พ.ศ. 2497 หะยีสุหลง โต๊ะมีนา ผู้นำทางศาสนาอิสลาม ชาวจังหวัดปัตตานี ถูกบังคับสูญหาย
พ.ศ. 2519 นักศึกษาและประชาชนจำนวนมากถูกสังหารในเหตุการณ์ 6 ตุลา หลายคนสูญหายและยังไม่ทราบชะตากรรมจนถึงปัจจุบัน
พ.ศ. 2547 สมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน ถูกบังคับสูญหาย และในปีเดียวกัน เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบ จ. นราธิวาส ประชาชนหลายร้อยคนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวและให้นอนทับกันบนรถบรรทุก ก่อนเดินทาง 150 กม. ไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ. ปัตตานี เป็นระยะเวลา 6 ชม. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและทุพลภาพจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม 20 ปีผ่านไป คดีหมดอายุความ และไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษได้
พ.ศ. 2553 ประชาชน “คนเสื้อแดง” เกือบร้อยคนเสียชีวิตในการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
พ.ศ. 2563 วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมือง ถูกบังคับสูญหายในประเทศกัมพูชา
กรณีเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ในบางกรณีจะได้รับการชดเชยเยียวยาในรูปของตัวเงิน แต่ยังมีปมปัญหาอีกมากมายที่ไม่เคยถูกคลี่คลาย ผู้ก่อเหตุและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เคยถูกดำเนินคดี และยังไม่มีหลักประกันใดๆ ที่จะยืนยันว่าการละเมิดเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ความทุกข์ที่ไม่สิ้นสุดตกสะเก็ดเป็นรอยบาดแผลในจิตใจของผู้ที่อยู่ข้างหลัง โดยที่ไม่อาจรู้ว่าความทุกข์เหล่านี้จะสิ้นสุดเมื่อใด
เพราะการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ทั้งการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การทรมาน และการบังคับสูญหาย ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบุคคลผู้ถูกละเมิดเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้าง จึงจำเป็นต้องมี “เครื่องมือ” บางอย่าง ที่แม้จะไม่อาจคืนชีวิตของผู้เสียหายกลับมาได้ แต่ก็จำเป็นที่จะต้อง “คืนความยุติธรรม” ให้แก่ครอบครัวผู้เสียหายและสังคมโดยรวม หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ก็คือแนวคิด “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน”
ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คืออะไร
ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน หมายถึงกระบวนการและกลไก ทั้งทางยุติธรรมและไม่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกใช้โดยสังคมที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยแห่งความขัดแย้งในวงกว้าง การละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ หรือการปกครองที่กดทับประชาชน เป้าหมายหลักคือการชี้ให้เห็นถึงมรดกของความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในอดีต การสร้างความมั่นใจว่าจะเกิดความรับผิดรับชอบ อำนวยความยุติธรรม การสร้างความสมานฉันท์ และสร้างอนาคตที่เป็นไปในแนวทางประชาธิปไตย มีสันติภาพ และมีความยุติธรรม โดยเป็นแนวทางที่มีผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และต้องอาศัยบริบทเฉพาะ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ความเป็นมาของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
แนวคิด “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” พัฒนาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น ลาตินอเมริกา เอเชีย และอินโดจีน ในช่วงสงครามเย็น ประเทศเหล่านี้ปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการหรืออำนาจนิยมที่สนับสนุนโดยประเทศมหาอำนาจ ทว่าขณะเดียวกัน ประชาชนกลับพยายามต่อสู้กับการกดทับของรัฐ เพื่ออิสรภาพและประชาธิปไตย นำไปสู่ความพยายามของรัฐในการกดปราบผู้เห็นต่างทางการเมืองด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง เช่น การลอบสังหาร การอุ้มหาย หรือการทรมาน
เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการให้มีการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งนอกจากการเรียกร้องประชาธิปไตยแล้ว จะต้องมีกระบวนการที่ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะสังคมที่ปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
องค์ประกอบหลักของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
แนวคิดเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นจากการกลั่นกรองและพัฒนาหลักการมากมายตามบริบทและประสบการณ์ของแต่ละประเทศ ตามมาด้วยการประมวลระหว่างองค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม ก่อนจะนำเสนอสู่กระบวนการในระบบขององค์การสหประชาชาติ โดยประกอบด้วย 4 เสาหลักตามสิทธิของผู้เสียหาย ดังนี้
- การค้นหาความจริง (Truth Seeking): การจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง เพื่อสืบสวนสอบสวน เก็บข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อเปิดเผยและรับทราบข้อเท็จจริงและรูปแบบของการละเมิด, รากของปัญหาความขัดแย้งและการกดปราบ รวมทั้งทราบตัวผู้ที่มีส่วนในการรับผิดชอบ และผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหาย
- ความยุติธรรมและความรับผิดรับชอบ (Justice and Accountability): การดำเนินคดีอาญาต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงคราม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดในอนาคต
- การชดเชยเยียวยา (Reparations): มาตรการที่สนับสนุนโดยรัฐที่มอบให้แก่ผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน และช่วยเหลือเยียวยากลุ่มคนเหล่านี้ ทั้งในด้านวัตถุและด้านจิตใจ ได้แก่ การมอบเงินชดเชย การฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิม (ทางการแพทย์ ทางจิตวิทยา และทางสังคม) การขอโทษอย่างเป็นทางการ
- การรับรองว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก (Guarantees of Non-Recurrence): การปฏิรูปและใช้กลไกต่างๆ ในหน่วยงานภาครัฐ เช่น ตำรวจ ทหาร ตุลาการ และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเครื่องมือในการกดปราบประชาชนสู่การเป็นเครื่องมือในการให้บริการต่อสังคม รวมไปถึงการปฏิรูปกฎหมายและรัฐธรรมนูญ การสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาสังคม การส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และการระบุรากเหง้าของความขัดแย้ง เช่น ความเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเงื่อนไขทางสถาบัน สังคม และการเมือง ที่ละเมิดสิทธิจะต้องถูกรื้อถอนทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดซ้ำอีก สร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิติธรรม และสถาปนาการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่เคารพในสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำจดหมายเหตุ บันทึกประวัติศาสตร์ และการสร้างอนุสรณ์ต่างๆ เพื่อย้ำเตือนไม่ให้เกิดเหตุการณ์การละเมิดขึ้นอีก


![[PR]CrCF ร้องหลายหน่วยงานตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีชาวบ้านถูกกำนันทำร้ายร่างกาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/28-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลปราจีนบุรีนัดไต่สวนพยาน 15 ปาก คดีพลทหารเพรชรัตน์ เสียชีวิตในเรือนจำทหาร 22 พ.ค. 69 นี้](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/21-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)

![[PR]อัยการสั่งยุติการสอบสวนคดีอุ้ม-ฆ่า “ดีแข ยศยิ่งยืนยง” อ้างพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แม้ตำรวจมอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่ญาติ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/10-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]CrCF – เครือข่าย ร่วมแลกเปลี่ยนและยื่นข้อเสนอแนะต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ กรณีปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ทรมานฯ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/9-4-69-2.png?resize=218%2C150&ssl=1)