หทัยรัตน์ พหลทัพ: พลังแห่งการ “กัดไม่ปล่อย” เพื่อความจริงและการเปลี่ยนแปลง
มีนาคม 2569 ชื่อของ “หทัยรัตน์ พหลทัพ” บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวเดอะ อีสาน เรคคอร์ด (The Isaan Record) ปรากฏอยู่ในหน้าสื่อหลายสำนัก จากกรณีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟ้องร้องเธอในคดีหมิ่นประมาท หลังจากที่เดอะ อีสาน เรคคอร์ด นำเสนอข่าวเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องรับสินบนแรงงานเก็บเบอร์รีป่าในประเทศฟินแลนด์ แม้ภายหลังนายสุชาติจะถอนฟ้อง แต่ก็ทำให้ประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงานเก็บเบอร์รีป่าได้รับความสนใจในวงกว้าง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สื่อมวลชนอย่างหทัยรัตน์ถูกคุกคามจากอำนาจรัฐ เพราะจากบทบาทการเป็นสื่อมวลชนสายสืบสวนสอบสวนที่เจาะลึกและเกาะติดทุกสนามข่าวที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบอำนาจรัฐและสิทธิมนุษยชน จนกระทั่งมีหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กเป็นของตัวเองในชื่อ “กว่าจะเป็นนักข่าวในลิสต์ IO” ก็อาจบ่งบอกได้ดีถึงคุณสมบัติของสื่อมวลชนประเภท “กัดไม่ปล่อย” จนถูกหมายหัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐผู้เสียผลประโยชน์
ประสบการณ์กว่า 20 ปี ในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน บวกกับเรื่องราวการเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐและผู้มีอิทธิพลเพียงเพราะการทำหน้าที่ค้นหาและเปิดเผยความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ ดึงดูดให้ CrCF ตัดสินใจนัดพบกับหทัยรัตน์ เพื่อพูดคุยถึงเส้นทางการทำงานในฐานะสื่อมวลชนและเป้าหมายปลายทางที่เธออยากจะเห็นในสังคมไทย
จาก “นักข่าวประตู 4” ถึงนักข่าวโต๊ะสืบสวน
หทัยรัตน์เป็นลูกสาวชาวนาในภาคอีสานที่เดินทางจากบ้านมาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในฐานะสมาชิกพรรคสานแสงทอง พรรคการเมืองของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งบ่มเพาะให้เธอมองเห็นและเคารพในศักดิ์ศรีของประชาชนคนธรรมดา รุ่นพี่ปลูกฝังให้เธอเคารพสิทธิพลเมือง ส่วนหนังสือพิมพ์และวรรณกรรมเพื่อชีวิตสอนให้เธอคิดถึงคนอื่นอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้ทุกครั้งที่ประชาชนเกิดความเดือดร้อนและมีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิ เธอและเพื่อนนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยเดียวกันและต่างมหาวิทยาลัยจะอยู่ร่วมในการชุมนุมของชาวบ้านเหล่านั้นเสมอ สิ่งที่เธอได้จากการเข้าร่วมชุมนุมกับชาวบ้านจึงไม่ได้มีเพียงประสบการณ์และความเข้าอกเข้าใจคนตัวเล็กๆ ในสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นเครือข่ายประชาชนที่เป็นเสมือนใบเบิกทางให้เธอกลายเป็นสื่อมวลชนในเวลาต่อมา
“พอมาเป็นนักข่าว เราก็เป็นนักข่าวการเมือง สิ่งที่เราได้รับมอบหมายก็คือติดตามพรรคการเมือง เราก็ประจำอยู่ในทำเนียบ แต่สิ่งที่เราสนใจก็คือความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เขามาร้องเรียนที่ประตู 4 คือประตูที่คนมาร้องเรียนที่ทำเนียบรัฐบาล เวลามีชาวบ้านมาชุมนุม เราจะเป็นคนแรกๆ ที่ลงไป ตอนนั้นเขาเรียกว่านักข่าวประตู 4”
หทัยรัตน์ทำหน้าที่นักข่าวการเมืองที่รายงานข่าวรายวันต่อเนื่องกันหลายปี จนกระทั่งปี 2552 เธอตัดสินใจลาออกจากงาน และไปเรียนภาษาที่ประเทศออสเตรเลีย ก่อนจะกลับมาเริ่มงานใหม่ในรายการตอบโจทย์ ซึ่งเป็นการทำข่าวเชิงลึก แตกต่างจากการทำข่าวรายวันที่ต้องวิ่งไล่ตามกระแสข่าว แต่กลับไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมมากนัก ตามด้วยการทำรายการเปิดปมในปี 2555 ซึ่งทำให้เธอได้สัมผัสกับประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ท้าทายมากขึ้น ทั้งประเด็นความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา

“หลังจากออกจากรายการเปิดปม เรามาอยู่โต๊ะสืบสวนสอบสวนเต็มตัวเลย หัวหน้าเก่าให้เราทำข่าวเรื่องเหมืองทองอัคราที่พิจิตร ตามไปเลย 2 ปี ไม่ได้ทำข่าวอื่นเลยนะ แล้วท้ายสุด เราเกือบจะสามารถปิดเหมืองได้ ถ้ารัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ไม่ใช้มาตรา 44 เพราะจริงๆ เราสามารถพิสูจน์ได้โดยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มากมาย แล้วสังคมเอากับเราแล้ว นักข่าวส่วนกลางเอาเฮลิคอปเตอร์ไปบิน เอาโดรนไปบิน ตอนนั้นทุกองค์กรมีส่วนร่วมหมดแล้ว แต่รัฐบาลประยุทธ์ใช้มาตรา 44 ในการปิดเหมือง บริษัทคิงส์เกตของออสเตรเลียจึงใช้อนุญาโตตุลาการฟ้องรัฐบาลไทย จริงๆ ถ้าเราอุทธรณ์ พี่ว่าเราจะชนะ เพราะว่าล่าสุด ศาลต้องสั่งให้จ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้าน เพราะว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบจากสารเคมีที่ไหลออกจากเหมืองอัครา แล้วมันสวนทางกัน และตอนนี้เหมืองอัครากลับมาเปิดเฉยเลย เราก็เห็นว่า การติดตามข่าวเรื่อยๆ 2 ปี มันเกิดผล”
ในยุคที่ข้อมูลเชิงลึกไม่ได้สามารถสืบค้นหรือตรวจสอบได้ง่ายนัก องค์กรสื่อขนาดเล็กอาจไม่ได้มีความน่าเชื่อถือมากพอให้เข้าถึงแหล่งข่าว ขณะที่การทำงานในองค์กรสื่อขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จักก็เต็มไปด้วยผู้ที่ต้องการให้ข้อมูล หทัยรัตน์ที่ผ่านการทำงานสื่อในหลายองค์กรบอกว่า การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยใหม่ อินเทอร์เน็ตช่วยให้สื่อมวลชนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะนักข่าวอาวุโสที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งสำหรับหทัยรัตน์ เทคโนโลยีทำให้การทำงานของเธอสนุกขึ้นกว่าที่เคย แม้ในกรณีการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานรัฐจะไม่ได้ง่ายดายนักก็ตาม
“ในแง่ของรัฐ แน่นอนเขาต้องปิดอยู่แล้ว เพราะเขาไม่อยากให้เรารู้ สมัยก่อนเราเป็นนักข่าวสภา ต้องอ่านเอกสารงบเป็นลังๆ เลยนะ กว่าจะรู้ แต่ตอนนี้ ถ้าใครสามารถใช้ Excel เก่ง มันสามารถประมวลให้ได้หมดเลย ดังนั้น ตอนนี้รัฐก็เริ่มเปิดมากขึ้น สิ่งที่เราต้องเรียกร้องต่อไปก็คือว่า องค์กรรัฐไม่ต้องกลัวการถูกตรวจสอบ ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณใช้งบประมาณอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกลัวว่าประชาชนหรือสื่อมวลชนจะตรวจสอบ เราตรวจสอบแน่ เราต้องสงสัย เพราะมันเงินเรา”
นำความเปลี่ยนแปลงสู่อีสานบ้านเกิด
เช่นเดียวกับชาวอีสานหลายคน หทัยรัตน์ถูกปลูกฝังทัศนคติตั้งแต่วัยเด็กให้ห่างไกลจากรากเหง้าความเป็นอีสาน การพูดภาษาถิ่นในโรงเรียนจะทำให้ถูกปรับเงิน แม้จะเดินทางมาอยู่ในมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยคนต่างจังหวัด ก็ไม่วายถูกทำให้กลาย “เป็นอื่น” เป็นคนจากพื้นที่ทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญ และเป็นตัวตลกในสายตาคนกรุง สำหรับหทัยรัตน์ ความเป็นคนอีสานไม่เคยน่าภูมิใจ
“เราเคยถูกเพื่อนถามอยู่ครั้งหนึ่งว่า ‘มึงหากรุงเทพเจอได้ยังไง’ เราก็โกรธมันนะ”
“เราไม่ภูมิใจในความเป็นลาวเลยนะ ไม่ภูมิใจในความเป็นอีสาน เราอายมากกว่าเพราะว่าคนกรุงเทพฯ บูลลี่เราจนเราไม่เห็นคุณค่าตัวเอง เราไม่อยากถูกมองว่าเราเป็นคนลาว เวลาที่คนถามว่ามาจากจังหวัดไหน เราก็เลือกที่จะไม่ตอบเลย แต่หลังจากมาทำเดอะอีสานเรคคอร์ดทำให้ เรารักความเป็นอีสาน”
เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำลายตัวตนของเธออย่างรุนแรงครั้งหนึ่งได้ผลักเธอให้เดินทางกลับมายังดินแดนอีสานที่เธอห่างเหินมานาน เพื่อทำงานในสื่ออิสระเล็กๆ ชื่อ “เดอะ อีสาน เรคคอร์ด” ในจังหวัดขอนแก่น พร้อมกับอุดมการณ์เดิมที่ยังคงติดตัวมา นั่นคือการละเมิดสิทธิของประชาชน ซึ่งเธอพบว่า ชาวอีสานก็ผ่านประสบการณ์การถูกละเมิดสิทธิมาไม่น้อยเช่นกัน และด้วยจำนวนทีมงานที่มีไม่มาก หทัยรัตน์จึงเสนอแนวทางการทำข่าวเชิงลึกเป็นซีรีส์ เน้นการสืบสวนสอบสวน อย่างที่เธอถนัด

“ข่าวแรกๆ ที่เราทำเป็นซีรีส์ คือเรื่องความหวานและอำนาจ ก็คือเจาะไปเลยว่าน้ำตาลเข้ามาในประเทศไทยเมื่อไร ให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์น้ำตาลเลย แล้วจนกระทั่งตอนนี้ น้ำตาลใครเป็นเจ้าของและมันส่งผลต่ออำนาจอย่างไรบ้าง ตอนนี้เจ้าของบริษัทน้ำตาลส่งลูกหลานไปเป็นรัฐมนตรี เพื่อกำหนดนโยบาย โดยเฉพาะในรัฐบาลประยุทธ์ มันมีการประกาศนโยบายเปลี่ยนไร่นาเป็นไร่อ้อย ตอนนั้นเปลี่ยนฉับพลันเลยนะ ตอนนี้ถ้าไปอีสานหน้านี้จะเห็น PM 2.5 เต็มไปหมดเลย เพราะว่ามันมีการเผา นโยบายก็เปลี่ยนจากตอนนั้น เราก็เกาะเรื่องนี้เรื่อยมา”
แต่ประเด็นที่ทำให้เดอะ อีสาน เรคคอร์ด กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น คือการติดตามเรื่อง “เมียฝรั่งในภาคอีสาน” จากกรณีที่มีนักวิชาการคนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ผู้หญิงชาวอีสานที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชายผิวขาว ว่าเป็นพวกขุดทอง ซึ่งหทัยรัตน์และทีมงานตั้งคำถามว่าประเด็นนี้เป็นความจริงหรือไม่ และนำไปสู่การติดตามประเด็นนี้ในเวลาต่อมา ภายใต้แนวคิด “ลูกสาวที่ดีของคนอีสาน” (Good Daughters of Esan)
“เราก็เริ่มรู้ว่านโยบายนี้มันเกิดขึ้นหลังสงครามเวียดนาม ที่รัฐบาลพยายามขยายพื้นที่ ตอนนั้นมีกองทัพอเมริกันในอีสาน ที่อุดรธานี ขอนแก่น นครสวรรค์ แล้วก็ขยายพื้นที่ต่างๆ ไปพัทยา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว หลังจากยกเลิกกองทัพของ GI แล้ว มันก็พัฒนามาเรื่อยๆ มันก็เลยเริ่มมีคนเห็นว่า พอเราทำเป็นแพ็คเกจ มันเกิดผลกระทบ”
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของหทัยรัตน์และเดอะ อีสาน เรคคอร์ด คือการเจาะประเด็นเรื่อง “ผู้มีบุญ” หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “กบฏผีบุญ” ซึ่งนับเป็นการสังหารหมู่ประชาชนครั้งใหญ่ในราวสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากมีนโยบายรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง นำไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่า “กบฏสามหัวเมือง” อันได้แก่ กบฏเมืองแขกในภาคใต้ กบฏผีบุญที่ จ. อุบลราชธานี และกบฏเมืองแพร่ที่ จ. แพร่
“งานทำงานเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดผลกระทบ เพราะว่าเราปล่อยซีรีส์ในช่วงที่นักศึกษามีการเคลื่อนไหวเพื่อที่จะเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ดังนั้น คนถามหาประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เรียนในห้องเรียน รวมถึงประวัติศาสตร์ 6 ตุลาด้วย ผู้มีบุญตอนหลังก็ถูกนำมาผลิตเป็นซีรีส์วาย ชื่อ ‘เขมจิราต้องรอด’ แล้วตอนหลังก็มีการถกกันเยอะแยะเพื่อที่จะพูดถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น”
ราคาที่ต้องจ่ายจากการค้นหาความจริง
หากมองจากสายตาคนวงนอก การเป็นนักข่าวสายสืบสวนสอบสวนน่าจะเป็นเรื่องที่เท่และสนุกสนานไม่น้อย ด้วยประเด็นท้าทายหลากหลายที่รอการค้นพบ เชื่อมโยง เรียบเรียง และเผยแพร่เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคม สร้างความภาคภูมิใจให้กับสื่อมวลชนเจ้าของผลงานในฐานะส่วนหนึ่งของการสร้างประวัติศาสตร์ หทัยรัตน์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่สิ่งที่คนทั่วไปไม่เคยรู้คือการค้นหาความจริงนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายมหาศาล

กรณีล่าสุดที่ทำให้เธอถูกฟ้องร้องจากบุคคลระดับรัฐมนตรี คือการติดตามประเด็นเรื่องการอพยพของแรงงานเก็บเบอร์รีป่าในฟินแลนด์ ที่ว่ากันว่ามีรายได้งามถึงหลักแสนบาท ทว่าเมื่อเธอและทีมงานร่วมกันติดตามประเด็นนี้ กลับพบว่าในกระบวนการรับสมัครแรงงานไปเก็บเบอร์รีนั้นเต็มไปด้วยการหลอกลวงและละเมิดสิทธิแรงงาน โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเกี่ยวข้องด้วย และหลังจากติดตามประเด็นนานราว 3 ปี เธอและทีมงานจึงตัดสินใจนำข้อมูลและฟุตเทจที่มีมาทำเป็นสารคดี
“พอเราตามมาเรื่อยๆ เราก็เพิ่งรู้จากศาลฟินแลนด์ว่า วันที่ 5 กันยายน ปีที่แล้ว มีการตัดสินว่าบริษัทในประเทศไทย มีการหลอกลวงคนงานในลักษณะการค้ามนุษย์ ซึ่งศาลฟินแลนด์ของแลปป์แลนด์ตัดสินให้จำคุกนายหน้าคนไทย 3 ปี และจำคุกซีอีโอของบริษัทใหญ่ของฟินแลนด์ 3 ปี 6 เดือน แล้วก็ต้องชดเชยค่าใช้จ่ายให้แรงงานไทย คดีแรก 22 ล้านบาท แล้วก็มีคดีอื่นอีกเต็มไปหมดเลย คือมีแรงงานที่รอขึ้นศาล แล้วก็รัฐบาลให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการขึ้นศาล 700 คน นี่เฉพาะที่ฟินแลนด์นะ”
หทัยรัตน์เล่าว่า การเก็บเบอร์รีป่าเดิมเป็นประเพณีของฟินแลนด์และสวีเดน ซึ่งเก็บมาบริโภคในครัวเรือนราว 10% ขณะที่การเก็บเบอร์รีเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารจะใช้แรงงานจากรัสเซียและยูเครนเป็นหลัก แต่เมื่อเกิดสงครามก็ขาดแคลนแรงงานเหล่านี้ นอกจากนี้ แรงงานเก็บเบอร์รีจากประเทศไทยยังมีที่มาจากชาวไทยที่แต่งงานกับชาวฟินแลนด์ และชักชวนญาติพี่น้องจากประเทศไทยเดินทางไปเก็บเบอร์รีป่ามาขายในซูเปอร์มาร์เก็ตและตลาด จนกระทั่งภายหลังเกิดการชักชวนแบบปากต่อปาก ซึ่งเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยและภาคเอกชนเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการส่งออกแรงงานในที่สุด
“เบอร์รีป่ามันเป็นพืชป่า ไม่ใช่ปลูกในฟาร์ม แม้กระทั่งปลูกในฟาร์ม ถ้าไม่รู้วิธีเก็บ ก็เก็บได้ไม่เร็ว ดังนั้นก็คือว่า บางคนไปก็ได้ บางคนไปก็ไม่ได้ บางคนกลับมานี่ได้สามร้อยยูโร ประมาณหมื่นบาท สามเดือนได้หมื่นบาท บางคนติดลบด้วยซ้ำไป เพราะว่าเอกชนที่ชวนไปไม่ได้ชี้แจงว่ามันมีค่าอะไรบ้าง บางปีไปเยอะมาก เป็นหมื่นคน พอไปหมื่นคน ได้คนละหย่อมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดังนั้น สถานการณ์ของการเก็บเบอร์รีป่ามันเป็นอย่างนี้”
จากการค้นคว้าข้อมูลในกรณีอื่นๆ พบว่ามีแรงงานเก็บเบอร์รีที่กลับมาประเทศไทย และติดหนี้สินจนกระทั่งฆ่าตัวตาย เพราะฉะนั้น สิ่งที่หทัยรัตน์มองว่าสื่อมวลชนและสังคมต้องช่วยกันติดตามก็คือ ทำอย่างไรให้แรงงานเหล่านี้ได้รับเงินชดเชยเพื่อมาใช้หนี้ที่กู้ยืมก่อนไปต่างประเทศ นอกเหนือจากเรื่องสิทธิแรงงานและการค้ามนุษย์
“เราผลิตสื่อเป็นภาษาอังกฤษด้วย มันก็เลยเกิดผลกระทบ บางชิ้นถูกนำไปแปลเป็นภาษาฟินนิช เลยทำให้เกิดผลว่า จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่เพียงคนในประเทศไทยเท่านั้นที่รับรู้ คนที่อ่านภาษาอังกฤษเขาก็รับรู้เช่นกันว่า ไม่เพียงแต่เรื่องการค้ามนุษย์เท่านั้นที่เกิดขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์และประเทศสวีเดน แต่ต้นทางมันคือประเทศไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องมีส่วนร่วม เพราะว่ามันผิดกฎหมายไปหมดเลย”

“การที่เขาฟ้องร้องพวกเรา อย่างหนึ่งก็คือต้องการให้พวกเราหยุดทำงาน แต่พวกเรามีหลักฐานไง เรามีหลักฐานที่อยู่ต่างประเทศ เรามีหลักฐานในศาลฟินแลนด์ การที่เราถูกฟ้อง เราเลยไม่กลัว มันทำให้เรารู้สึกว่า การค้ามนุษย์อย่างน้อยคุณต้องชดเชยค่าเสียหายให้เขานะ เพราะคุณเอาแรงงานเขาไปใช้ฟรีๆ บางรายอาจจะเรียกว่าแรงงานทาสก็ได้ คือหน่วยงานรัฐต้องมาเยียวยา”
กรณีการฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาทจากการติดตามเรื่องแรงงานเก็บเบอร์รีไม่ใช่การคุกคามโดยรัฐครั้งแรกที่หทัยรัตน์เผชิญ เพราะเมื่อปี 2561 ในการลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีบังคับสูญหายเจ้าหน้าที่องค์กรท้องถิ่น ใน อ. รือเสาะ จ. นราธิวาส โดยมีผู้พบเห็นว่าผู้ที่ก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งโดยทั่วไป กรณีบังคับสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อผ่านการพิสูจน์ข้อเท็จจริงแล้ว ครอบครัวผู้สูญหายจะต้องได้รับเงินชดเชยเยียวยาราว 7 ล้านบาท ทว่าในกรณีนี้ ครอบครัวกลับได้รับเงินชดเชยเยียวยาเพียง 6 – 7 แสนบาทเท่านั้น
“พวกพี่ก็ไปสัมภาษณ์ครอบครัวเขา แล้วก็พาเขาไปที่สถานีตำรวจรือเสาะ ปรากฏว่า พอเราไปตามให้ ตำรวจก็บอกว่าเลิกติดตามคดีแล้ว”
“หลังจากนั้นเราก็ไปสัมภาษณ์นายอำเภอรือเสาะ ปรากฏว่าเขาก็สั่งให้ทีมงานของเราออกไป แล้วเขาก็เอาผู้ชาย 4 – 5 คน มาล้อมเราในห้องนายอำเภอ แล้วเขาก็เปิดฉากประมาณว่า ผมน่ะเกิดที่นี่ ผมมีเพื่อนเป็นมุสลิมจำนวนมาก แล้วก็กล่าวหาว่าองค์กรเราสนับสนุนโจรใต้ พวกคุณทำงานให้โจรใต้ เมื่อไรคุณจะเลิกทำงานแบบนี้สักที แล้วด้วยความที่เอาผู้ชายมาล้อมเรา เราก็เกร็งแล้ว ทีนี้เขาก็พูดอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้พี่จะอ้วก แล้วก็อยากจะหายไปจากโลกนี้ ก็คือว่า ‘ถ้าคุณยังตามเคสนี้อยู่ คุณจะเป็นรายต่อไป’”
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น หทัยรัตน์นอนไม่หลับ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน และรู้สึกอยากจะหายไปจากโลก จิตแพทย์วินิจฉัยว่า เธอมีอาการเครียดหลังเผชิญสถานการณ์รุนแรง หรือ PTSD ซึ่งทำให้เธอลาออกจากงานเพื่อรักษาตัว ก่อนมารับหน้าที่ดูแลกองบรรณาธิการเดอะ อีสาน เรคคอร์ด ในที่สุด
“พอเราไปอยู่อีสาน ด้วยความที่เดอะ อีสาน เรคคอร์ด มันอิสระมาก เราก็ทำข่าวแบบไม่มีลิมิตเลย เราก็ทะลุเพดานไปพร้อมกับนักกิจกรรมทางการเมือง หลังจากนั้น สามีเราก็ถูกเพิกถอนวีซ่า และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาติดตาม จนเราต้องติดกล้องวงจรปิด คือตำรวจ ทหาร กอ.รมน. มาเยี่ยมที่ออฟฟิศประจำ เหมือนจะมาดูว่าพวกเราทำอะไร แต่เราก็ไม่ได้กลัวไง เพราะว่าเราอยู่ในที่สว่าง”
ในฐานะอดีตนักข่าวการเมืองที่ยังพอมีสายสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่รัฐอยู่บ้าง หทัยรัตน์ตัดสินใจนัดพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงคนหนึ่ง และเขาขอร้องให้เธอเลิกรายงานข่าวในประเด็นมาตรา 112

“เราเป็นคนไม่ยอมอยู่แล้ว เลยบอกว่า ‘ขอคิดดูก่อนได้ไหมคะ’ เขาก็บอกว่า ‘ดังนั้น เราก็เป็นศัตรูกันตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และพี่จะทำลายเธอทุกวิถีทาง ไม่ให้เธอมีที่ยืนในสังคม และสามีของเธอก็จะถูกเตะออกนอกประเทศ เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้’”
หทัยรัตน์บอกว่า อาการ PTSD ของเธอหวนกลับมาอีกครั้ง แต่สิ่งที่เธอโกรธตัวเองมากที่สุดคือวันนั้นเธอไม่ได้อัดเสียงการข่มขู่นั้นไว้ จนกระทั่ง 3 วันต่อมา ทีมงานของเธอรายงานข่าวการแสดงออกทางการเมืองอีกครั้ง เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวจึงโทรมาต่อว่าเธอ
“เราก็ผวาเลย ก็รีบเขียนรายงานถึงองค์กรและกระทรวงต่างๆ แล้วก็เขียนบันทึกทุกอย่างส่งไปให้สำนักข่าวที่เพื่อนเราทำงานอยู่ บอกว่าอย่างน้อยถ้าเกิดอะไรขึ้น นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉัน แล้วเราก็รีบเขียนหนังสือ ‘กว่าจะเป็นนักข่าวในลิสต์ IO’ ภายใน 3 วัน เพราะเราคิดว่ากูตายแน่ กูต้องเอาออกจากตัวเอง”
ด้วยเหตุนี้ การฟ้องปิดปากในกรณีแรงงานเก็บเบอร์รีจึงนับว่าไม่หนักหนาสาหัสนัก เมื่อเทียบกับกรณีที่ผ่านมา อีกทั้งหทัยรัตน์ยังผ่านกระบวนการรักษาทางการแพทย์ และทำงานภายในกับตัวเองมาอย่างยาวนานพอสมควร
“วันหนึ่งคนถามเราว่า ถ้าหากว่าแพ้คดีนี้จะทำอย่างไร เราบอกว่าก็ติดคุกน่ะ แต่เราก็คงคิดถึงหมามาก สิ่งที่เรากลัวคือเราคงจะคิดถึงสิ่งที่พี่รัก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สัตว์เลี้ยงที่เรารัก คือเราไม่รู้ว่าเรากลัวอะไรแล้ว เพราะว่ามันผ่านมาเยอะแล้ว มันผ่านเส้นตายไม่รู้กี่รอบแล้ว เส้นยาแดงผ่าแปดมากี่ครั้งแล้วเราก็รอดมาได้”
“สิ่งที่เราคุยกับสามีตลอดเวลาก็คือว่า เราใช้ชีวิตของตัวเองให้เหมือนกับเป็นวันสุดท้ายของชีวิต ฉันทำดีที่สุดเท่าที่ฉันทำได้ ฉันไม่มีอะไรติดค้างแล้ว เพราะว่าฉันคิดว่าฉันทำดีที่สุดเท่าที่ฉันทำได้”
“เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง”
หลังจากฟังประสบการณ์สุดทรหดของนักข่าวผู้นี้จบ คำถามหนึ่งที่เราสงสัยคือ “คุณต้องการอะไรจากการเกาะติดประเด็นเหล่านี้ชนิดกัดไม่ปล่อย”
“เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง กรณีที่รือเสาะ อย่างน้อยสามีเขาตาย ก็ขอให้รู้หน่อยว่าศพอยู่ที่ไหน แล้วก็ถ้าไม่มีศพ เขาควรได้รับการชดเชย แล้วสิ่งที่เรามุ่งหวังก็คือว่า อย่ามีเคสต่อไปได้ไหม”
จากการลงพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง หทัยรัตน์กล่าวอย่างหนักแน่นว่า เธออยากเห็นสันติภาพในพื้นที่แห่งนี้ และหากเธอยังสบายดี เธอก็จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป จนกว่าจะเห็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สงบสุข และเธอจะเป็นส่วนหนึ่งของสันติภาพนั้น
“เราอุทิศชีวิตให้วารสารศาสตร์ เพราะเรารู้สึกว่าการที่มีนักข่าวที่เข้มแข็ง กล้าหาญ มันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราสอนกัน ไม่ว่าจะในห้องเรียนหรือในห้องข่าวว่าไม่มีข่าวไหนที่เราควรเอาชีวิตเข้าแลก พี่ไม่เคยเชื่อเลย จริงๆ ก็เชื่อแหละ แต่เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เราก็กัดไม่ปล่อยไง เราอยากเห็นว่าวันหนึ่งคนที่กระทำความผิดจะได้รับโทษ” หทัยรัตน์สรุป






