รอง ผอ. CrCF เข้าให้ข้อเท็จจริงต่อ กสม.กรณีอุ้มหายนายดวง วาน ไถ ผู้ลี้ภัยเวียดนามในไทย เมื่อปี 66

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข รองผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ในฐานะผู้ร้อง พร้อมด้วยทนายความ เข้าให้ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในกรณีการบังคับสูญหายนายดวง วาน ไถ (Dương Văn Thái) ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม เมื่อปี 2566 ที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงพยานบุคคลที่อาจมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง หาตัวผู้กระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐไทยและเวียดนาม และอาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยอีกด้วย 

ภายหลังจากการเข้าให้ข้อเท็จจริง ประกายดาวให้ความเห็นว่า รัฐไทยควรคำนึงถึงมนุษยธรรม และแม้ประเทศไทยจะยังไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาผู้ลี้ภัย แต่ก็ต้องคำนึงถึงหลักจารีตประเพณีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังมีรายงานเกี่ยวกับการคุกคามชุมชนผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการที่เจ้าหน้าที่ไทยและเวียดนามคอยติดตามสอดส่องและมาพูดคุยกับกลุ่มผู้ลี้ภัยในชุมชน หรือไปเยี่ยมในห้องกักของ ตม. รวมทั้งมีการล้อมจับคนหมู่มากในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายเพื่อพยายามผลักดันกลับผ่านช่องทาง ตม. โดยไม่คำนึงถึงสถานะผู้ลี้ภัย UNHCR ไปจนถึงการอุ้มกันไปโดยพลการอย่างกรณีนายดวง วาน ไถ

“แต่นับแต่ประเทศไทยมีพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่ทำให้การอุ้มหายเป็นความผิดอาญา เราจะเห็นประเทศต้นทางใช้วิธีส่งคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อศาลพิจารณาและมีคำสั่งแทน โดยใช้ พ.ร.บ. คนเข้าเมือง หรือ พ.ร.บ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นฐานในการอ้างความชอบธรรมของการบังคับส่งกลับ โดยไม่คำนึงถึงมาตรา 13 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่บัญญัติหลักการห้ามผลักดันกลับ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในลักษณะคุ้มครองบุคคลทุกคนไม่ให้ต้องกลับไปเผชิญกับการถูกประหัตประหาร  ในอนาคตจึงน่ากังวลว่าการที่ผู้ลี้ภัยถูกดำเนินคดีในประเทศต้นทางมา อาจต้องเผชิญกับกระบวนการแบบนี้ ซึ่งถือเป็นการปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression) การที่รัฐไทยปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในอธิปไตยของบ้านเราถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม กรณีนายไถเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องของความมั่นคงและส่งผลต่ออธิปไตยไทยโดยตรง รัฐจะต้องตรวจสอบและดำเนินการโดยเร่งด่วน” ประกายดาวกล่าว 

สืบเนื่องจากกรณีที่นายดวง วาน ไถ ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามในไทยได้ถูกบังคับลักพาตัวไปยังประเทศเวียดนาม โดยต่อมาเครือข่ายนักสิทธิมนุษยชนและเครือข่ายช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานอัยการศูนย์ป้องกันการทรมานฯ และหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงยุติธรรม, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด 

นายไถเป็นนักเคลื่อนไหวชาวเวียดนาม ที่ได้ลี้ภัยมาที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย องค์การสหประชาชาติแล้ว แต่ถูกบังคับให้สูญหายไป เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2566  โดยมีพยานพบเห็น นายไถ ถูกชาย 4 คน ควบคุมตัวไปในระหว่างที่เขาขับขี่รถจักรยานยนต์อยู่บริเวณถนนลำภู อ. ธัญบุรี จ. ปทุมธานี โดยมีข้อมูลและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อว่าเป็นการลักพาตัว (Abduction) ต่อมาครอบครัวของเขาได้รับแจ้งจากทางการเวียดนาม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ว่านายไถถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศเวียดนาม และถูกตั้งข้อหาว่า “สร้างโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 117 ของประเทศเวียดนาม และต่อมาในเดือนตุลาคม 2567  ศาลฮานอยตัดสินจำคุกนายไถเป็นเวลา 12 ปี 

นอกจากการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่เวียดนามแล้ว ยังมีคำถามว่า กรณีดังกล่าวอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐไทยเกี่ยวข้องหรือให้ความร่วมมือกับการอุ้มหายและผลักดันนายไถกลับไปยังประเทศเวียดนามหรือไม่ ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดหลักการห้ามส่งกลับไปเผชิญอันตราย (Non-refoulement) อันเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและเป็นความผิดฐานบังคับให้บุคคลให้สูญหาย มาตรา 7 และผลักดันบุคคลที่เชื่อว่าอาจตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกทรมานฯ มาตรา 13 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และหากการสืบสวนพบว่าทางการเวียดนามได้ลักพาตัวนายไถไปโดยพลการจะถือได้ว่า รัฐบาลเวียดนามได้ละเมิดอำนาจอธิปไตยของรัฐไทย โดยการให้เจ้าหน้าที่เวียดนามเข้ามาลักพาตัวบุคคลที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐไทย ซึ่งเป็นการไม่เคารพต่อความเป็นรัฐเอกราชและเป็นการแทรกแซงกิจการภายในการปล่อยให้รัฐต่างชาติสามารถใช้อำนาจรัฐบนดินแดนไทยได้โดยง่าย จะเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐอย่างร้ายแรง

นายดวง วาน ไถ เป็นนักเคลื่อนไหวชาวเวียดนาม นักข่าวอิสระ นักเขียนบล็อก และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในเวียดนาม เขาเกี่ยวข้องกับสมาคมผู้สื่อข่าวอิสระเวียดนาม (Independent Journalists Association of Viet Nam) และขบวนการภราดรภาพเพื่อประชาธิปไตย (Brotherhood for Democracy) ซึ่งทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของสื่อ โดยทั้งสององค์กรถูกปราบปรามอย่างรุนแรงในเวียดนาม

อีกทั้งนายไถยังมีบทบาทในการเปิดโปงกรณีการทุจริตและเผยแพร่รายงานวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ   จากการเคลื่อนไหวดังกล่าว นายไถเกรงว่าจะต้องเผชิญกับภัยประหัตประหาร การจับกุม คุมขัง และการทรมาน จึงหลบหนีเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี 2561 ต่อมาปี 2563 เขาได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศไทยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และกำลังอยู่ในกระบวนการสัมภาษณ์เพื่อการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม

กรณีของนายไถถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression) ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมติดตามกรณีของนายไถ และสถานการณ์ผู้ลี้ภัยในประเทศไทยต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐไทยจะไม่นิ่งเฉยต่อการที่เจ้าหน้าที่รัฐอื่นใช้อำนาจรัฐนอกอาณาเขตของตนเข้ามาแทรกแซงและละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยไทย รวมทั้งหลักนิติรัฐ และอำนาจอธิปไตยของประเทศไทยจะยังคงมีเสถียรภาพต่อไป

Author