ที่ปรึกษาฮิวแมน ไรท์ วอทช์-น้องสาวสยาม ธีรวุฒิ เข้าให้การต่ออัยการ กรณีสยาม ธีรวุฒิ ถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศเวียดนาม
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมน ไรท์ วอทช์ (Human Rights Watch) ได้เข้าให้การต่อพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร ในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ จากกรณีที่อัยการมีคำสั่งยุติการสอบสวนกรณีสยาม ธีรวุฒิ ถูกบังคับให้สูญหายในประเทศเวียดนาม เมื่อปี 2562 การให้การในครั้งนี้ได้ระบุถึงสถานการณ์ในยุครัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร หรือ คสช. ที่มีการไล่ล่าผู้เห็นต่างทางการเมือง ส่งผลให้สยามและเพื่อนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ อีกทัั้งองค์กรของตนได้มีหนังสือติดตามสอบถามการหายตัวไปของสยามและเพื่อนส่งไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และสำนักนายกรัฐมนตรี แต่สำนักนายกฯ ตอบเพียงว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้จับกุมหรือควบคุมตัวสยามและพวกแต่อย่างใด รวมทั้งได้มีการติดตามทางการทูตไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งทางการเวียดนามปฏิเสธในทำนองว่าสยามและพวกไม่ได้อยู่ในประเทศเวียดนาม

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. สรัญญา ธีรวุฒิ น้องสาวของสยาม ได้เข้าให้การต่อพนักงานอัยการ ในฐานะพยานใกล้ชิด โดยสรัญญาได้ให้การถึงสาเหตุที่สยามต้องลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการถูกเจ้าหน้าที่รัฐติดตามและถามถึงที่อยู่ของสยามก่อนที่สยามจะหายตัวไป สรัญญาเชื่อว่าการหายตัวไปของสยามนั้นเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากสยามไม่มีความขัดแย้งกับบุคลอื่นๆ และตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อปี 2561 ทางครอบครัวได้ติดตามสอบถามกรณีการหายตัวไปของสยามไปยังหน่วยงานรัฐต่างๆ ซึ่งจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ทราบความคืบหน้าแต่อย่างใด นอกจากนี้ สรัญญาได้ยื่นพยานหลักฐานเป็นภาพถ่ายของชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ผู้ลี้ภัยชาวไทยที่หายตัวไปพร้อมสยาม เพื่อยืนยันว่า ทั้งคู่อยู่ที่ประเทศเวียดนามก่อนถูกบังคับให้หายสาบสูญ
สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ปรากฏข้อเท็จจริงผ่านสื่อออนไลน์ว่า นายสยาม ธีรวุฒิ พร้อมเพื่อนอีก 2 คน ได้แก่ นายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และนายกฤษณะ ทัพไทย ผู้ลี้ภัยการเมืองจากการปราบปรามของคณะรัฐประหาร (คสช.) ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมที่สนามบินฮานอย ประเทศเวียดนาม ในฐานความผิดปลอมแปลงหนังสือเดินทางเพื่อเข้าประเทศเวียดนาม และบุคคลทั้งสามได้ถูกส่งตัวกลับมายังประเทศไทยในวันเดียวกัน ทว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมา ครอบครัวได้พยายามตามหาแต่ก็ไม่สามารถติดต่อบุคคลทั้งสามได้ และไม่มีใครทราบชะตากรรมของนายสยามและเพื่อนอีกเลย
ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยาม ได้ร้องทุกข์และกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่นายสยามถูกบังคับให้สูญหายและไม่ทราบชะตากรรมจนกระทั่งปัจจุบัน ไม่ว่าการกระทำผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ในต่างประเทศหรือต่อเนื่องกัน ต่ออัยการสูงสุดในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 กสม. ได้ออกรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการบังคับสูญหายและการฆาตกรรมผู้หนีภัย คสช. ไปลี้ภัยในประเทศอินโดจีน ว่าแม้กรณีการสูญหายของบุคคลทั้ง 9 ราย ซึ่งต่อมาพบว่ามี 2 รายเสียชีวิตแล้วนั้น จะยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอย่างชัดแจ้งว่าผู้ลงมือก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของบุคคลดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานของรัฐได้มีการออกหมายจับและพยายามติดตามตัวมาโดยตลอด รวมทั้งผู้ที่สูญหายมีจุดเชื่อมโยงกันคือเป็นกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างกับฝ่ายรัฐบาล ทำให้เชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของบุคคลทั้ง 9 รายนี้ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 พนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร ได้แจ้งผลการพิจารณาว่า การหายตัวไปของนายสยามนั้นมีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย อันจะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่นายสยามกระทำความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นความผิดที่ได้กระทำนอกราชอาณาจักร อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน จึงมีความเห็นไม่รับทำการสอบสวนและมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง
ต่อมากัญญาได้ทำหนังสือโต้แย้งและขอความเป็นธรรม โดยระบุทำนองว่า จากรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) สรุปว่าการหายตัวไปของนายสยามและเพื่อนน่าเชื่อว่าเป็นการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากนายสยามเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการและการรัฐประหารของ คสช. จนถูกทางการไทยออกหมายจับในคดีมาตรา 112 และในข้อหาอื่นๆ โดยหลังจาก คสช. กระทำรัฐประหาร นายสยามและเพื่อนได้ลี้ภัยไปต่างประเทศ จนถูกบังคับให้สูญหายไป อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐไทยจึงมีหน้าที่คุ้มครองคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ รวมทั้งการสืบสวนสอบสวนกรณีที่นายสยามและเพื่อนถูกบังคับหรือถูกกระทำให้สูญหายจนถึงที่สุด ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่กำหนดให้ “ในคดีความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายให้ดำเนินการสืบสวน จนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหาย หรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่า บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย และทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด”
นอกจากนี้ การหายตัวไปของนายสยามยังถือว่ายังไม่ทราบชะตากรรม และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กำหนดให้สืบสวนสอบสวนจนกว่าจะทราบชะตากรรม เจ้าหน้าที่รัฐจึงมีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ที่มีโดยชัดแจ้งของตนเองได้
“ปัจจุบันปี 2569 นี้ก็จะครบรอบสามปีแล้วที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีผลบังคับใช้ในไทย เราจะเห็นว่ายังมีปัญหาในเชิงรายละเอียดเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายนี้อยู่มาก โดยเฉพาะในกรณีการอุ้มหายที่มีความซับซ้อนมากขึ้นไปอีกเมื่อเกิดขึ้นข้ามพรมแดน สำหรับเคสคุณสยาม แม้ว่าข้อมูลที่เรามีอยู่และที่ครอบครัวมีจะไม่มาก และเราได้ส่งมอบให้กับอัยการหมดแล้ว แต่ว่าเราเชื่อว่าอัยการมีความสามารถที่จะวิเคราะห์และขยายผลต่อได้ และเป็นหน้าที่ที่ต้องทำด้วย
อย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นก้าวที่ดีที่อัยการเรียกพยานในเคสคุณสยามมาให้การเพิ่มเติม แม้จะผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว เราจะยังติดตามเคสนี้และเคสอื่นๆ ที่ยังรอคอยความยุติธรรมต่อไป และขอเป็นกำลังใจให้กับแม่กัญญา คุณสรัญญา และครอบครัวผู้สูญหายทุกคน” ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข รักษาการผู้อำนวยการ CrCF กล่าว
นับเป็นเวลากว่า 5 ปี แล้ว ที่ครอบครัวธีรวุฒิยังคงตามหาสยาม CrCF ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมกันติดตามการทำงานของพนักงานอัยการ ในฐานะพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพื่อให้ครอบครัวได้ทราบชะตากรรมและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายสยามและเพื่อน และข้อเท็จจริงเหล่านี้จะนำไปสู่การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บังคับให้บุคคลสูญหายอีกในอนาคต


![[PR]CrCF ส่งหนังสือถึงสถานทูตอินโดนีเซีย แสดงความกังวลกรณี “อันดรี ยูนุส” นักปกป้องสิทธิชาวอินโดนีเซียถูกสาดน้ำกรด](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/03/31-3-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)


