เมื่อวันที่ 5 – 6 พฤศจิกายน 2567 ประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 ณ กรุงเจนีวา เพื่อทบทวนรายงานสถานการณ์ทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ในประเทศไทยกับคณะกรรมการ CAT เป็นครั้งที่สอง นอกจากนี้ ภาคประชาสังคมยังได้เข้าร่วมการประชุมและพบกับคณะกรรมการ CAT เพื่อชี้แจงเพิ่มเติมถึงสถานการณ์การทรมานฯ อีกด้วย โดยกลไกดังกล่าวเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ที่กำหนดให้รัฐภาคีต้องเสนอรายงานเพิ่มเติมเมื่อครบ 4 ปี หลังการเสนอรายงานครั้งแรกเมื่อปี 2557 

ภายหลังจากการประชุมฯ คณะกรรมการ CAT จึงได้เผยแพร่เอกสารข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding Observations) มายังประเทศไทยเพื่อนำเสนอข้อกังวลและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ ไปยังรัฐภาคี เพื่อให้รัฐภาคีสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้ดียิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพ 

เมื่อเวลาผ่านมากว่าหนึ่งปีแล้ว หากย้อนมองดูเหตุการณ์การละเมิดสิทธิที่เกิดในไทย โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ขัดต่ออนุสัญญาฯ ฉบับนี้ อย่างการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย หรือการบังคับส่งกลับนั้น จะพบว่าแม้ประเทศไทยจะได้รับคำแนะนำให้มาปรับปรุงพัฒนาแล้วก็ตาม แต่ในตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาก็ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่งในการปฏิบัติตามพันธกรณีให้ได้อย่างแท้จริง มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจมาเทียบเคียงระหว่างข้อกังวลจากคณะกรรมการฯ และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงที่อาจตอบเราได้ว่าประเทศไทยทำตามพันธกรณีไปได้ถึงไหนแล้ว

ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายในบริบททหารเกณฑ์

ในหัวข้อย่อยเรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย คณะกรรมการ CAT แสดงความกังวลต่อข้อกล่าวหาเรื่องการทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายในบางกรณี ซึ่งทำให้ทหารเกณฑ์เสียชีวิต โดยระบุด้วยว่าบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476 ก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงสำหรับการละเมิด และอาจขัดแย้งกับทั้งกฎหมายภายในประเทศและบางมาตราของอนุสัญญา 

ในประเด็นดังกล่าว หนึ่งในข้อเสนอของคณะกรรมการฯ คือ การประกันให้ศาลพลเรือนมีอำนาจในการพิจารณาคดีทุกคดีที่เกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ รวมทั้งคดีเกี่ยวกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการตายอย่างผิดธรรมชาติของทหารเกณฑ์ 

ที่จริงแล้ว พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  ได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ในมาตรา 34 ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นศาลพลเรือน มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดอย่างการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายฯ และการอุ้มหาย ตามกฎหมายฉบับใหม่ 

ในปีนี้ คดีพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล และคดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญที่สุดในการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ในบริบททหารเกณฑ์ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการบังคับใช้ตามกฎหมายในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นทหาร กล่าวคือ

พลทหารวรปรัชญ์ เสียชีวิตหลังเข้าเป็นทหารเกณฑ์ได้ไม่ถึง 2 เดือน จากการถูกครูฝึกและพลทหารรุ่นพี่รวม 13 นาย ซ้อมทรมานอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง มูลเหตุดังกล่าวนำไปสู่คดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 และในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลย 13 คน ในความผิดฐานร่วมทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย และฐานกระทำการทรมานตามมาตรา 5 โดยครูฝึกคนที่ 1 จำคุก 20 ปี ครูฝึกคนที่ 2 จำคุก 15 ปี พลทหารรุ่นพี่ 11 คน ที่เป็นผู้ช่วยครูฝึก จำคุกคนละ 10 ปี ถือว่าเป็นคดีแรกที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าใหม่ๆ ให้เป็นประจักษ์ 

สำหรับคดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ก็ถือเป็นอีกคดีที่เป็นหมุดหมายสำคัญและเน้นย้ำเขตอำนาจศาลที่ต้องเป็นของพลเรือน  โดยกิตติธรเป็นพลทหารที่เสียชีวิตหลังฝึกทหารเกณฑ์เมื่อปี 2566 ก่อนที่ครอบครัวจะไปร้องทุกข์กับพนักงานอัยการ และภายหลังการสืบสวนสอบสวน พนักงานอัยการจึงมีความเห็นสั่งฟ้อง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 อย่างไรก็ตามคดีนี้ต้องเผชิญอุปสรรคเมื่อจำเลยที่เป็นครูฝึกพยายามยื่นเรื่องเพื่อสู้ให้คดีกลับไปอยู่ในศาลทหาร แต่ด้วยความพยายามของครอบครัวผู้เสียชีวิตและทนายความ ในที่สุด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาลมีคำสั่งเป็นอันสิ้นสุดว่า คดีภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ นี้ต้องอยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลพลเรือน คำสั่งดังกล่าวจึงถือเป็นการยืนยันหลักการครั้งสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้

อย่างไรก็ตาม ผลของคดียังคงต้องติดตามต่อไป  ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามข้อหากระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อพลทหารกิตติธรหรือไม่ โดยศาลได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าวในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 9.30 น. 

อายุความของเหตุการณ์ตากใบ 

คณะกรรมการ CAT ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องอายุความ ซึ่งสืบเนื่องโดยตรงมาจากกรณีที่คดีอาญาตากใบขาดอายุความเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนการประชุมทบทวนสถานการณ์ โดยทางคณะกรรมการฯ แสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการละเมิดสิทธิครอบครัวของเหยื่อจากเหตุการณ์  และการยุติลงของการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของบุคคล 85 ราย จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทย โดยที่ผู้ก่อเหตุยังไม่ได้ถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

กรณีตากใบเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการฯ กังวลว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะไม่ได้ยกเลิกอายุความสำหรับความผิดภายใต้กฎหมายดังกล่าว และเสนอว่าการยกเลิกอายุความสำหรับอาชญากรรมภายใต้กฎหมายนี้จะเป็นขั้นตอนสำคัญในการประกันว่าจะไม่เกิดการละเมิดในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ รัฐภาคีควรรับรองว่า ความผิดฐานการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายจะไม่อยู่ใต้อายุความใดๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการลอยนวลพ้นผิดสำหรับผู้ก่ออาชญากรรมดังกล่าว

หากมองไปยังความคืบหน้าในเรื่องคดีอาญาตากใบหลังจากหมดอายุความแล้ว แม้จะยังไม่มีการแก้ไขประเด็นเรื่องยกเลิกอายุความโดยเฉพาะในความผิดตาม  พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยตรง แต่ภายหลังคดีอาญาตากใบก็มีความพยายามที่จะถกเถียงและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

หนึ่งในการดำเนินการที่สำคัญคือการจัดตั้ง “คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากกรณีคดีการสลายการชุมนุมเหตุการณ์ตากใบที่ขาดอายุความ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้และการฟื้นฟูความชอบธรรมของรัฐ” ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นับเป็นความพยายามจากฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องการศึกษาเหตุการณ์ตากใบและเสนอแนะแนวทางที่จะต้องดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามการเผยแพร่รายละเอียดภายในรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาผลกระทบจากกรณีคดีการสลายการชุมนุมเหตุการณ์ตากใบที่ขาดอายุความเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้และการฟื้นฟูความชอบธรรมของรัฐ ต่อไป ว่าจะมีการศึกษาและเสนอเรื่องการแก้ไขอายุความอย่างไร

นอกจากนี้ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา กลุ่ม สส. คณะทำงานการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอยู่ใน กมธ. การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นเสนอร่างกฎหมายถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 เรื่องอายุความ กรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนี โดยเสนอให้ “ปรับปรุงระยะเวลาสิ้นสุดอายุความ” กล่าวคือ อายุความคดีอาญาหยุดลงทันทีหากผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนี จากเดิมที่อายุความจะนับต่อแม้ว่าจำเลยจะหลบหนี เช่น ในกรณีตากใบที่แม้ศาลจังหวัดนราธิวาสจะมีคำสั่งฟ้องจำเลยทั้ง 7 คน เป็นคดีแล้วก็ตาม แต่อายุความยังคงนับต่อไปจนคดีหมดอายุความในที่สุด เพราะทางเดียวที่จะทำให้คดีไม่หมดอายุคือการต้องนำจำเลยมายังศาลให้ได้ แต่เมื่อจำเลยหลบหนีจึงไม่สามารถต่ออายุความได้ ข้อเสนอถือเป็นการปิดช่องไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ก่ออาชญากรรมโดยรัฐและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงนั้นหลบหนีจากการดำเนินคดีได้ โดยกลุ่ม สส. คณะทำงานการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ขอให้มีการเร่งบรรจุประเด็นนี้ลงในระเบียบวาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

บังคับส่งกลับผู้ลี้ภัย

แม้ในข้อสังเกตเชิงสรุป คณะกรรมการ CAT จะชื่นชมถึงมาตรา 13 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  ที่กำหนดเรื่องหลักการห้ามผลักดันกลับ หรือ Non-Refoulment ซึ่งเป็นหลักการและเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศอยู่แล้วนั้นให้เป็นพันธกรณีภายในประเทศ และยังแสดงความกังวลถึงกรณี อี ควิน เบดั๊บ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้ลี้ภัยที่ได้รับสถานะจาก UNHCR โดยนายเบดั๊บมีความเสี่ยงที่จะถูกส่งกลับ เนื่องจากในการออกคำสั่งเห็นชอบต่อการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามมาตรา 19 ของพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ของศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีของเขา

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำชื่นชม แต่สถานการณ์การบังคับส่งกลับเป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าห่วงกังวลอย่างมาก เพราะขณะที่คดีของนายเบดั๊บ ยังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ และนายเบดั๊บยังคงถูกควบคุมตัวในเรือนจำที่กรุงเทพฯ ยังมีการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชา 7 คน (นักกิจกรรมฝ่ายค้าน 6 คน และเด็ก 1 คน) ซึ่งเป็นผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่ UNHCR รับรอง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ยังเกิดกรณีการส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คน สู่ประเทศจีน ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนต่าง กังวลว่าอาจเป็นการส่งกลับไปเผชิญอันตราย 

การส่งกลับทั้งสองกรณีนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างทั้งจากในประเทศ และการจับตาจากหลายประเทศ ซึ่งมีความกังวลว่ากรณีเหล่านี้ล้วนขัดต่อ มาตรา 13 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  ที่ห้ามส่งกลับผู้ลี้ภัยไปยังประเทศต้นทางที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกทรมานหรืออุ้มหาย ซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐทุกรัฐ

ไทยยังไม่เข้าเป็นภาคี OPCAT 

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกคือการตรวจสอบสถานที่คุมขัง คณะกรรมการ CAT กังวลกับการที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติถูกจำกัดความสามารถในการตรวจสอบสภาพการควบคุมตัวในรัฐภาคี รวมทั้งทัณฑสถานภายใต้การควบคุมของกรมราชทัณฑ์ นอกจากนี้ คณะกรรมการยังกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงที่จำกัดของ กสม. ในการเข้าเยี่ยมสถานกักกันคนเข้าเมือง และสถานที่คุมขังในจังหวัดชายแดนภายใต้ และยังแสดงความเสียใจที่หน่วยงานภาคประชาสังคมมีบทบาทน้อยในการตรวจสอบสถานที่คุมขังในรัฐภาคี 

คณะกรรมการฯ ได้เสนอให้มีการประกันว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถตรวจสอบสถานที่คุมขังได้อย่างครอบคลุม เป็นอิสระ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า  และยังให้ส่งเสริมบทบาทของภาคประชาสังคมในการตรวจสอบสถานที่คุมขังหรือควบคุมตัว ที่สำคัญ แนะนำให้ไทยพิจารณาให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่น ๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (OPCAT) 

แม้ในการพิจารณารายงานฉบับแรกของประเทศไทยต่อคณะกรรมการ CAT เมื่อปี 2557 ผู้แทนรัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นว่าประเทศไทยจะพิจารณาการให้สัตยาบัน OPCAT ภายในปี 2558 อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี OPCAT โดยเมื่อวันที่  29 เมษายน 2568 ที่ประชุม ครม. มีมติยังไม่เข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับ OPCAT และมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ให้ความรู้หน่วยงานต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการเข้าเป็นภาคี OPCAT ต่อไป1chrome-extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/https://thaipublica.org/wp-content/uploads/2025/04/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-29-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99-2568.pdf 

นอกจากนี้ ชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ได้มีการตั้งคำถามถึงความจริงจังของรัฐบาลในการเข้าเป็นภาคี OPCAT ที่จะยกระดับการป้องกันการทรมานในไทย โดยเฉพาะในสถานที่คุมขังทุกแห่ง และเสนอให้การเข้าเป็นภาคี OPCAT จะต้องเป็นวาระทางการเมืองอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้การเตรียมความพร้อมมากว่า 10 ปี นับแต่การทบทวนสถานการณ์ทรมานครั้งแรกของประเทศเมื่อปี 2557 เสียเปล่า2https://www.facebook.com/photo/?fbid=704140758786605&set=a.142526434948043 

คดีฟ้องปิดปากนักปกป้องสิทธิฯ

ในข้อสังเกตเชิงสรุป คณะกรรมการ CAT แสดงความกังวลต่อการรายงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงการโจมตีและตอบโต้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ทั้งการคุกคาม การโจมตีทางกาย การอุ้มหาย การสังหาร ตลอดจนการฟ้องคดีเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP)  โดยได้กล่าวถึงกรณีรายงานการสังหารรอนิง ดอเลาะ ซึ่งเป็นแกนนำที่สนับสนุนสิทธิเพื่อฟื้นฟูผู้รอดชีวิตจากการทรมาน เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ซึ่งผู้กระทำผิดยังไม่ถูกลงโทษ รวมถึงการใช้ซอฟต์แวร์เพกาซัส โดยหน่วยงานของรัฐเพื่อสอดแนมและคุกคามผู้หญิงและเลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล และคนข้ามเพศ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงการใช้การรณรงค์ใส่ร้ายป้ายสีออนไลน์ 

คณะกรรมการเสนอว่าประเทศไทยจะต้องประกันว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะสามารถทำงานได้โดยไม่ถูกขัดขวางจากการคุกคาม ตอบโต้ หรือการใช้ความรุนแรงรูปแบบใด เนื้อหาส่วนหนึ่งยังเจาะจงไปถึงการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการฯ เน้นย้ำว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจังและเห็นผลจากคดีฟ้องปิดปาก

อย่างไรก็ตาม ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจะพบว่า ในหนึ่งปีที่ผ่านมามีนักสิทธิมนุษยชนที่ต้องเผชิญกับคดีฟ้องปิดปากที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือกรณีของอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจ ซึ่งถูกกองทัพเรือแจ้งความร้องทุกข์ว่าโพสต์ของอัญชนาบนเฟซบุ๊กที่ทวงถามค่าน้ำประปาที่ทหารค้างจ่ายมัสยิด ทำให้หน่วยงานได้รับความเสียหาย ก่อนที่ในเดือนกรกฎาคม 2567  อัยการจังหวัดนราธิวาสจะมีความเห็นสั่งฟ้องข้อหา พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดนราธิวาสสั่ง “ยกฟ้อง” อัญชนาในที่สุด

จากกรณีของอัญชนา เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมยังได้ออกแถลงการณ์ขอให้พนักงานอัยการยุติการยื่นอุทธรณ์คดีของอัญชนา และเรียกร้องให้รัฐหยุดการสร้างภาระทางคดีแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคน 

ความเห็นจากคณะกรรมการ CAT ถือเป็นแนวทางที่ดียิ่งสำหรับประเทศไทยให้สามารถขจัดการทรมานได้ในที่สุด แต่การจะนำไปปฏิบัติได้จริงจะต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของรัฐ และสังคมจะต้องร่วมติดตามและจับตาอย่างใกล้ชิดถึงความคืบหน้าและการถดถอยของสถานการณ์การทรมานในประเทศไทย เพราะเพียงหนึ่งปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการถดถอยทางมาตรฐานสิทธินั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าความคืบหน้า อีกทั้งไม่เพียงแต่เป็นผลที่ออกมาตรงกันข้ามกับความเห็นของคณะกรรมการฯ แต่ยังขัดต่อมาตรฐานสากล หรือแม้แต่กฎหมายภายในประเทศอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ การตระหนักถึงช่องโหว่เหล่านี้จะสามารถบอกได้ว่าประเทศไทยยังควรต้องพัฒนาต่อไปอย่างไรบ้าง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดจากการทรมานดังที่ให้คำมั่นไว้ในเวทีโลก

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts