นวลน้อย ธรรมเสถียร: สามจังหวัดชายแดนใต้ ดินแดนแห่งคำถามที่ไม่เคยมีคำตอบ

ต้นปี 2547 เหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) อ. เจาะไอร้อง จ. นราธิวาส นับเป็นการเปิดฉากของปรากฏการณ์ความรุนแรงครั้งใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่งผลสืบเนื่องสู่เหตุการณ์ความรุนแรงน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ทั้งการลอบสังหาร วางระเบิด หรือวางเพลิงสถานที่สำคัญ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต และครอบครัวซึ่งสูญเสียสมาชิกอันเป็นที่รักเป็นจำนวนมาก รวมทั้งประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบ และนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมานเพื่อให้รับสารภาพ รวมถึงการบังคับสูญหาย ขณะที่พื้นที่ถูกควบคุมภายใต้กฎหมายพิเศษอย่างกฎอัยการศึก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก. ฉุกเฉิน) และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ. ความมั่นคง)

ปัจจุบัน นับเป็นเวลาถึง 22 ปีแล้ว ที่ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยจากรายงานของสำนักข่าวอิศรา ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มงานเยียวยา ศอ.บต. ระบุว่า ในระยะเวลา 22 ปี มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นรวมทั้งสิ้น 10,116 ครั้ง มีประชาชนและเจ้าหน้าที่เสียชีวิตรวม 5,999 ราย ผู้บาดเจ็บ 13,519 ราย และผู้พิการและทุพพลภาพ 913 ราย ขณะที่ตัวเลขงบประมาณที่รัฐบาลใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตลอด 21 ปีที่ผ่านมา (ก่อนจะครบปีที่ 22) สูงถึง 4.6 พันล้านบาท

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เวลาที่ผ่านไปนานกว่า 20 ปี กลับไม่ได้ทำให้เหตุการณ์ความรุนแรงลดน้อยลง ในทางกลับกันยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแทบจะเป็นข่าวรายวัน ขณะเดียวกัน สิ่งที่ลดถอยลงอย่างเห็นได้ชัดคือความสนใจของสังคมที่มีต่อสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

CrCF สำรวจสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านมุมมองของ “นวลน้อย ธรรมเสถียร” สื่อมวลชนที่ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างยาวนาน เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับปรากฏการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมทำความเข้าใจว่าเหตุใด “ไฟใต้” จึงไม่เคยดับลง

จุดเริ่มต้นของไฟใต้และสมรภูมิใหม่ของสื่อมวลชน 

เหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อเดือนมกราคม 2547 ตามด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นรายวัน และหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นสมรภูมิข่าวใหม่ของสื่อมวลชนไทยในขณะนั้น ท่ามกลางคำถามมากมายว่าเหตุการณ์เหล่านี้คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และเพราะอะไร ธรรมชาติความเป็นสื่อมวลชนบอกให้ทุกคนรู้ว่านี่เป็นประเด็นที่ “ต้องทำ” และกระโจนลงไปรายงานเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละวัน โดยไม่มีเวลาได้ปรับระบบวิธีคิดใดๆ ขณะที่นักข่าวในพื้นที่ยังมีจำนวนไม่มาก ส่วนนักข่าวจากส่วนกลางใช้วิธีเดินทางเข้าไปทำข่าวในพื้นที่เป็นระยะเวลาสั้นๆ และเดินทางออกมา

จนกระทั่งเวลาผ่านไประยะหนึ่ง สื่อมวลชนก็เริ่มมีพัฒนาการในการทำงานข่าวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งศูนย์ข่าวอิศรา การนำนักข่าวจากส่วนกลางเข้าไปทำงานร่วมกับสื่อมวลชนในพื้นที่มากขึ้น ด้วยทรัพยากรขององค์กรสื่อที่ยังมีเพียงพอในขณะนั้น ซึ่งนวลน้อยเล่าว่า

“สื่อก็เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับสังคม ตามหาคนที่ลงมือไปพร้อมๆ กับรายงานเรื่องผลกระทบ และทำความเข้าใจกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น เราคิดว่าเราให้เวลาไปกับการรายงานเรื่องผลกระทบค่อนข้างจะเยอะ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่าย สำหรับนักข่าว มันเป็นสิ่งที่ทำข่าวได้ง่ายที่สุด ในขณะที่เรื่องอื่นๆ มันเป็นเรื่องที่ยาก แล้วก็มีคนที่ตกเป็นเหยื่อ มีการละเมิดสิทธิกันเยอะมาก ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นจนกระทั่งบัดนี้”

สำหรับสื่อมวลชน รวมทั้งนวลน้อยเอง การทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งและความรุนแรงดึงดูดให้สื่อมวลชนทั้งหลายยังคงเดินทางกลับเข้าไปทำงานข่าวในพื้นที่ และต้องการที่จะกลับเข้าไปอยู่เรื่อยๆ เพื่อแก้โจทย์ปัญหาที่พวกเขายังคลี่คลายไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหนึ่งที่สื่อมวลชนที่จับประเด็นนี้ต้องเผชิญกลับไม่ได้อยู่ที่ความห่างไกลเชิงกายพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นความแตกต่างในทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งนำไปสู่ช่องว่างระหว่างนักข่าวกับคนในพื้นที่

“ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้มีหน่วยงานความมั่นคงเข้าไปส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานั้น ที่มีคนเข้าไปทำงานแล้วก็ทำอะไรต่างๆ แล้วคนพุทธถูกกระทำ ดังนั้นมันมีโอกาสสูงมากในการที่คนที่เข้าไปทำงานจะมองด้านเดียว แล้วก็จะกลายเป็นอคติโดยไม่รู้ตัว อันนี้เป็นความท้าทายในการเข้าไปทำงานช่วงแรกๆ จากความไม่รู้จักพื้นที่ ความไม่รู้จักคน ไม่รู้จักพฤติกรรมทางสังคมหรือชุมชนเขา สิ่งเหล่านี้มันผสมผเสเยอะมากในช่วงแรกๆ”

ในมุมมองของคนทำข่าว นวลน้อยยอมรับว่า พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นอุดมไปด้วยประเด็นที่ควรค่าแก่การนำเสนอสู่สาธารณะ ทั้งความ “ดราม่า” อย่างการเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากเหตุการณ์รุนแรง หรือความเสียหายจากการก่อวินาศกรรม ซึ่งมีลักษณะปลุกเร้าอารมณ์ของผู้รับสาร หรือหากต้องการเจาะลึกประเด็นปัญหาต่างๆ พื้นที่แห่งนี้ก็มีข้อมูลมากมายให้เสาะแสวงหา

“ถ้าในเชิงคนทำงานข่าว ส่วนใหญ่ประเด็นที่ขายได้ต้องเป็นประเด็นดราม่า คนตาย คนเจ็บ ประเด็นที่มันวนเวียนอยู่กับความเจ็บปวด แต่ถ้าคุณต้องการหลุดจากประเด็นพวกนี้ คุณต้องการอธิบาย ถ้าคุณมีสังกัด สังกัดมักจะไม่ค่อยสนใจเท่าไร เพราะว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ขายได้ หรือแม้แต่เรื่องสิทธิ ก็เพิ่งจะมาติดหูติดตาคนเมื่อไม่กี่ปีให้หลัง เมื่อมีปัญหาการเมืองในกรุงเทพฯ และพื้นที่การเมืองทั่วประเทศ คนเริ่มมีความรู้สึกร่วม ก็จะสนใจประเด็นเรื่องความเป็นธรรมและเรื่องสิทธิ แต่ก่อนหน้านี้มันขายไม่ออก”

นอกจากนี้ ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจขององค์กรสื่อที่ไม่ได้มีทรัพยากรมากเหมือนในอดีต ประกอบกับแรงกดดันทางด้านการตลาด นักข่าวที่สังกัดองค์กรสื่อจำนวนมากจึงไม่ได้มีพื้นที่ในการนำเสนอประเด็นที่ห่างไกลจากความสนใจของผู้คน เพราะฉะนั้น นักข่าวหลายคนจึงผันตัวมาเป็นสื่อมวลชนอิสระ เพื่อให้ยังคงสามารถสื่อสารประเด็นที่ตนเองให้ความสำคัญได้

“คนที่ลงไปทำงานในพื้นที่จำนวนหนึ่งก็จะเป็นคนที่ไปทำงานอิสระ ซึ่งคนพวกนี้ถามว่าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ไหม เราว่าก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น เพราะว่าความที่คุณไม่มีทุน มันก็เป็นตัวบังคับ เป็นกรอบอย่างมาก เราจะเห็นว่าจริงๆ มีนักสันติวิธีจำนวนหนึ่งที่ยังอยากทำงานในพื้นที่ภาคใต้ มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่ยังอยากทำ มีนักข่าวจำนวนหนึ่งที่ยังอยู่ในวงการสื่อที่อยากทำ แต่ว่ามันไม่มีปัญญาไปทำอะไรแบบเดิมอีกแล้ว ก็ได้แต่มองอยู่ไกลๆ แล้วก็บางเวลาที่มีทรัพยากรส่วนตัวก็อาจจะกระโดดลงไป เล็กๆ น้อยๆ ความพยายามในการที่จะเผยแพร่สิ่งที่เป็นปมในเรื่องภาคใต้ โดยการเข้าไปทำจากในพื้นที่จริงๆ มันก็จะค่อยๆ ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ” นวลน้อยกล่าว

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความถดถอยของอุตสาหกรรมสื่อในปัจจุบัน กลับมีสื่อมวลชนท้องถิ่นเกิดขึ้น เช่นเดียวกับในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีสำนักข่าวท้องถิ่นและสื่อมวลชนอิสระช่วยกันสื่อสารถึงสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานมหาศาล และบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการปรองดองก็ตาม

“สื่อในพื้นที่ที่เราเห็นกันตอนนี้ ความยากลำบากของเขาคือ เขาทำงานอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่เรียกว่า ‘hostile environment’ จริงอยู่ ชาวบ้านอยากคุยด้วย คนทั่วไปอาจจะรู้สึกว่าคุยได้ แต่ว่ากับทางเจ้าหน้าที่ ความสัมพันธ์ไม่น่าจะดีนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่จะไปรายงานในสิ่งที่เจ้าหน้าที่มองว่ามันเป็นการขัดขวางการทำงานของเขา เพราะว่าในพื้นที่มันมีมุมมองที่ชนกันแบบนี้ในหลายเรื่อง สิ่งที่เจ้าหน้าที่มองว่าเป็นการขัดขวางการทำงานของเขา ชาวบ้านมองว่ามันจำเป็น มันเป็นสิ่งที่เขาต้องทำ เช่น เรื่องการแย่งศพ” 

“เพราะฉะนั้น ความเห็นที่มันชนกันแบบนี้ก่อให้เกิดการตีความกับทุกๆ การเคลื่อนไหวไปกันคนละทาง นำไปสู่การบิดเบือนข้อเท็จจริง และการดำเนินคดีประชาชนจำนวนมาก เราคิดว่าอันนี้มันลำบาก มันไม่ใช่ว่าไม่มีข้อมูลออกมา มันมีข้อมูลออกมา แต่ว่าข้อมูลนั้นถูกตีความไปตามธงที่มีของแต่ละฝ่าย”

ความเข้าใจของ “คนใน” และ “คนนอก” ต่อปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้

ก่อนปี 2547 สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้อยู่บนแผนที่ข่าวและไม่ได้อยู่ในความสนใจของสังคมทั่วไปมากนัก แต่เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น คนในพื้นที่ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทำความเข้าใจโดยอัตโนมัติ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่จะทำความเข้าใจได้โดยง่ายก็ตาม โดยเฉพาะการที่เหตุการณ์รุนแรงเหล่านี้มีรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น การสังหารชาวพุทธ การใช้วิธีการที่โหดร้ายทารุณ หรือการก่อเหตุต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนรู้สึกตื่นตระหนก ไม่เข้าใจ และโกรธเคือง ก่อนที่จะส่งผลกระทบกระเพื่อมเป็นระลอกไปสู่มิติต่างๆ

“ในช่วง 10 ปีนั้น สังคมไทยก็อยู่ในสภาวะของการพยายามหาความรู้เรื่องสามจังหวัด โดยเฉพาะในช่วงของคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ จำได้ว่ามีการจัดถก จัดเสวนา จัดคุย ในกรุงเทพฯ แทบทุกวัน องค์ความรู้เกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับการเผยแพร่ พูดกันในโรงแรม ในสถานศึกษา แล้วก็มีรายงานในสื่อ ซึ่งมันควบคู่ไปกับเหตุการณ์ ขณะที่เหตุการณ์อาจจะทำให้คนรู้สึกโกรธแค้น ไม่พอใจ อีกด้านหนึ่งมันก็มีการพยายามทำความเข้าใจควบคู่กันไปด้วย”

อย่างไรก็ตาม นวลน้อยมองว่า ปัจจุบันนี้ ความพยายามในการทำความเข้าใจเริ่มหายไป ขณะที่เหตุการณ์ความรุนแรงกลับยังคงเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน

“จริงๆ ทุกวันนี้มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ เพียงแต่ว่าเรื่องมันแสดงออกผ่านการสื่อสาร ภาพที่มันให้ความหวังมันลดน้อยลง แต่ภาพที่ทำให้เรารู้สึกว่าพื้นที่นี้มีแต่ความรุนแรงมันมากขึ้น เพราะว่ามันมีเหตุการณ์ และในส่วนคำอธิบาย มันลดลงเพราะว่าสื่อเองก็รู้สึกว่าทำไปเยอะแล้ว ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ทุกข้อมูลมันถูกตีความ และใครที่เสียงดังกว่า คำตีความของเขาก็จะได้รับการเผยแพร่ เมื่อมันถูกจริตกับผู้รับสาร ทุกคนก็จะเปิดใจเฉพาะในส่วนนั้น”

ภาพสะท้อนสังคมไทยในปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้

“เราคิดว่าประเด็นเรื่องของกฎหมายที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดมันเหมือนผู้มาก่อนกาลสำหรับปัญหาในประเทศ ปัญหาระดับประเทศ สิ่งที่เราเห็นเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ  มันก็เกิดขึ้นกับที่โน่นก่อน”

นวลน้อยให้ความเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นระยะทางที่ห่างไกลจากศูนย์กลาง เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปทำงานในพื้นที่ ความเข้าใจของคนข้างนอกต่อปัญหาภาคใต้ ความซับซ้อนของปัญหา ล้วนมีลักษณะที่สุดโต่งจนสามารถสะท้อนภาพความล้มเหลวของระบบต่างๆ ในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน ซึ่งนวลน้อยเล่าว่า

“คดีส่วนใหญ่มันไม่มีจุดลงเอย แม้กระทั่งคดีที่เกี่ยวข้องกับการปล้นปืน ตากใบ ไอปาแย ตันหยงลิมอ กรือเซะ มันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ เราคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีคนทำพิพิธภัณฑ์คดีที่ไม่มีคำตอบ”

นอกจากนี้ ยังมี “ปรากฏการณ์” มากมายที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ประชาชนถูกดำเนินคดีหนึ่ง และเมื่อพ้นโทษ กลับถูกควบคุมตัวอีกครั้งทันทีในอีกข้อหาหนึ่ง กรณีที่เจ้าหน้าที่ “เชิญตัว” บุคคลไปสอบปากคำ เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย หรือการทรมานภายในสถานที่ควบคุมตัว ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอีกครั้งในพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะกับผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองในช่วงหลังปี 2563

“ปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านวิ่งตามว่าลูกหลานตัวเองถูกเอาตัวไปที่ไหนเกิดขึ้นในพื้นที่นานมากแล้ว ก่อนที่จะเกิดขึ้นที่อื่น ทำไมพวกเขาต้องวิ่งตามหา ทุกวันนี้เราคิดว่าคนที่สนใจเรื่องการเมืองไทยรู้คำตอบ แต่สมัยก่อน เวลาพูด ไม่มีใครเข้าใจ คุณต้องวิ่งตามหาภายในเวลาอันรวดเร็ว เพราะว่าคุณต้องการให้เขาอยู่ในสายตา เพื่อไม่ให้มีอันตรายอย่างอื่นเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญ หรือว่าปรากฏการณ์ที่เข้าไปปิดล้อมพื้นที่ หมู่บ้าน ชุมชน ทุกวันนี้ยังมีอยู่ ปรากฏการณ์ที่ไปเก็บดีเอ็นเอ ก็เยอะ”

นวลน้อยเล่าว่า กรณีหนึ่งที่เธอได้รับทราบ คือกรณีที่เจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายเยาวชนคนหนึ่งในพื้นที่ โดยในช่วงแรก ผู้ปกครองของเยาวชนผู้นี้ต้องการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ แต่กลับถอนตัวในภายหลัง นวลน้อยจึงถามถึงสาเหตุที่ถอนตัวจากคดี

“เขาบอกว่า ‘ผมฟ้องแล้วจะได้อะไร มันจะมีเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งที่ถูกออกจากงาน หรืออาจจะติดคุก แต่หลังจากนั้นจะมีคนมาเยี่ยมบ้านผมตั้งไม่รู้เท่าไร แล้วก็บ้านผมก็ไม่รู้จะเจอกับอะไร ตอนแรกที่สื่อสนใจผมก็อาจจะรอด ครอบครัวผมก็อาจจะรอด แต่หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผมไปสร้างศัตรู และผมทำให้คนจำนวนมากไม่พอใจผม’”

“ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระบวนการยุติธรรมในพื้นที่มันบอกเล่าตัวเองได้อย่างมาก อย่างชนิดที่คุณไม่ต้องตีความมาก” นวลน้อยสรุป

เมื่อกระบวนการยุติธรรมและระบบต่างๆ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงทางจิตใจให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ หลายคนจึงหันมาพึ่งพาศาสนา

“ถ้าเรื่องอื่นๆ มันโอเค ถ้าเราสร้างจินตนาการถึงสังคมที่ระบบมันเวิร์ก ผู้คนอาจจะสนใจกิจกรรมอย่างอื่นมากกว่านี้ อาจจะสนใจกิจกรรมสร้างสรรค์ด้านเศรษฐกิจ ด้านศิลปะ คือจริงๆ ตอนนี้เราก็เห็น แต่มันอาจจะมีเยอะกว่านี้ก็ได้ มันอาจจะมีการค้าขาย อาจจะมีการแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจกว่านี้อีกหลายเท่า แทนที่เราจะเห็นคนที่เข้าหาศาสนาเพียงอย่างเดียว แล้วก็กลายเป็นสิ่งที่น่าสงสัยในตัว เพราะเจ้าหน้าที่ก็จะคิดว่าคนที่เคร่งศาสนานี่แหละ อันตราย เป็นแนวร่วม”

เมื่อผู้เรียกร้องสิทธิและความยุติธรรมกลายเป็น “แนวร่วมก่อความไม่สงบ”

ขณะที่ชายมลายูมุสลิมที่อยู่วัยหนุ่ม เคร่งศาสนา และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง มักกลายเป็นผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบในสายตาเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการและคนทำงานในภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนประเด็นเรื่องกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ก็มักจะถูกกล่าวหาว่าเป็น “แนวร่วมก่อความไม่สงบ” หรือเรียกอย่างหยาบว่า “พวกเข้าข้างโจร” เช่นกัน มุมมองเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นข้อกล่าวหาอย่างไม่มีมูลที่ทำลายชื่อเสียงของบุคคลเท่านั้น แต่ยังสร้างอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างมาก

“เราได้ไปดูการทำงานของทนาย โดยเฉพาะคดีความมั่นคง เราคิดว่าวิธีการในการต่อสู้ของทนายมันจำกัดมาก มันไม่ได้มีเยอะมากอย่างที่เราคิดกัน ตำรวจเป็นผู้กุมอำนาจทุกอย่างในการที่จะเรียกหาข้อมูล การสอบสวน ขุดเจาะ ถ้าตำรวจตั้งเป้าผิด ทั้งยวงนั้นมันจะผิดหมด สิ่งที่ทนายทำได้คืออะไร อ่านสำนวน ดูว่าข้อบกพร่องของเขาอยู่ตรงไหน แล้วก็ดึงขึ้นมา แล้วซักในประเด็นนั้น ถามว่าเขามีสิทธิเรียกนั่นเรียกนี่ไหม ทุกอย่างต้องทำผ่านตำรวจ ทุกอย่างต้องทำผ่านศาล”

“ทนายบางคนอาจจะรู้ด้วยซ้ำตั้งแต่ตอนแรกว่าอันนี้สู้ได้ยาก เป็นคดีที่แพ้แน่นอน แต่เขาก็ต้องสู้ใช่ไหม เพราะว่าชาวบ้านฝากความหวังไว้ เขาก็ต้องสู้เต็มที่ เพราะถ้าไม่มีใครช่วยก็เหมือนปล่อยให้ชาวบ้านไปตายคนเดียว นี่มันมากกว่าความเป็นทนาย และอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เห็นในหนังด้วยซ้ำไป” 

นอกเหนือจากกระบวนการทางกฎหมายที่บีบแคบและไม่ได้ให้พื้นที่ในการทำงานของทนายความมากนัก บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวภายใต้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ ยังส่งผลให้การทำงานในคดีความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยิ่งยากลำบากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะกรณีของผู้ที่ถูกซ้อมทรมาน เมื่อได้รับการปล่อยตัวก็ไม่ต้องการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ผู้กระทำ เนื่องจากหวาดกลัวการคุกคามที่จะตามมา นั่นหมายความว่า ทนายความในพื้นที่ก็ไม่สามารถแม้กระทั่งจะสร้างคดีตัวอย่างที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ในอนาคต

“ชาวบ้านที่ไม่มีอำนาจ ตั้งแต่ภาษาไทยจำกัด ไม่รู้จักใคร การที่เขาลุกขึ้นมาสู้ได้ ถามว่าตัวเขาคนเดียวทำได้ไหม เขาก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากทนายความหรือองค์กรสิทธิฯ ในกรณีแบบนี้คุณเรียกองค์กรสิทธิฯ และทนายความพวกนี้ว่าแนวร่วมบีอาร์เอ็น แนวร่วมโจร คุณกำลังทำร้ายคนที่เขากำลังทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ” นวลน้อยกล่าว

“หะยีสุหลง คนหลังภาพ”

ไม่นานนี้ นวลน้อยได้เปิดตัวสารคดีชื่อ “หะยีสุหลง คนหลังภาพ” ว่าด้วยเรื่องราวของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ โต๊ะมีนา ผู้นำทางศาสนา ที่เป็นผู้เสนอข้อเรียกร้อง 7 ประการ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นธรรมและนโยบายทางการเมืองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวมุสลิมในพื้นที่ และถูกบังคับสูญหาย เมื่อปี 2497 

สิ่งที่นวลน้อยค้นพบจากการค้นคว้าข้อมูลเพื่อผลิตสารคดีชิ้นนี้ คือคุณสมบัติของหะยีสุหลง ที่เป็นคนเปิดกว้าง ยอมรับและสนใจในวิถีการแสดงออกแบบไทย ซึ่งสะท้อนผ่านการตั้งชื่อลูกทุกคนเป็นภาษาไทย และส่งลูกเรียนในโรงเรียนไทย ดังนั้น จากความตั้งใจแรกที่ต้องการผลิตคลิปวิดีโอขนาดสั้นเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับหะยีสุหลง กลับกลายเป็นสารคดีความยาว 50 นาที ที่ตอบคำถามอื่นๆ ในใจของเธอ

“สิ่งที่หะยีสุหลงทำ เราก็พอจะสกัดความเป็นหะยีสุหลงได้มาระดับหนึ่ง แต่ว่าไม่เยอะ เพียงแต่พอจะเห็น เช่น หะยีสุหลงเขาก็แต่งตัวแบบที่เราเห็นในรูปแหละ แล้วก็เขาน่าจะเป็นคนที่พูดภาษาไทยไม่แข็งแรง มาหัดจากที่นี่ ประกอบอาชีพหลากหลาย ทำสวนยาง ขายเกลือ สอนหนังสือ ทำโรงเรียนเพื่อสอนหนังสือ แล้วก็มีความสนใจหลากหลาย ชอบจดบันทึกมาก แล้วก็สนใจในวิทยาการสมัยใหม่ เป็นคนที่สนใจเรื่องการใช้การศึกษาเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม บางคนยกให้หะยีสุหลงเป็นนักปฏิรูป แต่ว่าเป็นนักปฏิรูปด้วยความหมายของการปฏิรูปศาสนา คือต้องการให้คนมีความรู้ในเรื่องอิสลามอย่างถูกต้อง แล้วก็ขณะเดียวกันก็ต้องการให้คนที่เรียนในระบบศาสนาเรียนวิทยาการอย่างอื่นด้วย”

หะยีสุหลงเป็นหนึ่งในผู้ที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับกลุ่มบุคคลสำคัญอย่างคณะราษฎร และยังสนใจการเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการศึกษาเช่นเดียวกับปรีดี พนมยงค์ หนึ่งในผู้นำคนสำคัญของคณะราษฎร รวมทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกคณะราษฎรด้วย

“พอเราไปศึกษาเรื่องคณะราษฎร เราก็พบว่าในพื้นที่มีการตอบรับกระแสการเปลี่ยนแปลงจากการทำงานของคณะราษฎรไม่น้อยนะ สิ่งที่เรายังพอเห็นเป็นหลักฐานของวันนี้ ก็คือเช่น อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญที่โคกโพธิ์ แม้กระทั่งในบรรดาหนังสือเก่าของหะยีสุหลงก็มีรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษามลายู”

หลักฐานจากการค้นคว้า เผยให้นวลน้อยเห็นว่า หะยีสุหลงน่าจะสนใจการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการที่เขาตัดสินใจอาศัยอยู่ที่ปัตตานีนานกว่าที่ตั้งใจไว้ ก็เชื่อได้ว่าเขาต้องการทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งไม่ใช่แค่การเปลี่ยนจากภายในพื้นที่สู่ภายนอก แต่ต้องการเปลี่ยนข้างนอกพื้นที่ด้วย

นอกจากนี้ อีกหนึ่งคำถามที่นวลน้อยหาคำตอบจากการทำงานสารคดีชิ้นนี้คือ หะยีสุหลงเป็นกบฏ คิดแบ่งแยกดินแดน หรือล้มล้างการปกครองจริงหรือไม่?

“ไม่มีข้อมูลว่าหะยีสุหลงทำอะไรที่เป็นการใช้กำลัง ในช่วงที่หะยีสุหลงขึ้นศาล ศาลก็ตัดประเด็นเรื่องหะยีสุหลงแอบไปสนับสนุนกองกำลังนอกประเทศ เพื่อที่จะมาเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ แล้วประเด็นเรื่องของหะยีสุหลง ซึ่งหลายคนเอาไปตีฆ้องร้องป่าวตลอดมาว่าเขาเป็นกบฏ แต่ความเป็นจริงคือ หะยีสุหลงถูกตัดสินว่าดูหมิ่นรัฐบาล เพราะว่าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่ขณะนั้น กฎหมายอาญาเดิมกำหนดว่า การวิจารณ์รัฐบาลคือกบฏ พูดง่ายๆ ว่า ถ้าหะยีสุหลงเกิดหลังจากนั้น เขาจะไม่โดนตัดสินแบบนี้”

นอกจากนี้ ใจความจากข้อเรียกร้องของหะยีสุหลงยังสะท้อนออกมาเป็นความต้องการของคนในพื้นที่อยู่จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งในข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคม ไม่ใช่แค่ในข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็นเท่านั้น นั่นหมายความว่า สิ่งที่หะยีสุหลงเรียกร้องยังคงร่วมสมัย และที่สำคัญคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตยังไม่ได้รับการแก้ไข ซ้ำยังคงเกิดขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับหลายคน มันมีเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างสันติวิธีกับการต่อต้านรัฐที่ใช้กำลัง พอเวลาคุณใช้สันติวิธี แต่คุณมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง คุณก็อาจถูกตีความได้ว่าเป็นกบฏ และขณะนี้มันเกิดขึ้นแล้ว”

“การแก้ปัญหาด้วยการเมืองมันควบคู่มากับสันติวิธี แต่สันติวิธีมันจะเกิดขึ้นได้และส่งผลจริงไหม ถ้าคุณไม่มีพื้นที่ทางการเมืองเพื่อการต่อสู้ทางการเมืองที่มันแหลมคม และทุกครั้งที่คุณต่อสู้ทางการเมืองแบบแหลมคม คุณมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบนี้ แล้วคุณถูกตีตราว่าเป็นโจร เป็นแนวร่วม แล้วท้ายที่สุด พื้นที่นั้นก็ถูกปิดไป แล้วคุณมาเรียกร้องให้คนใช้สันติวิธีเพื่ออะไร” 

เพราะฉะนั้น นวลน้อยจึงยืนยันว่า การศึกษาเรื่องหะยีสุหลงไม่ใช่แค่การศึกษาเรื่องราวในอดีต แต่เป็นการศึกษาปัจจุบันด้วย

“ถามว่าคุณตีความว่าหะยีสุหลงเป็นกบฏ แล้วเวลานี้คุณก็ยังตีความว่าคนที่ทำงานด้านสันติวิธีหลายคนเป็นกบฏ แล้วคุณก็ยังตีความว่าคนที่พยายามทำงานเพื่อสร้างมาตรฐานในเรื่องของกฎหมาย ในเรื่องกระบวนการยุติธรรม และเรื่องสิทธิมนุษยชน คุณยังคงตีความว่าเขาต่อต้านรัฐ คุณยังคงตีความว่าเขาเป็นแนวร่วมบีอาร์เอ็น คุณยังคงตีความว่าคนที่นำปัญหาความทุกข์ร้อน ความขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่รัฐสภา เป็นแนวร่วมบีอาร์เอ็น ความเบลออันนี้ยังดำรงอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แล้วเมื่อไรจะแก้ปัญหาได้”

เพราะอยากรู้จึงค้นหาต่อตอบ แต่ก็ยังคงไม่มั่นใจ ความเป็นนักข่าวทำให้เธอคิดเผื่อใจ ไม่ปักใจเชื่อทุกอย่างทันที ต้องตรวจสอบและพิสูจน์ข้อมูลที่ได้รับมาตลอดเวลา

“มาถึงตอนนี้ ในพื้นที่ก็มีเรื่องหลายอย่างที่ต้องการให้เราลงไปค้นหา ไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่เราอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการค้นหา ในเมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเราก็ทำเรื่องภาคใต้มา 20 กว่าปี เราก็มีต้นทุนระดับหนึ่งในการที่จะไปทำอะไรต่างๆ ได้ ไม่ยากเหมือน 20 กว่าปีที่แล้วที่เราเข้าไป เพียงแต่กำลังของเราอาจจะลดถอยลง เงินเราอาจจะไม่มี แต่ความสนใจเรายังมีอยู่ เพราะว่าเรารู้สึกว่า ประเด็นที่เรารู้หลายเรื่องมันยังไม่ถึงที่สุด และเรายังมีเรื่องที่เราอยากค้นหาเพิ่มเติม เราอยากให้การค้นหานั้นมันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการเรียนรู้ของสังคมไปพร้อมกัน” นวลน้อยกล่าวทิ้งท้าย

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts