เมื่อสันติภาพคือปลายทาง การรายงานความจริงเพื่อมนุษยธรรมจึงเป็นหน้าที่
ภูมิภาค ‘อินโดจีน’ คือบริเวณแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตั้งอยู่ระหว่างประเทศอินเดียและจีน ประกอบไปด้วยสมาชิกอย่าง ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนมา ในทางประวัติศาสตร์ประเทศเหล่านี้ต่างส่งอิทธิพลต่อกันอย่างใกล้ชิดทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศาสนา และการเมือง สำหรับประเทศไทย เรื่องของอินโดจีนคือเรื่องที่เกี่ยวข้องระหว่างตนเองและประเทศที่เราเรียกว่า ‘เพื่อนบ้าน’ และในหลายครั้งคำว่าเพื่อนบ้านในสายตาคนไทยก็แตกเฉดปนเปไปหลายความรู้สึกทั้งบวกและลบ วนเวียนเป็นกระแสที่สอดคล้องและย้อนแย้งกันตลอดเวลา จนอาจเรียกได้ว่านั่นเป็นลักษณะสำคัญของอินโดจีนในมวลความรู้สึกของสังคมไทย
แต่ท่ามกลางกระแสสงครามเขตแดนที่ปะทุขึ้นมาใหม่ ผนวกกับสงครามกลางเมืองและปัญหาการเมืองภายในที่กลายเป็นเรื่องกระแสหลักในภูมิภาค ยิ่งทำให้เห็นว่าภายในภูมิภาคต่างรับและส่ง ผลกระทบต่อกันทั้งโดยตรงและปริยาย หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่ “สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี” สื่อมวลชนอาวุโสและนักวิชาการอิสระที่หลงใหลในอินโดจีนและใช้เวลาทั้งช่วงชีวิตการทำงานทุ่มเทให้กับเรื่องดังกล่าว อยากชี้ให้เห็นคือ การทำความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วชะตาชีวิตของคนในอินโดจีนไม่เคยหนีกันได้พ้น หรืออาจกล่าวอีกทางหนึ่งได้ว่าชะตาชีวิตของคนไทยก็ถูกผูกติดอยู่กับความเป็นไปของเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน
เมื่อสุขสันติในอินโดจีนคือความฝัน
สุภลักษณ์เป็นที่รู้จักในฐานะอดีตบรรณาธิการข่าวต่างประเทศผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิภาคอินโดจีน ความสนใจของเขาที่นำไปสู่ความเชี่ยวชาญนั้นไม่ได้มีที่มาที่ซับซ้อน สุภลักษณ์มองว่าส่วนสำคัญเป็นเรื่องความสนใจส่วนตัวของตนเอง แต่หากขยายภาพใหญ่จะเห็นได้ว่าพื้นเพชีวิตของสุภลักษณ์ในวัยเด็ก ช่วงเวลาในมหาวิทยาลัยยุคหลังป่าแตก และการทำงานข่าวที่มีสงครามและสันติภาพเป็นเทรนด์หลักภายหลังสงครามเย็น ต่างส่งอิทธิพลต่อความสนใจของสุภลักษณ์อย่างมาก
“ผมเกิดที่โคราช มีญาติอยู่ที่บุรีรัมย์ แถวละหานทราย บ้านกรวด ติดชายแดน เมื่อก่อนเขารบกันบ่อย บางทีก็ลี้ภัยไปอยู่กับบ้านที่โคราชซึ่งไม่ได้ไกลกัน บ้านกรวด ละหานทราย เสิงสาง ครบุรี โชคชัย ก็อยู่ทางนั้น ตอนนั้นยังเด็กอยู่ ผู้ใหญ่เขาก็เล่าเราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่รับรู้ว่ามีสงครามรบกัน คนหนีภัย บาดเจ็บ ล้มตาย”

ช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัยของสุภลักษณ์ที่ธรรมศาสตร์ก็อยู่ในยุคหลังป่าแตกหรือยุคแสวงหา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะวิกฤตศรัทธาต่อระบอบคอมมิวนิสต์ของกลุ่มนักศึกษา นักศึกษาและปัญญาชนที่เคยเข้าป่ากลับมาเรียนหนังสือต่อในมหาวิทยาลัยช่วงปี 2526 – 2527 และพยายามค้นหาแนวทางใหม่ในการขับเคลื่อนสังคม
“ตอนนั้นประเด็นเรื่องอินโดจีน เรื่องคอมมิวนิสต์ เป็นเทรนด์ของคนยุคปี 2526 – 2527 มันเป็นยุคหลังป่าแตก คือรุ่นพี่ปี 2516 กลับมาจากป่า มาเรียนหนังสือต่อ เพราะฉะนั้นความคิดนี้ก็มีการถกเถียงกัน ยุคเราเขาเรียก ‘ยุควิกฤตศรัทธา การแสวงหาครั้งที่สอง’ วิกฤตศรัทธาคือวิกฤตศรัทธาในระบอบคอมมิวนิสต์ รุ่นพี่กลับมาเรียนหนังสือต่อแล้วมาค้นหาแนวทางใหม่”
สุภลักษณ์เล่าว่าในช่วงนั้นมักมีการถกเถียงแนวคิดใหม่ๆ เช่น เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) นีโอมาร์กซิสต์ (Neo-Marxist) รวมถึงกระแสด้านมนุษยนิยม และกลุ่มพุทธศาสนา เป็นบรรยากาศหลักที่ครอบงำมวลอากาศในมหาวิทยาลัย
“บรรยากาศเหล่านี้มันมีอยู่ทุกครั้งเวลาเกิดเหตุการณ์นู่นนี่นั่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไทย-ลาวรบกัน ในกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมือง สมาคมสังคมศาสตร์ จัดเสวนาบ่อยมาก พูดเรื่องว่า เราจะสร้างสันติภาพในประเทศเพื่อนบ้าน กับเพื่อนบ้านอย่างไร”
ภายหลังจากทำงานวารสารให้กับกลุ่มเศรษฐศาสตร์และการเมืองได้หนึ่งปีหลังเรียนจบ สุภลักษณ์ก็ถูกชักชวนให้มาทำงานที่ศูนย์อินโดจีน ของสำนักข่าวผู้จัดการที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2535 เพื่อนำเสนอข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะข่าวในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นประเด็นที่นักธุรกิจในวงการสื่อยุคนั้นเห็นโอกาสในกระแสหลังสงครามเย็นและมองว่าสังคมกำลังให้ความสนใจ
“เมื่อก่อนมี 3 เครือใหญ่ (สำนักข่าว) ที่แข่งขันกันในส่วนของข่าวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราทำด้วยตัวเอง เราไม่พึ่งสำนักข่าวฝรั่ง เพราะว่าฝรั่งเขาก็ไม่ได้รายงานข่าวบนความสนใจของไทย เขาจะเขียนตามที่เขาสนใจ ซึ่งมักเป็นเรื่องการเมือง เหตุที่มาโฟกัสเรื่องทางสังคมมาก เพราะว่าโดยสภาพหลังสงครามเย็นแล้ว เหตุการณ์ในกัมพูชามันไม่สงบ มันมีเรื่องตามมาอีกมากมาย เพราะว่ากระบวนการสันติภาพเหมือนทำงานไม่จบ”

เนื่องจากในช่วงภายหลังสงครามเย็น ภายในประเทศเพื่อนบ้านกำลังเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากมายท่ามกลางความขัดแย้งและสงคราม ทำให้เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นคือประเด็นทางสังคมและความเป็นมนุษย์
“มันยังไม่ใช่เรื่องทางเศรษฐกิจสักเท่าไหร่ ก็มี แต่เป็นเศรษฐกิจแบบเพิ่งเริ่มต้น คนสมัยก่อนก็ตามไปลงทุน นักลงทุนไทยรุ่นบุกเบิกก็มีอยู่บ้าง แต่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นคือเรื่องทางสังคม เพราะตอนนั้นคือช่วงใกล้ๆ มีสัญญาสันติภาพแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นตอนที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ศูนย์อินโดจีนตั้งปี 2535 ช่วงพฤษภาทมิฬ ตอนนั้นกัมพูชากำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งในปีถัดมา ซึ่งจะเกิดความวุ่นวายมาก”
“สันติภาพ เป็นจุดเริ่มต้นเพราะว่าประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในสงคราม ทั้งสงครามที่เป็นสงครามกลางเมือง สงครามภายในของเขา และสงครามกับเรา”
การมองเห็นมนุษย์เป็นความหวัง
ในยุคที่สุภลักษณ์เริ่มต้นทำงานอยู่ที่ศูนย์อินโดจีน เป็นช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาลของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ และรัฐบาลของอานันท์ ปันยารชุน นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ที่ริเริ่มโดยรัฐบาลชาติชายก็ถูกสานต่อในรัฐบาลอานันท์ เพื่อเปลี่ยนภูมิภาคอินโดจีนจากพื้นที่สงครามให้เป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจ เป็นการเปิดสัมพันธ์กับประเทศที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับไทยในอินโดจีน โดยมุ่งเน้นปฏิสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจ
นโยบายดังกล่าวเป็นเสมือนการนำเรื่องของเศรษฐกิจมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและทำให้เกิดสันติภาพโดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน สุภลักษณ์มองว่าแนวคิดนี้ส่งผลต่อมุมมองของตนเองเป็นอย่างมาก และทำให้เขาเชื่อว่ามันเป็นทางที่ดีกว่า ในการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนในภูมิภาคต่างได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านมั่นคงขึ้น นำไปสู่การยุติสงคราม และทำให้ภูมิภาคอินโดจีนพัฒนาไปได้
“แรก ๆ ยังไม่มีเรื่องธุรกิจเศรษฐกิจอะไร จนกระทั่งรัฐบาลชาติชายประกาศ เพราะเขามีความเชื่อว่า ‘ถ้าพัฒนาเศรษฐกิจถึงขีดหนึ่งแล้ว เราจะไม่รบกัน เพราะทุกคนมีผลประโยชน์ร่วมกัน’ มันจริงในอีกด้านหนึ่ง แต่มันก็ไม่จริงในอีกหลายเรื่อง แต่ไอเดียนี้เป็นไอเดียที่ขับดัน รวมทั้งในส่วนผม ผมก็รับอิทธิพลความคิดแบบนี้มาเยอะมาก”

แน่นอนว่าแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างและมีข้อดีข้อเสียในตัว แต่สำหรับสุภลักษณ์การทำให้เพื่อนบ้านเจริญก้าวหน้า คือการทำให้สังคมไทยมั่นคงยิ่งกว่าเดิม
“เราเชื่อว่าถ้าเราพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาการศึกษา สันติภาพก็จะเกิด คนจะคิดถึงการมีชีวิตที่ดีกว่าแทนที่จะรบราฆ่าฟันกัน ผมใช้เรื่องนี้อธิบายเรื่องเมียนมาด้วย เพราะช่วงอองซานซูจี รับรู้ถึงเสรีภาพด้วยความก้าวหน้าในเศรษฐกิจ มีการเปิดการลงทุนมาก คนรู้สึกมั่งคั่งและเอนจอยชีวิตแบบนั้น เพราะฉะนั้นเขาจะสู้เพื่อไม่ให้มันล่มสลายไป เราก็เห็นกระบวนการในเมียนมา เพราะเขาเคยลิ้มรสความก้าวหน้าและการพัฒนา ไอเดียนี้ถูกใช้ว่าถ้าเพื่อนบ้านเจริญก้าวหน้ามั่นคง เราจะเจริญก้าวหน้ามั่นคงด้วย”
แม้แนวคิดเรื่องการสร้างสันติภาพจะไปได้ดีในยุคดังกล่าว แต่น่าเสียดายที่มันกลับไม่คงทนนัก เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสงครามอีกครั้ง การกลับมาของแนวคิดเรื่องสงครามในครั้งนี้มาพร้อมกับกระแสความเกลียดชังและต้องการที่จะใช้ความรุนแรงฆ่าฟันอีกฝ่ายอย่างไม่สนใจความสูญเสีย สุภลักษณ์มองว่าไม่ใช่เรื่องใหม่
“ได้ยินคำพูดจากผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศเราบอกว่า ‘ถ้าเราทำลายเขา เราจะมั่นคง’ ความคิดนี้เป็นความคิดเดิม จุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงที่จริงๆ แล้วชนชั้นนำ ไทยเขาไม่เคยเปลี่ยนความคิด บังเอิญว่ากระแสของการพัฒนาช่วงหลังสงครามเย็นหรือโลกาภิวัตน์มันครอบคลุมไว้อยู่”
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาที่ทำให้คนในสังคมไทยจำนวนมากไม่สามารถมองเห็นความเป็นมนุษย์ในเรื่องของเขตแดน ตลอดจนสนใจปัญหาที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเผชิญ สุภลักษณ์ยกตัวอย่างกรณีเมียนมาว่าปัญหาภายในของเมียนมาไม่เคยเป็นผลดีกับไทย
“ถ้าคุณสนับสนุนให้เกิดการฆ่ากันในเมียนมา เขาก็มาที่นี่ เขาไปบังกลาเทศบ้าง อินเดียบ้าง แต่มันไปลำบาก โรฮิงญาไปบังกลาเทศ แต่คนเมียนมาที่อยู่ฝั่งนี้ (ฝั่งที่ติดกับไทย) อย่างไรก็มาที่นี่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องรับพวกเขา”
ปัจจุบันประมาณ 10 % ของคนพม่าอาศัยอยู่ในประเทศไทย ทั้งในรูปของผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ และคนทำงาน ในขณะที่กลุ่มผู้ลี้ภัยจากเมียนมากำลังเพิ่มสูงขึ้น แนวคิดที่ไม่เห็นความเป็นมนุษย์ในเพื่อนบ้านทำให้คนในสังคมไทยจำนวนมากไม่ต้อนรับผู้ที่ลี้ภัยมา และมองว่าพวกเขาเป็นภาระมากกว่าจะมองเห็นโอกาสในการพัฒนาร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่สงครามภายในเมียนมายังไม่จบ สุภลักษณ์ย้ำเตือนว่า ไม่ว่าคนไทยจะชอบหรือไม่ มันเป็นเรื่องที่เรายกรั้วบ้านหนีไปไม่ได้
“คุณต้องยอมรับความจริงตราบเท่าที่ประเทศของเขา (เมียนมา) จะเป็นแบบนั้นอยู่ คุณจะต้องรับให้เขามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยแล้วคุณจะได้ประโยชน์ในอนาคต”

“ผู้อพยพไม่ควรอยู่ในฐานะผู้ลี้ภัยนานเกินไป ถ้าเขามาอยู่เมืองไทย เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสังคม เขาควรจะได้ใช้สิทธิแบบผู้อยู่อาศัยถาวร ไม่ใช่ฐานะผู้ลี้ภัยไปเรื่อยๆ คนพวกนี้จะมีส่วนช่วยสังคมไทยมากขึ้น และเราก็จะได้ประโยชน์ แต่ความคิดนี้มันไม่ค่อยอยู่คงทน”
“เราต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ในสถานการณ์ที่วิกฤต ประเทศไทยมันวิกฤตซ้อนวิกฤต วิกฤตหลายอย่าง การเมืองเราก็ถดถอย เศรษฐกิจเราก็ตกต่ำ สังคมเราก็แทบแยก เรายังมองไม่เห็นโอกาส ประชากรของเราก็แก่ชรามากขึ้น เพราะเช่นนั้นเราคงต้องเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนวิธีคิดของชาติไทยว่า คนเพื่อนบ้านที่มา คนที่อยู่ในค่ายผู้อพยพมากกว่า 40% เป็นคนวัยทำงาน เขาต้องการรายได้ เขาต้องการอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะมนุษย์ ไม่ได้มาขอคุณกิน เพราะฉะนั้นคุณต้องให้เขาทำงาน คุณต้องหางานให้เขาทำ คุณต้องยกระดับพัฒนาฝีมือ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของเราเองจะได้ดีขึ้น เพื่อเศรษฐกิจของไทยเองจะได้เจริญขึ้น”
สุภลักษณ์ยังยกตัวอย่างกรณีการไล่แรงงานกัมพูชาในไทยอันเป็นผลสืบเนื่องจากกระแสความเกลียดชังระหว่างความขัดแย้งเรื่องเขตแดนของสองประเทศ เขามองว่าการไม่เห็นความเป็นมนุษย์ในปัญหานี้จะไม่เป็นผลดีกับใครโดยเฉพาะกับประเทศไทยเอง
“ ไม่ต้องคิดเรื่องมากเรื่องชาติหรอก คิดเรื่องความเป็นมนุษย์และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณ คุณจะอยู่กับกัมพูชา เอางี้ดีกว่า ถ้าวิธีของคุณได้ผล บล็อกเขาในทางเศรษฐกิจแล้วกัมพูชาข้าวยากหมากแพงล่มสลาย เขาจะทำอะไรคุณรู้ไหม เขาก็จะมาปล้นคุณสิ ถูกไหม เขามาขอทำงานดีๆ คุณไม่ให้เขาทำ แต่คนมันต้องกินต้องใช้ ชีวิตมันจะอดตาย ปล้นเลยดีกว่า”
การรายงานความจริงจึงเป็นคำตอบเดียว
สำหรับคนที่คลุกคลีอยู่กับประเด็นอินโดจีนเชิงลึก และได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับทุกฝ่าย จนหลายครั้งก็จับพลัดจับผลูกลายเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายในชีวิต ส่วนหนึ่งสุภลักษณ์มองว่าเป็นเพราะเขาได้อยู่ในจังหวะกระแสของยุคสมัยที่สนใจประเด็นสังคม สันติภาพและความเป็นมนุษย์อย่างมาก ประกอบกับระบบที่เอื้อให้นักข่าวคนหนึ่งได้ออกไปหาข่าวอย่างอิสระและทำงานเพื่องานที่มีเนื้อหาคุณภาพตามที่มุ่งมั่น อย่างไรก็ตาม เขาตระหนักว่าสำหรับสื่อมวลชนในปัจจุบัน อาจไม่ได้มีโอกาสเช่นนั้นมากนัก เขาเห็นด้วยว่าลักษณะการทำงานแบบลงพื้นที่คลุกคลีอยู่กับแหล่งข่าวนั้น ในปัจจุบันลดจำนวนน้อยลงไปอย่างมาก ด้วยโอกาสในการเข้าถึงแหล่งข่าวในประเทศเพื่อนบ้านที่น้อยลง ขณะที่บริษัทต้นสังกัดไม่ได้ส่งเสริมการทำงานเชิงลึกในลักษณะนี้เท่าที่ควร

เมื่อในยุคสมัยปัจจุบันขาดการทำข่าวเชิงลึก หนึ่งในผลกระทบสำคัญที่ตามมาคือปัญหาการเข้าถึงข้อมูลที่ครบถ้วนของสังคมไทย ในการทำความเข้าใจปัญหาและความเป็นไปในภูมิภาคโดยเฉพาะเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น
“มันทำให้การเข้าถึงข้อมูลมาทางเดียว กรณีไทย-กัมพูชา ชัดเจนมาก มันเหลือเชื่อมากที่เมื่อก่อนเมื่อมีเรื่องแบบนี้ อย่างน้อยที่สุดเราต้องติดต่อทางนั้น ฟังเสียงเขาบ้างว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น ประชาชนกัมพูชาชั่วช้าเหมือนผู้นำทุกคนหรือเปล่า สมัยก่อนอย่างน้อยที่สุดเราต้องไปที่เกิดเหตุ ไม่ว่าเขาจะรู้สึกว่าเสียงเราไม่ต้อนรับหรืออะไร ตอนกรณีปราสาทพระวิหารครั้งแรก ชาวกัมพูชาระดับที่เรารู้จักกันเป็นการส่วนตัวก็โทรหาเพื่อเช็คข้อมูล ความจริงไม่จริงไม่รู้ แต่อย่างน้อยต้องมีเสียงมาจากเขาบ้าง”
สุภลักษณ์เน้นย้ำว่าสื่อมวลชนควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและให้ข้อมูลเชิงลึกอย่างรอบด้านเพื่อเข้าถึงข้อเท็จจริงจากทุกฝ่่าย การได้ฟังเสียงจากอีกฝั่งของความขัดแย้ง หรือการเข้าไปเห็นสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ด้วยตนเอง จะช่วยให้ข้อมูลไม่ได้มาจากเพียงแหล่งเดียวซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดหรือจมอยู่กับความรู้สึกเกลียดชังอีกฝ่าย
“ถ้านักข่าวพูดอีกมุมหนึ่ง บางคนจะได้ไม่ไปโทษฝ่ายโน้นอย่างเดียว มันจะรายงานจากมุมเดียวไม่ได้ ภาษา journalist คือรายงานอย่างเป็น objectivity หมายความว่ารายงานอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่รายงานอย่างที่เราอยากให้มันเป็น”
ในปัญหาความขัดแย้งชายแดน สุภลักษณ์เน้นย้ำว่าสื่อไทยจะต้องก้าวข้ามเรื่องของชาติไปให้ได้ เพื่อที่จะทำหน้าที่สื่อได้อย่างซื่อตรงต่อบทบาทวิชาชีพของตนเอง และนั่นจะเป็นผลดีต่อสังคมโดยรวมทั้งหมด
“เพื่อนเราหลายคนพูดว่าเขาเป็นนักข่าวที่รักชาติ รายงานจากผลประโยชน์ของชาติ ด่าทอเขมรอย่างว่าเล่น หรือใช้ศัพท์ในเชิงดูถูกดูแคลนสร้างความเกลียดชังชัดเจน นั่นไม่ใช่หน้าที่สื่อมวลชน คุณรายงานก็รายงานตามสภาพ ตายกี่คนก็ว่ามา ระเบิดเก่าหรือใหม่ก็ว่าไป แต่เท่าที่คุณยังไม่รู้คุณอย่าเพิ่งสรุป ต่อให้ทางการสรุปคุณก็อย่าเพิ่งสรุป หาคนอื่นมาพูดว่ามันอาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้”
เพราะเมื่อยอมให้ความจริงที่ไม่รื่นหูเป็นเรื่องต้องห้าม สิ่งที่อยากได้ยินอาจกลายเป็นเพียงเรื่องตัดเสริมเติมแต่ง
“เวลารายงานเรื่องความขัดแย้ง ถอดตัวเองออกจากความเป็นชาติบ้างก็จะดี แต่ถ้าคุณรายงานจากจุดยืนของชาติ คุณจะต้องโกหกในบางเวลา หรือกลบเกลื่อนความจริงในหลายๆ เรื่อง”
“กรณีไทย-กัมพูชาชัดเจน ผมพูดทีไรก็โดนว่า ถ้าคุณเอาชาติของคุณเป็นที่ตั้ง คุณก็ไปทำงานให้กองทัพบก ก็ไม่เป็นนักข่าวในเซนส์นั้น นักข่าวเราต้องพูดแบบที่ George Orwell พูด คุณรายงานสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่พูดกัน นี่คือหน้าที่ของคุณ เรื่องที่ชาวบ้านซุบซิบนินทา คุณจะมาพูดกันใหม่ทำไม เขารู้กันหมดแล้ว”

“เพราะฉะนั้นคุณไปหาอะไรที่มันอีกด้านหนึ่งของเรื่อง อีกมุมหนึ่งที่คนไม่พูดกัน หรือคนส่วนใหญ่ไม่ได้ฉุกคิด อันนี้มันรายงานอย่างมีเป้าหมาย แต่แน่นอนเราก็ซื่อสัตย์กับข้อเท็จจริง เราไม่สามารถแต่งเรื่อง อันนั้นผิดจรรยาบรรณพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนคุณจะไม่แต่งเรื่องขึ้นมา แต่คุณจะอ่านจากข้อเท็จจริงจากมุมมองของคุณ เราให้ข้อเท็จจริงจากมุมมองของเรา ข้อเท็จจริงเดียวกัน คุณก็มองจากมุมหนึ่งได้”
นอกจากนี้ หน้าที่ของสื่อคือการแสวงหาและรายงานข่าวด้วยความซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง บทบาทของสื่อสิ้นสุดลงที่การเผยแพร่ความจริงให้ครบถ้วนที่สุด เพื่อให้สังคมนำไปใช้ในการตัดสินใจได้อย่างมีคุณภาพ
“ตลอดเวลา ที่เราทำได้อย่างเดียวคือรายงาน การตัดสินเป็นของคนอื่น หน้าที่รายงานเป็นหน้าที่ของเรา เผยแพร่ความจริงให้ครบที่สุด ส่วนเขาจะตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดียังไงก็แล้วแต่”
จากประสบการณ์แล้ว สุภลักษณ์มองว่าปัญหาต่างๆ ในภูมิภาคมีแนวโน้มที่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นอยู่บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญในการยืนระยะของสื่อมวลชนท่ามกลางการรายงานข่าวในประเด็นปัญหาความขัดแย้ง คือการรายงานอย่างมีความหวังว่างานของตนจะสามารถทำให้สังคมมองเห็นความเป็นมนุษย์ผ่านข่าวได้ โดยเฉพาะสำหรับสื่อมวลชนที่ทำเรื่องประเด็นสังคม การมีภาพของสังคมในอุดมคติที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและเคารพศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกันได้ ไม่ใช่เรื่องที่เพ้อฝัน แต่เพื่อให้สังคมมีความหวัง ผู้มีหน้าที่นำเสนอข่าวจำเป็นต้องมีเช่นกัน
“เขาก็บอกว่าผมไร้เดียงสาและยูโทเปียเกินไปในการวิเคราะห์ปัญหาไทย-กัมพูชา แต่ต้องมียูโทเปียสิ เราต้องมีอุดมคติบางประการที่จะอยู่กับเพื่อนบ้านอย่างเป็นสุขสันติ”
“พูดไปเถอะ ชั่วชีวิตนี้ได้พูดในสิ่งที่คุณจำเป็นต้องพูด พูดออกไป มันอาจจะเปลี่ยนมั่งไม่เปลี่ยนมั่ง แต่ว่าหลายๆ คนก็อาจจะเริ่มเห็นพ้องในที่สุด เมื่อสังคมมันเปลี่ยนแปลงคลี่คลายไป”
สำหรับสุภลักษณ์ ความหวังสำหรับภูมิภาคที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข คือการที่สังคมไทยสามารถมองและจัดการกับปัญหาในอินโดจีนด้วยมุมมองความเป็นมนุษย์ และนั่นเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนหรือผู้สื่อสารกับสังคมควรจะมองไปให้ถึงและมีจุดมุ่งหมายในการรายงานถึง ในทางหนึ่งมันคือหน้าที่ของสื่อมวลชนในการรายงานความจริงอย่างครบถ้วน ซื่อตรง และมีสังคมในอุดมคติเป็นความหวัง แต่ในอีกทางหนึ่งมันอาจเป็นเพียงทางเลือกเดียวด้วยเช่นกันที่สื่อมวลชนคนหนึ่งจะทำได้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม






