“การไต่สวนการตาย” หนทางหาความจริงที่ยังเป็นไปไม่ได้ในการตายของพลทหาร

โดยทั่วไป เมื่อมีการเสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติเกิดขึ้นกับบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ถูกฆ่า หรือด้วยเหตุอื่นใดก็ตาม จะต้องมีการ “ชันสูตรพลิกศพ” เพื่อหาสาเหตุและพฤติการณ์ของการเสียชีวิต หรือเพื่อให้ทราบตัวผู้กระทำผิด ในกรณีที่ผู้เสียชีวิตถูกทำร้าย รวมทั้งค้นหาข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำผิดทางอาญาหรือไม่ และความผิดฐานใด เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดในที่สุด ดังที่ระบุไว้ในมาตรา 148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่า  “เมื่อปรากฏแน่ชัด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้มีการชันสูตรพลิกศพ เว้นแต่ตายโดยการประหารชีวิตตามกฎหมาย”

และเมื่อการเสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การเสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัว หรือการฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (หรือคำที่ใช้กันทั่วไปคือวิสามัญฆาตกรรม) หลังจากที่พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุ จะมีการรักษาสภาพที่เกิดเหตุ พร้อมแจ้งเรื่องไปยังพนักงานอัยการ, แพทย์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อลงพื้นที่พร้อมกัน แล้วจึงส่งศพไปชันสูตร ส่วนพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น ภาพจากกล้องวงจรปิด หรือพยานบุคคลในที่เกิดเหตุ สรุปสำนวนคดีส่งให้อัยการ เพื่อทำสำนวนคดีไต่สวนการตาย ก่อนจะส่งให้ศาลเพื่อสืบพยาน และมีคำสั่งถึงสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิต คุ้มครองสิทธิของญาติผู้ตายอันเกิดจากการกระทำที่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นการตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ด้วย

การไต่สวนการตายจะทำในศาลระบบไต่สวน (Inquisitorial System) ที่มีอำนาจเต็มที่ในการตัดสินใจเรียกพยานหลักฐาน ทำให้ศาลมีบทบาทเชิงรุกในการแสวงหาข้อเท็จจริง สืบพยาน และตรวจสอบหลักฐานด้วยตนเอง มุ่งเน้นความยุติธรรมตามเนื้อผ้าจริง โดยที่ทนายความสามารถเข้ามาเป็นตัวแทนในคดีได้ ขอศาลสืบพยานผู้เชี่ยวชาญได้ รวมทั้งขอให้ศาลเรียกพยานหลักฐานที่จำเป็นได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ อำนาจการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับศาล นอกจากนี้ เมื่อศาลสามารถควบคุมการดำเนินคดีเอง ก็ทำให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างยืดหยุ่น กระชับ ไม่ล่าช้า

การเสียชีวิตของทหารเกณฑ์กับการไต่สวนการตาย

การเสียชีวิตของพลทหารภายในค่ายทหาร แม้จะเป็นการเสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติ ที่อาจจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในความเป็นจริงสืบสวนและแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตกลับมีความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยหนึ่งคือการเป็นพื้นที่ปิด ที่สามารถเข้าถึงพยานหลักฐานได้ยาก ประกอบกับคำแถลงการณ์จากค่ายหรือกองทัพ ที่มักอ้างว่าการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์นั้นเป็น “เหตุส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฝึก” ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยทางกาย อาการทางจิตเวช หรือเหตุทะเลาะวิวาทส่วนตัว แม้ว่าหลายกรณีจะมีการเผยแพร่ผลการชันสูตรศพ ที่ระบุว่าผู้เสียชีวิตถูกทำร้ายร่างกายโดยวิธีการต่างๆ ก็ตาม การหาพยานหลักฐานเพื่อเอาผิดผู้กระทำความผิดและผู้บังคับบัญชาจึงเป็นไปได้ยาก ทำให้ในที่สุด ญาติผู้เสียชีวิตในหลายกรณีตัดสินใจไม่เอาเรื่อง และไม่มีการดำเนินคดีแต่อย่างใด

นับตั้งแต่ปี 2554 – 2569 CrCF รับผิดชอบให้การช่วยเหลือทางกฎหมายในคดีการเสียชีวิตของพลทหารในค่าย จำนวน 10 กรณี ทว่ามีเพียง 1 กรณีเท่านั้น ที่มีการไต่สวนการตาย นั่นคือกรณีของสิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ (ขณะที่กรณีล่าสุดอย่างพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2568 ครอบครัวของพลทหารเพรชรัตน์ได้มอบอำนาจให้ทนายความของ CrCF ดำเนินการทางกฎหมาย รวมถึงการเป็นทนายความในคดีไต่สวนการชันสูตรพลิกศพ ซึ่งศาลจะนัดไต่สวนการตายในวันที่ 20 เมษายน 2569)

สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ เป็นทหารสังกัดกรมทหารที่ 23 กองพันทหารราบที่ 3 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 ถูกจับกุมตามหมายจับของศาลจังหวัดทหารบกสุรินทร์ คดีช่วยนักโทษอื่นให้พ้นจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2559 และและถูกส่งตัวไปควบคุมที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ทว่าญาติไม่ทราบถึงการควบคุมตัวแต่อย่างใด จนกระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 สิบโทกิตติกรเสียชีวิตจากการถูกทำร้ายร่างกายขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยเจ้าหน้าที่ทหารและพลทหารรวม 4 นาย ที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเรือนจำทหารในวันเกิดเหตุ

รายงานจากแพทย์ประจำโรงพยาบาลสุรินทร์ ที่ทำร่วมกับพนักงานสอบสวน และพนักงานฝ่ายปกครอง ระบุว่า สภาพร่างกายของผู้ตายที่พบในเรือนจำค่าย มีเครื่องพันธนาการที่ข้อเท้า หลังจากการชันสูตรพบว่า ภายในศีรษะมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง, สมองบวม, บริเวณทรวงอกภายในมีกระดูกซี่โครงหัก 2 ซี่, บริเวณปอดมีรอยฟกช้ำที่กลีบปอดซ้าย, บริเวณท้องมีของเหลวสีน้ำตาลอยู่ภายในช่องท้องประมาณ 200 มิลลิลิตร, กระเพาะอาหารแตก, มีรอยฟกช้ำเล็กน้อยที่บริเวณกลีบซ้ายของตับ การเสียชีวิตเกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายโดยมีการตีด้วยของแข็งไม่มีคม ลักษณะเป็นท่อนยาว บนร่างการมีร่องรอยพื้นรองเท้า วัสดุแข็งไม่มีคม พื้นหยาบ

ต่อมาในเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2559 ศาลจังหวัดสุรินทร์ไต่สวนคำร้องคดีชันสูตรพลิกศพ มีการเรียกพยานและดูหลักฐานกล้องวงจรปิด พบพฤติการณ์ว่า พลอาสาสมัครผู้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้คุมเรือนจำมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณเรือนจำที่ตนเป็นสิบเวรประจำวัน มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่อหน่วยงานและบุคคลผู้ต้องขัง แต่ได้จงใจสั่งการและร่วมกันกับพลทหารผู้ช่วยทำร้ายสิบโทกิตติกร โดยทรมานและทารุณโหดร้าย และจงใจไม่แจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการบาดเจ็บของสิบโทกิตติกร และไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ มีพฤติการณ์ข่มขู่ไม่ให้ผู้ต้องขังที่อยู่ภายในห้องขังเดียวกันช่วยเหลือสิบโทกิตติกร และได้สั่งผู้ต้องขังในห้องขังทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกร ที่นอนไม่ได้สติอยู่ที่พื้นห้องหลายครั้งจนกระทั่งสิบโทกิตติกรถึงแก่ความตาย

หลังจากไต่สวนการตาย เมื่อวันที่  26 กรกฎาคม 2559 ศาลมีคำสั่งว่า “ผู้ตายคือ สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ตายที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2559 เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือ มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกายโดยพลอาสาสมัครสี่นาย ร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย”

เนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ) การเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ทำร้ายสิบโทกิตติกรจึงเป็นการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำพิพากษาทำนองว่า การที่พลอาสาสมัครผู้ก่อเหตุกับพวกร่วมกันทำร้ายสิบโทกิตติกรเป็นการกระทำโดยส่วนตัว ไม่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับให้กระทำได้ จึงไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ราชการ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้บังคับบัญชาจะควบคุมดูแลได้ ถือว่าบุคคลทั้งสองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว หาได้ประมาทเลินเล่อไม่ จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ตายและโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม พ.ร.บ. ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

คดีนี้จบลงที่ศาลฎีกามีคำสั่งเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้กองทัพบกชดใช้ค่าเสียหายให้แก่มารดาของสิบโทกิตติกร กรณีเสียชีวิตในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นจำนวน 1.87 ล้านบาท

แม้จะไม่สามารถเอาผิดทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่ทหารผู้ก่อเหตุได้ แต่กรณีนี้ก็สะท้อนให้เห็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่และศาลสามารถแสวงหาข้อเท็จจริง จนคดีสามารถเข้าสู่กระบวนการไต่สวนการตายและนำไปสู่การชดใช้ค่าเสียหาย คือการที่ค่ายและหน่วยงานต้นสังกัดให้ความร่วมมือในการเปิดเผยหลักฐานกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ไปยังตัวผู้กระทำผิดและพฤติการณ์ที่นำไปสู่การเสียชีวิต และสามารถนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จนผู้เสียหายได้รับค่าเสียหายจากกองทัพบกได้

ทำไมจึงมีเพียง 1 คดี ที่ได้เข้าสู่กระบวนการไต่สวนการตาย?

ขณะที่ในการทำงานของ CrCF ในรอบ 15 ปี มีคดีการเสียชีวิตของพลทหารในค่ายที่ได้เข้าสู่กระบวนการไต่สวนการตายเพียง 1 คดี ส่วนคดีอื่นๆ ไม่ได้รับการไต่สวนการตาย และสิ้นสุดลงที่การจ่ายเงินช่วยเหลือ ก่อนจะเงียบหายไป ปัจจัยหนึ่งคือการตีความคำจำกัดความเรื่องการควบคุมตัว ที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การควบคุมตัวคือการจำกัดเสรีภาพชั่วคราวหลังการจับกุม โดยพนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมตัวได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง นับแต่ถึงสถานีตำรวจ เพื่อป้องกันการหลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากเกินกำหนดต้องนำตัวส่งฝากขังต่อศาล ทว่ากรณีทหารเกณฑ์ที่อยู่ในค่าย ในทัศนะของพนักงานสอบสวนและอัยการไม่ได้ถือว่าเป็นการควบคุมตัว เมื่อเจ้าหน้าที่มองว่าไม่ได้เสียชีวิตในระหว่างควบคุมตัว จึงไม่มีการชันสูตรและไต่สวนการตาย

นอกจากนี้ มุมมองของเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการ ที่มองว่าการชันสูตรและไต่สวนการตายต้องทำในกรณีที่เป็นการตายผิดธรรมชาติ “และ” ตายในระหว่างการควบคุมตัว ในขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 ระบุว่า “เมื่อปรากฏแน่ชัด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ “หรือ” ตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้มีการชันสูตรพลิกศพ…” เพราะฉะนั้น กรณีพลทหารที่เสียชีวิตเนื่องจากอาการป่วยหลังจากเข้ารับการฝึก เช่น พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตขณะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือกรณีที่พลทหารทำอัตวินิบาตกรรมภายในห้องน้ำเรือนจำ เช่น พลทหารราเชน ยวามื่อ จึงไม่ได้รับการไต่สวนการตาย เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์การเสียชีวิตผิดธรรมชาติและเสียชีวิตในระหว่างควบคุมตัว

เมื่อกฎหมายถูกตีความอย่างจำกัดในกรอบแคบๆ จึงไม่อาจครอบคลุมและอำนวยสิทธิต่างๆ ให้แก่ผู้เสียหาย แม้กระทั่งสิทธิในการเข้าถึงความจริง (Rights to Truth) ผ่านการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ทั้งสี่ฝ่ายทันที จนนำไปสู่การรวบรวมหลักฐาน ชันสูตรพลิกศพ ทำสำนวนคดี และการไต่สวนการตายโดยศาล ที่จะช่วยให้ผู้เสียหายได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้เสียชีวิต ทราบตัวผู้กระทำผิด รวมทั้งนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เมื่อไม่สามารถไต่สวนการตายได้ ก็ไม่สามารถค้นหาความจริงได้ เมื่อค้นหาความจริงไม่ได้ การเอาผิดทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาจึงเป็นไปไม่ได้ วิธีการเดียวที่ทำได้คือการฟ้องคดีแพ่ง เพื่อเรียกค่าเสียหาย ซึ่งงบประมาณส่วนนี้คืองบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนนั่นเอง

พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อีกหนึ่งกลไกเพื่อความเป็นธรรม

ก่อนจะมีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ในปี 2566 การฟ้องร้องเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐในกรณีการเสียชีวิตของพลทหารในค่าย ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมทรมาน หรือการเสียชีวิตจากอาการป่วยโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มักจะฟ้องร้องได้ในคดีแพ่ง ภายใต้ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ทว่าในทางอาญา ยังไม่สามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพลทหาร หรือแม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาได้เลย

ด้วยเหตุนี้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงเกิดขึ้น เพื่อมุ่งปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นหลัก ดังจะเห็นได้จากในมาตรา 3 เรื่องการควบคุมตัว ที่มีการตีความครอบคลุมมากกว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยระบุว่า การควบคุมตัว หมายถึง “การจับ คุมตัว ขัง กักขัง หรือกระทำด้วยประการอื่นใดในทำนองเดียวกัน อันเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายของบุคคล” นอกจากนี้ ยังกำหนดฐานความผิดต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำการซ้อมทรมาน หรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการทรมาน โดยความผิดที่เกี่ยวข้องกับกรณีการเสียชีวิตของพลทหารในค่าย ได้แก่ ความผิดฐานกระทำทรมาน และความผิดฐานกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งล้วนมีอัตราโทษสูง ทั้งการจำคุกและการจ่ายค่าปรับ

ความผิดฐานกระทำทรมาน (มาตรา 35) มีโทษจำคุก 5 – 15 ปี และปรับ 1 แสน – 3 แสนบาท หากผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำจะต้องโทษจำคุก 10 – 25 ปี และปรับ 2 แสน – 5 แสนบาท และหากผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ผู้กระทำจะต้องโทษจำคุก 15 – 30 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3 แสน – 1 ล้านบาท ส่วนความผิดฐานกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (มาตรา 36) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ในมาตรา 42 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยังกำหนดไว้ด้วยว่า ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะกระทำหรือได้กระทำความผิดตามมาตรา 35 – 38 และไม่ดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสมในการป้องกันหรือระงับการกระทำความผิด หรือไม่ดำเนินการหรือส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย จะต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น นั่นหมายความว่า เมื่อมีการซ้อมทรมานหรือปฏิบัติที่โหดร้ายเกิดขึ้นภายในค่ายทหาร ผู้บังคับบัญชาจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ซึ่งการพิจารณาคดีจะกระทำโดยศาลพลเรือน คือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ตลอดระยะเวลาที่มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ นาน 3 ปี มีกรณีพลทหารเสียชีวิตในค่ายที่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ และสามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เพียง 2 คดีเท่านั้น ได้แก่ คดีพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ที่มีการลงโทษจำคุกเจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นครูฝึกและรุ่นพี่รวม 13 คน ในความผิดฐานทรมาน และคดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่มีการลงโทษจำคุกครูฝึก 2 คน ในความผิดฐานปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ส่วนการเอาผิดผู้บังคับบัญชาตามมาตรา 42 ในคดีพลทหารวรปรัชญ์ ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการ

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการไต่สวนการตายในกรณีการเสียชีวิตของพลทหาร พบว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 และ 150 ถูกตีความจำกัดแค่การเป็น “ผู้ต้องหา” ที่ถูกจับหรือขังในคดีอาญาเท่านั้น ทำให้กรณีพลทหารที่เสียชีวิตระหว่างการฝึกหรือถูกลงโทษทางวินัย ไม่ต้องมีการไต่สวนการตาย ทว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ได้นิยามคำว่า “การควบคุมตัว” ไว้อย่างกว้างขวาง ครอบคลุม และแตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงสามารถตีความได้ว่า เมื่อมีการใช้อำนาจในการสั่งจับ คุมขัง หรือกระทำด้วยประการใดในการจำกัดเสรีภาพ หรือทำให้ผู้เสียหายต้องตกอยู่ภายใต้บังคับบัญชา จึงควรเข้าข่ายนิยามนี้ไปด้วย เช่น การถูกจำกัดเสรีภาพในขณะอยู่ในค่ายทหาร ที่ต้องมีการขออนุญาตครูฝึกออกนอกค่าย หรือไปพบแพทย์ที่ห้องเสนารักษ์ เป็นต้น เช่นเดียวกับการสั่งขังในเรือนจำทหาร หรือการจำกัดบริเวณในค่ายทหาร ก็ควรตีความในลักษณะที่คุ้มครองสิทธิเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น การการกระทำเหล่านี้ควรเข้าข่ายเป็นการควบคุมตัวด้วย

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าการตีความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากับ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานยังมีความแตกต่างกันอยู่ อีกทั้งที่ผ่านมายังไม่มีบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีในลักษณะนี้ ที่จะเอื้อประโยชน์และช่วยปกป้องสิทธิของพลทหารภายในค่ายได้อย่างแท้จริง จึงถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันสร้างบรรทัดฐานใหม่สำหรับกรณีการเสียชีวิตของพลทหารในค่ายต่อไป

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts