กรณีครูสั่งให้นักเรียนลุกนั่งจนกล้ามเนื้อสลาย ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ กรุงเทพ เรียก CrCF เข้าให้การและ “รับเป็นคดี” แล้ว
วันนี้ (23 มีนาคม 2569) รักษาการผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ได้เข้าให้การต่อพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน อัยการพิเศษฝ่ายสอบสวน 5 สำนักงานอัยการสูงสุด ตลิ่งชัน กรณีปรากฏเป็นข่าวที่นักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ถูกครูลงโทษโดยวิธีการให้ลุกนั่ง จำนวนประมาณ 200 ครั้งติดต่อกัน จนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย เซลล์กล้ามเนื้อตาย และของเสียในเซลล์ออกมาสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดอาการไตวาย

โดยในครั้งนี้พนักงานอัยการได้แจ้งว่า ขณะนี้ทางศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กรุงเทพมหานคร ได้รับกรณีนี้เป็นสำนวนการสอบสวน อย่างเต็มรูปแบบของการดำเนินคดีอาญา หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจาก CrCF และได้แสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว ในวันนี้ ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข รักษาการผู้อำนวยการ CrCF ได้ให้การยืนยันข้อเท็จจริงตามที่พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ขณะเป็นผู้อำนวยการ CrCF เคยให้การในสำนวนการแสวงหาข้อเท็จจริงไว้แล้ว โดยในครั้งนี้ประกายดาวฯ ได้ให้การเพิ่มเติมถึงหลักการสิทธิมนมุษยชนระหว่างประเทศ อาทิ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR), กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ว่า “หากมีการสั่งลุกนั่ง 200 ครั้งจนกล้ามเนื้อสลายและปัสสาวะเป็นสีโค้กตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ถือเป็นการลงโทษที่สร้างความเจ็บปวดทางร่างกายอย่างสาหัส และเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สถานศึกษาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่การกระทำของครูส่งผลกระทบต่อ “สิทธิในสุขภาพ” ของเด็กอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิตปกติ อีกทั้งการลงโทษด้วยวิธีลุกนั่งประมาณ 200 ครั้งติดกันนั้น เป็นวิธีการลงโทษที่ล้าหลังและอันตราย ซึ่งมีผลกระทบทั้งทางกายภาพและทางจิตใจต่อนักเรียนในวงกว้าง ขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอย่างชัดเจน เพราะไม่ใช่การลงโทษเพื่อการเรียนรู้ แต่เป็นการทำร้ายร่างกายเด็ก และไม่เป็นผลดีต่อความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กแต่อย่างใด ทั้งยังทำให้มุมมองเรื่องของความยุติธรรมกลายเป็นเรื่องของการใช้อำนาจอย่างไม่เหมาะสมอีกด้วย” ประกายดาวกล่าว
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 CrCF ได้แจ้งเหตุการณ์การทรมาน ตามมาตรา 29 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ถึงพนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กรุงเทพมหานคร สำนักงานอัยการสูงสุด เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ที่เพจเฟสบุ๊ค Drama-addict โพสต์เรื่องเตือนภัยจากแพทย์ กรณีที่ผู้ป่วยซึ่งเป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ พร้อมภาพประกอบเป็นภาพถุงปัสสาวะเป็นสีโค้ก และประวัติการรักษา ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นักเรียนคนดังกล่าวถูกครูคนหนึ่งลงโทษ เพราะทำการบ้านส่งไม่ตรงเวลา โดยสั่งให้นักเรียนคนนี้ลุกนั่งประมาณ 200 ครั้งติดต่อกัน ทำให้นักเรียนมีอาการปวดขา 3 – 4 วันติดต่อกัน ต่อมานักเรียนมีอาการปวดขาอย่างรุนแรง และมีปัสสาวะสีเข้มเหมือนโค้ก จึงรีบมาโรงพยาบาลทันที ต่อมาว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ กพฐ. กล่าวว่า ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า ครูที่ลงโทษเด็กนักเรียน เป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 (สพม.กทม. 1) ของ สพฐ. จึงได้สั่งการให้ ผอ.กพฐ.กทม. 1 สอบสวนและลงโทษตามระเบียบกฎหมาย
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการ CrCF (ในขณะนั้น) ได้เข้าให้การต่อพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน อัยการพิเศษฝ่ายสอบสวน 5 สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนั้นพนักงานอัยการตั้งเป็นสำนวนการแสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้น โดยพรเพ็ญฯ ได้เน้นย้ำว่า ครูหรือข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษา ถือเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีการใช้อำนาจรัฐหรือได้รับมอบอำนาจจากรัฐ ซึ่งได้ใช้อำนาจนี้ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อนักเรียน โดยการลงโทษให้ลุกนั่งในกรณีนี้ ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานต่อร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรง จึงมีลักษณะเป็นการลงโทษที่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 5 ฐานกระทำทรมาน และ/หรือมาตรา 6 ฐานกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ซึ่งเป็นความผิดต่อแผ่นดินที่คู่กรณีไม่สามารถยอมความได้
คดีนี้จะเป็นคดีแรกที่จะมีการวินิจฉัยความต่างระหว่าง “การทรมาน” และ “การปฏิบัติที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ฯ” ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยใช้เกณฑ์เรื่อง “ความรุนแรงของความทุกข์ทรมาน” เป็นตัวกำหนด อีกทั้งเพื่อการพัฒนากฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา ดังนั้น CrCF จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามการทำงานสืบสวนสอบสวนของพนักงานอัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ หรือไม่ และหากพบว่าเป็นการกระทำผิดจริงก็จะต้องดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์การลงโทษนักเรียนที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง และให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาตามกฎหมายต่อไป

![[PR]แม่ “สยาม ธีรวุฒิ” ยื่นหนังสือถึงประธาน กมธ. การกฎหมายฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/09/15-9-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]คดีฤทธิรงค์ ชื่นจิตร: บรรทัดฐานใหม่ในคดีทรมานจากคำพิพากษาศาลฎีกา หลังการต่อสู้ของผู้เสียหายนาน 17 ปี](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/09/7-9-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)


![[PR]ชี้ชะตา! ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษา ครอบครัวชื่นจิตร ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก สตช.](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/08/28-8-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)