การซ้อมทรมานเพื่อให้ได้คำรับสารภาพ การเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ หรือการเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของสามัญชนขณะถูกควบคุมตัวในพื้นที่กฎหมายพิเศษ มักปรากฏในสื่อและความรับรู้ของสังคมไทยในฐานะข่าวอาชญากรรม ที่กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้และเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เสพข่าวได้ชั่วระยะหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปตามกระแส ไม่มีผู้ใดตั้งข้อสังเกตถึงความคืบหน้าของคดี มีผู้ก่อเหตุคนใดถูกลงโทษหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงผู้บังคับบัญชา ที่ไม่เคยมีชื่อเป็นจำเลยในกรณีเหล่านี้ ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐเช่นนี้จึงไม่เพียงแต่สะท้อนการละเมิดสิทธิในร่างกายของผู้ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างมากมายที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) รวบรวมคดีทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่องค์กรมีส่วนในการช่วยเหลือด้านกฎหมายในรอบ 20 ปี ทั้งก่อนและหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เพื่อสำรวจปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงอุปสรรคและความท้าทายในการใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพื่อยุติการทรมาน และนำไปสู่สังคมที่ปราศจากการทรมานและการเลือกปฏิบัติในที่สุด
อะไรคือการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์?
พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ได้นิยามการทรมานไว้ในมาตรา 5 ซึ่งระบุว่า เป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ทำให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ได้แก่ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ, เพื่อลงโทษผู้ถูกกระทำ, เพื่อข่มขู่ผู้ถูกกระทำ หรือเป็นการเลือกปฏิบัติ ส่วนการกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถูกระบุไว้ในมาตรา 6 ที่ว่า เจ้าหน้าที่รัฐลงโทษหรือกระทำการที่โหดร้าย อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจที่มิใช่การกระทำความผิดตามมาตรา 5
สำหรับ CrCF ในรอบ 20 ปี ได้เข้าร่วมในการช่วยเหลือด้านกฎหมายในกรณีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ทั้งหมด 16 คดี นั่นหมายความว่าในรอบ 20 ปีนี้ จำนวน 16 คดีถือเป็น “อย่างน้อย” และน่าจะยังมีคดีลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว

การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้
ในจำนวน 16 คดีนี้ แบ่งออกเป็นคดีที่มีผู้เสียหายเป็นทหารเกณฑ์ หรือเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย 8 คดี ได้แก่ คดีพลหารวิเชียร เผือกสม, คดีสิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์, คดีพลทหารประจักษ์ แก้วคงธรรม, คดีสิบโทปกรณ์ เนียมรัตน์, คดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต, คดีพลทหารศิริวัฒน์ ใจดี, คดีพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล และคดีพลทหารราเชน ยวามื่อ ส่วนคดีที่มีผู้เสียหายเป็นประชาชน 8 คดี ประกอบด้วย คดีตากใบ, คดีฤทธิรงค์ ชื่นจิตร, คดีเยาวชนสามร้อยยอด, คดีอนัน เกิดแก้ว, คดีอับดุลเลาะห์ อีซอมูซอ, คดีอรรถสิทธิ์ นุสสะ, คดีตาน ซิน อู และคดีมังซูร จำนวนผู้เสียหายที่แตกต่างกันครึ่งต่อครึ่งเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่จำกัดเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
นอกจากนี้ ในจำนวน 16 คดี มีผู้เสียหายที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์และชาวต่างชาติถึง 6 คดี ประกอบด้วย คดีตากใบ, คดีอับดุลเลาะ อีซอมูซอ, คดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต, คดีพลทหารราเชน ยวามื่อ และคดีตาน ซิน อู ซึ่งโดยทั่วไป กลุ่มชาติพันธุ์มักจะเป็นกลุ่มที่ตกเป็นผู้เสียหายในกรณีทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ด้วยทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐที่มักจะมองว่าคนกลุ่มนี้เป็น “คนอื่น” และไม่มีสิทธิเท่ากับคนไทยทั่วไป
20 ปี มีเจ้าหน้าที่รัฐได้รับโทษ 2 คดี – ผู้บังคับบัญชาลอยนวล
ตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่มีคดีทรมานและการกระทำที่โหดร้ายฯ เกิดขึ้นอย่างน้อย 16 คดีนั้น มีเพียง 2 คดี ที่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐผู้ก่อเหตุ ได้แก่ คดีพลทหารวิเชียร เผือกสม ที่มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกเจ้าหน้าที่ทหาร 8 คน ที่กระทำการทรมานพลทหารวิเชียรจนเสียชีวิต รวมระยะเวลา 13 ปี นับตั้งแต่เกิดเหตุ พ.ศ. 2554 จนกระทั่งถึงวันที่มีคำสั่งลงโทษใน พ.ศ. 2566 และคดีพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 ปี นับตั้งแต่เกิดเหตุใน พ.ศ. 2567 จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกครูฝึกและทหารรุ่นพี่ จำนวน 13 คน ใน พ.ศ. 2568 และยังถือเป็นคดีแรกที่สามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ หลังจากบังคับใช้มาเป็นเวลา 2 ปี
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทหารที่ถูกพิพากษาลงโทษในทั้งสองคดีเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเท่านั้น ยังไม่มีผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนใดได้รับโทษ เช่นเดียวกับคดีตากใบ ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 80 คน และมีผู้เสียหายจำนวนมาก ทว่ากลับไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดได้รับโทษ แม้เมื่อศาลออกหมายจับจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวน 9 คน ก็ไม่มีจำเลยคนใดปรากฏตัวต่อหน้าศาล และคดีตากใบก็หมดอายุความไปในที่สุด
ภาพสะท้อนความท้าทายในการแก้ปัญหาการทรมาน – ปฏิบัติที่โหดร้าย
แม้ว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะเริ่มบังคับใช้ใน พ.ศ. 2566 แต่ปรากฏว่า หลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ก็ยังคงมีกรณีทรมานและกรณีการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ เกิดขึ้นถึง 6 คดี และที่น่าสนใจก็คือ ในระหว่าง พ.ศ. 2566 – 2568 มีคดีทรมานและปฏิบัติที่โหดร้ายฯ เกิดขึ้นเฉลี่ยอย่างน้อยปีละ 2 คดี
ใน 16 คดีที่เกิดขึ้นในรอบ 20 ปี มีเพียง 6 คดีเท่านั้นที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล ในขณะที่อีก 4 คดี ยังคงอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน ได้แก่ คดีอรรถสิทธิ์ นุสสะ, คดีพลทหารประจักษ์ แก้วคงธรรม, คดีสิบโทปกรณ์ เนียมรัตน์, และคดีพลทหารศิริวัฒน์ ใจดี ขณะที่อีก 4 คดี ได้แก่ คดีสิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์, คดีอนัน เกิดแก้ว, คดีอับดุลเลาะ อีซอมูซอ และคดีตาน ซิน อู หยุดชะงักอยู่ที่ขั้นตอนการไต่สวนการตาย
ความ (ไม่) คืบหน้าของคดีเหล่านี้ อาจสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในขั้นตอนการไต่สวนการตาย ซึ่งในกรณีที่เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นในเรือนจำ สถานีตำรวจ หรือสถานที่ควบคุมอื่นๆ การไต่สวนการตายจะต้องนำไปสู่ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการลงโทษทางอาญา การเยียวยาทางแพ่ง และการปรับปรุงระบบต่อไป ทว่าเมื่อคดีหยุดลงที่การไต่สวนการตาย นั่นหมายความว่าจะยังไม่มีการดำเนินการทางอาญาใดๆ เพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่ผู้กระทำการละเมิด และกระบวนการอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การป้องกันก็ยังไม่เกิดตามมา
แม้ว่าญาติผู้เสียหายจะมีความกระตือรือร้นในการต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรม แต่ก็เป็นเพียงปัจจัยเล็กๆ ที่ช่วยผลักดันให้คดีคืบหน้า อย่างไรก็ตาม กรณีการเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัว ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายจนทำให้เสียชีวิต ล้วนเป็นกรณีที่ “ไม่ปกติ” ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสังเกตเห็น หรือเอาใจใส่มากพอ ก็สามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดี และเอาผิดผู้กระทำการละเมิดได้ตามหน้าที่ แต่เมื่อไม่มีการดำเนินการใดๆ ก็จะนำไปสู่การลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูง
นอกจากนี้ จากการดำเนินการร้องเรียนตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ปัญหาหนึ่งที่พบคือคำนิยามเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ยังไม่ชัดเจนและครอบคลุม ทำให้การตีความของเจ้าหน้าที่ในแต่ละหน่วยงานยังแตกต่าง ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่นเดียวกับคำนิยามของการทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ที่หลายครั้งอาจเกิดคำถามว่ามีเจ้าหน้าที่ที่ยังพยายามหลบหลีกข้อกฎหมายหรือไม่ เพื่อไม่ให้ตรงกับนิยาม เช่น กรณีเสียชีวิตในที่คุมขังหรือเสียชีวิตระหว่างอยู่ภายใต้อำนาจผู้บังคับบัญชาที่มีการจำกัดเสรีภาพในร่างกาย เช่น ถูกลงโทษระหว่างการฝึกทหาร แต่หน่วยงานมองว่าไม่ใช่การเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัว
อีกหนึ่งกรณีสำคัญที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย คือกรณีการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่จำเลยซึ่งเป็นครูฝึกทั้งสองนายพยายามให้มีการนำคดีกลับสู่เขตอำนาจศาลทหาร กระบวนการที่ตามมาทำให้คดีความเป็นไปอย่างล่าช้าและกินเวลาถึง 2 ปี กว่าจะเข้าสู่ขั้นตอนการพิพากษาคดี เนื่องจากต้องรอความเห็นของคณะกรรมการชี้ขาดอำนาจศาลในการตัดสินว่าคดีพลทหารกิตติธรควรอยู่ในเขตอำนาจศาลทหารหรือศาลพลเรือน ทั้งที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ระบุอย่างชัดเจนว่าคดีตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องอยู่ในอำนาจศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคดีของพลทหารวรปรัชญ์ ที่มีการดำเนินคดีภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับเดียวกัน แต่สามารถดำเนินการเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่กระทำการละเมิดได้ ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี
ระบบอำนาจนิยม: ปัจจัยที่อาจทำให้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ?
เมื่อพิจารณาจากภาพรวมพบว่า สาเหตุของการเสียชีวิตของผู้เสียหายมาจาก 2 สาเหตุหลัก คือการลงโทษขณะมีการฝึกทหารภายในค่าย และการทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ซึ่งรากของการใช้ความรุนแรงมาจากระบบอำนาจนิยม ที่เจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจมากกว่ากระทำต่อผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า เช่น ทหารเกณฑ์ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย หรือประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ตาม แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม หรือกองทัพ จะพยายามออกมาตรการในการป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ แต่มาตรการต่างๆ กลับมุ่งเน้นที่กฎระเบียบในการฝึก และการเพ่งโทษไปยังผู้กระทำความผิดเป็นหลัก ไม่ได้เจาะลึกไปยังปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างการใช้อำนาจโดยมิชอบ และการปกป้องผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชา ที่ควรจะมีความรับผิดรับชอบสูงสุดต่อการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชา สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การลอยนวลพ้นผิด และกฎหมายกี่ฉบับก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้ หากรากของปัญหายังคงถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรม โดยไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดใช้ความกล้าหาญในการกวาดปัญหาเหล่านี้ออกมา
อินโฟกราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข





