พิพิธภัณฑ์สามัญชน: ต่อสู้เพื่อจดจำกับความทรงจำที่เปราะบางบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ความทรงจำของคนธรรมดา หลายครั้งถูกมองเป็นเรื่องปัจเจก ยิ่งพวกเขาเป็นคนเดินเท้า มีชีวิตที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้มีอำนาจหรือชื่อเสียงใดๆ ในสังคม แต่หากปะติดปะต่อภาพความทรงจำของพวกเขาเหล่านั้นรวมกัน เรื่องราว ความหวัง และความฝันของพวกเขาต่อความเป็นไปของสังคมอาจกลายเป็นภาพใหญ่ตอนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ 

หลายครั้ง ความทรงจำของคนธรรมดา อาจไม่ถูกมองเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของสังคมภาพใหญ่ แต่ “พิพิธภัณฑ์สามัญชน” มองว่าความทรงจำของคนตัวเล็กๆ ในการเมืองภาพใหญ่นั้นสำคัญยิ่งที่จะจดจำ แม้จะเปราะบางเพียงใด ก็คุ้มค่าที่จะเก็บเป็นหลักฐานไว้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น และหวังว่าวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้อาจนำไปสู่การสร้างความทรงจำร่วมของสังคมที่จะจดจำเสียงทางเลือกเหล่านี้เข้าไปในหน้าประวัติศาสตร์และเรียนรู้ร่วมกัน เพราะความทรงจำไม่ได้อยู่แต่ในอดีต ความทรงจำไม่ได้หยุดนิ่งแต่มีพลวัต ความทรงจำมีทั้งของคนตัวเล็ก-ใหญ่ ความทรงจำไม่ได้เป็นของใคร แต่ความทรงจำร่วมกันของสังคมเป็นของเราทุกคน 

‘บันทึก – ปะติดปะต่อ’ ความทรงจำของการเคลื่อนไหว

พิพิธภัณฑ์สามัญชน เริ่มต้นขึ้นจากความสนใจส่วนตัวของ “อานนท์ ชวาลาวัณย์” ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชน ที่ขณะนั้นทำงานอยู่กับ iLaw ในฐานะคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในภาคประชาสังคม แต่มีงานอดิเรกเป็นนักสะสม อานนท์สังเกตว่าการทำงานของภาคประชาสังคมรวมถึงกลุ่มขบวนการรณรงค์เคลื่อนไหวต่างๆ มักไม่ทันได้มีโอกาสนึกถึงการบันทึกและจัดเก็บความทรงจำในสิ่งที่พวกเขาได้ผลักดันหรือเรียกร้องอย่างเป็นระบบนัก  อานนท์จึงเกิดความสนใจในการตามเก็บวัตถุความทรงจำตามม็อบที่ถูกมองว่าเป็น ‘สีสันของขบวน’ ที่มาแล้วหายไป แต่เขามองว่ามันคือประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึก 

“เริ่มจากม็อบเพราะเราอยู่ ilaw ไปตามม๊อบต่างๆ แต่ละม็อบจะมีของกุ๊กกิ๊กๆ ที่เรารู้สึกเป็นสีสันของขบวน เลยมาคิดต่อว่าทำไมไม่เคยมีใครเก็บรวบรวมอะไรพวกนี้ ตัวเราเองเป็นคนชอบสะสมของ ส่วนตัวสะสมแบงก์ หลังๆ แผ่นเสียง เป็นคนชอบสะสมเลยรู้สึกว่าคอลเลคชั่นพวกนี้ก็มีความน่าสะสม ยังไม่มีใครทำ ซึ่งอาจเป็นเพราะคนรู้สึกว่ามันไม่มีค่าหรือเปล่าไม่แน่ใจ”

การเก็บสะสมของ ทำฐานข้อมูล หรือทำพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ อานนท์ได้เห็นมาบ้างผ่านตัวอย่างจากเพื่อนๆ ในหลายประเทศ อย่างไรก็ตามในบริบทประเทศไทยแล้ว การบันทึกและจดจำของภาคประชาสังคม เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงนัก

“มุมที่ภาคประชาสังคมไทยอาจจะยังขาดคือเราว่าเรามองข้าวของเหล่านี้ในฐานะ Campaign Material (วัตถุเพื่อการรณรงค์ – ผู้เขียน) ใช้งานหนึ่งแล้วจบลงไป แต่ไม่ได้เคยเอามามันต่อจุด ในฐานะเป็นภาพใหญ่ทางประวัติศาสตร์ เลยคิดว่าไม่มีใครเริ่ม เราเริ่มแล้วกัน”

ความสนุกของ Collector หรือนักสะสมจึงเริ่มต้นขึ้นจากความสนใจล้วนๆ อานนท์เริ่มเปิดเพจตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งในตอนนั้นยังเน้นการสะสมโปสการ์ด ก่อนที่เพจจะเริ่มขยับขยาย พอจะมีคนรู้จักบ้าง ในราวปี 2563 – 2564 อานนท์จึงแยกตัวจาก iLaw มาทำโปรเจ็กต์เล็กๆ ของตนเต็มตัว ก่อนองค์กรจะค่อยขยายออกเป็นทีมทำงานขนาดกะทัดรัด นั่งทำงานอยู่ในห้องเดียวกันที่มีทั้งโต๊ะนั่งทำงาน เครื่องเล่นแผ่นเสียง โปสเตอร์และภาพงานศิลปะแปะเรียงรายบนผนัง มุมชั้นหนังสือที่เรียงประเภทและเรียงตามตัวอักษรอย่างเป็นระบบ ไฟสตูดิโอถูกวางแทรกตามจุดของห้องทำงานและข้าวของจำนวนหนึ่งที่จัดเก็บใส่กล่อง บ้างอยู่ในถุงซิปล็อกพร้อมกับถุงกันความชื้นปนเปกันไป  

แท้จริงแล้วที่มาของชื่อพิพิธภัณฑ์สามัญชน มาจากความตั้งใจที่ต้องการจะบันทึกเรื่องราวการเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มต่างๆ ในหลากหลายประเด็นที่เคยเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม อานนท์สะท้อนว่าปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ยังมีข้อจำกัดและกำลังโดยเฉพาะในการบันทึกเรื่องราวของท้องถิ่น นั่นทำให้ในปัจจุบันงานของพิพิธภัณฑ์ยังคงโฟกัสอยู่ที่ประเด็นการเมืองในพื้นที่ส่วนกลางอย่างกรุงเทพ

“ชื่อของเราคือ พิพิธภัณฑ์สามัญชน แต่ถ้าดูคอลเลคชั่น เอาเข้าจริงก็มีเฉพาะของขบวนที่กรุงเทพเป็นหลัก  80% มันก็เลยอาจจะยัง ฝันตอนแรกที่เราเหมือนอยากจะเป็นแหล่งรวมข้าวของของการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน แต่สุดท้ายด้วยข้อจำกัด มันก็เลยจำกัดอยู่ที่การเคลื่อนไหวประเด็นทางการเมืองโครงสร้างในกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งข้อจำกัดในการเข้าถึงขบวนอื่นๆ”

ความตั้งใจของพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้เลือกที่จะเก็บเรื่องราวของฝั่งใดโดยเฉพาะ เพียงแต่ข้อจำกัดประการหนึ่งคือ การเข้าถึงของและข้อมูลจากคนที่อาจมองว่าอยู่กันคนละฝั่งกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน หรือในบางครั้งเป็นคนละกลุ่มที่แยกเส้นทางเดินกัน อานนท์และทีมยังมองว่าการจดจำและการขับเคลื่อนยังคงไปด้วยกันได้ พวกเขาอยากบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทุกปรากฏการณ์ ทุกการชุมนุมไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มใด หากเห็นด้วยก็อาจจะมีการไปร่วมสนับสนุนตามแนวทางของตน ไม่ว่าอย่างไร หน้าที่สำคัญของการทำงานคือการสร้างพื้นที่ให้กับตัวละครที่อาจจะไม่ได้ถูกให้พื้นที่เท่าที่ควรในการจดจำและรับรู้กันภายในสังคม

“เราพยายามจะเก็บจากทุกๆ ฝ่าย เพียงแต่การวางเส้นเรื่อง ถ้าเป็นคนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งก็คงจะบอกว่าเอียง ก็ไม่เถียง เพราะเราเชื่อว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มันไม่ได้มีหนึ่งเดียว มันไม่ได้โคนัน มันมีหลายส่วน เรื่องเล่ามีหลายแบบ คนหนึ่งเล่าแบบหนึ่ง อีกคนเล่าแบบหนึ่ง เราก็ถือว่าให้เราเป็นเสียงทางเลือกแล้วกัน”

“ขอเป็นคนที่เล่าเรื่องในอีกแบบหนึ่ง แล้วผู้รับสารก็ไปตัดสินใจเอาเอง เราไม่สามารถตัดสินใจแทนใครได้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการให้พื้นที่ตัวละครที่อาจจะไม่ได้ถูกให้พื้นที่เท่าที่ควร”

“โน้ต” หนึ่งในทีมงานของพิพิธภัณ์กล่าวเสริมถึงแนวทางการทำงาน

 “ถ้าเป็นที่ผ่านๆ มา ผมรู้สึกว่าถ้าเป็นงานที่ตรงกับอุดมการณ์อะไรบางอย่างของเรา เราก็อาจจะไปร่วมกิจกรรมในฐานะผู้จัดกิจกรรม ผู้ร่วมจัดด้วยเลย แต่ในบางกิจกรรมที่เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วย เราก็ไม่ได้ไปร่วมจัดตรงนั้น ซึ่งแน่นอนเขาไม่เชิญเราไปจัดอยู่แล้ว แต่เราก็จะไปดู ไปสังเกตการณ์ ไปเก็บข้อมูล เก็บรวบรวมข้าวของ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น”

อานนท์ยกตัวอย่างโปรเจ็กต์ใหม่ที่เขากำลังทำเกี่ยวกับการรำลึกเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 กับการบันทึกและรำลึกถึงเสียงที่สังคมอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน

“โปรเจ็กต์ที่กำลังทำตอนนี้และคิดว่าน่าจะจบประมาณปลายปีนี้ คือเรื่องเสียงของอดีตสหาย เวลาเราไปงาน 6 ตุลา ความรู้ความเข้าใจของคนบางาส่วนที่มา ที่เป็นคนนอกแวดวง อาจเข้าใจว่าคอมมิวนิสต์คือนักศึกษาเท่านั้น แต่จริงๆ ไม่ใช่ มันมีเสียงของคนบางกลุ่มซึ่งรู้จักกับพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่นักศึกษาทำไรอยู่ก็ไม่รู้ด้วย”

อานนท์ได้แรงบันดาลใจจากการไปชมพิพิธภัณฑ์ที่มาเลเซียซึ่งบอกเล่าประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศที่เขารู้สึกว่าอย่างน้อยมีการบันทึกข้อมูลไว้ในหลายมุม ซึ่งดีกว่าการลบทิ้งออกไปเสมือนไม่เคยมีอยู่ซึ่งอาจจะทำให้สังคมไม่สามารถตระหนักถึงปัญหาที่เกิดและเรียนรู้บทเรียนร่วมกันได้

“ครั้งหนึ่งผมไปดูพิพิธภัณฑ์ที่มาเลเซีย เขาก็มีหุ่นจำลอง มีเรื่องเล่าพรรคคอมมิวนิสต์อยู่เซคชั่นหนึ่งเลย ผมไม่ได้อ่านละเอียดนะ แน่นอนเขาคงไม่ได้บอกว่าพรรคคอมมิวนิสต์ดี คงเป็นการวิจารณ์ แต่อย่างน้อยคุณยอมรับว่ามันเคยเกิดขึ้น แต่คุณจะเล่าจากมุมไหนก็เป็นอีกเรื่อง แต่ของเรามันเหมือนกับกระแสหลักมันถูกทำให้ลืม”

“(โปรเจ็กต์เสียงของอดีตสหาย) เราก็เลยลองไปบันทึกว่า เอาเข้าจริงคนที่ไปอยู่ตรงนั้น เขาเข้าไปด้วยเงื่อนไขอะไร แล้วเขาทำอะไร หลังจากเขาเข้าไปแล้วชื่อเขาเปลี่ยนไปไหม เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ อยากรู้ว่า เฮ้ย มันคงไม่มีมนุษย์ที่ไหนหรอกที่อยู่ๆ ไปเข้าป่าจับปืนสู้กับรัฐ มันต้องมีแรงผลักดันบางอย่าง คือมันไม่ใช่เรื่องปกติ … มันมีเงื่อนไข มีเรื่องเล่าอะไรที่ไม่ได้ถูกเล่าออกมา จริงๆ แล้วการฟังเสียงเหล่านี้อาจทำให้เรามองเรื่องของการจัดการความขัดแย้งในอนาคตได้ ว่าเขามีโอกาสสะท้อนว่าเดือดร้อนอะไรอยู่ และจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร  ตอนนั้นไม่มีพื้นที่นั้น ทางออกเดียวของเขาคือหยิบปืนมาเลย”

การทำงานกับความทรงจำที่เปราะบาง

จากการทำงานพิพิธภัณฑ์ อานนท์พบว่าการจดจำไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับคนจำ

“เรารู้สึกว่าในเรื่องของความทรงจำมีหลายอย่าง บางความทรงจำเราเลือกที่จะลืมเพราะว่าเราเจ็บปวดกับมัน”

ส่วนหนึ่งของความเปราะบางในการจดจำอาจเป็นเพราะพลวัตของสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หลายครั้งความทรงจำนั้นเปลี่ยนแปลง ซับซ้อน ชวนอึดอัด และสร้างความเจ็บปวด หลายครั้งความทรงจำจึงถูกตัดแบ่งและแยกส่วนไว้จดจำกันภายในเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

“ความทรงจำมันดูพร่าเลือนไปเรื่อยๆ คนที่มาก็น้อยลง แม้กระทั่งคนเสื้อแดงเอง บางส่วนพอมีเรื่องแนวทางไม่ตรงกัน บางทีก็อาจมีงานแยกกันจัด เหมือนกับว่าความทรงจำมีสองชุด มีสองพื้นที่ ซึ่งมันก็ไม่ผิด ไม่ใช่เรื่องผิด แต่หมายถึงว่า ในหมู่คนที่เคยสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ เคยเสี่ยงตายด้วยกันมา ต้องใช้คำว่าเสี่ยงตาย อย่างพวกแกนนำ นปช. เราคิดว่าใช้คำนั้นได้ แต่พอวันหนึ่งโลกเปลี่ยนสถานการณ์เปลี่ยน อะไรหลายๆ อย่างมันก็พร่าเลือนไป”

“(กรณีม็อบช่วงปี 2563) พอมันเป็นเรื่องการเมืองที่สุดท้ายกลายเป็นส้มแดงตีกัน คนที่สู้ร่วมกันแล้วตีกัน คุณก็อาจจะยิ่งไม่อยากจำ”

ผนวกกับโลกที่หมุนไวขึ้นเรื่อยๆ ด้วยยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลปะทะการรับรู้ของคน ผ่านมาและผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปอย่างไม่รีรอใคร ยิ่งทำให้ความทรงจำนั้นยิ่งเปราะบาง

“เรารู้สึกว่าถ้าคุณไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับมันเป็นพิเศษ เราอยู่ในยุคที่เราอาจจะลืมง่าย เพราะข้อมูลมันไหลเร็ว วันๆ รับข้อมูลต่างๆ เอาง่ายๆ ว่าคนที่ไปร่วมม็อบปี 2563 ซึ่งกี่ปีเอง 5 ปีใช่ไหม ถามว่าทุกวันนี้ความรู้สึก อารมณ์ ความฝัน อะไรหลายๆ อย่างที่คุณมี ณ วันนั้น แค่ 5 ปี มันอาจจะหายไปหมดแล้วก็ได้ อาจจะพร่าเลือนไปหมดแล้วก็ได้ ทั้งๆ ที่คุณอยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง แต่ด้วยโลกที่หมุนไหว ด้วยวิกฤตอื่นๆ เข้ามาที่ดึงความสนใจไป ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะว่าน้ำมันขึ้นเอาๆ เราจะอยู่รอดอย่างไร แล้วจะให้มาจำว่าวันนั้นเราไปวิ่งหลบแก๊สน้ำตาอยู่ตรงไหน มันก็คงยาก” 

แต่อย่างไร ในความทรงจำที่มีจำกัดก็ยังคุ้มค่าที่จะจดจำความทรงจำที่แสนเปราะบางนี้ อานนท์และทีมงานมุ่งบันทึกเรื่องราวที่อาจลื่นไหลไปตามกลุ่ม หล่นหายไปตามกาลเวลา เพื่อเป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้น 

“เพราะพื้นที่ความทรงจำเรามันมีจำกัดบางทีเราก็ลืมมันไปโดยไม่รู้ตัว  เรื่องบางเรื่องที่เราอาจจะไม่ได้รู้สึกว่ามันสลักสำคัญแล้ว แต่ว่าอย่างน้อยๆ สิ่งที่พวกเราทำกันอยู่ตรงนี้มันคือการเก็บหลักฐานว่าครั้งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้มันเคยเกิดขึ้น” 

ความหมายของการจดจำที่ต้องมากกว่าการจดจำ

เมื่อพิพิธภัณฑ์เริ่มเป็นที่รู้จัก คนที่ติดตามและเห็นความสำคัญจึงเริ่มติดต่อพิพิธภัณฑ์มาเพื่อส่งมอบของที่พวกเขามีและคิดว่าอาจเป็นประโยชน์ 

“ทุกวันนี้เราก็พยายามหาตลาดใหม่อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ยังอยู่ในลูปเดิม อยู่ในลูปเพื่อนฝูง อยู่ในลูปนักกิจกรรมที่พอจะรู้จักกันจากหน้างานอื่นอยู่แล้ว ที่ไม่ใช่หน้างานพิพิธภัณฑ์โดยตรง แต่ก็รู้สึกดีที่ช่วงหลังๆ ก็เริ่มมีคนมาติดต่อ บางทีมีคนที่ไม่รู้จักแชทมาเมื่อวาน ตลกมาก 

‘อันนี้พิพิธภัณฑ์อานนท์ นำภา หรือเปล่าคะ’ 

เราแบบฮะ! งงเลย (หัวเราะ) 

‘บอกป้ามีของจากยุคสมัยเสื้อแดงจะบริจาค’ 

อีกหนึ่งเรื่องเล่าที่อานนท์บอกว่าเป็นเรื่องที่ตนเล่ามาแล้วหลายครั้ง และยังคงจะเลือกหยิบมาเล่าอีก อาจเป็นเพราะมันคอยย้ำเตือนเขาว่าวัตถุเหล่านี้ที่พิพิธภัณฑ์มี มีค่าและมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับใครหลายๆ คน และพวกเขาเชื่อว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะนำสิ่งของนี้ไปใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์

“เคสที่ยกเป็นตัวอย่างบ่อยๆ แต่ก็จะยกอีก คือ ชามโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ มีคนจะซื้อโดยเสนอให้ราคาหลักหมื่น แล้วผมแชทไปขอ เขาก็ให้มาเลย แล้วเขาก็เขียนโน้ตมาบอกว่า ‘หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนรุ่นหลัง’ ถ้าเราไม่ทำให้คนไว้ใจเขาไม่ส่งมาให้หรอก มีคนเสนอเขาเป็นหมื่น แต่อันนี้คือส่งมาให้ฟรีเลย นั่นก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องพยายามรักษาของชิ้นนี้ไว้ เราก็เหมือนมีสัญญาใจกับคนบริจาคว่า ทุกครั้งที่มีงานเรื่อง 6 ตุลา ความรุนแรง เราจะต้องเอาสิ่งนี้ไปแสดงเพื่อให้คนเห็นว่า ครั้งหนึ่งมันเคยมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น แต่ว่าเราก็ยังหนักใจว่าเราจะรักษามันระยะยาวอย่างไร เพราะมีสนิมแล้ว เท่าที่เราคุยมาเขาบอกว่าถ้าคุณขัดสนิมแปลว่าคุณทำลายเรื่องราวของมัน เพราะชามใบนี้ถูกฝังใต้ดินมันถึงเกิดสนิม แต่คุณจะทำไงไม่ให้สนิมมันลามต่อ มันยากมาก”

“เราคิดว่าเราต้องสร้างความไว้วางใจระดับหนึ่ง องค์กรเราก็ต้องสร้างความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง เพราะในมุมของผมที่เป็นคนสะสมของเอง พอคุณสะสมแล้วคุณจะรักมัน แม้ว่าในชีวิตประจำวันคุณแทบจะไม่ได้ใช้งานมันเลยแต่ว่าเราไม่ให้ใคร มันจะเป็นเซนส์ของนักสะสม แต่ถ้าคุณจะเอาของมาให้ใคร ยกเว้นกรณีรื้อบ้านแล้วไม่มีที่เก็บหรือว่าคุณมีความทรงจำแย่ๆ การที่เขาเอามาให้เรา แปลว่าเขาต้องไว้ใจเราว่าเอาให้แล้วเรานำไปใช้งานได้ ไปทำอะไรบางอย่างแล้วเกิดประโยชน์”

แม้จะถูกจำสลับชื่อผิดฝาผิดตัวอยู่บ้าง แต่ก็อาจพูดได้ว่า พิพิธภัณฑ์สามัญชนได้รับความไว้วางใจจากหลายๆ คนจริง นั่นจึงเป็นสิ่งที่อานนท์และทีมงานพยายามจะย้ำเตือนตนเอง โดยเฉพาะในแง่ความหมายของการทำงาน ที่นอกจากการรำลึกซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่งแล้วนั้น การมองไปข้างหน้าให้การจดจำเป็นมากกว่าการจดจำ แต่เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ ให้เกิดความทรงจำร่วม และสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกันของสังคมน่าจะเป็นอีกสิ่งที่สำคัญยิ่ง

“การรำลึกมาเจอกันปีหนึ่งครั้งหนึ่ง แล้วจบ มันจะเกิดอะไรต่อไหม เราเข้าใจว่า 6 ตุลาหลังๆ เขาพยายามจะทำให้มีส่วนร่วม มีมิติอื่นๆ มากขึ้น การพูดดึงสถานการณ์ปัจจุบันมาโยงกับอดีตมากขึ้น เพื่อทำให้มันไม่ใช่แค่งานรวมญาติหรือเช็งเม้ง เหมือนที่อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล เคยพูดว่า นอกจากการรำลึกแล้วมันต้องเกิดอะไรบางอย่างต่อ ไม่งั้นมันก็จะเหมือนกับการถอดบทเรียน ถอดแล้วถอดอีกแต่ไม่นำไปสู่อะไร มันก็อาจเป็นเซนส์เดียวกันว่า ถ้าคุณรำลึกถึงคนเสื้อแดง แต่ไม่มีการไปส่งเสียงว่า อีก 4 ปี คดีจะหมดอายุความ การรำลึกมันก็ควรทำ ก็มีความหมายของมัน แต่ความหมายมันจะจำกัดมาก แล้วผลกระทบทางบวกที่จะมีต่อสังคมกับคนในวงกว้างออกไปก็จะจำกัดมาก”

อานนท์ยกตัวอย่างพลังของวัตถุที่นำไปสู่การจดจำร่วมของสังคม เป็นการจดจำที่อาจจะเรียกได้ว่านำไปสู่การปกป้องสิทธิมนุษยชนในแง่หนึ่ง คือชุดโปสเตอร์ภาพตามหาคนหาย โดยกลุ่ม Spring Movement ที่มีเอกลักษณ์ด้วยสีเหลืองเตะตาและภาพใบหน้าของผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกอุ้มหายที่อาจติดตาใครหลายๆ คนในช่วงปี 2563

“โปสเตอร์ที่กลุ่มนิสิตจุฬาฯ ตอนนั้นเรียกตัวเองว่า Spring Movement ทำ คือตอนที่เกิดกระแสวันเฉลิม เขาก็ไปขุดคุ้ยว่า ไม่ได้มีแค่วันเฉลิมที่หาย มีคนอื่นๆ ก่อนหน้านั้น คือเขารู้สึกว่าการโพสต์อะไรบางอย่างทางออนไลน์ บางทีอาจะไม่ถึงคน เขาเลยได้ไอเดียจากที่พี่หนูหริ่ง กระจกเงา ทำเพื่อตามหาคนหาย เขาก็เลยทำเซ็ตนี้ขึ้นมาแล้วก็ไปแปะตามพื้นที่สาธารณะซึ่งนี่คือการสร้างความจดจำว่าครั้งหนึ่ง คนพวกนี้มีตัวตนอยู่ แล้ววันดีคืนดีพวกเขาก็หายตัวไปด้วยเหตุผลทางการเมืองบางอย่าง โดยที่เขาหายตัวไปโดยที่เขาไม่ได้สมัครใจไป ชะตากรรมไม่รู้ คนข้างหลังเขายังมี”

“นั่นแหละ คือการจดจำ คือการบอกว่า ครั้งหนึ่งคนเหล่านี้เคยมีตัวตน เขามีครอบครัว แล้ววันหนึ่งเขาหายไป เพราะฉะนั้นนี่คือการสร้างความทรงจำร่วมของสังคม ทำให้เห็นหน้าของคนเหล่านี้ เขาคือใคร เขาหายไป นั่นคือการสร้างความตระหนักรู้” 

มองไปข้างหน้า

การทำงานสร้างความตระหนักรู้ในสังคมนั้นเป็นงานใหญ่ที่อาจเกินกำลังของคนเพียงหยิบมือ กลับกันหลายครั้งการจะเกิดความตระหนักรู้ขึ้นหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องของช่วงเวลา และกระแสของสังคมที่นำพาไป แต่ในวันใดที่สังคมเริ่มมองหาเส้นเรื่องอดีตที่ตกหล่นหรือเสียงทางเลือก อานนท์หวังว่าพวกเขาจะสามารถหาข้อมูลและหลักฐานที่จับต้องได้จากพิพิธภัณฑ์สามัญชน 

“เราเป็นเหมือนฐานข้อมูล เราก็อาจจะเล่าเรื่องเอง ผลิตข้อมูลเองบางอย่าง แต่เราอยากให้คนที่มาใช้งานของที่เราเก็บ เอาไปทำอะไรต่อ เราไม่มีปัญญาจะทำอะไรบางอย่างได้ขนาดนั้น เพราะเราเล็กมาก แต่ว่าอย่างน้อยมันก็เป็นพื้นที่ที่รวบรวมของบางอย่าง ที่เป็นเรื่องเล่าของภาคประชาชน แล้วทำให้มันยังอยู่ ส่วนการมีอยู่ของมันแล้วคนข้างหน้าเขาจะเอาไปทำอย่างไรต่อ เราก็คงบอกไม่ได้ เราคงทำอะไรไม่ได้มาก เราก็ซัพพอร์ตขบวนตามกำลังของเรา แต่ว่าเรื่องนี้บางทีมันก็ใหญ่เกินกว่าองค์กรเล็กๆ องค์กรหนึ่งจะไปตอบคำถามใหญ่ๆ ขนาดนั้นได้”

“สิ่งที่เราพยายามทำคือเมื่อวันหนึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ ความทรงจำเหล่านี้ยังอยู่  ของเหล่านี้ยังอยู่ในฐานะหลักฐานที่จะช่วยสร้างความทรงจำร่วมในสังคมว่าครั้งหนึ่งมันเคยมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ครั้งหนึ่งมันเคยมีประชาชนตัวเล็กๆ ออกมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ให้ตรงนั้นมันถูกลืมไป”

เพราะการเรียนรู้ผ่านวัตถุที่จับต้องได้จริง และน้ำเสียงเรื่องเล่าที่ถูกบันทึกจากเสียงของเจ้าของหรือผู้เกี่ยวข้องโดยตรงย่อมทรงพลังมากกว่าเพียงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากรูปภาพหรือคำบอกเล่า 

“ของบางอย่าง ถ้ามันไม่มีเรื่องเล่าประกอบ คนที่อยู่นอกวงออกไป ก็จะไม่รู้เรื่องอะไร ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเก็บ แต่พอถ้าเราได้ลองค้น ลองคุ้ย บางทีมันจะมีเรื่องเล่าหลายๆ เรื่องที่เราเอามาประกอบสร้าง ทำให้ภาพความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว หรือเหตุการณ์อะไรบางอย่างชัดขึ้นมา”

“ผมว่าวัตถุมันจะช่วยให้เรื่องเล่ามันมีพลังมากขึ้น เพราะว่าคุณไม่ต้องใช้จินตนาการ คุณเห็นเลยอยู่ตรงนี้”

นอกจากจะเป็นจิ๊กซอว์ที่ช่วยมาเติมเต็มภาพประวัติศาสตร์ การเก็บรักษาวัตถุเหล่านี้ยังให้บทเรียนแก่ผู้ที่ทำงานกับมัน สำหรับเอ (นามสมมุติ) ที่ได้ทำงานกับพิพิธภัณฑ์มาหลายปี สะท้อนว่างานนี้ทำให้ตนเห็นความสำคัญของสิ่งของต่างๆ ที่อยู่รอบตัวอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน 

“แม้แต่ของธรรมดาพวกนี้ก็สามารถเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ได้ คือ ค่อนข้างจะออกนอกกรอบความรับรู้ในอดีตที่เราเข้าใจว่าพิพิธภัณฑ์ต้องเป็นเหมือนที่สวยๆ หรูๆ…แต่ว่าของธรรมดามันก็สามารถเอามาทำเป็นเรื่องเล่า แล้วก็มีพิพิธภัณฑ์อะไรแบบนี้ได้ รู้สึกว่ามันสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้ด้วย  ส่วนเรื่องในแง่อื่นที่เป็นอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาก็เป็นเรื่องการอนุรักษ์ ไม่เคยเรียนที่ไหนมาก่อน มารู้ตอนทำงานนี่แหละว่าการอนุรักษ์มันมีการทำอะไรแบบนี้ด้วย”

โน้ต อีกหนึ่งคนทำงาน เสริมว่าการทำงานเก็บรักษานั้นท้าทายยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าเป็นการเก็บกันเองโดยคนธรรมดาที่ไม่ได้มีทรัพยากรอะไรมาก นอกจากความสนใจและความพยายาม แต่สำหรับเขา การเก็บรักษาในวันนี้คือการทำประโยชน์ให้กับวัตถุนั้นอย่างเต็มที่ที่สุด

“เราเป็นพิพิธภัณฑ์สามัญชน ทั้งในแง่การเก็บเรื่องราวของสามัญชน และเก็บโดยพวกเราที่ไม่ได้เป็นคนที่มีทรัพยากรอะไรเยอะแยะมากมาย การเก็บรักษาของพวกเราน่าจะเป็นในลักษณะแบบ จะบอกว่าบ้านๆ ก็อาจจะได้”

“ผมรู้สึกว่า ถึงจุดๆ หนึ่ง วันๆ หนึ่ง มันจะต้องมีการที่ของสิ่งนั้นเสื่อมสลายไปตามสภาพ หรือแม้แต่เรื่องความทรงจำเองผมเชื่อว่าถึงจุดหนึ่งก็คงมีวันที่คนจะลืมอะไรบางอย่างไป เพียงแต่ในช่วงที่เรายังมีเวลา หรือว่าในช่วงที่เรายังสามารถส่งต่อ สามารถบันทึก สามารถนำเรื่องราวพวกนั้น สิ่งของเหล่านั้น มาทำให้คนอื่นเห็น มาทำให้คนอื่นยังสามารถรำลึกถึงช่วงเวลานั้นๆ ได้ ผมรู้สึกว่าเราก็ทำในช่วงนั้นให้เต็มที่ที่สุด โดยที่คิดว่าถ้าสมมุติวันหนึ่งมันเสียหายไป เราก็ไม่ต้องเสียใจว่ามันหายไปแล้ว”

และสำหรับอานนท์ ผู้ก่อตั้ง แม้พื้นฐานจะเป็นนักสะสมที่หวงและห่วงของที่ตนชอบสะสมยิ่ง แต่สำหรับพิพิธภัณฑ์สามัญชนนั้นแม้จะยังต้องรักษาของอย่างดี แต่เขาหวังว่าของที่เก็บไว้จะถูกนำไปใช้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

 “พอเราฟังในมุมคนของคนที่เป็นนักอนุรักษ์จริงๆ เขาก็จะบอกว่าก็ถ่ายรูปแบบความละเอียดสูงไปโชว์สิ จะเอาของจริงไปทำไมถ้าคุณกลัวพัง เพราะเอาไปแสดงมันเป็นความเสี่ยง แต่สำหรับเราก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องแบกรับในบางกรณี เพราะว่าถ้าเก็บไว้เอาไว้แต่ในคลังแล้วโชว์แต่รูป ก็ไม่รู้จะทำทำไม”

“มุมหนึ่งการอนุรักษ์เขาก็บอกว่าต้องเก็บดีๆ ให้สัมผัสอะไรน้อยที่สุด แต่พอในมุมการทำพิพิธภัณฑ์ การทำงานแสดง ถ้าไม่เอาของจริงไปโชว์ ก็รู้สึกว่ามันไม่อิ่ม สมมุติเอารูปไปก็เหมือนกินข้าวครึ่งจาน ถ้าคุณได้เห็นของจริง นั่นแหละถึงจะอิ่ม”

เมื่อมองไปข้างหน้าถึงทิศทางขององค์กร อานนท์ยังหวังว่าองค์กรจะสามารถขยับขยายและได้ไปร่วมงานกับคนหลากหลายกลุ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาสังคม นักวิชาการ นักศึกษา คนจัดนิทรรศการ รวมถึงภาครัฐเอง แม้จะอยากเล่าเรื่องในแบบของตนเอง แต่พิพิธภัณฑ์ยังมองหาโอกาสที่จะร่วมงานกับภาคส่วนอื่นๆ หากมีองค์กรหรือหน่วยงานใดที่เห็นว่าของสะสมของพิพิธภัณฑ์จะเป็นประโยชน์ 

อานนท์เล่าถึงความสำเร็จหนึ่งที่เขายังประทับใจ จากการได้ขยับขยายไปร่วมงานกับเครือข่ายใหม่ คือการจัดงานนิทรรศการตากใบที่รัฐสภา

“มันเริ่มจากเรื่องตากใบ แล้วก็โยงมาถึงกรณีคนเสื้อแดงที่จะหมดอายุความในอีก 4 ปี รู้สึกว่าครั้งหนึ่งเราได้เอาของเหล่านี้ไปวางกลางโถงรัฐสภาเลย แต่เสียดายเป็นช่วงปิดสมัยประชุม เราอยากทำอีก เพราะเรารู้สึกว่าของที่เราเก็บมันคือเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ที่บางทีคนไม่อยากพูดถึง เพราะมันมีเรื่องของบาดแผล ความสูญเสีย ความรุนแรง เราก็พยายามจะลืมๆ ไป มูฟออนก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่เรารู้สึกมันจำเป็นที่มันควรจะไปอยู่ในพื้นที่อย่างรัฐสภา เพื่อที่ผู้แทนในสภาจะได้เห็นว่านี่คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้น อย่างที่ผมบอกว่า เรารู้อดีต เพื่อที่เราจะหาทางออกที่ดีกว่าในอนาคต ซึ่งมันก็คือหน้าที่โดยตรงของ สส. เพราะฉะนั้นครั้งนั้น สำหรับตัวผมเอง ผมรู้สึกเลยว่าครั้งนั้นมันสำเร็จ ถือเป็นความสำเร็จของผมว่าของของเราไปอยู่ในโถงรัฐสภา”

พิพิธภัณฑ์สามัญชน เกิดขึ้นโดยความสนใจของอานนท์ในฐานะนักสะสมและคนที่ทำงานในการขับเคลื่อนสังคมมาหลายปี องค์กรนี้ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเก็บและแลกเปลี่ยนความทรงจำของคนตัวเล็กๆ เอาไว้ และไม่ว่าสุดท้ายแล้ววัตถุและความทรงจำเหล่านั้นจะนำพาองค์กรไปสู่เส้นทางใด พวกเขาหวังว่าพื้นที่แห่งนี้จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในแบบฉบับของสามัญชนคนธรรมดา

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts