แชร์หลากเหตุผล “ทำไมทหารเกณฑ์ลูกชาวบ้านถูกทำร้ายในค่าย คดีต้องขึ้นศาลพลเรือน”
พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย โดยการยุติการทรมาน การอุ้มหาย หรือการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ให้เกิดขึ้นอีกไม่ว่ากับบุคคลใดหรือในสถานการณ์ใด อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้กำลังเผชิญกับข้อท้าทายหลายประการในการบังคับใช้ หนึ่งในนั้นคือการคุ้มครองทหารเกณฑ์จากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน หลายกรณีที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนให้เห็นปัญหาที่มากกว่าไปกว่าตัวบทกฎหมาย แต่เป็นระบบและค่านิยมที่ฝังรากลึกในกองทัพและรัฐไทย
ในช่วงเวลาที่เข้าสู่ “ฤดูกาลการเกณฑ์ทหาร” ของชายไทยซึ่งเริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายนของทุกปี มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม จึงร่วมกันจัดงาน “ทหารเกณฑ์เสียชีวิตในค่าย: เมื่อ พ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหาย ปะทะเขตอำนาจศาล” เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2568 ณ SCC Creative Space ราชเทวี เพื่อรับฟังพูดคุยและแลกเปลี่ยนปัญหาและข้อท้าทายของการเกณฑ์ทหาร โดยเฉพาะกรณีที่ทหารเกณฑ์ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไปจนถึงการเสียชีวิตระหว่างการฝึก หนทางข้างหน้าในการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ให้คุ้มครองกรณีทหารเกณฑ์ รวมถึงข้อเสนอแนะในการทำให้ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ใช้ได้จริง
เมื่อ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ปะทะ “เขตอำนาจศาล”
ในสองปีของการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย คดีของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต พลทหารที่เสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหารใหม่ ผลัดที่ 1/66 เป็นคดีแรกภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย โดยมีครูฝึกสองนายตกเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 6 คดีนี้ถือว่ามีความคืบหน้าหากเทียบกับกรณีอื่นๆ ที่ยังคงไม่สามารถดำเนินการไปสู่ชั้นศาลได้ แต่เมื่อเป็นกรณีพลทหารเกณฑ์เสียชีวิต จึงเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ข้อถกเถียงสำคัญคือคดีจะต้องขึ้นศาลอาญาทุจริตซึ่งเป็นศาลพลเรือนตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ฯ หรือขึ้นศาลทหารกันแน่
พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและทนายของครอบครัวพลทหารกิตติธร กล่าวว่านี่เป็นครั้งแรกที่เจอปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาล โดยความคืบหน้าล่าสุดของคดี คือ ขึ้นสู่ศาลอาญาทุจริต ภาค 5 และมีการสืบพยานตามกระบวนการปกติ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนั้นจำเลยที่เป็นทหารมีความพยายามในการยื่นคำร้องขอให้คดีนี้กลับไปอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร
“ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นสามครั้งในระหว่างสืบพยาน ครั้งแรกเป็นการยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่รับเรื่องดังกล่าว ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำร้องใหม่กับศาลอาญาทุจริตซึ่งเป็นศาลพลเรือนขอให้คดีนี้ได้รับการชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาล โดยมีการยื่นคำร้องถึงสองครั้ง”
หลังได้รับคำร้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ จึงได้ทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลส่งไปที่ศาลทหาร ปัจจุบันแม้การสืบพยานจะเสร็จสิ้นแล้วแต่ยังคงต้องรอความเห็นจากศาลทหารว่ามีความเห็นอย่างไร โดยมีการนัดฟังคำสั่งอีกครั้งในวันที่ 28 เมษายน 2568 หากสองศาลเห็นตรงกันจึงจะมีการนัดฟังคำพิพากษาต่อไป แต่หากสองศาลเห็นไม่ตรงกัน สำนวนคดีและความเห็นของทั้งสองศาลจะถูกส่งไปให้ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 199 พิจารณา โดยคำสั่งของคณะกรรมการฯ จะถือเป็นที่สุด
อย่างไรก็ตาม หากกล่าวถึงที่มาของกฎหมายและจากกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นต้นแบบในการร่างกฎหมายดังกล่าว สัณหวรรณ ศรีสด คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล อธิบายว่าเดิมทีใน มาตรา 34 ของร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ระบุเพียงว่าหากเป็นคดีตามกฎหมายฉบับนี้ให้ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ โดยตอนท้ายที่ระบุใจความว่า ให้รวมถึงคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารก็ต้องขึ้นศาลอาญาทุจริตนั้น เกิดขึ้นภายหลังจากพบว่าในกฎหมายที่เขียนเกี่ยวกับอำนาจศาลอาญาทุจริตอาจมีช่องให้กรณีศาลทหารสามารถขึ้นศาลทหารได้ ผู้ร่างจึงมีการเพิ่มเติมข้อความตอนท้ายเพื่อสร้างความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จนสุดท้ายกฎหมายฉบับนี้ก็มีเนื้อความระบุไว้ชัดในมาตรา 34 ว่าคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารก็ต้องขึ้นศาลอาญาทุจริต
สัณหวรรณอธิบายต่อไปว่า กฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นต้นแบบของ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ไม่สนับสนุนให้ใช้ศาลทหารในกรณีการละเมิดสิทธิที่ร้ายแรงอย่างการทรมาน-อุ้มหาย อีกทั้งประเทศไทยเคยได้รับข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ศาลทหารในไทยจากกลไกสหประชาชาติอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชติ ในปี 2557 และ 2567 และข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติต่อประเทศไทย ในปี 2560 ที่เสนอให้เมื่อเป็นการกระทำทรมาน-อุ้มหาย จะต้องขึ้นศาลพลเรือน
พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย มีวัตถุประสงค์ในการปกป้องและคุ้มครองประชาชนจากการใช้กับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ซึ่งยังหมายรวมถึงกรณีที่บุคคลใดตกอยู่ในภาวะไร้อำนาจทุกกรณี สัณหวรรณมองว่าการฝึกทหารเกณฑ์เป็นภาวะที่ทำให้พลทหารตกอยู่ในภาวะไร้อำนาจ กล่าวคือ ไม่สามารถต่อต้าน ไร้อำนาจกับครูฝึกหรือผู้ควบคุมดูแล จึงเป็นที่ชัดเจนว่ากรณีทหารเกณฑ์ที่ถูกปฏิบัติโหดร้ายฯ ทรมาน หรืออุ้มหายนั้นจะต้องเข้า พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาย-อุ้มหาย
ปัญหาของศาลทหารกับคำถามเรื่องการอำนวยความยุติธรรม
สัณหวรรณมองว่าในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ศาลทหารมีปัญหาในเรื่องของความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และการคุ้มครองสิทธิ เหล่านี้เป็นเหตุผลทำให้ศาลทหารถูกตั้งคำถามถึงความพร้อมที่จะอำนวยความยุติธรรมโดยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

เมื่อเทียบกับศาลพลเรือนทั่วไปจะพบว่าศาลพลเรือนเป็นหน่วยงานที่อยู่เป็นอิสระและอยู่ภายใต้ศาลฎีกาโดยตรงตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุว่าศาลที่จะอำนวยความยุติธรรมจะต้องเป็นอิสระทั้งภายนอกและภายในหน่วยงาน แต่โครงสร้างของศาลทหารในทุกประเทศ ไม่ได้จำกัดแต่เพียงในประเทศไทยถูกออกแบบมาให้อยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม กล่าวคือมีสายบังคับบัญชา
สัณหวรรณกล่าวต่อไปว่า ปัญหาประการที่สองคือความเชี่ยวชาญของศาลทหาร เนื่องจากศาลทหารมีจุดประสงค์เพื่อจัดการเรื่องของทหารโดยแท้ เช่น การหนีทหาร การผิดวินัยทหาร สัดส่วนของผู้พิพากษาในศาลทหารส่วนใหญ่จึงเป็นทหารที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายเพื่อมาดูเรื่องวินัยทหาร โดยกฎหมายบังคับให้ศาลทหารต้องมีผู้พิพากษาที่ได้รับการฝึกอบรมด้านกฎหมายเพียงแค่หนึ่งคนจากสามคนในการพิจารณาคดี เมื่อผู้ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญกฎหมายต้องมาพิจารณาคดีที่มีความผิดทางกฎหมาย โดยเฉพาะคดีอาญาอย่างกรณีฆ่าคนตาย กรณีทำร้ายร่างกาย จึงทำให้เกิดปัญหา
นอกจากนี้ศาลทหารยังมีปัญหาในแง่ของการคุ้มครองสิทธิ กล่าวคือ การคุ้มครองหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Fair Trial)
พรพิมลยกตัวอย่างกรณีพลทหารวิเชียร เผือกสม ทหารเกณฑ์ทีเสียชีวิตระหว่างการเกณฑ์ทหาร ถูกทรมานจนเสียชีวิต เมื่อปี 2554 ก่อนที่จะมีกฎหมาย พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย คดีดังกล่าวจึงขึ้นศาลทหาร ปัญหาสำคัญที่พบคือสิทธิของผู้เสียหายในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคดีนั้นหายไป เมื่อศาลทหารไม่ให้พลเรือนเข้าเป็นโจทก์ร่วม ทนายความของผู้เสียหายจึงไม่สามารถเข้าไปเป็นทนายความในคดีได้ ไม่สามารถเข้าถึงเอกสารสำนวนคดีหรือขอคัดถ่ายเอกสารใดๆ มาได้ แม้จะเป็นทนายความของผู้เสียหาย นอกจากนี้การเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดียังต้องขออนุญาตจากศาลทหารก่อน

ภาสกร ญี่นาง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเสริมในประเด็นดังกล่าวว่าในภาพกว้าง การคุ้มครองสิทธิขาดหายไปไม่เพียงแต่ในศาลทหาร แต่ในระบบเกณฑ์ทหารทั้งหมด
“ระบบเกณฑ์ทหาร ไม่ใช่แค่การเราเห็นภาพทหาร ชายไทยถูกเกณฑ์เข้าไปในกองทัพแต่ถ้าเรามองลึกไปกว่านั้น เราเห็นว่ามันคือระบบที่กฎหมายได้สร้างสภาวะยกเว้น ซึ่งหมายถึง สภาวะที่กฎหมายที่ควรจะคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน (ถูกยกเว้น)”
ภาสกรอธิบายต่อไปว่า “สภาวะยกเว้น” ภายใต้ระบบโครงสร้างของกองทัพทำให้ทหารเกณฑ์ต้องตกอยู่ในสภาวะอันเปลือยเปล่า สภาวะที่มนุษย์ไม่มีความเป็นมนุษย์ กล่าวคือ มนุษย์ที่ไม่มีกฎหมายเข้ามาคุ้มครองสิทธิ ส่งผลให้หลายกรณีทหารเกณฑ์ถูกปฏิบัติเช่นไม่ใช่มนุษย์และถูกละเมิดสิทธิ ดังกรณีพลทหารวิเชียร เผือกสมที่ถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้า หมอบคลานลงบนพื้นซีเมนต์ร้อนๆ นอนบนน้ำแข็ง กินข้าวกับเกลือ เมื่อเป็นคดีความสิทธิของครอบครัวพลทหารวิเชียรในการร่วมเป็นคู่ความก็ถูกพรากไป เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงภาวะอันเปลือยเปล่าของผู้ที่ตกอยู่ใต้โครงสร้างดังกล่าวงทั้งสิ้น
การที่ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย กำหนดให้คดีที่แม้จะอยู่ในเขตอำนาจศาลทหารขึ้นศาลพลเรือน จึงถือเป็นความหวังในการที่จะช่วยลบสภาวะอันเปราะบางและเปลือยเปล่าของเหล่าทหารเกณฑ์ที่เข้าไปในระบบออกไป
นอกจากนี้ ศาลพลเรือนสามารถยืนยันตามหลักความเสมอภาคทางด้านกฎหมายที่ประกันว่าทุกคนเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย ไม่มีใครแยกว่าจะต้องไปอยู่ศาลใดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีการประกันสิทธิต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม ในขณะที่ศาลทหารไม่สามารถคุ้มครองสิทธิและให้ความเสมอภาคเท่าเทียมต่อหน้ากฎหมายกับประชาชนทุกคนได้
มากกว่าการปกป้องเพื่อนพี่น้อง คือ การปกป้อง “ระบบ”
จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคำถามถึงประเด็นเรื่องศาลทหารและเขตอำนาจศาลใน พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย โดยมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการปกป้องครูฝึกหรือคนในสังกัดในระดับบุคคล แต่อาจเป็นความพยายามที่สะท้อนให้เห็นว่ากองทัพกำลังต้องการปกป้องระบบ

ในแง่หนึ่ง จิรัฏฐ์ มองว่าการเกณฑ์ทหารนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องแรงงานและการจัดการทรัพยากรเพื่อผลประโยชน์ของกองทัพ กล่าวคือเกณฑ์ทหารเพื่อนำมาใช้เป็นแรงงานในหน่วยงานต่างๆ และหากระบบเกณฑ์ทหารยังคงดำเนินต่อไป พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ก็ยากที่จะป้องกันหรือปราบปรามการละเมิดสิทธิพลทหารเกณฑ์
ภาสกร เสริมว่าการขึ้นศาลทหารยังทำให้เห็นภาพกว้างถึงโครงสร้างอำนาจของกองทัพในสังคมไทย
“ศาลทหารคล้ายกับว่าเป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงสิทธิเหนืออาณาเขตของตัวทหารเอง เป็นอีกประเทศหนึ่ง ใครทำผิด ถ้าคุณเป็นทหารคุณขึ้นศาลทหาร ใครตัดสิน ทหารตัดสิน ปัญหาคือเราคาดหวังตรงนี้ได้อย่างไร”

การรักษาอำนาจของกองทัพเช่นนี้ทำให้กองทัพมีอำนาจเหนือประชาชน ทำให้ยากที่สังคมจะสามารถตรวจสอบ และเมื่อเกิดคดีความหรือมีการใช้อำนาจและความรุนแรงเกิดขึ้นการลอยนวลพ้นผิดจึงเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ทำให้บุคคลนั้นๆ ไม่ต้องรับโทษ แต่ยังเป็นไปเพื่อการรักษาอำนาจในระบบโครงสร้างของกองทัพ
ณัฐพล ยิ้มสุข อดีตทหารเกณฑ์ ซึ่งมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากที่เคยเข้ารับการฝึกเป็นทหารเกณฑ์ สะท้อนว่าการเกณฑ์ทหารทำให้ตนเสียโอกาสและเสียเวลา ในขณะที่พึ่งเรียนจบและการทำงานกำลังไปได้ด้วยดี แต่ทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงเมื่อตนจับได้ใบแดงและต้องเข้าไปเกณฑ์ทหารอยู่หนึ่งปี ภายหลังจากประสบการณ์ดังกล่าว ณัฐพลสะท้อนว่าทหารเกณฑ์ที่เข้าไปควรจะต้องพยายามทำตัวให้เล็ก เพื่อให้การใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างปลอดภัย
ภาสกรชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างกองทัพกับประชาชนนั้นไม่เคยเท่ากัน ซึ่งสัมพันธ์กับประสบการณ์ของอดีตทหารเกณฑ์ที่มองว่าโอกาสในการจะอยู่รอดปลอดภัยคือการยอมอยู่ใต้อำนาจผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยงานอย่างโดยดี
“ระบบเกณฑ์ทหารคือภาพสะท้อนของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ผู้มีอำนาจรัฐอยู่เหนือประชาชน และตัวผู้มีอำนาจหรือชนชั้นนำสามารถละเมิดสิทธิของเราได้ตลอดเวลา และบางครั้งก็ชอบธรรรมด้วย”
ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร สร้างความโปร่งใสในกองทัพ
เมื่อมองไปข้างหน้า จิรัฏฐ์ มองว่าทางออกในการแก้ปัญหาความรุนแรงในกองทัพที่สำคัญคือการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร โดยให้เป็นระบบของการสมัครใจเข้าเกณฑ์ทหาร เพราะถ้าหากใช้ความสมัครใจ เมื่อไม่พอใจประชาชนก็มีทางเลือกที่จะออกมา หรือเมื่อร่างกายไม่พร้อมฝึกก็ยังมีทางเลือกว่าไม่จำเป็นต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ตั้งแต่แรก เหล่านี้จะช่วยลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึกทหารเกณฑ์ที่เกิดขึ้นทุกปี นอกจากนี้สังคมยังควรตระหนักรู้ถึงปัญหาดังกล่าว และช่วยกันสร้างแรงกดดันทางสังคมให้กองทัพต้องตรวจสอบได้และไม่สามารถดำรงอยู่อย่างมีอำนาจเหนือประชาชน
ณัฐพล ในฐานะอดีตทหารเกณฑ์เสนอว่าหากกองทัพสามารถให้เงินเดือนและสวัสดิการแก่ทหารเกณฑ์ได้เพียงพอในการเลี้ยงชีพ ตนคิดว่าจะมีคนสนใจสมัครใจเป็นทหารเยอะขึ้น และการเข้ารับการเกณฑ์ทหารโดยสมัครใจอาจกลายเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่สนใจ

ในแง่การบังคับใช้กฎหมาย ภาสกร มองว่า พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย จะสามารถบังคับใช้ได้จริง โดยเฉพาะกับกรณีทหารเกณฑ์ จะต้องคำนึงถึง คุณธรรมทางกฎหมาย (Legal Interest) ซึ่งเป็นแนวคิดที่สร้างความชัดเจนให้กับกฎหมายว่าเวลาจะใช้จริงต้องพิจารณาแก่นของกฎหมายว่ามุ่งจะคุ้มครองอะไร และเมื่อการกระทำใดกระทบกระเทือนต่อสิ่งที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองการกระทำนั้นย่อมฝ่าฝืนกฎหมายทันที ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ที่ต้องการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากบุคคลใดถูกกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การกระทำละเมิดนั้นย่อมเป็นความผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ทันที เหล่านี้จึงจะเป็นการสร้างความชัดเจนให้กับกฎหมาย
พรพิมล เน้นย้ำในตอนท้ายถึงความสำคัญและความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ.ฯ โดย ตำรวจ อัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมการปกครอง จะต้องกล้าใช้อำนาจที่มีตามกฎหมายนี้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย สามารถปกป้องคุ้มครองประชาชนได้อย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากจากประสบการณ์การให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัวผู้เสียหายจากกรณีทรมาน-อุ้มหายที่ผ่านมา พบว่าเมื่อไปร้องเรียน เจ้าหน้าที่ยังคงขาดความเข้าใจในกฎหมายฉบับใหม่ พรพิมลมองว่าหากเจ้าหน้าที่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ประชาชนชาวบ้านทั่วไปก็ยิ่งยากที่จะได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายฉบับนี้

![[PR]คืบหน้าไต่สวนการตายคดีพลทหารเพรชรัตน์ สืบพยานผู้ต้องขังร่วมห้อง-อดีต ผบ.-แพทย์นิติเวช](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/05/25-5-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]22 พ.ค. 69 ศาลปราจีนบุรี นัดไต่สวนคดีพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง หลังเสียชีวิตภายในเรือนจำ มทบ. 12](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/05/20-5-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]กรณีอุ้ม-ฆ่า ดีแข ยศยิ่งยืนยง: ครอบครัวร้องกองปราบปรามการทุจริตฯ หลังพบพิรุธ ตำรวจมอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่ญาติ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/05/12-5-69-2-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]CrCF ร้องหลายหน่วยงานตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีชาวบ้านถูกกำนันทำร้ายร่างกาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/28-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลปราจีนบุรีนัดไต่สวนพยาน 15 ปาก คดีพลทหารเพรชรัตน์ เสียชีวิตในเรือนจำทหาร 22 พ.ค. 69 นี้](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/21-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)