การทรมานเพื่อให้รับสารภาพ: ไม่ใช่แค่การ “จับแพะ” แต่เป็นปัญหาของทั้งสังคม 

ในสังคมที่มีอาชญากรรมเกิดขึ้นบ่อยครั้งและสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยและวิตกกังวลให้กับประชาชน “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” ถือเป็นหนึ่งในองคาพยพของรัฐที่ทำหน้าที่ปกป้องประชาชนให้รอดพ้นจากอาชญากรรมต่างๆ หลายคนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็น “ที่พึ่ง” ของประชาชน และคาดหวังว่าเมื่อมีเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้จะปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็วในการจับกุมผู้กระทำความผิด เพื่อรักษาความสงบสุขของสังคม

ทว่าเมื่อความรวดเร็วหมายถึงประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในคดีที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและสังคม ทำให้หลายครั้งเจ้าหน้าที่ต้องเร่งจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน เพื่อนำไปสู่การปิดคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อให้เกิดความบกพร่องในกระบวนการสืบสวนสอบสวน ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมผู้บริสุทธิ์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “จับแพะ” รวมทั้งการใช้วิธีการทรมานผู้ต้องสงสัยเพื่อให้ได้คำรับสารภาพ แม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะพยายามยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่เสียงเรียกร้องเหล่านั้นกลับดังไม่พอที่จะทะลุผ่านกำแพงอคติของสังคม ที่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ต้องจับเฉพาะผู้ที่กระทำความผิดเท่านั้น ทำให้น้อยครั้งที่กรณีเหล่านี้จะเป็นข่าวและได้รับความสนใจจากสังคมมากพอที่จะทำให้ผู้บริสุทธิ์พ้นจากความผิด และได้รับการกอบกู้ชื่อเสียงในทางสาธารณะ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและองค์กรต้นสังกัดไม่เคยแสดงการขอโทษอย่างเป็นทางการต่อความผิดพลาดเหล่านี้

เนื่องในวันยุติการทรมานสากล 26 มิถุนายน CrCF จึงสำรวจความหมายและองค์ประกอบของการทรมานเพื่อให้ได้คำรับสารภาพ กรณีศึกษาสำคัญในประเทศไทย รวมทั้งผลกระทบที่ตามมาจากกระบวนการนี้ เพื่อเน้นย้ำว่าวิธีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นนี้นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมแล้ว ยังส่งผลเสียหลายประการทั้งต่อตัวบุคคล ชุมชน และสังคมด้วย

การทรมานเพื่อให้รับสารภาพคืออะไร

การทรมานเพื่อให้รับสารภาพมักจะกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ ทหาร หรือหน่วยงานความมั่นคง เพื่อสร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจต่อผู้ต้องสงสัย และบังคับให้ผู้ต้องสงสัยสารภาพว่าได้กระทำความผิดหรือยอมเปิดเผยข้อมูล โดยเป็นหนึ่งในนิยามการทรมานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

องค์ประกอบของการทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ได้แก่ 

(1) สภาพแวดล้อมที่โดดเดี่ยวและสร้างความสับสน กล่าวคือ ก่อนจะเกิดการทรมานทางร่างกาย ต้องมีการสร้างพื้นที่ที่ทำลายความเชื่อมโยงระหว่างตัวผู้ต้องสงสัยและโลกภายนอก เช่น การควบคุมตัวโดยไม่อนุญาตให้ผู้ต้องสงสัยติดต่อกับทนายความ ครอบครัว หรือผู้ที่ไว้วางใจ เพื่อสร้างความรู้สึกโดดเดี่ยวและไร้หนทาง รวมทั้งการควบคุมตัวในพื้นที่ปิดลับ มีแสงสว่างไม่เพียงพอ หรือลดทอนการรับรู้เรื่องเวลา เพื่อทำลายกระบวนการของสมองในการรับรู้และตัดสินใจ ส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยถูกชักจูงได้ง่าย

(2) การทรมานทางร่างกายและจิตใจ ได้แก่ การใช้วิธีการที่ทิ้งร่องรอยภายนอกร่างกายให้น้อยที่สุด เช่น การบังคับให้อยู่ในอิริยาบถที่ลำบาก การทำให้ขาดอากาศหายใจโดยการคลุมถุงหรือกรอกน้ำ การทุบที่ส้นเท้า หรือให้อยู่ในห้องที่ร้อนหรือเย็นเกินไป หรือการทรมานทางจิตใจ ซึ่งยังไม่มีการกำหนดนิยามไว้อย่างชัดเจน เช่น การจำลองการประหารชีวิต การข่มขู่เกี่ยวกับความปลอดภัยของครอบครัว หรือบังคับให้ดูการทรมานผู้อื่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผลมากกว่าการสร้างความเจ็บปวดทางร่างกาย การทรมานด้วยวิธีการต่างๆ เหล่านี้จะสร้างแรงกดดันทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่งผลให้สมองเลือกที่จะยุติความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตรงหน้าก่อน โดยการยอมรับสารภาพ 

(3) การยอมรับสารภาพ โดยทั่วไปคนเรามักเข้าใจว่าคนเราจะสารภาพความผิดต่อเมื่อมีความผิดจริงๆ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง สภาพจิตใจของมนุษย์ที่ผ่านประสบการณ์การถูกทรมานจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางตรรกะ ได้แก่ การเลือกหยุดความเจ็บปวดเฉพาะหน้า ส่วนผลที่ตามมาในอนาคต เช่น การติดคุก หรือการประหารชีวิต จะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญรองลงไป นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สอบสวนมักจะยื่นข้อเสนออย่างการเซ็นเอกสารแล้วความเจ็บปวดเหล่านี้จะยุติลงทันที ดังนั้น ผู้ต้องสงสัยจะยอมรับสารภาพทันที เพียงเพราะต้องการมีชีวิตรอดและออกจากพื้นที่นั้น

(4) การล่อลวงให้รับสารภาพ เนื่องจากผู้ที่ตกเป็นแพะมักจะไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมักจะป้อนข้อมูลให้แก่ผู้ที่เป็นแพะ เพื่อให้คำสารภาพดูน่าเชื่อถือในสายตาของผู้พิพากษาหรือสาธารณชน เช่น การเปิดเผยรายละเอียดในที่เกิดเหตุ รวมทั้งการซักซ้อม คือการบังคับให้ผู้ต้องสงสัยจดจำบทพูดหรือแสดงการจำลองสถานการณ์หน้ากล้อง จนกระทั่งสามารถให้การสารภาพได้ด้วยตัวเอง

คนกลุ่มไหนบ้างที่มักจะกลายเป็น “แพะ” และถูกทรมาน

เมื่อระบบต้องพึ่งพิงการทรมานเพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ ส่วนใหญ่ผู้ที่ตกเป็น “แพะ” หรือเป็นเป้าหมายของการทรมานมักจะไม่ใช่คนรวย ผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่มีเส้นสาย แต่กลยุทธ์การสอบสวนแบบนักล่านี้มักจะพุ่งเป้าไปที่คนที่ถูกโดดเดี่ยวจากสังคม ไม่มีเกราะป้องกันทางกฎหมาย หรือเป็นผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจ เพราะฉะนั้น เพื่อให้คดีดูเหมือนคลี่คลาย ระบบการสอบสวนของเจ้าหน้าที่จึงมองหาวิถีทางที่มีแรงต้านน้อยที่สุด และผู้ที่ตกเป็นเป้ามากที่สุด คือกลุ่มเปราะบางดังต่อไปนี้

  1. คนยากจนหรือกลุ่มคนชายขอบทางเศรษฐกิจและสังคม

องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งพบข้อมูลว่า ปัจจัยหลักที่นำไปสู่การถูกทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ได้แก่ ความยากจน เนื่องจากกลุ่มคนยากจนมักจะไม่มีเกราะป้องกันทางกฎหมาย ไม่มีเงินจ้างทนายความที่มีศักยภาพสูงในการเข้าแทรกแซงในช่วงแรกของการควบคุมตัว รวมทั้งขาดเส้นสายทางการเมืองหรือทางสังคมในการกำหนดความสนใจของสังคมหรือสื่อมวลชน ดังกรณีของปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมภรรยา คือบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ” ที่จังหวัดสระแก้ว เมื่อปี 2567 ทว่าภายหลังมีการจับกุมผู้ก่อเหตุตัวจริง คือกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ และมีข้อมูลว่าลุงเปี๊ยกถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 นาย ทรมานเพื่อให้สารภาพผิด ด้วยการให้ถอดเสื้อผ้า อยู่ในห้องที่อากาศเย็นจัด และใช้ถุงคลุมครึ่งศีรษะ

  1. ชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และศาสนา

ชนกลุ่มน้อยมักจะตกเป็นเป้าของการเป็นแพะในคดีอย่างไม่ได้สัดส่วน เนื่องจากอคติของสังคมที่มีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งทำให้ชุมชนและศาลเชื่อได้ง่ายว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด รวมทั้งการลดทอนความเป็นมนุษย์ การเหยียดเชื้อชาติอย่างเป็นระบบยังส่งผลให้กำแพงทางจิตวิทยาของเจ้าหน้าที่ผู้ละเมิดลดลง ทำให้ง่ายสำหรับเจ้าหน้าที่ในการสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังเช่นกรณีการฆาตกรรม “น้องแอปเปิ้ล” เมื่อปี 2558 ที่จังหวัดระนอง ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาว่าลงมือแทงนางสาวอรวี สำเภาทอง หรือ “แอปเปิ้ล” นักเรียนชั้น ม. 6 ถึง 17 แผล คือแรงงานชาวเมียนมา 4 คน 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังผู้ต้องหาทั้งสี่ได้กลับคำให้การ โดยยืนยันว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ และให้การว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทรมานเพื่อให้รับสารภาพ เช่น ทำร้ายร่างกาย โดยการกระชากผมและต่อยที่ลำคอ บีบคอ กระทืบอวัยวะเพศ ใช้เชือกคล้องคอแล้วเอาไม้หมุนรัดให้แน่นเพื่อให้หายใจไม่ออก ใช้ถุงพลาสติกครอบศีรษะ ใช้ปืนจ่อศีรษะ ข่มขู่จะทำร้ายครอบครัว รวมทั้งเจ้าพนักงานยังสอนให้ผู้ต้องหาพูดเรื่องการแซวผู้ตายก่อนทำแผนประกอบคำรับสารภาพ นอกจากนี้ นายจ้างของผู้ต้องหายังนำภาพจากกล้องวงจรปิดมายืนยันว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุ แรงงานเหล่านี้กำลังทำงานอยู่ในเรือและโรงงาน แต่หลักฐานดังกล่าวไม่ถูกนำมาพิจารณาในชั้นสอบสวน

คดีนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาตัดสินจำคุกจำเลยทั้ง 4 คน ตั้งแต่ 2 ถึง 8 ปี แต่ทีมทนายความได้ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีจนกระทั่งยกฟ้องจำเลยทั้งหมดในชั้นฎีกา และปล่อยตัวให้เป็นอิสระ หลังจากที่แรงงานชาวเมียนมาทั้ง 4 คน ถูกจำคุกนานเกือบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม หลังศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองคดี ไม่มีการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดตัวจริง

  1. ผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจและพัฒนาการ

คนบางกลุ่ม เช่น ผู้เยาว์ มีแนวโน้มจะตกเป็นแพะได้ง่าย เนื่องจากความสามารถในการเข้าใจเหตุผลยังไม่มากนัก ทำให้สามารถถูกชักจูงและนำไปสู่ความยินยอมโดยง่าย รวมถึงยังมีความอ่อนไหวต่อการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ และตื่นตระหนกง่ายจากการข่มขู่หรือละเมิดทางร่างกาย หรือผู้พิการทางสติปัญญา ที่มีแนวโน้มจะคล้อยตามเพื่อให้เจ้าหน้าที่พอใจ หรือเห็นด้วยกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่แนะนำ เพียงเพราะต้องการออกจากสถานการณ์ที่ตึงเครียด และอาจถูกป้อนข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุและถูกชักจูงให้เซ็นเอกสารที่ตนเองไม่เข้าใจ

กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างกรณีเยาวชน 3 คน ปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยว ที่ อ. สามร้อยยอด จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2559 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดในประเด็นนี้ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเยาวชน และยอมรับสารภาพหลังจากที่เจ้าหน้าที่กระทำทรมาน ทั้งการทำร้ายร่างกาย ใช้ผ้าคลุมศีรษะ ใช้ปืนจ่อศีรษะ และข่มขู่ให้รับสารภาพ จนกระทั่งผู้ถูกกล่าวหายอมซัดทอดไปยังเพื่อนอีกสองคน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวเพื่อนสาวของจำเลยที่ 1 ไปยังเซฟเฮ้าส์ และล่วงละเมิดทางเพศ

  1. บุคคลอื่นที่ “ง่ายต่อการเป็นแพะ”

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มชายขอบของสังคม เช่น ผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัย มีแนวโน้มจะตกเป็นแพะได้ง่าย เนื่องจากการหายตัวไปของคนกลุ่มนี้ หรือการตัดสินโทษคนกลุ่มนี้ไม่ได้จุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์หรือการเรียกร้องครั้งใหญ่ในสังคม รวมทั้งยังเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษา ขาดความเข้าใจสิทธิทางกฎหมายในต่างประเทศ และขาดเครือข่ายชุมชนอย่างเป็นทางการที่ช่วยสู้คดี นอกจากนี้ คนอีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถตกเป็นแพะได้ง่ายคือผู้ที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือผู้ที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่เป็นการชั่วคราว ซึ่งเมื่อคนเหล่านี้ถูกจับกุมตัว อาจจะใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์กว่าจะมีใครสังเกตได้ว่าคนกลุ่มนี้หายไป เป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สอบสวนใช้วิธีการทรมาน เช่น การบังคับอดนอนและการละเมิดทางร่างกายได้โดยไม่ถูกตรวจสอบ

ตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับกรณีนี้คือกรณีของฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ซึ่งขณะนั้นเป็นเยาวชน ได้ตกเป็นแพะในคดีวิ่งราวทรัพย์เพียงเพราะแต่งกายคล้ายผู้ก่อเหตุ และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทรมานโดยใช้เท้าเหยียบที่สีข้าง และใช้ถุงคลุมศีรษะ แม้ภายหลังจะพบตัวผู้ก่อเหตุตัวจริงและมีการดำเนินคดีแล้ว แต่เหตุการณ์ทรมานดังกล่าวได้สร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่ฤทธิรงค์อย่างร้ายแรง โดยฤทธิรงค์มีอาการป่วยด้วยโรค PTSD หรืออาการเครียดหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรง และต้องรักษาอาการไปตลอดชีวิต ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำการทรมานได้รับการลงโทษเพียง 1 นาย จากจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ทั้งหมด 7 นาย ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี และปรับ 12,000 บาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี จึงลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 8,000 บาท ทว่าเมื่อพิจารณาจากอาชีพของจำเลย ประกอบกับจำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน จึงให้รอการลงโทษเพื่อให้โอกาสกลับตัว

  1. อาชญากรรายย่อย หรือ “กลุ่มผู้ต้องสงสัยขาประจำ”

เมื่อมีอาชญากรรมรุนแรงเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะต้องเผชิญกับแรงกดดันในการรีบปิดคดี จึงมักจะจับกุมตัวบุคคลที่เคยก่อคดีเล็กๆ หรือมีประวัติก่ออาชญากรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีประวัติการก่ออาชญากรรมมาก่อน เช่น ลักเล็กขโมยน้อย หรือมียาเสพติดในครอบครอง ซึ่งง่ายต่อการ “ยกระดับ” สู่อาชญากรรมที่ร้ายแรงมากขึ้น ประกอบกับอคติของสังคมที่มีต่อผู้ที่เคยกระทำความผิดมาก่อน ย่อมส่งผลให้สังคมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยอย่างถูกต้อง 

ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐมักเลือกใช้การทรมานเพื่อให้รับสารภาพ

การทรมานเพื่อให้รับสารภาพนั้นไม่ได้เกิดจากอุปนิสัยส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่มีสาเหตุจากโครงสร้างองค์กรและสังคมที่เปิดโอกาสให้มีการกระทำทรมาน และให้ความชอบธรรมในการทรมานว่าเป็นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในนามของการใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสังคม โดยที่เจ้าหน้าที่ที่กระทำการทรมาน รวมทั้งผู้บังคับบัญชาไม่ต้องรับโทษใดๆ สาเหตุหลักที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพึ่งพาวิธีการทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ได้แก่

  1. แรงกดดันจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงและแรงกดดันจากสังคม

เมื่อมีอาชญากรรมร้ายแรงหรือสะเทือนขวัญเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะถูกจับตามองจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวน หาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่สามารถคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็วก็อาจถูกตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ สภาพแวดล้อมที่กดดันเช่นนี้ ทำให้การปิดคดีอย่างรวดเร็วมีความสำคัญมากกว่าการหาตัวผู้กระทำความผิดตัวจริง ดังนั้น คำสารภาพที่ได้จากการทรมานผู้ที่ตกเป็นแพะจะสร้างความพอใจให้กับสังคมที่ต้องการให้มีการจับกุมผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

  1. การประเมินผลงานของเจ้าหน้าที่จากจำนวนการปิดคดี

องค์กรตำรวจหลายแห่งทั่วโลกมักใช้วิธีประเมินผลประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่จากตัวเลขการปิดคดีมากกว่าคุณภาพของความยุติธรรม ยิ่งปิดคดีได้มากเท่าไร โอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง ได้โบนัส หรือประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น การรวบรวมหลักฐานทางกายภาพ การตรวจสอบดีเอ็นเอ และการสอบข้อเท็จจริงจากพยานจำนวนมากใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ถือเป็นงานที่ทรหดและมีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่การทรมานเพื่อให้ได้รับคำสารภาพจากผู้ต้องสงสัยที่มีความเปราะบางใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ดังนั้น สำหรับเจ้าหน้าที่บางคน การทรมานผู้ต้องสงสัยจึงเป็นทางลัดสู่การเลื่อนตำแหน่งได้มากกว่า

  1. เจ้าหน้าที่ขาดการฝึกอบรมและทักษะในการสืบสวนสอบสวนสมัยใหม่

ในกรณีขององค์กรตำรวจที่ขาดประสิทธิภาพและมีงบประมาณจำกัดสำหรับงานนิติวิทยาศาสตร์ งานพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล หรือเทคนิคทางจิตวิทยาขั้นสูงในการสอบปากคำ ซึ่งเป็นงานที่มีค่าใช้จ่ายสูง เจ้าหน้าที่ก็มักจะไม่รู้วิธีการสืบคดีโดยอาศัยหลักฐาน นอกจากนี้ เมื่อขาดการฝึกอบรมเกี่ยวกับการเอาชนะผู้ต้องสงสัยด้วยการใช้ไหวพริบ หรือเปิดเผยเบาะแสที่ซุกซ่อนไว้ การทรมานทางร่างกายและจิตใจก็กลายเป็นเครื่องมือเดียวในการได้มาซึ่งข้อมูล

  1. วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดและการขาดความรับผิดรับชอบ

ในระบบยุติธรรมที่บกพร่อง เจ้าหน้าที่มักเลือกใช้วิธีการทรมานเพื่อให้รับสารภาพ เนื่องจากมั่นใจว่าจะไม่ถูกตรวจสอบ และศาลมักจะรับฟังคำสารภาพในฐานะหลักฐานพิสูจน์ความผิดขั้นสุดท้าย โดยไม่มีการสืบสวนว่าคำสารภาพนั้นได้มาด้วยวิธีการใด นอกจากนี้ การปกป้องพรรคพวกตำรวจด้วยกันภายในองค์กร หรือการที่ผู้บริหารระดับสูงที่ทำหน้าที่ดูแลองค์กรก็ไม่มีอำนาจหรือเป็นผู้ที่ทุจริตเสียเอง ส่งผลให้ไม่มีการตรวจสอบความรับผิดรับชอบ เพราะฉะนั้น เกราะที่ป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงก็หายไปโดยปริยาย

  1. การลดทอนความเป็นมนุษย์ และการใช้วิธีการที่ไม่ชอบธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุด

ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มองว่าตนเป็นผู้รักษากฎหมายที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับความไม่สงบต่างๆ ในสังคม และมีความชอบธรรมในการทรมานเพื่อให้ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพ รวมถึงการมองข้ามหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องสงสัยยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษา ทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่ลังเลที่จะใช้การทรมานเป็นเครื่องมือในการปราบปรามคนเลวเพื่อปกป้องสังคม โดยให้เหตุผลกับความโหดร้ายทารุณของตัวเองว่าเป็นทางลัดในการจับ “คนเลว” เข้าคุก 

นอกจากนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่สืบสวนตัดสินว่าผู้ต้องสงสัยมีความผิด แม้จะไม่มีหลักฐาน แต่อคติในการยืนยันความเชื่อ (confirmation bias) กลับมีบทบาทสำคัญ ทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้มองว่าการปฏิเสธของผู้ต้องสงสัยไม่ได้มาจากความบริสุทธิ์ แต่มาจากการขัดขืน ดังนั้น การทรมานจึงกลายเป็นเครื่องมือในการทุบทำลาย “การขัดขืน” และบังคับให้พวกเขารับสารภาพในสิ่งที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นความจริง

กล่าวโดยสรุปคือ การทรมานเพื่อให้รับสารภาพไม่ใช่วิธีการค้นหาความจริงเพื่อนำไปสู่ความยุติธรรม แต่เป็นหนทางที่รวดเร็ว ค่าใช้จ่ายน้อย เป็นทางลัดในการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน รวมทั้งไม่มีความเสี่ยงในการถูกลงโทษ เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม คำรับสารภาพหรือข้อมูลที่ได้จากการทรมานจึงอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นเพียงสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการรับฟังเท่านั้น

ไม่ใช่แค่การทำร้ายคนหนึ่งคน แต่ทำร้ายทั้งสังคม

การทรมานเพื่อให้รับสารภาพนอกจากจะไม่ใช่การกระทำที่เกิดจากนิสัยส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่แล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไม่ได้ตกอยู่เฉพาะกับผู้ที่ถูกทรมานเท่านั้น แต่ความรุนแรงเช่นนี้ยังส่งแรงกระเพื่อมออกจากห้องสอบสวน ไปสู่ครอบครัวของผู้ถูกทรมาน ชุมชน และสังคมในวงกว้างด้วย

ในส่วนของผลกระทบต่อตัวบุคคล ผู้ที่ถูกทรมานเพื่อให้รับสารภาพจะเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจที่ส่งผลอย่างถาวร แม้ว่าจะพ้นจากข้อกล่าวหา หรือพ้นจากความผิดแล้วก็ตาม เช่น โรค PTSD ที่รุนแรงและซับซ้อน ผู้เสียหายต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเรื้อรังต่างๆ ทั้งการเห็นภาพในอดีตซ้ำๆ อาการวิตกกังวลรุนแรง อาการแพนิค และมีปัญหาเรื่องการไว้วางใจผู้อื่น (trust issue) นอกจากนี้ การเจตนาละเมิดและทำลายสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐยังทิ้งบาดแผลทางจิตใจที่เรียกว่า  “sanctuary trauma” ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้เสียหายรับรู้ว่าองค์กรที่ควรจะปกป้องพวกเขา กลับทำร้ายพวกเขาเสียเอง รวมทั้งผู้ที่รอดชีวิตจากการทรมานเพื่อให้รับสารภาพยังอยู่กับความรู้สึกผิดและอับอาย จากการยินยอมและเซ็นชื่อรับรองคำสารภาพที่ไม่เป็นความจริง โดยต้องต่อสู้กับความรู้สึกโกรธเคืองที่พวกเขาทำให้ตัวเองหรือครอบครัวผิดหวัง โดยการยอมรับสารภาพเพราะถูกทรมาน

สำหรับผลกระทบต่อครอบครัวของผู้เสียหาย อาจเรียกว่าเป็น “บาดแผลคู่ขนาน” เพราะไม่เพียงแต่ต้องเห็นคนที่พวกเขารักต่อสู้กับประสบการณ์อันเลวร้ายเท่านั้น แต่ยังเผชิญกับความแตกสลายด้านความมั่นคงปลอดภัยของตัวเองคู่ขนานไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการสู้คดี การตรวจพิสูจน์ทางการแพทย์ที่เป็นอิสระ การจ่ายสินบน หรือแม้กระทั่งสูญเสียผู้หายรายได้หลักในครอบครัว นำไปสู่ความยากจนข้ามรุ่นในที่สุด นอกจากนี้ สมาชิกในครอบครัวมักจะประสบกับอาการวิตกกังวลและโรคซึมเศร้าจากการเห็นความเสียหายทางร่างกายและจิตใจของบุคคลอันเป็นที่รัก หรือจากความเครียดเมื่อต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมที่ลิดรอนสิทธิของประชาชน ยิ่งกว่านั้น การถูกตีตราว่าเป็นผู้กระทำผิด เพราะต้องสารภาพเพื่อให้พ้นจากความเจ็บปวด ครอบครัวของผู้ที่ตกเป็นแพะจึงมักจะถูกตัดความสัมพันธ์จากเพื่อนบ้าน ถูกไล่ออกจากงาน หรือถูกคุกคาม รวมถึงถูกตัดออกจากเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม

ในกรณีของชุมชน การทรมานอย่างเป็นระบบโดยเจ้าหน้าที่รัฐส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวในการใช้กฎหมาย เมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมขึ้น ชุมชนอาจจะไม่กล้าแจ้งความ และทำให้อาชญากรตัวจริงลอยนวลและกระทำความผิดซ้ำต่อไป นอกจากนี้ การทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐยังสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและความหวาดระแวง ทัศนคติของชุมชนเปลี่ยนจากความปลอดภัยแบบรวมหมู่เป็นความอยู่รอดส่วนบุคคล และทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชนในที่สุด

สำหรับผลกระทบต่อสังคม เมื่อการทรมานเพื่อให้รับสารภาพกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม จะส่งผลให้เกิดการบ่อนทำลายกลไกทางประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม การทรมานผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นแพะ เพื่อคำรับสารภาพที่ไม่เป็นความจริงเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดตัวจริงลอยนวลพ้นผิดจากการก่ออาชญากรรม และอาจจะก่ออาชญากรรมอื่นๆ ต่อไป โดยที่คนในสังคมอาจไม่รู้ตัว ทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณให้กับเจ้าหน้าที่รัฐว่าผลลัพธ์จะให้ความชอบธรรมกับวิธีการ ปูทางให้กับการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขต การทุจริต และการกัดกร่อนสิทธิมนุษยชนในทุกภาคส่วนของสังคมในที่สุด

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts