ขอให้พวกเขาไม่ถูกระบบกลืนหาย ขอให้นักเรียนกฎหมายยังเป็นความหวังให้สังคม
อาชีพนักกฎหมายในแง่หนึ่งเป็นวิชาชีพที่ทำงานสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชีวิตผู้คนมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเป็นบทบาทที่ถูกวางให้ไกลจากความเป็นมนุษย์และสังคมได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะนิยามบทบาทของตนเองอย่างไร สิ่งหนึ่งที่นักกฎหมายจำนวนมากมีร่วมกันคือ ‘จุดเริ่มต้น’ ที่ทำให้พวกเขาเข้าเส้นทางนี้ด้วยเหตุผลและแรงจูงใจที่เชื่อว่าการทำงานเพื่อ ‘ความยุติธรรม’ คือสิ่งที่พวกเขาให้คุณค่าและมีความหมาย
แต่ในวันที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับนิติสงคราม บทบาทของนักกฎหมายในสังคมไทยถูกตั้งคำถามว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะสามารถมีบทบาทในการดำรงความเป็นธรรมในสังคมได้มากน้อยเพียงใด หรือความตั้งใจแรกเริ่มของนักเรียนกฎหมายเหล่านั้นจะถูกฝังกลบอยู่ส่วนลึกในใจ และปล่อยให้จิตวิญญาณเพื่อสังคมโอนอ่อนไปตามเสียงของผู้มีอำนาจ
อันเจลโลว์ สาธร นักศึกษานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักกิจกรรมทางการเมือง ผู้เติบโตท่ามกลางสังคมที่ผิดเพี้ยนด้วยน้ำมือของกฎหมาย เข้าสู่เส้นทางกฎหมายด้วยความเชื่อในความยุติธรรมเช่นเดียวกัน เมื่อมองไปยังอนาคต อันเจลโลว์หวังว่าเขาและเพื่อนจะไม่ถูกระบบกลืนกินให้ต้องฝังความหวังและความฝันของวิชาชีพนี้ไปอีกคน และไม่ว่าสังคมที่ผิดเพี้ยนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในเร็ววันหรือไม่ เมื่อใดที่ผู้ใหญ่เลือกหันไปมองทางอื่น เขาเชื่อว่าพลังคนรุ่นใหม่จะลุกขึ้นมาตั้งคำถามและชี้ไปยังปัญหาที่ทุกคนเบือนหน้าหนีอย่างกล้าหาญเสมอ

มุมมองของเด็กคนหนึ่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
อันเจลโลว์เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง ครอบครัวของเขาถือว่าสุขสบายและมีพร้อมมากพอที่จะส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ได้เดินทางไปยังหลายประเทศพร้อมกับครอบครัวเพื่อเปิดหูเปิดตาและท่องโลกกว้างตั้งแต่เด็ก อาจเรียกได้ว่าความพร้อมของครอบครัวสามารถสนับสนุนให้เขาสามารถใช้ชีวิตและมีความใฝ่ฝันได้อย่างอิสระ
แต่ชีวิตของอันเจลโลว์ก็ต้องเผชิญกับความผันผวนในชีวิตครั้งสำคัญที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนแรกที่ทำให้เขาตระหนักได้ว่า ความเป็นไปของสังคมและเศรษฐกิจส่งผลต่อชีวิตเพียงใด และตัวจุดประกายแรกเกิดขึ้นเมื่อพ่อของเขาถูกปลดออกจากงานที่ทุ่มเทชีวิตมามากกว่า 30 ปี
“สุดท้ายแล้วบริษัทต้องการที่จะตัดต้นทุนนิดเดียว พ่อก็เป็นแค่ตัวเลขอันหนึ่งของเขา ถูกตัดออกเหมือน 30 กว่าปีที่เขาทุ่มเทไม่มีความหมาย”
อันเจลโลว์เน้นย้ำว่าความลำบากของเขาและครอบครัวที่ต้องดิ้นรนภายหลังจากการประสบปัญหาทางเศรษฐกิจคงจะยังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่น้อยกว่าหลายคนในประเทศ อย่างไรก็ตาม มันทำให้เขาได้เห็นความจริงในชีวิตเป็นครั้งแรกว่า แม้แต่ความมั่นคงและสุขสบายของครอบครัวชนชั้นกลางอย่างเขาก็ไม่แน่นอนในระบบที่ความเหลื่อมล้ำสูงยิ่ง
“สิ่งที่เราเห็นคือครอบครัวชนชั้นกลางค่อนสูงของเรา ยิ่งมีเงินเก็บน้อยลง ยิ่งมีอำนาจในการใช้เงินน้อยลง อำนาจในการที่จะฝันก็น้อยลง มันเป็นเพราะความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
“ระบบไม่ได้ออกแบบให้คนผู้น้อย คนธรรมดา มันออกแบบมาให้คนรวย มันออกแบบมาเพื่อบีบบังคับให้คุณต้องรับใช้คุณค่าของพวกเขา เราไม่ได้มีระบบเศรษฐกิจที่มันตอบสนองต่อความต้องการของคนชนชั้นกลางที่เขาต้องการจะเก็บเงินและฝัน ไม่ใช่แค่นั้นคือไม่ตอบโจทย์กับคนที่อยู่ข้างล่างเหมือนกันที่แทบจะอยู่ในแต่ละวันไม่ได้ด้วยซ้ำ”
นอกจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบด้านสังคมก็เป็นตัวจุดประกายสำคัญให้อันเจลโลว์สนใจในปัญหาสังคม เขาเติบโตมาในครอบครัวที่สนใจเรื่องการเมืองเป็นพื้นฐาน แม้จะไม่ได้เข้าไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงนัก แต่ก็ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ประกอบกับพื้นฐานความสนใจที่มีความสนใจในวิชาประวัติศาสตร์เป็นอย่างมากจึงเป็นเสมือนสะพานเชื่อมแรกที่ทำให้เขาเรียนรู้บทเรียนจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 รวมถึงพฤษภาคม 2535
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเห็นปัญหาของสังคมไทยมากที่สุด คือ เหตุการณ์รัฐประหาร ปี 2557 เมื่อประวัติศาสตร์ที่เขาเคยอ่านเรียนรู้ผ่านตัวอักษรในหนังสือกำลังเกิดขึ้นในชีวิตจริง และเขากลายเป็นประจักษ์พยานของหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ ตลกร้ายตรงที่ว่าอันเจลโลว์พึ่งได้เรียนคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ จากในโรงเรียนเพียงแค่สองสัปดาห์ก่อนการรัฐประหารเท่านั้น
“ผมยังจำตัวเองที่ตื่นมาวันรุ่งขึ้นหลังจากวันที่ 22 (พฤษภาคม 2557) ที่มีรัฐประหาร แล้วก็ไปนั่งตรงทีวี เห็นภาพที่เป็นธงชาติ โลโก้ แล้วก็เพลงชาตินิยมแบบเดิมเรื่อยๆ ถึงผมจะเป็นเด็กและอาจไม่ได้เข้าใจบริบททางการเมืองทุกอย่าง ผมเห็นแล้วผมก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ใช่ นี่มันควรจะอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ ทำไมมันมาเกิดขึ้นอยู่กับในปัจจุบัน เป็นจุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันผิดปกติ”
ผลกระทบทางสังคมเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยให้เด็กคนหนึ่งสัมผัสได้ถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ถึงผมจะไม่ได้เข้าใจและไม่ได้เป็นผู้ใหญ่ในช่วงศึกแดงเหลือง แต่พอเรามองภาพกลับไป เรารู้สึกเศร้ากับมัน เรารู้สึกว่าปัญหาในช่วงนั้นเกิดขึ้นจากการที่คนมีอำนาจส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เปิดเผยตัวเอง 100% แต่เขาได้ผลประโยชน์จากการที่ประเทศยังล้าหลัง ไม่ก้าวหน้า และไม่เป็นประชาธิปไตย คนกลุ่มนี้ออกแบบกลไกสถาบันทางประชาธิปไตย เช่น รัฐธรรมนูญ หรือสภา ให้มันเพี้ยน แล้วพอมันเพี้ยน ไม่ทำงาน คุณก็มาชี้หน้าด่าประชาชนแล้วบอกว่าประชาชนไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยได้ แล้วก็ยึดอำนาจไปหมด”

กฎหมาย: ดาบสองคมเพื่อการกดขี่และการต่อสู้กับการกดขี่
เมล็ดพันธุ์ในใจอันเจลโลว์ค่อยๆ เติบโตพร้อมกับความรู้สึกว่าตนเองควรต้องทำอะไรสักอย่าง ภายหลังจากการรัฐประหารปี 2557 เขาเห็น “จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา” หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ออกมาต่อสู้เรียกร้องเป็นคนแรกๆ เขายังจำภาพที่ไผ่ไปชูสามนิ้วต่อหน้าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ ภาพนั้นทำให้เขาคิดในใจเสมอว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีคนที่ออกมาต่อสู้กับระบบเผด็จการ เช่นเดียวกับที่เขาเคยอ่านในหนังสือประวัติศาสตร์ เหมือนกับเหตุการณ์ 14 ตุลา เหมือนกับเหตุการณ์พฤษภา 2535 เขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นอีกครั้ง และในวันนั้นเขาอาจมีส่วนร่วมในการต่อสู้บ้าง
นับแต่เหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2563 ที่นำโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่และประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องในสิทธิเสรีภาพของตนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แน่นอนว่า หนึ่งในคนที่เข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนั้นคืออันเจลโลว์ เขาได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ในที่สุด
“ผมได้เข้ากลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้เป็น Student Activist ได้มีความสัมพันธ์กับคนที่เขาก็มีคดีการเมือง แล้วเราก็เริ่มได้ไปศาลกับเขาบ้าง เริ่มเห็นโลกในด้านกฎหมาย ด้านคดีของพวกเขา เราก็เริ่มรู้สึกว่า เออ ดีเนอะ ที่มีศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนหรือทนายสิทธิฯ ที่มาช่วยเพื่อนเรา ตั้งแต่ตอนนั้นก็เลยเริ่มรู้สึกแล้วว่า ความจริงกฎหมายและการเป็นทนายที่ต่อสู้เพื่อคนธรรมดาก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะต่อสู้”
สำหรับอันเจลโลว์ หนึ่งสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการเข้าร่วมทำกิจกรรมทางการเมืองและต้องเห็นเพื่อนๆ ขึ้นศาล คือการตระหนักว่าโลกของกฎหมาย โดยเฉพาะในประเทศไทย เป็นเสมือนดาบสองคม ที่เป็นทั้งเครื่องมือในการกดขี่ ในขณะเดียวกันสังคมก็ต้องการนักกฎหมายที่ลุกขึ้นมาใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับการกดขี่นั้น
“เรารู้สึกว่าระบบออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนแพ้อยู่แล้ว เพราะว่าเราไม่เหมือนยุโรป กฎหมายมันไม่ได้เติบโตมาจากการต่อสู้ของคนธรรมดา มันเป็นของผลิตของชนชั้นนำ อันนี้คือความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุด แล้วมันสร้างปัญหาที่ใหญ่ที่สุดกับหลักนิติธรรม”
ในแง่ของการเคลื่อนไหวทางการเมือง อันเจลโลว์ยังคงเชื่อในพลังการเปลี่ยนแปลง เขาไม่คาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่ปีนี้ เขาเพียงมุ่งให้คุณค่ากับการได้ออกไปเคลื่อนไหว แม้หลายครั้งจะทำให้รู้สึกผิดหวัง แต่เขาเชื่อว่านั่นเป็นเพราะเขากำลังทำงานในสิ่งที่ควรจะเป็น ไม่ได้ทำงานในสิ่งที่เป็น การเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงจึงต้องใช้เวลาและความอดทน คนรุ่นของอันเจลโลว์เองได้เข้ามาทำกิจกรรมทางการเมืองเต็มตัวก็ในช่วงปลายกระแสม็อบปี 2563 นั่นทำให้เขาเห็นว่าพลังของผู้คนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อาจจะไม่ได้คงอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ไปโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการปลูกเมล็ดพันธุ์ทางความคิดไว้แล้วอย่างไรเสียประชาชนจะแสดงพลังเสมอ
“มันเป็นปลายของกระแสม็อบ 2563 พอดี ผมในฐานะที่เป็นนักกิจกรรมเข้ามาใหม่ตอนนั้นก็ต้องปรับรูปแบบกิจกรรม ปรับกลุ่มเป้าหมายปรับโทนหลายอย่าง ไม่สามารถไปลุยอะไรเท่าปี 2563 ได้นะ มันก็ต้องมีการเปลี่ยน แต่ ตอนปี 2566 มีการเลือกตั้ง อยู่ดีๆ กระแสเราก็กลับมา ซึ่งผมก็แปลกใจ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ดีคือ ถึงกระแสจะลดลงไปตามธรรมชาติ ตามกาลเวลา สุดท้ายแล้วประชาชนเขาก็ยังอยู่เคียงข้างเราอยู่ นั่นคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้”

ปัญหาในห้องเรียนกฎหมาย
จากความสนใจทางด้านประวัติศาสตร์ แรงกดดันจากครอบครัวที่ต้องการให้ลูกเรียนทักษะที่สามารถนำไปประกอบเป็นวิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อยังชีพ ตลอดจนกระแสการชุมนุมทางการเมืองปี 2563 ล้วนเป็นปัจจัยที่นำพาอันเจลโลว์ก้าวเข้าสู่ห้องเรียนกฎหมายเพื่อเติบโตไปเป็นนักกฎหมายรุ่นใหม่ในอนาคต
หลังจากได้ศึกษานิติศาสตร์จนเข้าสู่ปีสุดท้ายของการศึกษา อันเจลโลว์มองว่าปัญหาของหลักสูตรการเรียนการสอนกฎหมายในประเทศไทยเกิดขึ้นจากการปลูกฝังแนวคิดให้นักกฎหมายใช้กฎหมายที่ยึดติดกับตัวบท ขณะที่ตัวบทกฎหมายหลายบทก็มีปัญหาตั้งแต่ต้น เขาสะท้อนว่าหลักสูตรการสอนกฎหมายไทย ยังคงมุ่งสอนเพื่อการท่องจำ แม้การจดจำจะเป็นพื้นฐาน แต่ไม่เคยเพียงพอ ในทางกลับกันการเรียนกฎหมายแบบที่ไม่ตั้งคำถามจะทำให้การเรียนการสอนนิติศาสตร์เป็นการสอนที่ทำให้ผู้เรียนมองโลกอย่างคับแคบเป็นอย่างมาก
“หลักสูตรสอนกฎหมายที่ไม่ทำให้คุณมีศักยภาพในการตั้งคำถาม ไม่สอนความคิดเชิงวิพากษ์ ตีกรอบมากเกินไป ทำให้คุณไม่สามารถเข้าใจชีวิตจริงและความเป็นอยู่ของประชาชนคนธรรมดาได้”
“หลายคนที่ผ่านระบบการศึกษาอาจจะรู้สึกว่าตัวเองได้รับใช้ความยุติธรรมแล้วแค่ด้วยการหาฎีกาที่ถูกต้อง หาบทกฎหมายที่ถูกต้อง แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่ากับประชาชนคนนั้นที่คุณกำลังรับใช้ เขารู้สึกว่าเขาได้รับความยุติธรรมหรือยัง”
อีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นักนิติศาสตร์เรียนรู้อย่างถูกต้องไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงความรู้ที่ได้จากตำรา แต่บทบาทของอาจารย์นิติศาสตร์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปลูกฝังทักษะการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามให้กับนักศึกษา
นอกจากวิธีการเรียนการสอนแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่พบคือการเรียนตัวบทกฎหมายที่มีปัญหาเสียเอง สำหรับประเทศไทยแล้ว บทบัญญัติกฎหมายหลายบทถูกบัญญัติขึ้นโดยไม่ได้มีไว้เพื่อการใช้ตีความให้เป็นธรรม แต่การเขียนกฎหมายไว้กว้างๆ นั้น มักถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อที่จะขยายขอบเขตการตีความเพื่อผลประโยชน์ของรัฐ เพราะฉะนั้น หลายครั้งการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐจึงควรต้องถูกตั้งคำถาม
“เราต้องตั้งคำถามว่ามันเยอะเกินไปหรือเปล่า เช่นในกรณีที่ว่ากฎหมายเขียนให้ใช้แค่เป็นการเฉพาะ ห้ามใช้เป็นการทั่วไป แต่เราเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจเพื่อให้นักโทษทุกคนตอนออกศาลต้องใส่ (โซ่ตรวน) มันเป็นเหตุผลที่เราควรจะไปแก้บทกฎหมาย เพื่อที่จะถอนอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐออกหรือไม่”
นอกจากปัญหาการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่แล้ว กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงยิ่งมีปัญหา เมื่อรัฐมุ่งใช้กฎหมายดังกล่าวในการลงโทษอย่างรุนแรง ตลอดจนไม่คุ้มครองสิทธิพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมและไม่ให้สิทธิในการประกันตัว เพื่อกำราบให้ประชาชนหวาดกลัวและไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ต่อประเด็นใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับรัฐ กรณีเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยและยึดถือหลักสิทธิมนุษยชน
“ถ้าคุณโดนข้อหาความมั่นคง คุณเข้าคุกทันที เพราะเขาไม่แคร์เรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เพราะเขาต้องการทำให้คุณกลัว รัฐทุกประเทศทำอย่างนี้ มันแค่ว่าทำเพื่อเหตุผลอะไร”

ความหวังของนักกฎหมายรุ่นใหม่
ในฐานะนักศึกษากฎหมายที่ต้องพบว่าหลักกฎหมายที่เรียนมากับโลกของการบังคับใช้จริงนั้นหลายครั้งแตกต่างกันอย่างน่าตกใจ สำหรับอันเจลโลว์ในแง่วิชาชีพก็มีความยากที่จะต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด เมื่อต้องลงมือปฏิบัติ เขายกตัวอย่างกรณีของอเมริกาที่บทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพจะได้รับการรับฟังในศาลอย่างหนักแน่น ในขณะที่ในประเทศไทยนั้นหมวดสิทธิเสรีภาพที่ได้เรียนมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในห้องเรียนที่เขาเชื่อว่าสามารถช่วยปกป้องคุ้มครองคนได้ ในความเป็นจริงกลับพบว่าบทกฎหมายเหล่านี้ไม่สามารถถูกบังคับใช้ได้ตามคุณค่าเบื้องหลังบทบัญญัติมาตราตามที่ควรจะเป็น สำหรับนักกฎหมายรุ่นใหม่ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวัง
นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่ได้มีการวางระบบเพื่อส่งเสริมการทำงานของนักกฎหมายเพื่อช่วยเหลือสังคม ระบบที่จะเอื้อให้นักกฎหมายและทนายความมีบทบาทในการทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างมีความหมาย
“ในระยะยาวมันส่งผลกระทบให้หลายคนที่อยู่ในวงการหมดไฟ หมดหวังต่อสิ่งที่ตัวเองเคยฝัน คนที่ไปทำงานในสำนักงานกฎหมายอาจจะหวังว่าตัวเองอยากจะไปช่วยคนในทางกฎหมาย แต่พอทำงานไปจริงๆ ก็เริ่มเห็นภาพว่าความจริงสิ่งที่ฉันทำอยู่ก็คือแค่รับใช้คนรวย”
“ในอเมริกาเขาก็เข้าใจกันแล้วว่า บางทีทนายที่เขาทำงานรับใช้บริษัทใหญ่ๆ เขาจะรู้สึกว่าคุณค่าในชีวิตของตัวเองหรือการทำงานของตัวเองไม่ค่อยมีความหมาย เพราะมันไม่ค่อยผลิตอะไรที่รู้สึกว่ามีคุณค่ากับคนส่วนใหญ่ จากที่ผมได้เรียนรู้จากเพื่อนที่ทำงานอยู่ที่นั่นก็คือเขาจะมีให้เงินให้กับทนายความ ถ้าเกิดอยากจะไปทำงานด้านสาธารณประโยชน์ เขาจะเรียกว่า Pro Bono แม้แต่สำนักกฎหมายทุนใหญ่ๆ เขาก็จะปล่อยให้คุณสามารถไปทำงานด้านสาธารณประโยชน์และคุณยังได้รับเงิน”
เมื่อชวนอันเจลโลว์มองไปยังความหวังในอนาคตต่อสังคมและต่อคนในรุ่นเดียวกัน อันเจลโลว์ไม่สามารถตอบได้ว่านักกฎหมายรุ่นใหม่เมื่อออกจากห้องเรียนเข้าสู่ระบบการทำงานแล้วจะเป็นอย่างไร รวมถึงตัวเขาเองเมื่อต้องเผชิญกับพลังของระบบแล้วจะถูกกลืนกินด้วยหรือไม่ แต่สิ่งเดียวที่เขาภาวนาคือขอให้พวกเขาไม่ถูกระบบกลืนตัวตนและความตั้งใจของนักกฎหมายที่ดีไป
“ในทางประวัติศาสตร์ก็คงมีหลายอย่างที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ไอ้คนรุ่นต่อไปมันเป็นความหวังได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าหลายคนที่ทุกวันนี้ก็คงเป็นผู้พิพากษา ใน 30 – 40 ปีที่แล้ว เขาอาจจะอยากต้องการเปลี่ยนแปลง แต่เขาก็ถูกระบบกลืน”
ไม่ว่าในอนาคตนักกฎหมายในประเทศไทยรุ่นใหม่ๆ จะเป็นอย่างไร จะน่าผิดหวังหรือน่าชื่นชมในการมีส่วนใช้วิชาชีพของตนสร้างสังคมที่เป็นธรรม สำหรับอันเจลโลว์เขายังเชื่อมั่นว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะไม่ทำให้สังคมต้องผิดหวัง เพราะในวันที่น่ากลัวและสิ้นหวังที่สุด กลุ่มคนเหล่านี้จะยังคงยืนหยัดเป็นตัวอย่างให้ผู้ใหญ่ที่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นคนรุ่นใหม่เสมอ
“สุดท้ายแล้วถึงรุ่นของผมจะออกมาเป็นอย่างไร ไม่ต้องห่วง เพราะว่าเดี๋ยวมันก็จะมีนักศึกษา ไม่ใช่แค่นักศึกษานิติศาสตร์ นักศึกษารัฐศาสตร์ แพทย์ อะไรแต่ละอย่าง ถ้าเกิดมันไม่มีอะไรเปลี่ยน เขาก็จะโตมากับระบบที่มันเพี้ยนแบบนี้ แล้วเขาจะรู้ว่าผู้ใหญ่กำลังพยายามที่จะหันไปมองอีกทางหนึ่ง เขาจะเข้าใจเหมือนกับเราว่า การที่คุณไม่มองปัญหาจริงๆ มันยิ่งทำให้ปัญหามันเหลือร้าย คนพวกนี้ที่เขายังไม่ถูกทุบเหมือนกับพวกผม 5 ปีที่แล้ว อาจจะยังไม่ถูกทุบอย่างแรงในด้านกฎหมาย เขาก็จะก้าวออกมาสู้แล้วมันก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง”

ภาพ: ก่อการ บุปผาวัฏฏ์, ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์
กราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข





