คืบหน้าคดีอุ้มหาย-ปฏิบัติโหดร้าย “ลุงเปี๊ยก” อัยการนัดสั่งฟ้องผู้ต้องหา 22 ก.ค. 69 ณ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 2

เมื่อวันที่  28 พฤษภาคม  2569  ทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” ผู้เสียหายในคดีบังคับสูญหายและปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้รับหนังสือแจ้งจากพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดี สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 2 แจ้งสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/ 1 และแจ้งกำหนดนัดสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ 7 ราย ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 จังหวัดระยอง

สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ได้ควบคุมตัวนายปัญญา หรือลุงเปี๊ยก ไว้ตลอดทั้งคืนและกระทำละเมิดต่อนายปัญญา ในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และเมื่อมีการจับกุมควบคุมตัวไว้ แต่ไมไ่ด้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงถือว่ามีความผิดในข้อหาบังคับสูญหาย ซึ่งต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพนักงานอัยการได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และมีความเห็นสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8  นาย เป็นผู้ต้องหา  อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุนานกว่า 2 ปี กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการได้มีความเห็นสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเพียง 7 ราย และมีความเห็นไม่สั่งฟ้องผู้กำกับ 

นายปัญญาตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีทำร้ายร่างกายนางบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ” ภรรยาของตนเอง โดยหลังจากมีการพบศพนางบัวผันในสระน้ำข้างโรงเรียนศรีอรัญโญทัย อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 นายปัญญาได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. อรัญประเทศ และให้การรับสารภาพว่า ตนเองผู้เป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายภรรยา อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลับปรากฏข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ รวมไปถึงภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิด พบว่าเยาวชนจำนวน 5 คน เป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายนางบัวผันจนกระทั่งเสียชีวิต และนายปัญญาจึงตกเป็นแพะในคดีนี้ 

กรณีของนายปัญญาได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างมาก เนื่องจากเหตุเกิดหลังจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 คดีนี้จึงเป็นที่จับตามองจากหลายฝ่ายถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพของกฎหมายฉบับใหม่ในการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด ลดภาระของผู้เสียหาย และคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายอย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม กรณีของนายปัญญาไม่ใช่คดีจับแพะคดีแรกที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะเมื่อปี 2552 นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ซึ่งขณะนั้นเป็นเยาวชน อายุเพียง 18 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. เมืองปราจีนบุรี จับกุมควบคุมตัว และซ้อมทรมานโดยการใช้ถุงดำคลุมศีรษะ เพื่อบังคับให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ชิงทองของผู้เสียหาย ฤทธิรงค์และครอบครัวต้องเดินหน้าต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนานถึง 17 ปี จนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระทำความผิดต่อนายฤทธิรงค์จริง สั่งให้มีการลงโทษจำคุก แต่ด้วยอาชีพเป็นคุณ จึงให้รอลงอาญาตำรวจคนดังกล่าว ส่วนฤทธิรงค์ยังคงทุกข์ทรมานจากอาการสะเทือนขวัญหลังเหตุการณ์รุนแรง หรือ PTSD โดยมีอาการวิตกกังวล และอาจจะต้องกินยารักษาไปตลอดชีวิต

การจับกุมควบคุมตัวโดยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน และการกระทำทรมานเพื่อให้รับสารภาพโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่เพียงส่งผลกระทบทางร่างกายและจิตใจต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการปล่อยให้ผู้กระทำความผิดตัวจริงลอยนวล สร้างความเสียหายให้แก่สังคมในวงกว้าง ยิ่งกว่านั้น ยังสะท้อนให้เห็นกระบวนการที่ย่อหย่อนในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดตัวจริงมาลงโทษ รวมทั้งการใช้อำนาจรัฐในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้บริสุทธิ์

นอกจากนี้ กรณีของนายปัญญายังสะท้อนให้เห็นว่า การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยได้รับการทบทวนหรือแก้ไขอย่างจริงจังจากหน่วยงานต้นสังกัด อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ แล้วก็ตาม

การจับแพะและการทรมานหรือปฏิบัติที่โหดร้ายต่อผู้บริสุทธิ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพจึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน และส่งผลกระทบต่อสังคม CrCF จึงขอเชิญชวนให้สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปติดตามความคืบหน้ากรณีของนายปัญญาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำผิดจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัวได้ในที่สุด

Author