กฎหมายฉบับหนึ่งไม่ได้มีเนื้อหาอยู่เพียงตัวอักษรที่ปรากฏเป็นมาตราต่างๆ แต่ประกอบไปด้วยแนวคิดเบื้องหลังที่ทำให้มาตรามาตราหนึ่งทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ แนวคิดเหล่านั้นมีแหล่งที่มาและถูกยืนยันหรือทำให้ปรากฏผ่านการวางหลักในคดีที่เกิดขึ้นหรือผ่านการวางแนวทางการตีความในระดับสากล
การสำรวจเรื่องราวระหว่างบรรทัดอาจช่วยให้เข้าใจและมองเห็นเจตนารมณ์ของแต่ละบทบัญญัติที่อยู่เบื้องหลังได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไม่มากก็น้อย และหลายครั้งทำให้ตั้งคำถามถึงข้อจำกัดของมาตราเหล่านั้นด้วยเช่นกัน CrCF จึงขอนำเสนอซีรีส์ “Between the Law” ชวนอ่านเรื่องราวและเกร็ดความรู้ที่อยู่เบื้องหลังตัวอักษรใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
สำหรับตอนแรก ผู้เขียนขอหยิบยกเรื่อง “การทรมานทางใจ” ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา 5 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาขยายความ ความน่าสนใจของประเด็นดังกล่าวคือ เมื่อการทรมานซึ่งถูกจัดให้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงมาเกี่ยวข้องกับแง่มุมของผลกระทบต่อจิตใจแล้ว สิ่งที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้อย่าง “ความรู้สึก” มักจะทำให้เกิดคำถามมากมายตามมา โดยเฉพาะในประเด็นว่าจะตัดสินอย่างไร ขอบเขตครอบคลุมแค่ไหน กล่าวโดยง่ายคือ “ความรู้สึกหวาดกลัว” “ความรู้สึกทุกข์ใจ” จะวัดกันได้อย่างไรในทางกฎหมาย
แม้ประเด็นนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยที่มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ไม่กี่ปี และยังคงต้องรอดูแนวการตัดสินของศาลว่าจะไปในทิศทางใดและครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน แต่หากมองในทางสากลจะพบว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในทางกลับกันเป็นเรื่องที่ถูกระบุไว้ในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศตั้งแต่ต้น และที่ผ่านมามีความพยายามในการวางแนวทางการตีความความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทางใจไว้ในหลายบริบท โดยปรากฏผ่านเอกสารของสหประชาชาติรวมถึงในคำพิพากษาของหลายคดี
ทรมานทางกายหรือทางใจก็ผิดฐานกระทำทรมาน
“มาตรา 5 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
- ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้ถูกกกระทำหรือบุคคลที่สาม
- ลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่ากระทำของผู้นั้นหรือบุคคลที่สาม
- ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม
- เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน”
มาตรา 5 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เป็นมาตราแรกของหมวด 1 บททั่วไป กำหนดองค์ประกอบความผิดฐานกระทำทรมานไว้ โดยองค์ประกอบหนึ่งคือ “การเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ” ซึ่งหมายความว่า การกระทำทรมานนั้นไม่ใช่แค่การกระทำที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดทางกายเพียงเท่านั้น แต่การทำให้เกิดความเจ็บปวดทางใจก็เป็นการทรมานเช่นกัน ความเจ็บปวดทางใจนั้นจะเกิดร่วมกับความเจ็บปวดทางกายก็ได้ หรือแม้เกิดแต่ทางใจอย่างเดียว ไร้บาดแผลทางกาย ก็ยังถือว่าเป็นการกระทำทรมาน กล่าวคือ ไม่มีการแบ่งแยกว่าทางกายหรือทางใจรุนแรงกว่ากัน เพียงก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางจิตใจก็เข้าข่ายทรมานได้
การเขียนให้ครอบคลุมถึงความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทางจิตใจนั้นมีที่มาจากกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ในภาพใหญ่ สิทธิที่จะไม่ถูกทรมานปรากฏอยู่ในร่มใหญ่ของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานในฐานะที่เป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุด1ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 5 ของปฏิญญาระบุว่า “บุคคลใดๆ จะถูกทรมานหรือได้รับผลปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้ายผิดมนุษยธรรมหรือต่ำช้ามิได้”
ต่อมาในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งออกมาควบคู่กับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (ICESCR) โดยมี UDHR เป็นพื้นฐานก็ระบุรับรองและคุ้มครองสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานไว้ในข้อบทที่ 7 ว่า “บุคคลจะถูกทรมาน หรือได้รับการประติบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต่ำช้ามิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลจะถูกใช้ในการทดลองทางการแพทย์ หรือทางวิทยาศาสตร์โดยปราศจากความยินยอมอย่างเสรีของบุคคลนั้นมิได้”
ทั้งนี้ ในข้อ 4(2) ICCPR ยังจัดให้สิทธิที่จะไม่ถูกทรมานเป็นสิทธิที่ไม่อาจระงับชั่วคราวได้ (Non-derogable) กล่าวคือ ไม่ว่าจะในสถานการณ์พิเศษใด จะเป็นสงคราม โรคระบาด หรือสถานการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ บุคคลทุกคนต้องไม่ถูกกระทำทรมานโดยเด็ดขาด และรัฐทุกรัฐไม่อาจหลีกเลี่ยงพันธกรณีนี้ได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใด กล่าวคือเป็นสิทธิเด็ดขาดที่ต่อรองไม่ได้ของบุคคลทุกคน
เมื่อปฏิญญา UDHR รวมกับกติการะหว่างประเทศทั้งสองฉบับ ถูกจัดให้เป็น “ตราสารสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ” (International Bill of Human Rights) ทำหน้าที่เป็นเสาหลักให้กับกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหมด ดังนั้นเนื้อหาในข้อ 5 ของ UDHR และ ข้อ 7 ของ ICCPR จึงกล่าวถึงสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานหรือได้รับการปฏิบัติที่โหดร้ายไว้ในลักษณะเป็นหลักการทั่วไป ซึ่งต่อมาอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) จึงเกิดขึ้นตามมา โดยเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่พูดถึงเรื่องการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายโดยเฉพาะ
แง่มุมความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทางจิตใจปรากฏชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรในอนุสัญญา CAT ข้อ 12อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ, ข้อที่ 1, เพื่อความมุ่งประสงคของอนุสัญญานี้ คําวา “การทรมาน” หมายถึง การกระทําใดก็ตามโดย เจตนาที่ทําใหเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกขทรมานอยางสาหัส ไม่วาทางกายหรือทางจิตใจ ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อความมุงประสงคที่จะให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศหรือคําสารภาพจากบุคคลนั้นหรือจากบุคคลที่สาม การลงโทษบุคคลนั้น สําหรับการกระทํา ซึ่งบุคคลนั้นหรือบุคคลที่สาม กระทําหรือถูกสงสัยวาได้กระทํา หรือเป็นการข่มขู่ใ้หกลัวหรือเปนการบังคับขู่เข็ญบุคคลนั้นหรือ บุคคลที่สามหรือเพราะเหตุผลใดใด บนพื้นฐานของการเลือกประติบัติ ไม่วาจะเป็นในรูปใด เมื่อความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานนั้นกระทําโดย หรือด้วยการยุยง หรือโดยความยินยอม หรือ รู้เห็นเปนใจของเจ้าพนักงานของรัฐ หรือของบุคคลอื่นซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในตําแหน่งทางการ ทั้งนี้ไม่ รวมถึงความเจ็บปวดหรือความทุกขทรมานที่เกิดจาก หรืออันเปนผลปกติจาก หรืออันสืบเนื่องมาจากการลงโทษทั้งปวงที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ให้นิยาม “การทรมาน” หมายถึง การกระทำใดก็ตามโดยเจตนาที่ทำใหเ้กิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างสาหัส ไม่ว่าทางกายหรือทางจิตใจ
เนื่องจากอนุสัญญา CAT เป็นอนุสัญญาที่ไทยเป็นรัฐภาคีและมีพันธกรณีตามอนุสัญญาที่จะต้องทำให้การทรมานเป็นความผิดตามกฎหมายภายในของตน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงเป็นกฎหมายอนุวัติการมาจากอนุสัญญา CAT กล่าวคือมีอนุสัญญาฉบับนี้เป็นกฎหมายแม่ ข้อความในมาตรา 5 ที่ครอบคลุมถึงเรื่องจิตใจจึงเขียนไว้เหมือนกับในอนุสัญญาดังกล่าว
แค่ไหนถึงเรียกว่าทรมานทางจิตใจ?
ในกรณีของประเทศไทย เนื่องจาก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บังคับใช้มาได้ไม่นานนัก ในประเด็นเรื่องการตีความของศาลยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูคำพิพากษาต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ที่ผ่านมาศาลไทยมีแนวตีความคำว่า “จิตใจ” ในประมวลกฎหมายอาญาให้เป็นเรื่องของกายภาพทางสมอง กล่าวคือ จิตใจ หมายถึงระบบการทำงานของสมอง ไม่นับรวมความรู้สึกทุกข์ใจหรือหวาดกลัว เป็นผลกระทบต่อจิตใจที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตาม สำหรับอนุสัญญา CAT ผลกระทบทางจิตใจนั้นหมายรวมถึงความรู้สึกหวาดกลัว ทุกข์ใจ เสียใจเหล่านี้ด้วย โดยรณกรณ์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าคำว่า “จิตใจ” ใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ซึ่งใช้คำเดียวกับในประมวลกฎหมายอาญา จะมีการตีความคำดังกล่าวเหมือนประมวลกฎหมายอาญา หรือตีความกว้างไปกว่านั้น3แก้แล้วแย่กว่าเดิม?: ร่างใหม่พรบ.อุ้มหาย-ซ้อมทรมาน ที่ไม่สอดคล้องหลักสากล
แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีตัวอย่างคำพิพากษาที่ชัดเจนถึงการตีความความเจ็บปวดทรมานทางใจ แต่ในกรณีของต่างประเทศได้มีการตีความแง่มุมนี้ไว้ในคำพิพากษาศาลหลายคดี เมื่อนำตัวอย่างคำพิพากษาเหล่านี้มาพิจารณาอาจพอทำให้เห็นถึงแนวทางในการตีความให้สอดคล้องกับอนุสัญญา CAT ให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“ความหวาดกลัว” ต่อการถูกข่มขู่จะซ้อมทรมาน อาจเข้าข่ายการทรมานทางจิตใจ
คำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (European Court of Human Rights – ECHR) ในคดีระหว่าง Gäfgen v. Germany4Case of Gäfgen v. Germany เมื่อปี 2553 เป็นคดีที่ผู้ยื่นคำร้อง (Gäfgen) ฟ้องประเทศเยอรมนี ต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป โดยกล่าวหาว่าการปฏิบัติของตำรวจเยอรมันต่อเขา ในระหว่างการสอบสวนคดีการลักพาตัวและฆาตกรรมเด็กชาย เป็นการละเมิดข้อห้ามการทรมานและการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ตามมาตรา 3 ของอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Prohibition of torture and inhuman or degrading treatment) โดยเฉพาะขณะตำรวจข่มขู่ว่าจะทรมานเขาเพื่อให้เปิดเผยตำแหน่งของผู้ที่ถูกลักพาตัว
ความน่าสนใจในคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปในกรณีนี้คือ ในคำพิพากษาศาลเห็นว่าการข่มขู่ที่เป็นจริงและใกล้จะเกิดขึ้นทันที (The real and immediate threats) ในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องเผชิญ เพื่อวัตถุประสงค์ในการบังคับให้เขาให้ข้อมูลนั้น ได้บรรลุระดับความร้ายแรงขั้นต่ำที่เพียงพอที่จะอยู่ในขอบเขตการคุ้มครองตามมาตรา 3 ของอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแล้ว กล่าวคือ เข้าข่ายเป็นความผิดข้อหาการทรมานหรือการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีแล้ว โดยศาลอ้างถึงนิยาม
การทรมานตามข้อที่ 1 อนุสัญญา CAT และตามทัศนะขององค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่ติดตามด้านสิทธิมนุษยชน
ในคำพิพากษาได้หยิบยกแนวปฏิบัติของศาลของรัฐอื่น ๆ และขององค์กรอื่นที่ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนมาพิจารณา หนึ่งในนั้นคือรายงานของผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2544 ที่เสนอต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยประเด็นการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (UN Doc. A/56/156) ว่า
“ดังที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ระบุไว้ในความเห็นทั่วไปฉบับที่ 20 (ลงวันที่ 10 เมษายน 2535) เกี่ยวกับมาตรา 7 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ผู้รายงานพิเศษขอเตือนรัฐบาลทั้งหลายว่า ข้อห้ามการทรมานนั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางกายเท่านั้น หากแต่ยังครอบคลุมถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานทางจิตใจแก่ผู้เสียหายด้วย เช่น การข่มขู่หรือรูปแบบอื่นของการคุกคาม” (ย่อหน้า 3)
ผู้รายงานพิเศษยังชี้ให้เห็นว่า “ความหวาดกลัวต่อการถูกทรมานทางกายอาจถือเป็นการทรมานทางจิตใจได้ในตัวของมันเอง (The fear of physical torture may itself constitute mental torture)” (ย่อหน้า 7) นอกจากนี้ ยังมีความเห็นว่า
“… การข่มขู่ที่ร้ายแรงและน่าเชื่อถือ รวมถึงการข่มขู่เอาชีวิต ต่อความสมบูรณ์แห่งร่างกายของผู้เสียหายหรือของบุคคลที่สาม อาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี และอาจถึงขั้นเป็นการทรมานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้เสียหายยังคงอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย” (ย่อหน้า 8)
ในคำพิพากษาคดี Gäfgen v. Germany ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปยืนยันและเห็นสอดคล้องว่าความหวาดกลัวต่อการถูกทรมานทางกายอาจถือเป็นการทรมานทางจิตใจแล้ว อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่ามีเรื่องต้องคำนึงต่อไปคือประเด็นว่าจะเป็นการทรมาน หรือเป็นเพียงการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมฯ โดยศาลมองว่าต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมดเป็นรายคดีไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิจารณาถึงความรุนแรงของแรงกดดันที่ใช้ในการข่มขู่และความเข้มข้นของความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทางใจที่เกิดขึ้น ในคดี Gäfgen v. Germany นี้ จบลงที่ว่าศาลเห็นว่ามีความร้ายแรงเพียงพอที่จะถือเป็นการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมตามมาตรา 3 แต่ยังไม่ถึงระดับความโหดร้ายที่เข้าเกณฑ์เป็นการทรมาน
การรอคอยประหารชีวิตที่นานเกินควรบวกปัจจัยเฉพาะตัวอาจเข้าข่ายการทรมานทางจิตใจ
คดี Soering v. The United Kingdom เป็นคดีที่ Jens Soering5Case of Soering v. The United Kingdom ชาวเยอรมัน เป็นผู้ยื่นคำร้องฟ้องรัฐบาลสหราชอาณาจักร (UK) ว่าการจะส่งตัวเขาไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อเผชิญกับข้อกล่าวหาฆาตกรรมที่มีโทษประหารชีวิตนั้นจะละเมิดมาตรา 3 ของอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งห้ามการทรมานและการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมฯ เพราะเขาจะเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “Death row phenomenon” หรือความทุกข์ทรมานทางจิตใจระหว่างการรอการประหารชีวิต หากถูกส่งตัวไปยังรัฐเวอร์จิเนีย และอาจถูกตัดสินโทษประหารจริง ๆ ศาลจึงต้องพิจารณาประเด็นที่ว่า ภายใต้พฤติการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการเผชิญกับสภาพการรอการประหารชีวิต (Death row phenomenon) ของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีนี้จะเป็นการละเมิดมาตรา 3 กล่าวคือเข้าข่ายเป็นการทรมานหรือปฏิบัติที่โหดร้ายฯ หรือไม่
ต่อมาศาลตัดสินเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 ว่าการส่งตัว Soering ไปยังอเมริกาจะเป็นการละเมิดมาตรา 3 ของอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เนื่องจากการถูกคุมขังในสภาพการรอการประหารชีวิต การที่จะต้องถูกคุมขังในแดนประหารภายใต้สภาพแวดล้อมที่รุนแรง (Extreme conditions) เป็นระยะเวลายาวนาน ประกอบกับความทุกข์ทรมานทางจิตใจจากการเฝ้ารอการประหารชีวิตซึ่งมีอยู่ตลอดเวลาและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนพฤติการณ์ส่วนบุคคลของผู้ยื่นคำร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอายุและสภาพจิตใจของเขาในขณะกระทำความผิด ศาลเห็นว่าการส่งตัวผู้ยื่นคำร้องไปยังสหรัฐอเมริกาจะทำให้เขาเผชิญกับความเสี่ยงที่แท้จริงต่อการปฏิบัติที่เกินกว่าขอบเขตขั้นต่ำที่มาตรา 3 กำหนดไว้
ทั้งนี้ ในกรณีดังกล่าว ศาลได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพฤติการณ์ส่วนบุคคลของผู้ยื่นคำร้องซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มาตัดสินว่าการส่งตัวกรณีนี้เข้าข่ายละเมิดมาตรา 3 หรือไม่ โดยปัจจัยดังกล่าว ได้แก่ อายุของผู้ร้องในขณะกระทำความผิด ซึ่งขณะนั้นผู้ร้องมีอายุเพียง 18 ปี รวมถึงสภาพจิตใจที่อยู่ในภาวะความผิดปกติทางจิต (Mental distrubance) ซึ่งยิ่งทำให้ผลกระทบของสภาพการรอการประหารชีวิตมีความรุนแรง “ถึงขั้น” อาจเข้าข่ายการปฏิบัติที่โหดร้ายฯได้
นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาว่า ในกรณีเฉพาะนี้ วัตถุประสงค์อันชอบธรรมของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนสามารถบรรลุได้ด้วยวิธีการอื่น เช่น การส่งตัวไปดำเนินคดีในประเทศที่ไม่มีโทษประหารชีวิตอย่างเยอรมนี ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานที่มีความรุนแรงหรือยาวนานในระดับพิเศษเช่นเดียวกัน ดังนั้น สหราชอาณาจักรย่อมจะกระทำการขัดต่อของอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมถึงอนุสัญญา CAT หากดำเนินการส่งตัวผู้ยื่นคำร้องไปยังสหรัฐอเมริกาต่อไป
ทั้งนี้ ในคดีนี้ศาลเห็นว่า สภาพการรอการประหารชีวิตในกรณีดังกล่าวมีความรุนแรงและผลกระทบทางจิตใจอย่างยิ่ง จนอาจถึงขั้นเป็นการปฏิบัติที่โหดร้าย แต่ยังไม่ถึงกับระบุโดยตรงว่าเข้าข่ายเป็นการทรมาน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงการนำ “ความทุกข์ทรมานทางจิตใจ” มาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาตัดสินว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ หรือไม่
การขังเดี่ยวโดยเฉพาะต่อเยาวชนและผู้บกพร่องทางจิตอาจเข้าข่ายการทรมานทางจิตใจ
อีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทรมานทางจิตใจ คือ เรื่องของการขังเดี่ยว หรือ Solitary Confirment โดยประเด็นดังกล่าว Juan Méndez ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (ในขณะนั้น) ได้กล่าวถึง การคุมขังเดี่ยว (Solitary confinement) อาจเข้าข่ายเป็นการทรมานได้ โดย Juan ได้จัดทำรายงานต่อที่ประชุมประจำครั้งที่ 66 ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อปี 2554 เอกสารเลขอ้างอิงที่ A/66/2686A/66/268 – General Assembly – the United Nations
ภายในรายงาน Juan Méndez เห็นว่า การขังเดี่ยวอาจก่อให้เกิด ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรงทั้งทางกายและจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อถูกใช้เป็นการลงโทษ ใช้ในระหว่างการควบคุมตัวก่อนพิจารณาคดี ใช้โดยไม่มีกำหนดหรือเป็นระยะเวลานาน ใช้กับเยาวชน หรือบุคคลที่มีความบกพร่องทางจิต ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และในบางกรณีอาจถึงขั้นเป็นการทรมาน โดยเน้นย้ำว่า การขังเดี่ยวควรถูกใช้เพียงในกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่ง เป็นทางเลือกสุดท้าย และใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ผู้รายงานพิเศษชี้ว่า การประเมินว่าการขังเดี่ยวจะเข้าข่ายเป็นการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ หรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ เงื่อนไข ระยะเวลา ผลกระทบ และสภาพส่วนบุคคลของผู้ถูกกระทำ หากการขังเดี่ยวถูกใช้เป็นการลงโทษ และก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างรุนแรงเกินสมควรแก่การลงโทษ ย่อมไม่อาจอ้างความชอบธรรมได้ และอาจเข้าข่ายเป็นการทรมานหรือการปฏิบัติที่ต้องห้ามตามอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
“การคุมขังเดี่ยว เมื่อถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการลงโทษ ย่อมไม่อาจอ้างความชอบธรรมได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากการคุมขังเดี่ยวดังกล่าวก่อให้เกิดความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างรุนแรงเกินสมควรแก่โทษ และด้วยเหตุดังนั้นจึงถือเป็นการกระทำตามที่นิยามไว้ในมาตรา 1 หรือมาตรา 16 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯ และเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 7 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง” (ย่อหน้าที่ 72)
จากคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปและรายงานของผู้รานงานพิเศษ UN ที่ได้หยิกยกขึ้นมากล่าวจะเห็นได้ว่า ประเด็นการทรมานทางจิตใจนั้นมีการกล่าวถึง วางหลัก และตีความมาแล้วก่อนหน้านี้ในหลายกรณี และได้อธิบายเหตุผลสนับสนุนรวมถึงปัจจัยที่ควรคำนึงไว้โดยละเอียด โดยประเด็นที่ได้หยิบยกมากล่าวถึงในบทความนี้่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความกลัวจากการข่มขู่ว่าจะซ้อมทรมานหรือทำร้ายร่างกาย หรือการรอคอยการประหารชีวิต ตลอดจนการขังเดี่ยว ต่างเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและท้าทายยิ่ง แม้กระนั้น ประเด็นเหล่านี้กลับมีการนำมาขยายความและให้เหตุผลสนับสนุนไว้ได้อย่างละเอียดและชัดเจน จึงต้องติดตามต่อไปสำหรับคำพิพากษาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าสำหรับ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ของประเทศไทยนั้นจะมีการตีความเรื่อง “การทรมานทางจิตใจ” ได้ครอบคลุมมากน้อยเพียงใดต่อไป

- 1
- 2อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ, ข้อที่ 1, เพื่อความมุ่งประสงคของอนุสัญญานี้ คําวา “การทรมาน” หมายถึง การกระทําใดก็ตามโดย เจตนาที่ทําใหเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกขทรมานอยางสาหัส ไม่วาทางกายหรือทางจิตใจ ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อความมุงประสงคที่จะให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศหรือคําสารภาพจากบุคคลนั้นหรือจากบุคคลที่สาม การลงโทษบุคคลนั้น สําหรับการกระทํา ซึ่งบุคคลนั้นหรือบุคคลที่สาม กระทําหรือถูกสงสัยวาได้กระทํา หรือเป็นการข่มขู่ใ้หกลัวหรือเปนการบังคับขู่เข็ญบุคคลนั้นหรือ บุคคลที่สามหรือเพราะเหตุผลใดใด บนพื้นฐานของการเลือกประติบัติ ไม่วาจะเป็นในรูปใด เมื่อความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานนั้นกระทําโดย หรือด้วยการยุยง หรือโดยความยินยอม หรือ รู้เห็นเปนใจของเจ้าพนักงานของรัฐ หรือของบุคคลอื่นซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในตําแหน่งทางการ ทั้งนี้ไม่ รวมถึงความเจ็บปวดหรือความทุกขทรมานที่เกิดจาก หรืออันเปนผลปกติจาก หรืออันสืบเนื่องมาจากการลงโทษทั้งปวงที่ชอบด้วยกฎหมาย
- 3
- 4
- 5
- 6





