จากกวางจูถึงพฤษภา 53: ความเหมือน ความต่าง และความยุติธรรมที่ยังไม่เปลี่ยนผ่านของไทย

อาจจะดูเป็นเรื่องบังเอิญ ที่เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่มีเหตุการณ์การสลายการชุมนุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นอย่างน้อย 3 ครั้ง ได้แก่ เหตุการณ์สังหารหมู่กวางจู ในเกาหลีใต้ เมื่อ พ.ศ. 2523, เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 หรือการสลายการชุมนุมเสื้อแดง ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย และทั้งสามเหตุการณ์ แม้จะเกิดขึ้นคนละปี แต่วันที่เกิดเหตุการณ์กลับใกล้เคียงกัน คือช่วงกลางเดือนพฤษภาคม รวมทั้งยังมีรูปแบบของเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์สังหารหมู่ที่กวางจูกลับมีจุดที่แตกต่างจากสองเหตุการณ์ในประเทศไทย นั่นคือการคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายจากเหตุการณ์ ซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลต่อความแตกต่างด้านพัฒนาการทางการเมืองของเกาหลีใต้และไทยอย่างสิ้นเชิง

ความเหมือนที่มากกว่าช่วงเวลาเกิดเหตุ

เหตุการณ์สังหารหมู่กวางจู ในเกาหลีใต้ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2523 ขณะที่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันในอีก 12 ปีต่อมา คือระหว่างวันที่ 17 – 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 และต่อมาอีก 18 ปี เกิดการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ระหว่างวันที่ 13 – 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 และทั้งสามเหตุการณ์เกิดขึ้นภายใต้ผู้นำรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างประธานาธิบดีชอน ดู-ฮวาน ผู้นำเผด็จการของเกาหลีใต้ในขณะนั้น ส่วนเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เกิดขึ้นในสมัยของ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ที่เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร คสช. และในเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ผ่านกระบวนการตามประชาธิปไตย

ที่มาอันไม่ชอบธรรมของผู้นำรัฐบาล ประกอบกับการบริหารประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพและเมินเฉยต่อเสียงของประชาชน ก่อให้เกิดความไม่พอใจ และนำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องให้ผู้นำลาออก ยุบสภา และจัดการเลือกตั้งระบอบประชาธิปไตย

ในกรณีของกวางจู การชุมนุมเริ่มต้นขึ้นโดยนักศึกษาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศกฎอัยการศึกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายในวันที่ 14 พฤษภาคม แต่ไม่เป็นผล ส่งผลให้เกิดการชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศ โดยในวันที่ 17 พฤษภาคม รัฐบาลขยายขอบเขตการใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ สั่งปิดมหาวิทยาลัย ยุบสภา สั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง และจับกุมนักการเมืองรวมทั้งแกนนำผู้ชุมนุม ทว่ามีเพียงเมืองกวางจูที่ยังคงมีการชุมนุมอยู่ จนกระทั่งวันที่ 18 พฤษภาคมเป็นต้นไป รัฐบาลได้จัดตั้งกองกำลังกฎอัยการศึก และใช้แผนปฏิบัติการซังมู-ชุนจัง นำกำลังทหารพลร่มราว 1,200 นาย เข้าปิดเมือง สังหารนักศึกษาและประชาชนอย่างไม่เลือกหน้า และยึดเมืองกวางจูได้ในที่สุด ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบหลายพันคน โดยตัวเลขจากบันทึกการจ่ายเงินชดเชย ระยะที่ 6 ปี 2017 ระบุว่า ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กวางจู อยู่ที่ 4,634 คน ถูกสังหาร 155 คน เสียชีวิตด้วยบาดแผลในภายหลัง 110 คน สูญหาย 81 คน บาดเจ็บ 3,378 คน และอีก 910 เป็นผู้ได้รับผลกระทบด้านอื่นๆ

สำหรับกรณีพฤษภาคม 2535 ขณะที่มีประชาชนออกมาชุมนุมกว่าแสนคน รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย (ศสส.) และใช้แผนไพรีพินาศ/33 นำกำลังทหาร ตำรวจ หน่วยรบพิเศษ และตำรวจตระเวนชายแดนรวมกว่า 10,000 นาย พร้อมรถถังและรถหุ้มเกราะเข้าสลายการชุมนุม โดยใช้กระสุนจริง ผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมที่เป็นผู้ชาย จะถูกบังคับให้ถอดเสื้อ ใช้เสื้อมัดมือไพล่หลัง โดยมีเจ้าหน้าที่ถือปืนขู่ และถูกเจ้าหน้าที่เหยียบให้นอนราบกับพื้นถนน โดยหลังจากการสลายการชุมนุม ตัวเลขของกระทรวงมหาดไทยระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 44 คน ผู้บาดเจ็บรวม 1,728 คน บาดเจ็บสาหัส 47 คน สูญหาย 48 คน พิการ 11 คน 

ส่วนเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเสื้อแดง หรือเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ และ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้รับผิดชอบนำกำลังทหารจากหลายกองพัน พร้อมอาวุธสงครามและรถหุ้มเกราะ เข้าสลายการชุมนุมในย่านราชประสงค์ โดยใช้กระสุนจริง จากข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย. – พ.ค. 53 (ศปช.) พบว่า ในช่วงการชุมนุม นปช. มีการเบิกจ่ายกระสุนจริง 597,500 นัด ส่งคืนให้กรมสรรพาวุธในภายหลัง 479,577 นัด เท่ากับมีการใช้กระสุนจริงไป 117,923 นัด และมีการเบิกกระสุนสำหรับการซุ่มยิง 3,000 นัด ส่งคืน 880 นัด เท่ากับใช้ไป 2,120 นัด นอกจากนี้ จากการรายงานของสำนักข่าวประชาไท ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตระหว่างวันที่ 13 – 19 พฤษภาคม จำนวน 67 ราย  ผู้บาดเจ็บ 467 ราย

นอกจากนี้ ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายสู่การสลายการชุมนุมด้วยวิธีการรุนแรง ยังมีการเผยแพร่ข้อมูลที่อ้างว่าผู้ชุมนุมเป็นภัยต่อรัฐ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง เช่น ในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่กวางจู รัฐบาลได้อ้างว่าผู้ชุมนุมเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นผู้ก่อความไม่สงบ และเป็นกลุ่มคนที่ไม่พอใจสังคม ขณะที่ในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และ 2553 ผู้ชุมนุมจะถูกเรียกว่าเป็นผู้ไม่ประสงค์ดีต่อราชบัลลังก์ หรือ “พวกล้มเจ้า” ดังที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2553

ภายหลังจากเหตุการณ์ทั้งสามเหตุการณ์ มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและนำไปสู่การดำเนินคดีผู้ที่กระทำความรุนแรง รวมทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยกรณีของกวางจู มีการจัดตั้งคณะกรรมการประชาชนเพื่อค้นหาความจริงและสืบทอดจิตวิญญาณของการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยกวางจู 18 พฤษภาคม เมื่อ พ.ศ. 2536 เพื่อเรียกร้องให้มีการตรากฎหมายพิเศษ เพื่อแก้ปัญหากรณีกวางจูและลงโทษผู้กระทำความผิด ซึ่งรวมถึงชอน ดู-ฮวาน และโน แท-อู อดีตประธานาธิบดีทั้งสอง ส่วนเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมกันของประชาชนระหว่างวันที่ 17 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 และหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ได้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ

ส่วนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ ในกรณีของกวางจู มีการออกรัฐบัญญัติค่าชดเชยสำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยในกวางจู ส่วนกรณีพฤษภาคม 2535 มติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงระหว่างวันที่ 17-21 พฤษภาคม 2535 ทั้งผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สินเสียหาย และกรณีพฤษภาคม 2553 ได้มีการตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจ จ่ายเงินชดเชยให้ผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิต โดยกรณีเสียชีวิตได้รับเยียวยาสูงสุดประมาณรายละ 7.75 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมค่าทำศพและค่าเยียวยาจิตใจ

ความยุติธรรมที่ไม่เคยมาถึง

3 ปีหลังจากการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีกวางจู ศาลได้เริ่มกระบวนการไต่สวนกรณีเหตุการณ์กวางจู โดยมีจำเลยเป็นนายพล 16 นาย รวมถึงอดีตประธานาธิบดี 2 คน ได้แก่ ชอน ดู-ฮวาน และโน แท-อู การไต่สวนใช้เวลาราว 1 ปี 1 เดือน พร้อมเอกสาร 1.5 แสนหน้า 

ผลปรากฏว่า ศาลชั้นต้นตัดสินโทษประหารสำหรับชอน ดู-ฮวาน และโทษจำคุก 22 ปีครึ่ง สำหรับโน แท-อู แต่ศาลอุทธรณ์ลดโทษชอน ดู-ฮวาน เหลือจำคุกตลอดชีวิต และโน แท-อู จำคุก 17 ปี ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ ในข้อหา “ฆาตกรรมโดยมีเจตนาก่อการกบฏ” นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่อดีตประธานาธิบดี 2 คน ถูกลงโทษจำคุกพร้อมกัน

สำหรับเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 พล.อ. สุจินดา ได้ออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรม โดยอ้างว่าเพื่อยกเว้นความผิดแก่กลุ่มประชาชนผู้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในขณะเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมระหว่างวันที่ 17 – 21 พฤษภาคม 2535 ทว่ากฎหมายดังกล่าวกลับถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมทั้งในประเด็นที่ผู้ร่างกฎหมายเป็นคณะบุคคลที่ส่วนหนึ่งดำรงตำแหน่งผ่านการสืบทอดอำนาจหลังการรัฐประหารของ รสช. หรือผู้ที่มีส่วนได้เสียในเหตุการณ์โดยตรง และบทบัญญัติที่คลุมเครือ ที่ไม่ได้ระบุขอบเขตของการนิรโทษกรรมอย่างชัดเจน จึงอาจนำไปสู่การยกเว้นความผิดที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้สั่งการหรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ

หลังจากนั้น กลุ่มผู้เสียหายและญาติวีรชนพฤษภาคม 2535 รวม 39 คน ได้ร่วมกันฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นจำเลยประกอบด้วย กองทัพบก และเจ้าหน้าที่รัฐระดับผู้บังคับบัญชาจำนวน 5 คน หนึ่งในนั้น คือ พลเอกสุจินดา คราประยูร ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะเกิดเหตุ โดยขอให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้ง 39 คน เป็นเงิน 17,652,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นจำเลยได้ให้การต่อสู้ว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่คนใดหรือทั้งหมดสั่งการหรือดำเนินการให้ทหารและตำรวจเข้าปราบปรามประชาชน หรือจำเลยคนใดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแลกองกำลังทหารและตำรวจ จนเป็นเหตุให้กำลังทหารและตำรวจทำร้ายประชาชน อีกทั้งโจทก์ยังไม่ได้บรรยายว่าผู้ที่เสียชีวิตนั้นเสียชีวิตจากการกระทำของผู้ใด ณ ที่ใด เมื่อไร และอย่างไร รวมทั้งขณะนั้นผู้ชุมนุมได้ก่อจลาจลและทำร้ายเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อยับยั้งความรุนแรง จึงถือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ แม้การกระทำของจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะเป็นการละเมิดต่อผู้อื่น แต่กฎหมายก็บัญญัติให้พ้นจากความผิดและความรับผิด ดังนั้น โจทก์ทั้ง 39 คน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ส่วนเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงใน พ.ศ. 2553 การดำเนินคดีกับผู้บังคับบัญชาในเหตุการณ์ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องอภิสิทธิ์และสุเทพ เมื่อช่วงสิงหาคม 2560 โดยวินิจฉัยว่าไม่ใช่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตาย แต่เป็นเรื่องการใช้อำนาจทางการเมือง ต้องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ คดีไต่สวนการตายที่ศาลมีคำสั่งแล้ว 19 คดี แต่ไม่ได้มีการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ส่วนคดี “6 ศพ วัดปทุมฯ” ผลการชันสูตรพลิกศพ ชี้ว่าทั้ง 6 ศพ เสียชีวิตจากการถูกยิง ซึ่ง “วิถีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมฯ และบริเวณ ถ.พระราม 1” และคำสั่งชันสูตรพลิกศพในกรณีสรุปว่า “ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ” สำหรับความคืบหน้าทางคดีในปัจจุบัน (พฤษภาคม 2569) พบว่าหลายคดีถูก DSI สั่งไม่ฟ้องหรือขาดอายุความ และคดีสลายการชุมนุมจะหมดอายุความในปี 2573

สำหรับประเด็นเรื่องการคืนศักดิ์ศรีให้แก่ผู้ชุมนุม ซึ่งขณะที่เกิดเหตุการณ์ได้ถูกตราหน้าว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงและราชบัลลังก์ กรณีของกวางจู ใน พ.ศ. 2536 นายคิม ยอง-ซัม ประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกในระบอบประชาธิปไตย ได้แถลงว่าเหตุการณ์การลุกขึ้นสู้ของประชาชนในเมืองกวางจูเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย และรัฐบาลประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากเหตุการณ์นี้ 

ส่วนกรณีการสลายการชุมนุมพฤษภาคม 2535 ซึ่งยุติลงจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีรับสั่งให้ผู้นำฝ่ายรัฐบาลคือ พล.อ.สุจินดา และฝ่ายผู้ประท้วงคือ พล.ต. จำลอง เข้าเฝ้า โดยหลังจากนั้น พล.อ. สุจินดาแถลงว่าจะปล่อยตัว พล.ต. จำลอง ตรากฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ถูกจับกุม และจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว หลายฝ่ายมองว่าเป็นชัยชนะของประชาชน และเหตุการณ์นี้ก็ได้รับการขนานนามว่า “เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม”

สำหรับกรณีการสลายการชุมนุมพฤษภาคม 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก “ล้มเจ้า” กลับไม่ได้รับการประกาศคืนศักดิ์ศรีอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาล มีเพียงการคลี่คลายจากข้อเท็จจริงที่ถูกเผยแพร่มากขึ้นในสื่อต่างๆ ตามเวลาที่ผ่านไป

นอกจากนี้ ในการคืนความยุติธรรมตามแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) ยังรวมถึงการสร้างอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก ซึ่งกรณีของกวางจู นอกจากการประกาศให้วันที่ 18 พฤษภาคม เป็นวันหยุดราชการ และบันทึกเหตุการณ์นี้ในแบบเรียนแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ยังมีการปรับปรุงอาคารสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กวางจูให้เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เพื่อรำลึกถึงจิตวิญญาณแห่งการลุกขึ้นสู้ของชาวกวางจู

ส่วนกรณีพฤษภา 2535 มีการจัดตั้งอนุสรณ์สถานวีรชนพฤษภาประชาธรรม โดยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม และญาติวีรชนผู้เสียชีวิต และมีพิธีรำลึกถึงวีรชน ทุกวันที่ 17 พฤษภาคม ที่อนุสรณ์สถานดังกล่าว ในขณะที่กรณีการสลายการชุมนุมเสื้อแดงกลับมีเพียงการจัดกิจกรรมระลึกถึงผู้เสียชีวิต ณ บริเวณแยกราชประสงค์ โดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ทว่าไม่มีการสร้างอนุสรณ์หรือระลึกถึงอย่างเป็นทางการโดยรัฐแต่อย่างใด

ปลายทางที่แตกต่าง

เดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ยุน ซ็อก-ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้น ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยกล่าวหาว่าพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภา กำลังดำเนินการในลักษณะที่บ่อนทำลายรัฐและเข้าข้างเกาหลีเหนือ การเคลื่อนไหวดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงต่อต้านอย่างรุนแรง โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ฝ่าด่านทหารเข้าไปจัดการประชุมและลงมติยกเลิกกฎอัยการศึกอย่างเป็นเอกฉันท์ ภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่ประชาชนพากันมาชุมนุมประท้วงหน้ารัฐสภา 

การประกาศกฎอัยการศึกของยุน ซ็อก-ยอล ถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การตัดสินให้ยุน ซ็อก-ยอล จำคุกตลอดชีวิตในข้อหาบงการก่อกบฏ ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรี ฮัน ด็อกซู และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคนก็ถูกตัดสินจำคุกฐานมีส่วนร่วมในการก่อกบฏด้วยเช่นกัน

สำหรับประเทศไทย หลังจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 คลี่คลายลง มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ที่เน้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการตรวจสอบอำนาจรัฐ ส่วนกองทัพถูกลดบทบาทลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ (คปค.) ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดยอ้างว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีการทุจริต ใช้อำนาจในทางมิชอบ และเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ คณะรัฐประหารได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 และยุบสภาผู้แทนราษฎร พร้อมแต่งตั้ง พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ. 2550 พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง และสมัคร สุนทรเวช ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2551 สมัคร สุนทรเวช ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อมา ก่อนที่พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบพรรค สมชายต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ปรากฏว่าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อมา

การเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอันขาดความชอบธรรม เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง นำไปสู่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 และนำไปสู่การสลายการชุมนุมครั้งใหญ่ หลังจากนั้น มีการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยพรรคเพื่อไทย นำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับชัยชนะ สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทว่ากลับถูกรัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 และประเทศไทยต้องตกอยู่ใต้การปกครองของคณะรัฐประหาร รวมกับรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหารนานถึง 10 ปี มีผู้ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารจำนวนมาก ทั้งผู้ต้องขังทางการเมือง ผู้ลี้ภัยการเมือง และผู้ถูกบังคับสูญหาย ก่อนที่จะมีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคนรุ่นใหม่ใน พ.ศ. 2563 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ถูกจับกุมและผู้ต้องขังทางการเมือง ณ ปัจจุบันอย่างน้อย 63 คน

อินโฟกราฟิกโดย อัญมณี แก้วอะโข

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts