2553 Timeline of Power จาก ศอฉ. สู่คดี 6 ศพวัดปทุมวนาราม
ใน พ.ศ. 2553 อีกหนึ่งเหตุการณ์ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยได้เกิดขึ้น นั่นคือ “การสลายการชุมนุม นปช.” ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 10 เมษายน ที่ถนนราชดำเนิน และครั้งที่สอง ในวันที่ 19 พฤษภาคม บริเวณแยกราชประสงค์ การสลายการชุมนุมทั้งสองครั้ง หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญคือ “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ ศอฉ. หน่วยงานพิเศษของรัฐ ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เพื่อควบคุมการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ฯ
อำนาจหน้าที่หลักของ ศอฉ. นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และการดำเนินการด้านข่าวสารต่างๆ ยังมีการ “จัดกำลังตำรวจ ทหาร และพลเรือนดำเนินการตามแผนรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญและสถานที่สำคัญต่างๆ…” และ “จัดชุดปฏิบัติการจากตำรวจ ทหาร ฝ่ายพลเรือน เข้าระงับการก่อความไม่สงบ และช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่เกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉิน”
การชุมนุมของ นปช. เริ่มต้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศยุบสภา เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นเดือนเมษายน ผู้ชุมนุมได้เคลื่อนตัวไปยังแยกราชประสงค์ ถ.ราชดำริ ถ.เพลินจิต ถ.พระราม 1 ถ.พระราม 4 ก่อนที่จะปักหลักที่แยกราชประสงค์ ปิดการจราจร และสร้างแนวป้องกันในบริเวณโดยรอบ ส่งผลให้รัฐบาลตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และตั้ง ศอฉ. เมื่อวันที่ 7 เมษายน พร้อมออกคำสั่งปฏิบัติการที่ 1/2553 (ศอฉ.) เกี่ยวกับวิธีการใช้กำลังในการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสากล จากเบาไปหาหนัก ได้แก่ การแจ้งเตือน ประกอบคำสั่ง ใช้โล่ ใช้รถฉีดน้ำ ใช้กระบอง ใช้เครื่องเสียง และใช้ปืนลูกซองกระสุนยาง
8 เมษายน มีการประกาศห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ในเขตพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทว่าหลังจากการประกาศ ผู้ชุมนุมได้เข้ายึด ถ.ราชดำริ ถ.เพลินจิต ถ.พระราม 1 และ ถ.พระราม 4 เป็นพื้นที่ชุมนุม ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดของ ศอฉ. นำไปสู่การสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพื่อยุติการชุมนุม เริ่มตั้งแต่การตั้งด่านตรวจ ไปจนถึงใช้อาวุธยิงเมื่อปรากฏภัยคุกคาม หรือมีกลุ่มติดอาวุธคุกคามเจ้าหน้าที่หรือประชาชน
10 เมษายน มีการสลายการชุมนุมครั้งแรก เรียกว่า “ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่” เพื่อเปิดการจราจร ถ.ราชดำเนิน มีเอกสารเผยแพร่ในสื่อ หลังจากที่กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ มีผู้เสียชีวิต 24 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 800 คน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 เมษายน แกนนำ นปช. ได้ประกาศรวมที่ชุมนุมไปยังแยกราชประสงค์เพียงแห่งเดียว
16 เมษายน อภิสิทธิ์แต่งตั้ง พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ณ ขณะนั้น เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในเขตท้องที่ตามประกาศภาวะฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามด้วยการใช้มาตรการกดดันให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม โดยการตัดสาธารณูปโภค ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ปิด BTS สถานีราชดำริ, สยาม, ชิดลม, เพลินจิต และ MRT สีลม, ลุมพินี
18 เมษายน ศอฉ. ออกคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริง เพื่อการป้องกันตัวและประชาชนได้ตามความจำเป็นและอย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์ โดยในคำสั่งระบุว่า “กำหนดให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธยิงผู้ก่อเหตุเพื่อหยุดยั้งการปฏิบัติได้ แต่หากผู้ก่อเหตุอยู่ปะปนกับผู้ชุมนุมจนอาจทำให้การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่เป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้งดเว้นการปฏิบัติ ยกเว้นในกรณีที่หน่วยได้จัดเตรียมพลแม่นปืนที่มีขีดความสามารถเพียงพอให้ทำการยิงเพื่อหยุดยั้งการก่อเหตุได้”
15 พฤษภาคม มีการปักป้าย “เขตกระสุนจริง” อย่างน้อย 3 จุด ที่ ถ.ราชปรารภ, ถ.พระราม 4 และ ถ.วิทยุ เพื่อเตือนไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้ามาในเขตดังกล่าว ทุกคนที่พบเห็นในเขตดังกล่าวจะถูกยิง และเจ้าหน้าที่แพทย์ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่
19 พฤษภาคม เกิดการสลายการชุมนุมครั้งที่สอง เรียกว่า “ปฏิบัติการกระชับวงล้อม” ข้อมูลจากเอกสารคำสั่งชันสูตรพลิกศพ คดี 6 ศพ วัดปทุมวนาราม ระบุว่า ในการสลายการชุมนุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมปฏิบัติการมาจากกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ และทหารสังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3
ต่อมาเมื่อเวลา 13.20 น. แกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุม และเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ รวมทั้งประกาศให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับ หรือเข้าไปพักในวัดปทุมวนาราม ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน เพื่อรอรถส่งกลับภูมิลำเนา
เวลา 15.00 น. ข้อมูลจากเอกสารคำสั่งชันสูตรพลิกศพ คดี 6 ศพ วัดปทุมวนาราม ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี เริ่มประจำการบนรางรถไฟฟ้า BTS ตั้งแต่บริเวณสถานีสนามกีฬาแห่งชาติถึงสถานีสยาม ประกอบด้วย พันโทนิมิตร วีระพงศ์ (หัวหน้าชุด), จ่าสิบเอกสมยศ ร่มจำปา, สิบเอกเดชาธร (พลธวัช) มาขุนทด, สิบเอกภัทรนนท์ มีแสง, สิบเอกสุนทร จันทร์งาม, สิบเอกเกรียงศักดิ์ สีบุ, สิบเอกวิชิต สิทธิวงษา และสิบเอกวิฑูรย์ อินทร์คำ พร้อมอาวุธปืนประจำกายเป็นปืน M16 A4 และ M16 A2
เวลาประมาณ 17.00 น. เกิดเหตุยิงใส่วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร พยานหลายคนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจากบริเวณรางรถไฟฟ้า โดยมีเจ้าพนักงานประจำการอยู่ที่รางรถไฟฟ้า ชั้น 1 และ 2 หน้าวัด และใช้อาวุธปืนประจำกายเล็งเข้ามาในวัด หลังเกิดเหตุ มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และไม่มีเจ้าพนักงานได้รับบาดเจ็บ
ผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย ประกอบด้วยนายสุวัน ศรีรักษา, นายอัฐชัย ชุมจันทร์, นายมงคล เข็มทอง, นายรพ สุขสถิตย์, นางสาวกมนเกด อัคฮาด และนายอัครเดช ขันแก้ว ผลการชันสูตรศพพบกระสุนปืนขนาด .223 และเศษกระสุนปืนหัวสีเขียว
ในคำสั่งชันสูตรพลิกศพ ระบุว่า พ.ต.ท. ไพชยนต์ สุขเกษม กองสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หนึ่งในพยาน ยืนยันว่า อาวุธปืน M16 ทุกรูปแบบ (A1 – A4) ต้องใช้กระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 มม. นอกจากนี้ เศษรองกระสุนปืนและลูกกระสุนยังเป็นของปืน M16 แบบ A2 หรือ A4 ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ใช้ในสงคราม มีอำนาจทะลุทะลวงสูง เป็นอาวุธประจำกายของเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น
6 สิงหาคม 2556 ผลการชันสูตรพลิกศพ ชี้ว่า 6 ศพ วัดปทุมฯ เสียชีวิตจากการถูกยิง ซึ่ง “วิถีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมฯ และบริเวณ ถ.พระราม 1”
คำสั่งชันสูตรพลิกศพ สรุปว่า
“… ผู้ตายที่ 1 คือนายสุวัน ศรีรักษา ผู้ตายที่ 2 คือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ ผู้ตายที่ 3 คือนายมงคล เข็มทอง ผู้ตายที่ 4 คือนายรพ สุขสถิตย์ ผู้ตายที่ 5 คือนางสาวกมนเกด อัคฮาด ผู้ตายที่ 6 คือนายอัครเดช ขันแก้ว ถึงแก่ความตายในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวัน เหตุและพฤติการณ์ที่ตายสืบเนื่องมาจากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 มิลลิเมตร ซึ่งวิถีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหารและบริเวณถนนพระรามที่ 1 ซึ่งเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 1 มีบาดแผลกระสุนปืนทะลุปอดและหัวใจ เสียโลหิตปริมาณมาก ผู้ตายที่ 2 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด ผู้ตายที่ 3 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด ผู้ตายที่ 4 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด ผู้ตายที่ 5 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง ผู้ตายที่ 6 มีบาดแผลกระสุนปืนทะลุเข้าในช่องปาก โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ”
ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ มีการค้นหาความจริงโดยศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย. – พ.ค. 53 (ศปช.) พบว่า ในช่วงการชุมนุม นปช. มีการเบิกจ่ายกระสุนจริง 597,500 นัด ส่งคืนให้กรมสรรพาวุธในภายหลัง 479,577 นัด เท่ากับมีการใช้กระสุนจริงไป 117,923 นัด และมีการเบิกกระสุนสำหรับการซุ่มยิง 3,000 นัด ส่งคืน 880 นัด เท่ากับใช้ไป 2,120 นัด
ไทม์ไลน์แห่งอำนาจรัฐสะท้อนให้เห็นอะไร
เมื่อพิจารณาจากคำสั่งปฏิบัติการที่ 1/2553 (ศอฉ.) ที่ให้ใช้กำลังในการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสากล จากเบาไปหาหนัก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นการใช้กระสุนจริงในการกดดันและสลายการชุมนุม ส่งผลให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ยังไม่นับรวมผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในบริเวณอื่นๆ เหตุการณ์รุนแรงและความสูญเสียในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดในทางนโยบายที่รัฐเลือกใช้ทหารและอาวุธจริงในการควบคุมฝูงชน
นับตั้งแต่เหตุการณ์ทางการเมืองในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 หรือเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จะเห็นได้ว่ารัฐใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนมาโดยตลอด และความรุนแรงเช่นนี้ได้จุดชนวนการตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากฝ่ายผู้ชุมนุมบางกลุ่ม นำไปสู่การสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ เพราะไม่เพียงแต่ความเสียหายในระดับบุคคลเท่านั้น แต่ความรุนแรงโดยรัฐยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ทั้งการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล การบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสร้างวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด การสร้างความแตกแยกในสังคม กระตุ้นให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจและสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ
เมื่อรัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน จะทำให้ความรุนแรงถูกมองเป็นเรื่องปกติ และกลายเป็นวิธีการควบคุมฝูงชนอย่างหนึ่ง นำไปสู่วัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงที่ครอบงำสังคม ซึ่งหากความรุนแรงเหล่านี้ไม่ได้รับการคลี่คลาย ก็จะยิ่งสร้างวงจรความรุนแรง และยิ่งเร่งให้เกิดวังวนความขัดแย้งอันไม่สิ้นสุด
นอกจากนี้ เหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อ พ.ศ. 2553 และกรณี 6 ศพ วัดปทุมวนาราม ที่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกดำเนินคดี ยังสะท้อนให้เห็นสิ่งที่มาพร้อมกับความรุนแรงโดยรัฐ นั่นคือ วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะนำไปสู่การทำลายหลักนิติรัฐ เมื่อผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและสถาบันตุลาการ
วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดเอื้อให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดสามารถก่ออาชญากรรมซ้ำอีก เพราะมั่นใจว่าตนเองจะไม่ถูกดำเนินคดี วงจรเช่นนี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบอื่นๆ อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การทรมาน และการบังคับสูญหาย ซึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความทุกข์และความโกรธแค้นให้กับผู้ที่สูญเสียเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ความไม่สงบและความขัดแย้งอย่างไม่รู้จบ ขณะเดียวกันก็สร้างความหวาดกลัวให้กับคนทั่วไป เนื่องจากการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ก็อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของพวกเขาได้ และยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดยิ่งได้รับการปกป้อง ภายใต้ความเงียบของสังคม
นับตั้งแต่การตั้ง ศอฉ. ในวันนี้เมื่อ 15 ปีก่อน จนกระทั่งทุกวันนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษ กลับกัน ยังมีความพยายามมากมายของรัฐในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ทั้งการบังคับสูญหาย การตั้งข้อหาคดีทางการเมืองและจำคุกประชาชน เพียงเพราะการชุมนุมและการแสดงออกตามสิทธิ นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวหลายคนถูกคุกคาม สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความรุนแรงโดยรัฐนั้นไม่เคยลดลง แต่ยังเกิดขึ้นอยู่และเปลี่ยนรูปร่างไป และอาจจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน หากความรุนแรงที่ผ่านมาไม่ได้รับการแก้ไข คลี่คลาย และผู้กระทำความผิดถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม






