CrCF – เครือข่าย ร่วมแลกเปลี่ยนและยื่นข้อเสนอแนะต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ กรณีปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

วานนี้ (8 เมษายน 2569) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) พร้อมกับ Fortify Rights มูลนิธิเพื่อสันติภาพ (PRF) และคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) เดินทางไปพบผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และในฐานะเลขาคณะกรรมการป้องกันการทรมานฯ แห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนและสะท้อนปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ตลอดระยะเวลา 3 ปี โดยเฉพาะผ่านมุมมองการทำงานใกล้ชิดกับผู้เสียหาย พร้อมกับยื่นหนังสือข้อเสนอแนะที่เชื่อว่าจะเป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ให้มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งของ พ.ร.บ.ฯ เพื่อยกระดับการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้บุคคลทุกคนปลอดภัยจากการกระทำทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับสูญหาย

ในการประชุมครั้งนี้มี นางธัญสุดา หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พร้อมด้วย คณะเจ้าหน้าที่ สปท. เข้าร่วมหารือและรับฟังข้อท้าทาย โดยจะนำข้อท้าทายและข้อเสนอแนะไปนำเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายต่อไป

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จากประสบการณ์การทำงานของ CrCF ตลอดจนองค์กรเครือข่าย อย่าง Fortify Rights และมูลนิธิเพื่อสันติภาพ (PRF) รวมทั้งทนายความในเครือข่าย ได้ใช้กลไกตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และกลไกอื่นๆ ภายใต้กฎหมาย แต่ยังพบปัญหาและอุปสรรคทั้งจากตัวบทกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมายหลายกรณี ทำให้กฎหมายดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศข้างต้น และไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายดังกล่าวได้ CrCF และเครือข่ายจึงได้รวบรวมข้อห่วงกังวลมาพร้อมกับข้อเสนอแนะ เพื่อเป็นแนวทางให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พิจารณาดำเนินการเพื่อประกันประสิทธิภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งของ พ.ร.บ. ต่อไป

ระหว่างการประชุม CrCF และเครือข่ายได้สะท้อนปัญหาหลายประการ อาทิ การตีความนิยาม “เจ้าหน้าที่รัฐ” “การควบคุมตัว” “การทรมาน” “การกระทำที่โหดร้าย” ตามมาตราใน พ.ร.บ.ฯ ปัญหาการยุติการสืบสวนในคดีการบังคับสูญหาย การตีความพันธกรณีภายใต้มาตรา 10 ประกอบมาตรา 43 ซึ่งรวมถึงในกรณีการบังคับสูญหายที่เกิดก่อน พ.ร.บ.ฯ ซึ่งยังไม่ทราบชะตากรรมและรายละเอียดของการกระทำความผิด ปัญหาการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศต้นทางโดยละเมิดมาตรา 13 และไม่มีการแจ้งการจับกุมควบคุมตัวให้หน่วยงานรัฐอื่นที่มีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ฯ ทราบ เป็นต้น 

ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะหลักที่ได้นำเสนอได้แก่ การเสนอให้แก้ปัญหาความไม่ชัดเจนด้านการตีความ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ รวมถึงผ่านคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติที่ชัดเจนและสอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติที่เป็นสากล การพัฒนาระบบแจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง ให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองทันทีและเป็นระบบ ขจัดความสับสนในส่วนอำนาจการสืบสวนสอบสวน ทั้งของพนักงานอัยการที่ต้องลงพื้นที่สอบสวนเชิงรุก ไม่เพียงแต่รอรับสำนวนจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดจนการพิจารณารับคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ควรคำนึงถึงมาตรา 31 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เป็นสำคัญ การแก้ไขปัญหากลไกที่อาจถูกใช้เพื่อประวิงเวลาในการดำเนินคดี การสร้างระบบคุ้มครองพยานที่เข้มแข็งและทันท่วงที การแก้ไขปัญหาในการพิจารณาคำร้องตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ให้ศาลไต่สวนโดยพลันเป็นหลัก แทนการยกคำร้องทันที ตลอดจนการพัฒนากระบวนการเยียวยา ให้มีขั้นตอนที่ชัดเจน เรียบง่าย และยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลางในการอนุมัติการเยียวยา 

CrCF ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมกันติดตามปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และร่วมกันผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้สามารถบังคับใช้ได้อย่างแท้จริง ให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นสำคัญ และเพื่อให้บุคคลทุกคนปลอดภัยจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง อย่างการทรมาน ปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับสูญหาย ได้อย่างแท้จริง

Author