“ปกาเกอะญอ” แปลว่า “คน” หรือ “มนุษย์” นั่นหมายความว่าเรามองคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน คนอื่นก็เท่ากับเรา เราก็เท่ากับคนอื่น แต่คนมักจะเรียกพวกผมว่ากะเหรี่ยงบ้าง คะเรนบ้าง กะหยิ่นบ้าง อิยานบ้าง ซึ่งผมไม่เข้าใจความหมายว่ามันแปลว่าอะไร แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าคนมองเราเป็นอะไรมากกว่า บรรพบุรุษของผมไม่เคยสอนว่าต้องไปทำน้ำท่วมที่กรุงเทพหรือที่ไหนๆ ไม่เคยสอนว่าต้องทำให้ฝนแล้ง ไม่เคยสอนว่าต้องทำให้เกิดหมอกควัน แต่เวลาเกิดเรื่องราวเหล่านั้น มันมักจะชี้มาที่พวกเราเสมอ”
สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ นักร้องและนักดนตรีชาวปกาเกอะญอ กล่าวเล่าเรื่องราวที่กลุ่มชนเผ่าปกาเกอะญอและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ มักจะต้องเผชิญ ภายในงาน TEDxBangkok เมื่อปี 2559
เมื่อใดที่สังคมต้องเผชิญกับปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด ไฟป่า ฝุ่น pm 2.5 การค้าไม้เถื่อน หรือปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชายแดนและป่าไม้ กลุ่มคนชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จะต้องเผชิญกับการถูกตราหน้าว่าเป็นสาเหตุของความเลวร้ายเหล่านี้เสมอ การสันนิษฐานดำเนินไปอย่างเป็นอัตโนมัติ คนบางกลุ่มอาจมองว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้วที่จะคิดเช่นนั้น
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมชวนคุยกับ สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผู้ที่โต้แย้งว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปตามปกติของโลก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญและไม่ใช่โชคชะตาของกลุ่มชาวชาติพันธุ์ ในทางกลับกันเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่สังคมที่ล้มเหลวตั้งใจจับวางให้ชาติพันธุ์รับบท “แพะ” ของสังคมอย่างจงใจ
เพราะทุกคนตกอยู่ในความเปราะบางได้
สุรพงษ์มีพื้นฐานเรื่องการทำงานด้านชุมชนและประเด็นชาติพันธุ์มาจากการเริ่มทำกิจกรรมในชมรมค่ายอาสาสมัครต่างๆ ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย จนกระทั่งมาทำงานกับสภาทนายความ ในฐานะกรรมการ และต่อมาเป็นประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น และจัดตั้งศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา จากความเชี่ยวชาญอาจกล่าวได้ว่าสุรพงษ์ทำงานกับกลุ่มคนเปราะบางในสังคมมาอย่างยาวนาน เขาอธิบายได้ชัดเจนว่าความเปราะบางคืออะไร และใครคือกลุ่มคนเปราะบาง
“คนเปราะบางไม่ใช่เปราะบางโดยตัวเขา แต่ว่าเปราะบางโดยบางอย่างที่ทําให้เขาได้รับสิทธิน้อยกว่าคนอื่น”

สุรพงษ์อธิบายว่าโดยหลักการ คนควรจะต้องเท่ากัน กล่าวคือมีคุณค่าเท่ากัน และต้องได้รับการดูแลและหรือมีสิทธิเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงหากพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ทางสังคม จะพบว่าจะมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิหรือใช้สิทธิเหล่านี้ได้เท่ากับคนอื่นๆ ด้วยเหตุต่างๆ โดยแต่ละกลุ่มก็มีเงื่อนไขทางสังคมที่แตกต่างกันไป เช่น ความเปราะบางจากความป็นเด็กและเยาวชนที่มีความละเอียดอ่อนในเรื่องการเติบโตเรียนรู้เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ หรือคนพิการที่ปัจจัยทางกายภาพมีความแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีลักษณะร่วมกันคืออาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล
“คนเปราะบางก็มีหลายๆ แบบ คนที่เป็นกลุ่มกลุ่มชาติพันธุ์ เขาเป็นคนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ถ้าเป็นคนปกติรัฐเข้าไปทําเรื่องบัตรเรื่องอะไรให้เขา มีถนนหนทางให้เขาไม่มีปัญหา แต่พอไปอยู่ไกล ถนนก็ไม่มี ไม่ได้มีโอกาสเท่าคนอื่น จะมีสัญญาณมือถือ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็อาจจะไม่ให้ตั้งเสา เขาก็ไม่ได้รับ บัตรเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทําให้ งั้นก็ต้องมีกระบวนการนี้เข้าไป ให้เขาได้รับสิทธิเท่ากับคนอื่นๆ”
การที่รัฐเข้ามาเอื้ออำนวยให้แก่คนเหล่านี้เพิ่มขึ้นมาเป็นพิเศษ จึงไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษกับกลุ่มคนบางกลุ่ม ในทางกลับกันเป็นการทำให้พวกเขามีสิทธิ “เท่ากับ” คนอื่น ตามที่รัฐธรรมนูญไทยปี 2560 ได้ให้หลักประกันเรื่องสิทธิและเสรีภาพในกรณีนี้ไว้ในมาตรา 27 ที่กำหนดใจความว่า โดยหลักบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม การที่รัฐมีมาตรการขึ้นมาเพื่อส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
ดังนั้นกลุ่มคนเปราะบางจึงมีอยู่จริง และพวกเขาไม่ได้เปราะบางในตัวเองแต่อย่างใด กล่าวคือความเปราะบางไม่ใช่จุดอ่อนและไม่ใช่จุดด้อย อีกทั้งความเปราะบางไม่ได้เกิดเฉพาะกับกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งตลอดไป แต่ทุกคนก็สามารถตกอยู่ในความเปราะบางได้เมื่อบริบททางสังคมเปลี่ยน และเมื่อใครคนใดคนหนึ่งตกอยู่ในสถานะเปราะบาง ก็ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะส่งเสริมเอื้ออำนวยให้พวกเขาเท่าเทียมกับผู้อื่น หรือหลุดพ้นจากสถานะเปราะบางนี้
ไม่ใช่โชคชะตา แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม
“คนที่จะเป็นแพะได้ไม่ใช่ใครก็เป็นได้ คนที่เป็นแพะต้องอยู่ห่างไกล ไม่มีเอกสารแสดงตัว หรือมีอยู่น้อย มีความเป็นไทยน้อยหน่อย เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมน้อยหน่อย ญาติไม่มีอำนาจทางสังคม ทั้งหมดกลุ่มชาติพันธุ์เข้าคุณสมบัติเยอะมาก เหมาะสมที่จะเป็นแพะในเรื่องของท่านทั้งหลาย”

สำหรับกลุ่มคนชาติพันธุ์ พวกเขาไม่ได้โชคร้ายหรือบังเอิญตกเป็นแพะในหลายกรณี แต่ความไร้เกราะป้องกัน หรือมีเกราะป้องกันน้อยกว่าคนอื่นๆ เงื่อนไขความเปราะบางนี้ทำให้พวกเขากลายเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้มีอำนาจหรือคนที่ต้องการมีอำนาจที่จะทำอะไรกับคนกลุ่มนี้ก็ได้และใช้ประโยชน์จากพวกเขา
“เขาอยากจะมีผลงานในการรักษาป่า ก็หาว่าพวกนี้บุกรุกป่า ทำให้มีผลงานมารายงานว่าได้จับกุมคนที่บุกรุกป่าแล้ว หรือคนที่ทําอะไรก็ตามแต่ที่ต้องการแพะ ยาเสพติดก็เอาคนกลุ่มนี้มา คือติดคุกเอาไว้ก่อนว่าเป็นผลงาน เพราะคนนี้ไม่โวยวาย ไม่มีสิทธิไม่มีเสียงก็กลายเป็นแพะง่ายๆ”
สุรพงษ์เน้นย้ำว่าอีกหนึ่งเหตุผลหลักเกี่ยวเนื่องมาจากการทำความเข้าใจในความเป็น “ไทย” ของสังคมที่ผลักให้ผู้ที่แตกต่างกลายเป็นอื่น กลุ่มคนชาติพันธุ์มักไม่ถูกคำนึงว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย แต่เป็นผู้อยู่อาศัยตามชายขอบ ไม่ได้มีความเป็น “ไทย” เพียงเพราะมีวัฒนธรรมภาษาประจำกลุ่มที่แตกต่างไปจากไทยกระแสหลักและนั่นทำให้สังคมส่วนใหญ่ไม่คำนึงว่าพวกเขาเป็นคนของสังคมที่ต้องร่วมกันสนใจและปกป้อง
“ในสังคมไทย เรามองความเป็นไทย ที่มองว่าเขาไม่ใช่ไทย เรามองว่าเรามีความรักชาติและความเป็นเป็นไทย และคนเหล่านี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคมไทย ไทยต้องมีเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ภาษาพูดแบบที่วิธีการพูดแบบนี้ อยู่ในเมืองแบบนี้ คือชีวิตแบบนี้เท่านั้น ทําให้เขาถูกกันเป็นคนชายขอบ คนชายขอบก็มีโอกาสที่จะหลุดจากการดูแลของรัฐแล้วกลายเป็นเหยื่อหรือกลายเป็นคนที่มารับเคราะห์ในหลายๆ เรื่อง”
การทำให้ความไม่ใช่ไทยเป็นอื่นไปเสียสิ้น มีต้นตอมาจากการทำความเข้าใจอัตลักษณ์ความเป็นไทยของคนในสังคมที่ไม่เข้าใจรากเหง้าและความเป็นมาของกลุ่มตน เมื่อไม่เข้าใจว่าตนเองก็คือคน จึงทำให้มองไม่เห็นความเป็นคนของคนอื่นเช่นกัน
“มนุษย์เราเกิดขึ้นมาเราจะมีคําที่จะใช้เรียกตัวเองเพื่อแยกตัวเองออกจากธรรมชาติ ออกจากพืช ออกจากสัตว์ทั้งหลาย คํานั้นที่เขาเรียกตัวเองมันจะแปลตรงกันหมด แปลว่า ‘คน’ ทุกชาติ ม้งก็แปลว่าคน อะไรก็แปลว่าคนทั้งนั้น เมื่อเข้าใจว่าเขาเป็นคน เขาก็จะประพฤติปฏิบัติต่อคนที่มีรูปร่างร่างกายเหมือนเขาว่าเป็นคนเท่ากับเขา จะมีความเข้าใจอย่างนั้น”
“ประเทศไทย เมื่อเราแปลคําว่าไทย ไม่ได้แปลว่าคน เราก็เลยมองคนอื่นไม่ใช่คน ที่ไม่ใช่ไทยเพราะเรามีการเปรียบเทียบนี้อยู่ ทั้งที่คําว่าไทย ถ้าไปทางเหนือ ก็คือคําว่าไต เพราะ ต-เต่า และ ท-ทหาร แผลงไปมาได้ มีไตลื้อ ไตนู่น ไตนี่ อีสานก็มีคําว่าไทยเหมือนกัน เราเรียกชาวบ้านด้วยว่าไทยบ้าน คําว่าไทยของภาคอีสานกับคําว่าไตที่คนทางเหนือเรียกเป็นคําเก่าแก่ แปลว่า ‘คน’ เหมือนกัน”

บทเรียนในอดีตกับกฎหมายที่เป็นความหวังใหม่
หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญที่ทำให้เห็นถึงปัญหาดังกล่าวคือนโยบายสงครามยาเสพติดช่วงปี 2546 ที่รัฐมีการใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างรุนแรง นำไปสู่การเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของคนจำนวนหลักพันทั่วประเทศภายในระยะเวลาหลักเดือน หนึ่งในเหตุผลที่รัฐใช้มาตรการดังกล่าว อาจเป็นเพราะในขณะนั้นปัญหายาเสพติดเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศและมีชื่อเสียงในแง่ที่ไม่ดีทั่วโลกว่าประเทศไทยเป็นทางผ่านการขนส่งหรือผลิตยาเสพติด รัฐบาลจึงต้องการทำผลงานในการจัดการปัญหาอย่างจริงจังเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมและแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการจัดการปัญหาด้วยความรุนแรงภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่ใช่ความสำเร็จในการปราบปรามพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ หรือการหยุดยั้งปัญหายาเสพติดได้ ในทางกลับกันคือการ “ทำยอด” ตัวเลขการจับกุมและปราบปรามให้สูง แต่เนื้อในคนที่ถูกจับเป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่นั้นยากที่จะยืนยันได้ อีกทั้งในหลายกรณีมักเป็นการจับผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ข้อร้องเรียนเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว นำไปสู่การก่อตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำนโยบายไปปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.)
หนึ่งกลุ่มสำคัญที่ได้รับบาดแผลจากการดำเนินนโยบายครั้งนี้ คือกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ราบสูง ที่อาศัยอยู่แนวชายแดนและพื้นที่ภูเขาที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งค้ายาเสพติด พวกเขามีอุปสรรคทางภาษาและวัฒนธรรม และขาดความเข้าใจถึงสิทธิของตนเอง ทำให้เข้าถึงความยุติธรรมได้ยากยิ่ง เหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์ในช่วงเวลาดังกล่าว หลายกรณีจึงไม่เกิดการค้นหาความจริงใดๆ และไม่มีกรณีใดไปถึงกระบวนการยุติธรรม
“เรื่องนี้ไม่มีการสืบสวนสอบสวน และดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเลย เป็นการคาด จะใช้คําว่าตัดตอนก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ได้รู้เลยว่ามันอยู่ในขั้นตอนจริงหรือเปล่า คือตัดตอนเพื่อจะไม่ให้สาวถึงรายใหญ่ แต่เราไม่รู้ชาวบ้าน จริงหรือไม่จริง เราพบว่าเคสส่วนมากก็ไม่จริง กลายเป็นการใช้โอกาสที่จะกําจัดศัตรู กําจัดคนคนที่เราไม่ชอบ และกําจัดคนที่เป็นเหยื่อเพื่อสร้างผลงาน”
นอกจากนี้สุรพงษ์ยังเคยเข้าไปช่วยทำงานผลักดันปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นจากกรณีการเผาหมู่บ้านบางกลอยบนและใจแผ่นดินของชาวปกาเกอะญอ ในอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และชาวบ้านบางกลอยต้องถูกบังคับให้อพยพออกจากพื้นที่ เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกป่า แม้ว่าจะมีหลักฐาน อาทิ ภาพถ่ายทางอากาศ แผนที่ทหาร และข้อมูลเอกสารอื่นๆ ว่าชาวบางกลอย-ใจแผ่นดินได้ดำรงวิถีชีวิตแบบชาวกะเหรี่ยง ทำไรหมุนเวียนและปลูกพืชผักมาอย่างยาวนาน ก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อปี 2524

“การที่เจ้าหน้าที่ไปเผา อ้างว่าได้อพยพชาวบ้านให้มาอยู่ที่บ้านบางกลอยบนแล้ว การอพยพชาวบ้านก็ไม่มีเขียนในกฎหมาย เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไม่มีอํานาจย้ายชาวบ้านจากจุดหนึ่งในอุทยานแห่งชาติมาไว้อีกจุดหนึ่งในอุทยานแห่งชาติเลย ไม่มีอํานาจทําเลย ชาวบ้านขอกลับไปที่เดิมก็ไม่ให้กลับ อ้างว่าจัดที่ทำกินให้แล้ว เจ้าหน้าที่อุทยานไม่มีสิทธิจัดพื้นที่ทำกินให้ชาวบ้าน ทั้งหมดผิดกฎหมายทั้งหมด”
กรณีดังกล่าวได้นำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ชาวบ้านผู้เสียหายมองว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้คดีจะมีความยากและใช้เวลายาวนานแต่ยังนับเป็นเรื่องดีที่ศาลในคดีได้ให้ความเป็นธรรม ยืนยันว่าปฏิบัติการเผาของเจ้าหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายกับชาวบ้านในที่สุด
อย่างไรก็ตาม สุรพงษ์สะท้อนว่าการที่ชาวบ้านหรือคนธรรมดาจะบอกว่ารัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง อย่างกรณีการเผาหมู่บ้านก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดได้รับโทษหรือถูกตรวจสอบ นอกจากนี้ในระหว่างการต่อสู้คดี บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ชาวบ้านบางกลอยผู้เป็นกำลังสำคัญของชุมชนก็ถูกอุ้มฆ่าจากการตกเป็นเป้าเพราะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายความวิ่งประสานงานคดีระหว่างชาวบ้านและทนายความ
เมื่อถามสุรพงษ์ว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการบังคับใช้กฎหมายใหม่อย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กฎหมายฉบับดังกล่าวจะช่วยให้ชาวชาติพันธุ์ไม่ต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเช่นในช่วงสงครามยาเสพติดหรืออย่างบิลลี่หรือได้หรือไม่ สุรพงษ์ตอบว่า นั่นคือความหวัง แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องทำกันต่อไปคือการช่วยกันติดตามการบังคับใช้กฎหมายให้มั่นใจว่ากฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และบังคับได้จริงตามที่ประชาชนตั้งความหวังไว้
นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้ผ่านกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 (พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 สุรพงษ์มองว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้จะช่วยส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีโอกาสได้เท่าเทียมกับคนอื่นได้มากขึ้น แม้กฎหมายจะไม่ได้สมบูรณ์แบบหรือได้เท่าที่ควรจะเป็นตามหลักการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนคือกฎหมายฉบับนี้จะให้ประโยชน์กับสังคมโดยรวมในแง่ที่ว่าทำให้สังคมมีความหลากหลายซึ่งจะนำไปสู่การเจริญเติบโตของสังคม
“เราไม่เข้าใจเรื่องของความหลากหลายของวัฒนธรรม ความหลากหลายของชาติพันธุ์ ความหลากหลายทางความคิด ว่ายิ่งหลากหลายยิ่งดี ทุกวันนี้เราพยายามกําจัดความเห็นต่าง เราใช้คําว่า ‘เห็นต่าง’ ไม่ใช้คําว่า ‘หลากหลาย’ เพราะความหลากหลายมองเป็นเรื่องในแง่ดี แต่พอเปลี่ยนคําไป เข้าใจว่าเป็นคำว่าความความต่าง ก็จะไม่ให้มีความต่าง ต้องการให้คนคิดและทำเหมือนกัน มีวัฒนธรรมเหมือนกันหมด ซึ่งนี่เป็นการทําลายสังคม สังคมมนุษย์ที่อยู่กันได้เพราะทุกคนคิดไม่เหมือนกัน เราก็เลยเจริญขึ้นมาทุกวันนี้”

สิทธิมนุษยชนกับความมั่นคง
ในฐานะคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาอย่างยาวนานและเป็นผู้มีส่วนในการออกกฎหมายหลายฉบับ แม้บทบาทหนึ่งจะเป็นนักกฎหมาย สุรพงษ์ไม่ได้จำกัดนิยามตนเองว่าเป็นนักกฎหมายเพียงเท่านั้น สำหรับเขากฎหมายเป็นเพียงช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมได้ แต่การต่อสู้เพื่อให้ได้ความยุติธรรมอาศัยการทำงานที่หลากหลายกว่านั้น
“ผมเป็นหมด เป็นนักกฎหมายก็ได้ เป็นนักมานุษยวิทยาก็ได้ เพราะก็มีผลงานการการศึกษาวิจัยทางมนุษยวิทยา และมีมุมมองพอสมควรที่จะมองว่ามนุษย์มีคุณค่ายังไง สามารถที่จะเอาเรื่องนี้มาปรับใช้ในการมองสังคมว่าปรากฏการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีที่มาที่ไป มีเหตุผล ซึ่งมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาเขาอาจจะเก่งในเรื่องนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ถึงแม้เราจะเข้าใจว่าที่มาเป็นอย่างไร เราก็ต้องหาทางออกไปไกลกว่านั้น เข้าใจแล้วว่าเกิดอย่างนี้ๆ แต่เราจะให้สังคมมันดีขึ้นต้องทำอย่างไร มันต้องไปไกลกว่านั้นอีกนิดหนึ่ง”
อีกหนึ่งประเด็นที่สุรพงษ์อยากเน้นย้ำคือความเข้าใจของสังคมในเรื่องสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงที่มีความคลาดเคลื่อนตลอดมา แม้แต่ในฝั่งคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนก็มองว่าสองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แยกออกจากกันและอยู่ตรงข้ามกัน สุรพงษ์มองว่านักสิทธิมนุษยชนควรจะเน้นย้ำกับรัฐว่าความหมายของความมั่นคงที่แท้จริงนั้นต้องมีสิทธิมนุษยชนอยู่ในนั้นด้วยเสมอ นั่นหมายความว่าหากขาดองค์ประกอบนี้ไปสิ่งนั้นไม่เรียกว่าความมั่นคง
“สมัยก่อนเราเข้าใจว่าสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงอยู่คนละด้านตรงข้ามกัน หากเน้นสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงจะเสีย เน้นความมั่นคงสิทธิมนุษยชนเสีย รัฐจึงจัดให้อยู่สมดุลอยู่ตรงกลาง และคิดว่าสมดุลอย่างนี้ทำให้สังคมไปรอด เป็นความเชื่อตลอดมา แต่พอดูข้อเท็จจริง ประเทศพม่า ความมั่นคงดีไหม หากไม่ดีสิทธิมนุษยชนก็ต้องดี ไปดูยุโรปความมั่นคงดีไหมดี สิทธิมนุษยชนดี ญี่ปุ่นความมั่นคงดี สิทธิมนุษยชนดี เพราะว่าทั่วโลกทุกประเทศ ที่ความมั่นคงดี สิทธิมนุษยชนดีด้วย ประเทศที่ความมั่นคงห่วยสิทธิมนุษยชนห่วยมันก็ห่วยคู่กัน พอเราเข้าใจคลาดเคลื่อน สิทธิมนุษยชนเราก็ไม่ดี ความมั่นคงเราก็ไม่ดี เพราะเรามัวแต่ไม่กล้าทำเต็มที่กับเรื่องเหล่านี้”
การทำงานกับสังคมเพื่อให้เกิดสังคมที่เป็นธรรมและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของสุรพงษ์ยังคงดำเนินต่อไป งานของเขาย้ำเตือนว่าปัญหาความไม่เป็นธรรมไม่เคยเป็นเพียงปัญหาของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของสังคมโดยรวมที่จะต้องช่วยกันทำความเข้าใจและจัดการปัญหาโดยใช้มิติการมองด้วยหลายศาสตร์อย่างครอบคลุม และการเริ่มทำความเข้าใจปัญหาความเปราะบางและสิ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขาไม่ต้องตกอยู่ในสถานะเปราะบางอีกต่อไป

หากถามว่าคนเราเกิดมาเท่ากันจริงไหม เมื่อคุยกับสุรพงษ์แล้ว คงจะตอบว่าใช่ หากพูดถึงเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ใช่หากพูดถึงเรื่องปัจจัยทางสังคม แต่สังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จะทำให้ทุกคนเสมอกันได้ และนั่นเรียกว่าความเสมอภาคและเท่าเทียม อันเป็นสิ่งที่สุรพงษ์ทำงานมาอย่างยาวนานเพื่อจะให้สังคมตระหนักและเข้าใจ





