“เอาตัวไปแล้วหาย” ใครต้องพิสูจน์
โดยทั่วไปแล้ว หากเกิดกรณีที่มีบุคคลสูญหาย ครอบครัวของผู้สูญหายหรือคนรอบตัวย่อมออกตามหาโดยใช้ทุกวิถีทางที่จะสามารถทำได้ ทั้งการร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้รัฐช่วยใช้อำนาจในการออกตามหาประชาชนของรัฐที่สูญหายไปและไม่ทราบชะตากรรม หรือแม้แต่การช่วยกันกับเพื่อนบ้านในการออกตามหาเอง รวบรวมข้อมูลที่เชื่อมโยงไปยังสถานที่สุดท้าย เวลาสุดท้ายที่ติดต่อได้ เพื่อปะติดปะต่อและกำหนดทิศทางและขอบเขตในการตามหา ตลอดจนการลงประกาศในสาธารณะเพื่อให้สังคมช่วยกันเป็นหูเป็นตาอีกทางหนึ่ง การตามหาคนหายจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งและอาศัยความพยายามเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการหายที่มีคนลักพาตัวหรือทำให้หายไป หากมีข้อมูลมากก็อาจทำให้การค้นหาเป็นไปอย่างทันท่วงที ราบรื่นและประสบความสำเร็จ หากมีข้อมูลน้อยก็ต้องดำเนินการหลายกลไกและวิธีการมากขึ้นเพื่อจะสืบเสาะให้พบตัวบุคคลที่สูญหายขณะที่โอกาสที่จะเจอตัวผู้สูญหายหรือทราบตัวผู้ที่ลักพาตัวไปอาจลดลง
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณี “การบังคับสูญหายโดยรัฐ” ซึ่งผู้ที่กระทำการคือเจ้าหน้าที่รัฐ หรือบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ ที่ใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบละเมิดสิทธิในชีวิตและความปลอดภัยของคนคนหนึ่ง ความยากของการค้นหายิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะเมื่อผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การมีอำนาจรัฐอยู่ในมือและใช้อำนาจโดยมิชอบย่อมส่งผลโดยตรงถึงขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นกว่าคนธรรมดาทั่วไป ในการทำให้ทุกๆ อย่างเกี่ยวกับคนคนหนึ่งหายไป เพื่อกำจัดข้อมูลพยานหลักฐาน ที่จะช่วยให้พบคนที่หายหมดไป หรือให้มีโอกาสน้อยที่สุดในการพบผู้สูญหายหรือเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิด การอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐจึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ที่ทำให้ประชาคมโลกร่วมกันจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการบังคับสูญหาย (CED) เพื่อจัดการกับอาชญากรรมนี้โดยเฉพาะ
ในกรณีที่เป็นการบังคับสูญหายหลังจากมีการจับกุมหรือควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ การที่เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัวและอุ้มหายมีข้อมูลเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้ถูกอุ้มหายยอยู่ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว นำไปสู่ประเด็นสำคัญของอาชญากรรมนี้อย่างเรื่อง พยานหลักฐานและภาระการพิสูจน์ ในคดีอุ้มหาย
ในแง่หนึ่งหากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้กระทำจริง โดยอ้างว่าปล่อยตัวแล้ว เพียงแต่การหายไปนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากมีการปล่อยตัว ก็เกิดคำถามว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ได้กระทำผิดจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองและคลายความสงสัยได้อย่างไร และหากเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนอุ้มหายเองจริง ครอบครัวผู้เสียหายจะพิสูจน์ว่าเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดได้อย่างไร เมื่อคำนึงว่าความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงพยานหลักฐาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวอันเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ชิดกับการหายตัวไปมากที่สุด
แม้ประเทศไทยจะเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญา CED และมีกฎหมายภายในประเทศอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีคำพิากษาคดีการบังคับสูญหายตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นคดีตัวอย่าง คำถามเรื่องพยานหลักฐานและภาระการพิสูจน์ในบริบทภายใต้การพิจารณาของศาลไทยจึงยังไม่ปรากฏ อย่างไรก็ตามในทางสากล ได้มีการคำนึงถึงประเด็นนี้อยู่ในหลายกรณี โดยเฉพาะสถาบันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่มีการเขียนขยายความและวางแนวคิดเรื่องการให้ภาระการพิสูจน์เปลี่ยนไปที่รัฐ (Shifting the Burden) ไว้ในหลายคำพิพากษา
อำนาจที่ไม่เท่าเทียม
ในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัวบุคคลหนึ่ง มาตรา 3 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กำหนดนิยามของการควบคุมตัวไว้กว้างกว่าเพียงการจับกุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กล่าวคือ การจับ คุมตัว ขัง กักตัว กักขัง หรือการกระทำใดที่เป็นการกระทำที่จำกัดเสรีภาพในร่างกายของคนคนหนึ่ง1มาตรา 3 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 “…“ควบคุมตัว” หมายความว่า การจับ คุมตัว ขัง กักตัว กักขัง หรือกระทำด้วยประการอื่นใด ในทำนองเดียวกันอันเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายของบุคคล…” ดังนั้น เมื่อบุคคลนั้นถูกควบคุมตัวไป เขาจึงตกอยู่ในความดูแลของรัฐนับแต่มีการคุมตัว
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการถูกควบคุมตัวไป หากบุคคลที่ถูกควบคุมตัวสูญหาย ไม่ได้กลับมาบ้าน หรือญาติไม่สามารถหาตัวได้ กรณีดังกล่าวจะกลายเป็นกรณีการบังคับสูญหาย ตามมาตรา 7 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ2มาตรา 7 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมตัว หรือลักพาบุคคลใด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิเสธว่ามิได้กระทำการดังกล่าว หรือปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวของบุคคลนั้นซึ่งส่งผลให้ บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย การกระท าความผิดตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นความผิดต่อเนื่องจนกว่าจะทราบชะตากรรม ของบุคคลนั้น” ทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐปฏิเสธว่าไม่ได้มีการควบคุมตัวหรือปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ที่อยู่ของบุคคลนั้น ซึ่งเป็นการทำให้บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
สำหรับสถานการณ์ข้างต้น ทำให้เกิดคำถามว่าเมื่อครอบครัวของผู้สูญหายในกรณีนี้มาร้องเรียนแจ้งความร้องทุกข์แล้วนำไปสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาลนั้น หากใช้หลักอาญาทั่วไป ผู้ร้องในฐานะผู้กล่าวหามีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาเสนอต่อศาล ถึงขั้นพิสูจน์จนสิ้นสงสัยได้ว่าจำเลยมีความผิดจริง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้วฟังดูเป็นไปได้ยากยิ่งที่ประชาชนคนธรรมดาหรือแม้แต่พนักงานอัยการที่เป็นโจทก์ในคดีจะสามารถเข้าถึงพยานหลักฐานข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการควบคุมตัวหรือเป็นข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการควบคุมตัว เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ถือครองบันทึกการจับกุม รายชื่อเจ้าหน้าที่ สถานที่กักขัง ตลอดจนพื้นที่ควบคุมที่ตนมีอำนาจรับผิดชอบดูแล
ที่ผ่านมา ก่อนมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ในสังคมไทยก็มีกรณีที่ผู้ถูกจับกุมหรือควบคุมตัวไปโดยเจ้าหน้าที่รัฐหายตัวไปภายหลังถูกควบคุมตัวเกิดขึ้นเช่นกัน โดยกรณีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด คือ กรณีของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน ที่ถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวไป ก่อนจะไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขาอีกเลย
อีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ คือการสูญหายของนายดีแข ยศยิ่งยืนยง ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกรณีที่มีประเด็นคำถามว่านายดีแขถูกบังคับให้สูญหายไปจากการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่หรือไม่
กรณีการหายไปหลังถูกควบคุมตัว สร้างภาระและความยากลำบากให้กับครอบครัวผู้สูญหายในการตามหา รวมถึงเอาผิดผู้กระทำผิด โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าในรูปแบบลักษณะเหตุการณ์เช่นนี้ ข้อมูลสุดท้ายที่เกี่ยวกับชะตากรรมของผู้สูญหาย โดยเฉพาะระหว่างการถูกควบคุมตัวซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ชิดกับการสูญหายมากที่สุดนั้น หลายครั้งมักอยู่ในการครอบครองของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำการควบคุมเพียงฝ่ายเดียว ทำให้แทบจะมีโอกาสน้อยมากที่ครอบครัวผู้เสียหายเอง หรือหน่วยงานรัฐที่เข้ามาสืบสวนสอบสวนจะสามารถเข้าถึงพยานหลักฐานเหล่านี้
Shifting the Burden: ภาระการพิสูจน์ต้องอยู่ที่รัฐ
แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่มีตัวอย่างคำพิพากษาคดีอุ้มหายหลังการจับกุม แต่ในทางสากล ปรากฏตัวอย่างการวางบรรทัดฐานและแนวคิดในทางสิทธิมนุษยชนถึงประเด็นความยากลำบากในการเข้าถึงพยานหลักฐานในกรณีดังกล่าวไว้ ดังนี้
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Committee – HRC) เป็นสถาบันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศแห่งแรกที่กล่าวถึงประเด็นความไม่เท่าเทียมทางอำนาจในคดี Bleier v. Uruguay ว่า
“ในส่วนที่เกี่ยวกับภาระการพิสูจน์นั้น จะให้ตกอยู่แก่ผู้ร้องแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าผู้ร้องและรัฐภาคีไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงพยานหลักฐานอย่างเท่าเทียมกัน และบ่อยครั้งที่รัฐฝ่ายเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้… ในกรณีที่ผู้ร้องได้เสนอข้อกล่าวหาที่มีพยานหลักฐานสนับสนุนอย่างหนักแน่น และการทำความเข้าใจข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในกรณีนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว คณะกรรมการฯ อาจถือว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูลความจริง หากรัฐไม่สามารถเสนอพยานหลักฐานและคำชี้แจงที่น่าพอใจในทางตรงกันข้ามได้”3Bleier v. Uruguay, para 13.3
กล่าวคือ ความไม่เท่าเทียมทางอำนาจในการเข้าถึงพยานหลักฐาน เกิดขึ้นจากการที่ข้อมูลเกี่ยวกับชะตากรรมของบุคคลนั้นอยู่ในความครอบครองของรัฐฝ่ายเดียว (Exclusively within the knowledge of the State) และการครอบครองของรัฐฝ่ายเดียวนั้นจึงทำให้เกิดกรอบเรื่องการให้ภาระการพิสูจน์เปลี่ยนไปที่รัฐ (Shifting the Burden) ซึ่งทำให้สามารถแก้ปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงพยานหลักฐาน และยังเป็นการจัดการเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำมิชอบสามารถลอยนวลพ้นผิดไปได้
งานศึกษา “Who Shall Bear this Burden? Using Burden-Shifting to Disrupt Impunity for the Systematic Use of Enforced Disappearance” โดย Michael Weaverได้สรุปรูปแบบของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปและศาลสิทธิมนุษนชนระหว่างอเมริกา ที่ต่างนำเอากรอบการให้ภาระการพิสูจน์เปลี่ยนไปที่รัฐดังกล่าวมาใช้ในคำพิพากษาคดีต่างๆ
งานศึกษาดังกล่าวสรุปรูปแบบการใช้กรอบแนวคิดนี้ของศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างอเมริกา ไว้ว่า ศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างอเมริกาใช้กรอบการให้ภาระการพิสูจน์เปลี่ยนไปที่รัฐ โดยแบ่งการพิจารณาเป็นสองขั้นตอนหลัก ในขั้นแรก ผู้ร้องจำต้องแสดงพยานหลักฐานเบื้องต้น (Prima Facie) โดยพิสูจน์ 2 ประเด็นคือ 1. มีหรือเคยมีรูปแบบการบังคับสูญหาย (Pattern of Disappearances) ที่รัฐเป็นผู้กระทำในช่วงเวลานั้น 2. กรณีการสูญหายรายบุคคลนั้นมีความเชื่อมโยงกับรูปแบบการกระทำอุ้มหายที่เป็นระบบโดยรัฐดังกล่าว เมื่อพิสูจน์ทั้งสองประเด็นได้ ภาระการพิสูจน์ที่เหลือจึงจะตกไปยังรัฐเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐาน
สำหรับศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป วางหลักการใช้กรอบการให้ภาระการพิสูจน์เปลี่ยนไปที่รัฐ ที่แคบกว่า กล่าวคือ จะสันนิษฐานได้ว่าผู้สูญหายเสียชีวิตแล้วก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่นว่า 1. บุคคลนั้นถูกควบคุมตัวไปโดยเจ้าหน้าที่รัฐ 2. อยู่ในสถานการณ์ที่ถือได้อย่างสมเหตุสมผลว่าเป็นอันตรายต่อชีวิต และ 3. ไม่มีข้อมูลข่าวสารที่มีน้ำหนักใดๆ เกี่ยวกับชะตากรรมของผู้สูญหายอีกเลยนับแต่การหายไป หากสามารถพิสูจน์ได้ครบทุกองค์ประกอบจึงจะเกิดข้อสันนิษฐานว่าผู้สูญหายนั้นเสียชีวิตแล้ว และภาระการพิสูจน์จึงจะตกไปยังรัฐ4Who Shall Bear this Burden? Using Burden-Shifting to Disrupt Impunity for the Systematic Use of Enforced Disappearance . p.861-863
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปหลายคำพิพากษาที่ให้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับรัฐเมื่อมีข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักแล้วว่ามีการบาดเจ็บ การเสียชีวิต หรือสูญหายเกิดขึ้นระหว่างการควบคุมตัว หรือภายในพื้นที่ควบคุมโดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น คำพิพากษาคดี Bazorkina v. Russia ซึ่งเป็นคดีการบังคับสูญหายนาย Khadzhi-Murat Yandiyev หลังเขาถูกควบคุมตัวโดยกองกำลังทหารรัสเซีย โดยแม่ของ Yandiyev เห็นลูกชายในข่าวทางโทรทัศน์ ขณะลูกชายถูกควบคุมตัวโดยทหารรัสเซีย หลังจากนั้นไม่มีใครพบ Yandiyev อีกเลย แม่ของเขาจึงเป็นผู้ร้องในคดีอุ้มหายต่อศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป ในตอนหนึ่งของคำพิพากษาศาลได้ระบุว่า
“ด้วยความสำคัญของการคุ้มครองตามมาตรา 2 ศาลจึงต้องพิจารณากรณีการพรากชีวิตอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด โดยคำนึงถึงไม่เพียงแต่การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่รวมถึงพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด บุคคลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานะที่เปราะบาง และเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องคุ้มครองบุคคลเหล่านั้น ดังนั้น หากบุคคลถูกควบคุมตัวโดยตำรวจในสภาพที่มีสุขภาพดี แต่เมื่อได้รับการปล่อยตัวกลับพบว่ามีบาดเจ็บ รัฐย่อมมีหน้าที่ต้องให้คำอธิบายที่น่าเชื่อถือว่าบาดแผลดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร (ดูคำวินิจฉัยอื่น ๆ เช่น Avşar v. Turkey เลขที่ 25657/94 วรรค 391 ECHR 2001-VII (บางส่วน)) ภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการชี้แจงการปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมตัวจะเข้มงวดเป็นพิเศษ หากบุคคลนั้นเสียชีวิตหรือสูญหายภายหลัง”5 Bazorkina v. Russia , para 104
“ในกรณีที่เหตุการณ์ที่เป็นประเด็นอยู่ภายใต้ความรู้เฉพาะของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด หรือเป็นส่วนใหญ่ เช่น กรณีของบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมตัว เหตุสันนิษฐานทางข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับการบาดเจ็บหรือการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นระหว่างการควบคุมตัวนั้น ทั้งนี้ อาจถือได้ว่าภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ในการให้คำอธิบายที่น่าพอใจและน่าเชื่อถือ”6เพิ่งอ้าง. para 105.
นอกจากนี้ ในคำพิพากษาคดี Varnava and others v. Turkey ซึ่งเป็นคดีการอุ้มหายชาวไซปรัสเชื้อสายกรีก 9 คน ระหว่างการปฏิบัติการทางทหารของตุรกีในไซปรัส ระบุว่า ไม่ต้องถึงขั้นเป็นการควบคุมตัวโดยตรง แต่หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าบุคคลหนึ่งได้เข้าไปยังสถานที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐและหายไป ภาระการพิสูจน์จะตกอยู่แก่รัฐด้วยเช่นกัน
“นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ไม่ถึงขั้นการควบคุมตัวโดยตรง แต่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบุคคลหนึ่งได้เข้าไปยังสถานที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ และไม่ได้ปรากฏตัวอีกต่อไป ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ภาระหน้าที่จะตกอยู่กับรัฐบาลในการให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลว่าเกิดอะไรขึ้นในสถานที่ดังกล่าว และต้องแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นไม่ได้ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ แต่ได้ออกจากสถานที่ไปโดยไม่ได้ถูกจำกัดเสรีภาพในภายหลัง”7Varnava and others v. Turkey , para 183
“ในฐานะพัฒนาการเชิงตรรกะของแนวทางดังกล่าว ในสถานการณ์ที่พบบุคคลได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หรือสูญหาย ภายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่รัฐ และมีพยานหลักฐานเบื้องต้นที่แสดงว่ารัฐอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ภาระการพิสูจน์ก็อาจเปลี่ยนไปอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นประเด็นอาจอยู่ทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ภายใต้ความรู้เฉพาะของเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยเอกสารสำคัญที่จำเป็นเพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยข้อเท็จจริงได้ หรือไม่สามารถให้คำอธิบายที่น่าพอใจและน่าเชื่อถือได้ ศาลก็อาจอนุมานข้อเท็จจริงในทางที่ไม่เป็นคุณต่อฝ่ายนั้นได้”8เพิ่งอ้าง. para 184.
แม้ตัวอย่างที่ได้ยกมาจะเป็นการพิจารณาในระดับสากลหรือระดับภูมิภาค แต่การวางหลักการเรื่องการผลักภาระการพิสูจน์ไปยังรัฐ เป็นมาตรฐานทางสิทธิมนุษยชนที่มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด อันเป็นบรรทัดฐานที่ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีตามอนุสัญญา CED ควรนำไปคำนึงในการจัดการและค้นหาความจริงในคดีอุ้มหายในมิติต่างๆ ต่อไปในอนาคต

- 1มาตรา 3 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 “…“ควบคุมตัว” หมายความว่า การจับ คุมตัว ขัง กักตัว กักขัง หรือกระทำด้วยประการอื่นใด ในทำนองเดียวกันอันเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายของบุคคล…”
- 2มาตรา 7 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมตัว หรือลักพาบุคคลใด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิเสธว่ามิได้กระทำการดังกล่าว หรือปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวของบุคคลนั้นซึ่งส่งผลให้ บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย การกระท าความผิดตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นความผิดต่อเนื่องจนกว่าจะทราบชะตากรรม ของบุคคลนั้น”
- 3Bleier v. Uruguay, para 13.3
- 4
- 5Bazorkina v. Russia , para 104
- 6เพิ่งอ้าง. para 105.
- 7Varnava and others v. Turkey , para 183
- 8เพิ่งอ้าง. para 184.





