22 มิ.ย. 69 ศาลฎีกาอนุญาตให้ผู้ร้องฎีกาและรับฎีกาไว้พิจารณา กรณีขอให้ไต่สวนการใส่โซ่ตรวนจำเลย 13 คน ในคดีทรมาน

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความอิสระ ในฐานะผู้ร้องขอให้ศาลไต่สวนการใส่โซ่ตรวน ได้เดินทางไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 เพื่อฟังคำสั่งศาลฎีกา กรณีขอให้ไต่สวนการใส่โซ่ตรวนจำเลย 13 คน ในคดีทรมาน เมื่อปี 2567 โดยศาลฎีกาได้มีคำสั่งว่า “ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่าปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องนั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 46 จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องฎีกาและรับฎีกาของผู้ร้องไว้พิจารณา…”

ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 พรเพ็ญได้ยื่นคำแถลงต่อศาลถึงพฤติการณ์การใส่โซ่ตรวนและชุดเครื่องแบบนักโทษว่าเป็นมาตรการที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เกินสมควรและไม่ได้สัดส่วนกับความจำเป็น ประกอบกับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ได้รับรอง “หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์” ซึ่งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนกระทำความผิดมิได้ การที่จำเลยทั้ง 13 คน ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาและคดียังไม่ถึงที่สุด การบังคับให้สวมชุดเครื่องแบบนักโทษเด็ดขาดและใช้โซ่ตรวนในระหว่างการพิจารณาคดี จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักสากลอย่างร้ายแรง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อีกทั้งผู้ร้องยังขอให้ศาลไต่สวนจำเลยทั้ง 13 คน เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจ และขอให้ศาลสูงคำนึงถึงผู้เสียหาย รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายได้นำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาลอย่างเป็นธรรมก่อนที่จะมีคำสั่งในชั้นฎีกา อย่างไรก็ดี เนื่องจาก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2565 ขอให้ศาลโปรดพิจารณางานศึกษาการใช้โซ่ตรวนในระบบศาลต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 พรเพ็ญได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกากรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 ไม่รับไต่สวนและยกคำร้องการใช้เครื่องพันธนาการหรือโซ่ตรวนขนาดใหญ่ที่เท้ากับจำเลย 13 คน ในคดีทรมาน ขณะพิจารณาคดีในชั้นศาล ระหว่างปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะ และระหว่างเดินทางมาศาล ศาลอุทธรณ์ฯ มีคำสั่งในทำนองว่า คำร้องของผู้ร้องไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวนจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ก่อนมีคำพิพากษา จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ในการฎีกานี้พรเพ็ญให้เหตุผลว่า “คำร้องนี้เป็นคำร้องที่ตั้งประเด็นใหม่ ตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยกล่าวหาอธิบดีราชทัณฑ์ ซึ่งไม่ใช่คู่ความในคดีหลัก และไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ศาลกำลังพิจารณาอยู่ในขณะนั้น แต่เป็นเหตุที่กระทำขัดต่อ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่เกิดขึ้นใหม่ ดังนั้น ศาลชั้นต้นควรตั้งคดีนี้เป็นคดีใหม่ โดยเมื่อศาลไต่สวนมูลตามมาตรา 26 แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งรับไว้เป็นคดี และเรียกผู้ถูกร้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อให้ยื่นคำคัดค้านคำร้องและดำเนินกระบวนการพิจารณาไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อกฎหมายตามคำร้อง

หลักการและสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และการใช้อำนาจของรัฐ แม้จะสิ้นสุดการใส่เครื่องพันธนาการไปแล้วก็ตาม การไต่สวนฝ่ายเดียวหรือการนำพยานมาสืบให้เป็นที่พอใจแก่ศาลเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นสาระสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น ศาลควรมีหน้าที่ในการวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้อง คืออธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ละเมิด พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 6 หรือไม่ เพื่อให้ผู้เสียหายที่ถูกละเมิดได้รับความเป็นธรรม”

การยื่นคำร้องขอให้ยุติการใส่โซ่ตรวนกับผู้ต้องขังโดยทันที เนื่องจากถือเป็นการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ทว่าในวันเดียวกัน ศาลได้ยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า จำเลยในคดีดังกล่าวมีจำนวนมากถึง 13 คน และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง ดังนั้น เจ้าหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยและป้องกันการหลบหนี จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการควบคุมที่เหมาะสม ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมิได้เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเป็นการไม่ชอบแต่อย่างใด จึงมีคำสั่งยกคำร้อง

ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานในการควบคุมตัวผู้ต้องขังให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ รวมทั้งเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนร่วมกันติดตามคำสั่งของศาลฎีกา กรณีการใส่กุญแจเท้าและโซ่ตรวนกับผู้ต้องขัง ซึ่งจะเป็นกรณีแรกของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ได้รับพิจารณาโดยศาลสูง และเพื่อยืนยันว่าสำนักงานศาลยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์จะทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สิทธิผู้ต้องขังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและหลักการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

Author