของนายพลออกุสโต ปิโนเชต์ ในช่วงปี 1973 – 1990 ประชาชนกว่า 3,000 คน ถูกสังหารหรือถูกบังคับสูญหาย และหลายหมื่นคนถูกทรมานอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจลับ (DINA) โดยตัวปิโนเชต์เองได้ สร้างเกราะป้องกันตัวเองด้วยกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองและหลักการความคุ้มกันทางการเมืองตลอดชีวิตเป็นระยะเวลานานหลายปี ทำให้ปิโนเชต์รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดี จากการที่เจ้าหน้าที่รัฐก่ออาชญากรรมซึ่งละเมิดสิทธิประชาชนหลายพันคน

อย่างไรก็ตาม ในปี 1998 บาลทาซาร์ การ์ซอน ผู้พิพากษาชาวสเปน ได้ออกหมายจับระหว่างประเทศ เพื่อจับกุมปิโนเชต์ ขณะที่เขาพำนักอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยตั้งข้อหาทรมาน และให้การสนับสนุนการบังคับสูญหายพลเรือนชาวสเปน แม้ว่าในที่สุด ปิโนเชต์จะเดินทางกลับมายังชิลีเนื่องด้วยปัญหาสุขภาพ ศาลชิลีก็ได้ยกเลิกความคุ้มกันทางการเมืองของเขา และทำให้เขาต้องถูกคุมขังภายในบ้าน รวมทั้งเผชิญกับการฟ้องร้องในกรณีการลักพาตัว ทรมาน และฆาตกรรม ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 2006

กรณีของปิโนเชต์ทำให้บรรทัดฐานทางกฎหมายที่เรียกว่า “Pinochet Precedent” เป็นที่รู้จักในระดับสากล ซึ่งพิสูจน์ว่า “ความคุ้มกันของผู้นำประเทศ” ไม่ได้ปกป้องผู้บังคับบัญชาจากเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) เมื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกลายเป็นอาชญากรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ

เปรู: การจับกุมและดำเนินคดีอัลแบร์โต ฟูจิโมริ และกลุ่มโคลินา (Grupo Colina)

ต้นทศวรรษที่ 1990 รัฐบาลเปรูภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีอัลแบร์โต ฟูจิโมริ ใช้นโยบายต่อต้านการก่อความไม่สงบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มกองโจร Shining Path โดยจัดตั้งหน่วยพิฆาตทางทหารที่รู้จักกันในชื่อกลุ่มโคลินา (Grupo Colina) ซึ่งกระทำการบังคับสูญหาย ทรมาน และสังหารหมู่นอกกระบวนการยุติธรรมต่อผู้ต้องสงสัยว่าเห็นต่างทางการเมืองเป็นจำนวนมาก

ต่อมาในปี 2000 ฟูจิโมริหนีคดีทุจริตไปยังประเทศญี่ปุ่น ทว่าภายหลังถูกจับกุมที่ชิลีในปี 2005 และถูกส่งตัวกลับมายังเปรู จนกระทั่งในปี 2009 ศาลเปรูพิพากษาจำคุกฟูจิโมริเป็นเวลา 25 ปี ตามหลักการความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา โดยระบุว่า เขาเป็น “ผู้มีบทบาททางอ้อม” ต่อการก่ออาชญากรรมของหน่วยพิฆาตทางทหาร ทั้งการฆาตกรรม การทำร้ายร่างกายอย่างทารุณ และบังคับสูญหาย

ชาด: การพิพากษาคดีฮิสแซน ฮาเบร

ภายใต้การปกครองของฮิสแซน ฮาเบร ในช่วงปี 1982 – 1990 เจ้าหน้าที่ตำรวจการเมืองของชาด ที่เรียกว่า DDS มีการทรมาน การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม และบังคับสูญหายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็นศัตรูทั่วประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40,000 คน

จากอาชญากรรมร้ายแรงดังกล่าว ฮาเบรหลบหนีไปยังประเทศเซเนกัล และใช้ชีวิตอย่างหรูหรานานกว่า 2 ทศวรรษ อย่างไรก็ตาม การรณรงค์อย่างไม่หยุดยั้งโดยผู้เสียหายจากปฏิบัติการของฮาเบร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นำไปสู่การจัดตั้งศาลพิเศษในเซเนกัล เรียกว่า ศาลพิเศษแอฟริกัน (Extraordinary African Chambers) และในปี 2016 ฮาเบรถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และทรมาน โดยเขาถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต และเสียชีวิตเมื่อปี 2021

กรณีของฮาเบรถือเป็นหมุดหมายสำคัญของกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยเป็นครั้งแรกที่ศาลภายในประเทศในทวีปแอฟริกาได้พิพากษาลงโทษอดีตผู้นำรัฐของประเทศแอฟริกันในข้อหาอาชญากรรมต่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งส่งสารอันทรงพลังว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงไม่อาจหลบหนีความผิดในต่างประเทศได้

ปัจจัยที่นำไปสู่การดำเนินคดีต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงและผู้นำประเทศมีอะไรบ้าง

ในกรณีทั่วไป การจับกุมและดำเนินคดีเพื่อเอาผิดผู้บังคับบัญชาระดับสูงและผู้นำประเทศ ในกรณีการทรมานและการบังคับสูญหายนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคและยากที่จะสำเร็จ เนื่องจากผู้มีอำนาจมักจะมีช่องทางและความเชี่ยวชาญในการหลบหลีกความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่าตนไม่ได้รับทราบการกระทำเหล่านี้ รวมไปถึงการลอยนวลเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการดำเนินคดี เนื่องจากอยู่ในอำนาจ จนกระทั่งคดีหมดอายุความ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากกรณีตัวอย่างทั้งสี่กรณี จะพบว่ามีปัจจัยหลายประการที่สามารถนำตัวผู้บังคับบัญชาเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และทำให้ความรับผิดรับชอบ (Accountability) ของผู้มีอำนาจเหล่านี้เกิดขึ้น จนกระทั่งนำไปสู่ความยุติธรรมต่อผู้เสียหายได้สำเร็จ ดังนี้

  1. หลักการความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา

ที่ผ่านมา บรรดาผู้นำและผู้มีอำนาจมักแย้งว่าพวกเขาไม่ได้กระทำความรุนแรงด้วยตนเอง จึงไม่ควรได้รับโทษ ดังนั้น หลักการทางกฎหมายระหว่างประเทศจึงมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นความรับผิดรับชอบของผู้บังคับบัญชา ได้แก่ หลักความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา ที่กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาจะต้องรับผิดทางอาญาหากมีการรับทราบ หรือควรรับทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาก่ออาชญากรรม แต่ไม่ได้มีมาตรการในการป้องกันหรือลงโทษผู้ที่กระทำความผิด และการมีบทบาททางอ้อม เช่นในกรณีของฟูจิโมริของเปรู และคณะรัฐประหารของอาร์เจนตินา โดยอัยการพิสูจน์ได้ว่าผู้นำในทั้งสองกรณีมีตำแหน่งอยู่เหนือสุดของ “องคาพยพของอำนาจเชิงระบบ” เนื่องจากคำสั่งของผู้นำเหล่านี้ถือเป็นที่สุด ทำให้พวกเขาสามารถใช้เครื่องมือของรัฐ เช่น อาวุธ ส่งผลให้พวกเขามีความผิดเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดทางกายภาพโดยตรง

  1. อำนาจของ “กระบวนการยุติธรรมสากล” และความร่วมมือระหว่างประเทศ

เมื่อผู้นำเผด็จการมีอำนาจครอบงำศาลภายในประเทศ การเรียกร้องความรับผิดรับชอบจึงจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยจากนอกประเทศ เช่น กรณีของปิโนเชต์ ซึ่งถูกจับกุมในลอนดอน เนื่องจากผู้พิพากษาชาวสเปนยื่นอุทธรณ์ต่อเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) เนื่องจากแนวคิดทางกฎหมายที่ว่า อาชญากรรมบางประเภท เช่น ทรมานหรือบังคับสูญหาย ถือเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายที่กระทำต่อมนุษยชาติ และรัฐใดก็ตามสามารถดำเนินคดีต่อกรณีเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม เช่นเดียวกับศาลอนุญาโตตุลาการข้ามพรมแดน หรือ คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (​Cross-Border Tribunals) ในกรณีของฮิสแซน ฮาเบร  ซึ่งประเทศเซเนกัลและสหภาพแอฟริกาได้ร่วมกันสร้างศาลพิเศษแอฟริกัน (Extraordinary African Chambers) ซึ่งหลีกเลี่ยงการใช้ระบบกฎหมายที่ประนีประนอมกันในชาด เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการตัดสินคดีอย่างเป็นธรรมในพื้นที่ที่เป็นกลาง

  1. การรณรงค์โดยผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง และการสร้าง “จดหมายเหตุแห่งความรุนแรง”

ผู้มีอำนาจหลายคนอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานและการลบเลือนความทรงจำ เพื่อให้ตนสามารถลอยนวลพ้นผิดจากกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่นำไปสู่การดำเนินคดีผู้มีอำนาจในกรณีนี้ มักจะเกิดขึ้นโดยการเรียกร้องโดยผู้เสียหายและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เช่น กรณีของกลุ่มแม่แห่งจัตุรัสพลาซาเดมาโย (Mothers of the Plaza de Mayo) ในอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นกลุ่มแม่ของผู้ที่ถูกบังคับสูญหาย ที่รวมตัวกันเดินขบวนทุกสัปดาห์ต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายทศวรรษเพื่อไม่ให้สังคมหลงลืมเหตุการณ์บังคับสูญหายที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามสกปรก จนในที่สุด รัฐบาลประชาธิปไตยได้จัดให้มีการพิจารณาคดีคณะรัฐประหาร

นอกจากนี้ ในกรณีของฮาเบร ผู้นำของชาด ทนายความสิทธิมนุษยชนและกลุ่มผู้เสียหายได้ร่วมกันเปิดโปงเอกสารจดหมายเหตุของกองตำรวจลับ DSS โดยในเอกสารเหล่านั้น มีการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการทรมานรายวัน รวมทั้งชื่อของผู้ต้องขัง จากนั้น พวกเขาได้ส่งรายงานนี้ตรงไปยังสำนักงานของประธานาธิบดี และทำลายข้ออ้างของฮาเบรที่ว่าไม่รับทราบเรื่องเหล่านี้

  1. การล่มสลายของกฎหมายนิรโทษกรรมในประเทศ

ผู้นำเผด็จการมักร่างแผนการในการเอาตัวรอดจากความรับผิดโดยการผ่าน “กฎหมายนิรโทษกรรม” ก่อนที่จะลงจากตำแหน่ง เพื่อให้มีเกราะป้องกันทางกฎหมายจากการถูกดำเนินคดีในอนาคต เช่นกรณีของชิลีและอาร์เจนตินา อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อศาลสูงสุดภายในประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างอเมริกา (Inter-American Court of Human Rights หรือ I/A Court H.R.) มีคำสั่งว่ากฎหมายนิรโทษกรรมนั้นเป็นโมฆะเมื่อนำมาใช้กับข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เช่น การทรมานและการบังคับสูญหาย

  1. การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

ผู้มีอำนาจและผู้บังคับบัญชาระดับสูงมักจะไม่ถูกดำเนินคดี ตราบใดที่พวกเขายังคงถืออำนาจเบ็ดเสร็จเหนืออำนาจรัฐและกองทัพแต่เพียงผู้เดียว ทว่าเมื่อประเทศมีการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย เช่น กรณีที่อาร์เจนตินาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งส่งผลให้ระบอบทหารล่มสลาย และประธานาธิบดีฝ่ายพลเรือนกลับมามีอำนาจ หรือกรณีที่อัลแบร์โต ฟูจิโมริ และฮิสแซน ฮาเบร ถูกจับกุมตัวหลังจากที่หลบหนีออกจากประเทศบ้านเกิด และรวมทั้งถูกส่งตัวกลับโดยรัฐบาลต่างชาติ ที่ปฏิเสธที่จะให้ที่พักพิงแก่อาชญากรระหว่างประเทศ ก็นำไปสู่การดำเนินคดีเอาผิดผู้นำระดับสูงเหล่านี้ได้เช่นกัน

ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความยุติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เรียกร้องความกล้าหาญของผู้เสียหาย การรักษาความทรงจำให้คงอยู่ การบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อเชื่อมโยงผู้มีอำนาจจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง และศาลที่มีเจตจำนงในการมองผ่านเส้นเขตแดนของชาติเพื่อกระชากความคุ้มกันทางกฎหมายของเหล่าทรราชออก และนำตัวบุคคลเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ความยุติธรรมที่แท้จริงจะพุ่งเป้าไปที่ผู้ที่มีอำนาจด้านงบประมาณ ผู้ที่ก่อตั้งกองกำลังของเจ้าหน้าที่ และปกป้องผู้กระทำความผิด ไม่ใช่แค่ผู้ที่ถืออาวุธเพียงอย่างเดียว

กรณีประเทศไทย การเอาผิดผู้บังคับบัญชา ทำได้หรือไม่?

ประเทศไทยมีกรณีการทรมาน การบังคับสูญหาย หรือการใช้ความรุนแรงโดยรัฐในการปราบปรามผู้ชุมนุมเกิดขึ้นหลายครั้ง แม้จะไม่ได้มีจำนวนผู้เสียหายมากเท่ากับในแถบลาตินอเมริกาและแอฟริกา เช่นใน 4 กรณีข้างต้น แต่ก็สร้างความเสียหายตั้งแต่ระดับปัจเจกไปจนถึงระดับสังคมด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในแง่ความรับผิดรับชอบของผู้บังคับบัญชาหรือผู้สั่งการ กลับไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงคนใดถูกจับกุม ดำเนินคดี หรือได้รับโทษ เนื่องจากบางกรณีมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับตัวเอง เช่น เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 หรือบางกรณีก็หมดอายุความไปโดยไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดหรือผู้สั่งการมาลงโทษได้ เช่น กรณีตากใบ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ศ. 2566 มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ) ที่มีมาตรา 42 ระบุว่า “ผู้บังคับบัญชาที่ทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะกระทำความผิดฐานทรมานและกระทำให้สูญหาย แล้วไม่ดำเนินการป้องกันหรือระงับเหตุ หรือไม่ส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวน จะต้องรับโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น” ซึ่งสะท้อนถึงหลักการความรับผิดรับชอบของผู้บังคับบัญชา และในปัจจุบันนี้ก็มีความพยายามที่จะใช้ข้อกฎหมายนี้ในการเอาผิดเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกรณีการทรมานและการบังคับสูญหาย เช่น คดีการทรมานพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล เป็นต้น 

แต่การใช้มาตรา 42 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ฉบับนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ อาจไม่ใช่เรื่องของ “ฟ้าเป็นใจ” หรือความบังเอิญ แต่ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ. รวมทั้งศาล ที่จะยึดหลักการความรับผิดรับชอบของผู้บังคับบัญชา รวมทั้งหลักสิทธิมนุษยชนมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญ การที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำระดับสูงถูกดำเนินคดีและแสดงความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยก่อขึ้น จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในสังคมได้ในที่สุด

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts