“ยุติการสอบสวน” กรณีบังคับสูญหายชัชชาญ-ไกรเดช: ความล้มเหลวซ้ำซากของรัฐในการปกป้องสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 แจ้งการยุติการสืบสวนคดีบังคับสูญหายและฆาตกรรมชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ “สหายภูชนะ” และไกรเดช ลือเลิศ หรือ “สหายกาสะลอง” สองนักกิจกรรมทางการเมือง ผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศลาว หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ซึ่งต่อมาหายตัวไปและถูกพบเป็นศพในแม่น้ำโขง เมื่อปี 2561 โดยเชื่อว่าอาจมีการกระทำทรมาน รวมทั้งอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐไทยเกี่ยวข้องกับกรณีนี้

ในหนังสือของ DSI ระบุถึงสาเหตุของการยุติการสืบสวนว่า กรณีที่ชัชชาญและไกรเดชเสียชีวิตและพบศพเมื่อ พ.ศ. 2561 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จึงไม่มีผลย้อนกลับมาใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 นอกจากนี้ เมื่อพบศพและยืนยันแล้วว่าผู้เสียชีวิตคือชัชชาญและไกรเดช ทำให้สถานะการเป็นบุคคลสูญหายสิ้นสุดลง ไม่ถือว่าเป็นไปตามมาตรา 10 นอกจากนี้ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำทรมานตามมาตรา 5 หรือกระทำการโหดร้ายตามมาตรา 6 ไม่ปรากฏว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงมีคำสั่งยุติการสืบสวน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของชัชชาญและไกรเดชได้ยื่นเรื่องขอให้ DSI รับคดีของทั้งคู่เป็นคดีพิเศษ โดยให้เหตุผลว่า คดีนี้เป็นคดีฆาตกรรมที่ทารุณ โหดร้าย มีลักษณะการปกปิด อำพรางศพ และอาจมีผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้อง จึงควรเข้าเงื่อนไขเป็นคดีพิเศษของ DSI ที่จะรับสืบสวนสอบสวนได้ ทว่า DSI กลับสั่งยุติการสืบสวน โดยให้เหตุผลเพียงว่าไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

เมื่อหน่วยงานรัฐพร้อมใจกันยุติคดี

หนังสือแจ้งการยุติการสืบสวนคดีบังคับสูญหายชัชชาญและไกรเดชจาก DSI ไม่ใช่ฉบับแรกที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้งคู่ได้รับ เพราะก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ธาตุพนม ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนคดี ได้แจ้งยุติการสืบสวนคดีของชัชชาญและไกรเดช เนื่องจากไม่พบเบาะแสเพิ่มเติมที่จะดำเนินการต่อ ต่อมา ครอบครัวของชัชชาญและไกรเดชได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ในพื้นที่ของตนเอง และในวันที่ 8 มกราคม 2567 สำนักงานอัยการสูงสุดก็ได้มีหนังสือแจ้งการยุติการสอบสวน กรณีของชัชชาญ โดยให้เหตุผลว่ากรณีการบังคับสูญหายชัชชาญเกิดขึ้นสำเร็จก่อน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บังคับใช้ พนักงานอัยการจึงไม่เป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนและรับผิดชอบ เมื่อพนักงานอัยการไม่มีอำนาจสอบสวน ย่อมไม่มีอำนาจรับคำร้องทุกข์ จึงมีคำสั่งยุติเรื่อง

ต่อมาในวันที่ 24 มีนาคม 2568 ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย จังหวัดเชียงราย มีหนังสือแจ้งผลการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม กรณีการบังคับสูญหายไกรเดช ระบุว่า ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ว่ากรณีการเสียชีวิตของไกรเดช เป็นการกระทำให้บุคคลสูญหาย ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 7 จึงมีคำสั่งยุติเรื่อง

กรกฎาคม 2568 บุตรชายของชัชชาญส่งหนังสือโต้แย้งคำสั่งพนักงานอัยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่สั่งยุติการสืบสวนสอบสวน และร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือตอบกลับการโต้แย้งของบุตรชายของชัชชาญว่า “อัยการสูงสุดมีความเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่มีเหตุให้รับเรื่องขอความเป็นธรรมของก่อการไว้พิจารณา จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงความเห็นและคำสั่งเดิม และมีคำสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมของผู้ร้อง”

นอกจากนี้ หนังสือตอบกลับจากสำนักงานอัยการสูงสุดยังระบุว่า กรณีของชัชชาญเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะบังคับใช้ พนักงานอัยการจึงไม่เป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนและรับผิดชอบตามกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งถือว่าได้มีการดำเนินการสืบสวนจนปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าชัชชาญได้ถึงแก่ความตายแล้ว ตามมาตรา 10 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยมีหลักฐานอันน่าเชื่อว่าชัชชาญถึงแก่ความตายโดยผลจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ซึ่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรธาตุพนมได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีนี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม บุตรชายของชัชชาญกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีหน่วยงานรัฐใดชี้แจงกับครอบครัวได้ถึงรายละเอียดและพฤติการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายดังกล่าว โดยเฉพาะในประเด็นที่อ้างว่า ชัชชาญเสียชีวิตจากการกระทำของบุคคลอื่น ครอบครัวก็ไม่เคยได้รับแจ้งรายละเอียดหรือหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ากรณีนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง เนื่องจากที่ผ่านมาชัชชาญไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใด นอกจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติ (คสช.) ที่ยังมีการส่งเจ้าหน้าที่รัฐมาติดตาม คุกคามชัชชาญ กับพวกตลอดหลายปีที่ผ่านมา

พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กฎหมายใหม่ที่บังคับใช้ไม่ได้จริง?

พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เป็นกฎหมายที่อนุวัติการมาจากอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment – CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance – CED) ซึ่งไทยได้ลงนามไว้ โดยเฉพาะ CED ที่มีหลักการในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหายว่า ความผิดลักษณะนี้ เป็น “ความผิดต่อเนื่อง” (continuous crime) ที่รัฐมีหน้าที่มีอำนาจดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดอยู่เสมอ เพราะการกระทำบังคับบุคคลให้สูญหายยังคงเป็นความผิดอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ในมาตรา 43 ประกอบมาตรา 10 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยังระบุด้วยว่า ในคดีความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งให้รวมถึงการกระทำให้บุคคลสูญหายก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับโดยอนุโลม จะต้องดำเนินการ 1) สืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้น ถึงแก่ความตายและ 2) ทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เพราะฉะนั้น ในกรณีของชัชชาญและไกรเดช แม้จะพบว่าเสียชีวิตแล้ว ก็ยังจะต้องสืบสวนสอบสวนต่อไปให้ทราบถึงรายละเอียดการบังคับสูญหาย รู้ตัวผู้กระทำผิดให้ครบตามที่กฎหมายบัญญัติและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสิทธิในการรู้ความจริงของครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ทั้งพฤติการณ์เกี่ยวกับการบังคับสูญหาย ความคืบหน้าและผลการสืบสวน รวมถึงชะตากรรมของผู้ถูกสูญหายที่จะต้องทำให้กระจ่างชัด

อีกปัญหาหนึ่งที่พบในการยุติการสอบสวนกรณีของชัชชาญและไกรเดช คือการตีความของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยอ้างหลักการตีความตามกฎหมายอาญา ที่ต้อง “เคร่งครัดและชัดเจน” รวมทั้งต้องครบองค์ประกอบตามมาตรา 7 เท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงจะดำเนินการสืบสวนสอบสวน แสวงหาข้อเท็จจริงได้ ส่งผลให้คดีบังคับสูญหายทุกคดีต้องยุติลง ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่สามารถระบุตัวเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดได้ หรือไม่สามารถพิสูจน์ให้ชัดเจนได้ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทั้งยังให้เหตุผลว่า ผู้เสียหายหรือผู้กล่าวโทษไม่สามารถหาพยานหลักฐานที่สามารถระบุตัวเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดได้ ซึ่งเป็นการผลักภาระให้กับครอบครัวผู้เสียหายในการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ขณะที่ธรรมชาติของการบังคับสูญหาย คือการลบทั้งตัวบุคคลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อไม่ให้สืบสาวจนพบตัวผู้กระทำความผิดได้

เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาในหลักการความผิดต่อเนื่อง เป้าหมายการสืบสวนที่ต้องรู้ชะตากรรมว่าผู้สูญหายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือพบหลักฐานที่น่าเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว ทราบรายละเอียดการกระทำผิด และทราบตัวผู้กระทำผิด  เราพบว่า แม้จะทราบว่าชัชชาญและไกรเดชเสียชีวิตแล้ว แต่ก็ยังมีคำถามอีกหลายประการที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการสืบสวนสอบสวนยังไม่อาจให้คำตอบต่อผู้สูญเสียได้ นอกจากนี้ การใช้ความไม่รู้หรือการไม่สามารถแสวงหาพยานหลักฐานได้อย่างเพียงพอ เพื่อมาเป็นเหตุผลในการยุติการสอบสวน อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และหากรัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคน รัฐจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงหน้าที่นี้ เพียงเพราะมองว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจ หรืออนุสัญญาระหว่างประเทศไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับในประเทศไทย 

การบังคับสูญหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งภายใต้รัฐบาลที่ใช้อำนาจในการปิดปากประชาชน ทั้งยังสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการคิดต่างและการแสดงออกทางการเมืองผ่านวิธี “เชือดไก่ให้ลิงดู” และปกปิดความจริงไม่ให้ครอบครัวของผู้สูญหายและสังคมได้รับทราบ  เพราะฉะนั้น การยุติคดีบังคับสูญหายและฆาตกรรมชัชชาญและไกรเดช จึงไม่เพียงสะท้อนให้เห็นความพยายามในการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของคนในสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็น “ความล้มเหลวซ้ำซาก” ของเจ้าหน้าที่รัฐในการยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของผู้มีอำนาจ และเป็นความล้มเหลวในการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกคน

ในงานครบรอบ 3 ปี การบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บุตรชายของชัชชาญได้สะท้อนความในใจในฐานะผู้สูญเสีย ไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่มาร่วมงานในวันนั้นว่า

“…คำถามที่ผมอยากถามคือ ทุกท่านที่ฟังคิดว่าเรื่องนี้ใครเป็นเหยื่อ ตัวผม ตัวพ่อ แม่ อีกหลายคนที่รอลูกชายกลับไปกินข้าวที่บ้าน ภรรยาอีกหลายคนที่รอสามีกลับไป เพื่อนที่รอเพื่อนกลับมา จะเป็นพี่น้องหรือใครก็แล้วแต่ มันรวมไปถึงมนุษย์คนหนึ่งที่ลงมือฆ่าคนหนึ่ง คว้านท้อง ควักเอาเครื่องในออก เอาเสายัดกลับเข้าไป เย็บปิด และถ่วงน้ำ”

“ผมคิดว่าเรามีทางเลือก วันหนึ่งเราจะเจอทางเลือกของเราเสมอว่าเราจะเลือกทำในสิ่งที่ง่าย โดยการปิดตาข้างหนึ่งก้มหน้าก้มตาทำงานของเราต่อไป ไม่อยากจะมีปัญหา ไม่อยากจะเสี่ยง หรือเราจะเปิดตาทั้งสองข้าง เงยหน้าขึ้นมาและทำสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อหยุดวงจรเหยื่อนี้ เพราะผมคิดว่าเราทุกคนเป็นเหยื่อร่วมกัน”

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts