ทำไมคดีอุ้มหายต้องไม่มีอายุความ  

“อายุความ” ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความสำคัญต่ออาชญากรรมอย่างการบังคับบุคคลให้สูญหายและการเข้าถึงความเป็นธรรมของครอบครัวผู้เสียหายอย่างยิ่ง ในขณะที่ประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทย หมวด 9 มาตรา 95 – 101 กำหนดให้มีการใช้อายุความเป็นหลัก โดยมีรายละเอียดของอายุความที่แตกต่างและลดหลั่นกันไปตามระดับความร้ายแรงของอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม  พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เป็นหนึ่งในกฎหมายที่มีการบัญญัติเรื่องอายุความให้แตกต่างไปจากในประมวลกฎหมายอาญา 

  ในทางสากลมีแนวคิดที่ต้องการกำหนดให้คดีอุ้มหายมีอายุความที่ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือในบางประเทศกำหนดแม้แต่ไม่ให้มีอายุความ เหตุผลเบื้องหลังแนวคิดเหล่านี้มีที่มาจากการคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของอาชญากรรมดังกล่าว โดยเฉพาะความต่อเนื่องและความซับซ้อนที่หากมีการกำหนดอายุความหรือจุดสิ้นสุดในการค้นหาความจริงไว้อาจเป็นการพรากสิทธิในการได้รู้ความจริงของครอบครัวและสังคมอันเป็นสิทธิที่ไม่สามารถพรากไปจากผู้เสียหายได้และเป็นการแก้ไขปัญหาที่ขัดต่อลักษณะอาชญากรรมอย่างมาก

 ตายและหายไม่เหมือนกัน

  แม้ว่าหากพิจารณาในเบื้องต้นการตายและการสูญหายฟังดูจะคล้ายเป็นสิ่งเดียวกัน แต่หากพิจารณาโดยถี่ถ้วนโดยเฉพาะในมิติทางมานุษยวิทยาแล้ว อาจกล่าวได้ว่า สิ่งเดียวที่การตายและการสูญหายเหมือนกัน คือ “การไม่มีอยู่” ของบุคคลนั้นแล้ว แต่ความไม่มีอยู่ของการตายและการสูญหายเป็นไปในทางตรงกันข้าม กล่าวคือการตายคือการไม่มีอยู่ที่ครอบครัวและชุมชนของผู้ตายรู้จุดจบร่วมกัน เป็นสาเหตุให้ทุกสังคมไม่ว่าศาสนาใดต้องมีการจัดงานศพหรืองานพิธีกรรมที่จะเป็นสัญญะบ่งบอกจุดเปลี่ยนผ่านของชีวิต อย่างไรก็ตาม การสูญหายเป็นการไม่มีอยู่ที่ไร้จุดจบ เมื่อไม่สามารถตอบได้ว่าจบอย่างไร หรือแม้แต่จบแล้วหรือไม่ ครอบครัวจึงไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าเหตุใดการไม่มีอยู่นี้จึงเกิดขึ้น และเมื่อไม่สามารถทำความเข้าใจก็ไม่สามารถก้าวข้ามจุดเปลี่ยนของชีวิตดังกล่าวเช่นปกติของวงจรชีวิตมนุษย์ได้ 

สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม อธิบายถึงมิติทางวัฒนธรรมดังกล่าวในการเสวนาหัวข้อ “ชาติพันธุ์ ทรงจำ ความหวัง และเส้นทางสู่ความยุติธรรม” ภายในงาน“Never Stop Remembering: ทรงจำ-เจือจาง-ไม่ลบเลือน” ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยชี้ให้เห็นว่าในทุกชาติพันธุ์และในทุกสังคมจะมีกระบวนการในการบอกว่าหลังจากความตายแล้ว ผู้ที่เสียชีวิตจะไปอยู่ที่ใด จะมีชีวิตหลังความตายอย่างไร เพื่อให้คนที่ยังอยู่ไม่ลืมบรรพบุรุษ และให้เห็นอนาคตของพวกเขาว่าชีวิตจะนำพาไปสู่สิ่งใด 

“ทุกสังคมมีเรื่องเหล่านี้และอยู่ในความเชื่อ อยู่ในศาสนาของทุกศาสนา ที่จะบอกว่าโลกภายหน้า โลกความตายเป็นอย่างไร นำไปสู่วิธีการคิดในการปฏิบัติในทุกๆ เรื่อง แต่พอไม่มีร่าง พอคนเหล่านี้หายไป โลกปัจจุบันก็ไม่มี โลกอนาคตที่จะบอกว่าเขาตายไปแล้วแล้วไปไหน คนเหล่านี้กลายเป็นเคว้งคว้างทางวัฒนธรรม ชุมชนไม่สามารถตอบตัวเองและตอบสังคมของเขาเองได้ว่าจะเดินไปอย่างไร”

ดังนั้น นอกจากในแง่มุมทางกฎหมายแล้ว การค้นหาความจริงในกรณีการบังคับบุคคลสูญหายในมิติทางวัฒนธรรมก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมที่จะต้องทราบความจริง เพื่อที่จะสามารถทำให้ครอบครัวและสังคมๆ หนึ่งสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ถูกทิ้งให้เคว้งคว้างอย่างไร้คำตอบและไร้อนาคต

เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ

  หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการบังคับบุคคลให้สูญหาย คือ ผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมาตรา 3 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ได้ให้คำนิยามเจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็น บุคคลซึ่งใช้อำนาจของรัฐหรือได้รับมอบอำนาจ หรือได้รับการแต่งตั้ง อนุญาต สนับสนุน หรือยอมรับโดยตรงหรือโดยปริยาย จากผู้มีอำนาจรัฐให้ดำเนินการตามกฎหมาย กล่าวคือ กฎหมายได้พยายามบัญญัตินิยามให้ครอบคลุมนอกจากเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง ยังหมายรวมถึงทุกคนที่สามารถใช้อำนาจรัฐในการกระทำความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ 

  เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำผิด หนึ่งในความซับซ้อนที่เกิดขึ้นคือ ในหลายกรณีผู้กระทำความผิดยังคงมีอำนาจหรืออิทธิพลอยู่ หรือแม้กระทั่งมีอำนาจเพิ่มมากขึ้นภายหลังจากการก่ออาชญากรรม ส่งผลให้ครอบครัวผู้เสียหายยากที่จะได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะในสังคมที่ถูกปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการมายาวนาน หรือยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์ อาจทำให้หลักนิติธรรม (Rule of Law) และหลักสิทธิมนุษยชนในรัฐไม่แข็งแรง ทำให้เกิดการแทรกแซง ข่มขู่  หรือบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหายไม่สามารถออกมาเรียกร้องและต่อสู้เพื่อความยุติธรรมได้ ในหลายกรณี อาจใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อรอให้ผู้กระทำหมดอำนาจ หรือในบางกรณีผู้กระทำความผิดอาจจะยังคงมีอำนาจอยู่ตลอดไป 

ในกรณีนวน เจีย (Nuon Chea) อดีตมือขวาของ พอล พต ผู้นำเขมรแดงในประเทศกัมพูชาเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สามารถทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น นวน เจีย เป็นหนึ่งในผู้นำระดับสูงของเขมรแดงที่ถูกนำตัวมาขึ้นศาลดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมอื่นๆ ในยุคของเขมรแดง ตั้งแต่ปี 2518 –  2522 ที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชากรในประเทศกัมพูชาถึง 2 ล้านคน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการดำเนินคดีอดีตผู้นำระดับสูงจริง แต่การดำเนินคดีก็เกิดขึ้นใน 30 ปีให้หลังจากอาชญากรรม กล่าวคือ ศาลมีคำตัดสินจำคุกนวน เจีย ตลอดชีวิตในปี 2557 และ 25611https://www.bbc.com/news/world-asia-49234224 2https://cambodiatribunal.org/history/cambodian-history/khmer-rouge-history/

  สำหรับประเทศไทยสังคมยังคงจดจำถึงกรณีคดีอาญาตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 คน โดย 78 คน เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจเพราะถูกมัดมือไพล่หลังและถูกบังคับให้นอนซ้อนทับกันในรถบรรทุกเป็นระยะเวลานาน เพื่อนำตัวไปยังค่ายทหารในจังหวัดปัตตานี ในกรณีนี้ ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิตกว่า 48 คน ได้ร่วมกันฟ้องอดีตเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง 9 นาย ในปี 2567 จนสุดท้ายศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งรับฟ้องและออกหมายจับผู้ต้องหา 7 คน จากทั้งหมด 9 คน ที่ประชาชนยื่นฟ้อง อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยุติลงเนื่องจากไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหามายังศาลได้ทันก่อนหมดอายุความ 20 ปี เป็นเหตุให้คดีความต้องจบลงเช่นเดียวกับการค้นหาความจริงผ่านกระบวนการในชั้นศาล 

การสูญหายยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  มาตรา 7 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ได้กำหนดให้องค์ประกอบการบังคับสูญหายมีสามประการ คือ เจ้าหน้าที่รัฐ พาตัวไป/ควบคุมตัวไป และโดยไม่แจ้งสถานที่ควบคุมตัวหรือปกปิดสถานที่หรือชะตากรรมของผู้เสียหาย จึงจะเป็น “การกระทำผิดสำเร็จ” กล่าวคือมีความผิดในทางอาญาแล้ว

  นอกจากนี้  มาตรา 7 วรรคสอง ยังกำหนดให้กรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายเป็น “ความผิดต่อเนื่อง” (Continuous Offence) จนกว่าจะทราบชะตากรรมของบุคคลนั้น กล่าวคือ ความผิดยังคงดำเนินไป และการหายยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

  ถ้าหากมีการทราบชะตากรรม การทำให้สูญหายหรือการปกปิดชะตากรรมก็จะถือว่าสิ้นสุดลงและการนับอายุความจะเริ่มขึ้น โดยมีอายุความ 20 ปี ตามมาตรา 30 ที่กำหนดให้ไม่เริ่มนับอายุความกรณีอุ้มหาย จนกว่าจะทราบชะตากรรมของผู้ถูกทำให้สูญหาย อย่างไรก็ตามกฎหมายระบุเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อทราบชะตากรรมและอายุความเริ่มนับไปอีก 20 ปี รัฐมีหน้าที่ที่จะต้องสืบสวนและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ในที่สุด

พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  มีที่มาจากการอนุวัติการมาจากอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced Disappearance – CED) ที่ประเทศไทยลงนามในปี 2555 และให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีในปี 2567 อนุสัญญาดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิด พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพื่อทำให้กฎหมายภายในประเทศมีความชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการดำเนินการเพื่อให้เกิดผลตามบทบัญญัติของอนุสัญญาดังกล่าว

ข้อ 8 อนุสัญญา CED ได้กำหนดใจความว่า สำหรับรัฐภาคีที่กำหนดให้คดีอาญามีอายุความ รัฐภาคีจะต้องประกันว่าอายุความในคดีการบังคับให้สูญหายนั้นจะมีกำหนดที่ยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นได้และต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องของความผิดนั้นเป็นสำคัญ 

นอกจากนี้ อนุสัญญาระหว่างอเมริกาว่าด้วยการหายตัวไปโดยถูกบังคับของบุคคล (Inter-American Convention on Forced Disappearance of Persons) มาตรา 7 กำหนดชัดเจนว่าคดีการบังคับบุคคลสูญหายต้องไม่มีอายุความ ยกเว้นมีกฎหมายพื้นฐานบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถนำบทบัญญัติข้างต้นมาใช้ได้ ให้นับอายุความเท่าคดีอาญาที่ร้ายแรงที่สุดตามกฎหมายภายในของรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง3https://library.coj.go.th/pdf-view.html?fid=47286&table=files_biblio

  

สำหรับคดีอุ้มหาย ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด เวลาไม่เคยช่วยเยียวยาและแก้ไขปัญหาใหักับผู้ถูกบังคับให้สูญหายและครอบครัวได้ หากพวกเขาไม่สามารถรู้ความจริง และการกำหนดอายุความโดยไม่คำนึงถึงความต่อเนื่องอันเป็นลักษณะเฉพาะของอาชญากรรมนี้เป็นเสมือนการพรากสิทธิในการรู้ความจริงของผู้เสียหายและทำให้เกิดทางตันสำหรับครอบครัวและสังคมในการแก้ไขปัญหาการอุ้มหาย เพราะความจริงจะนำไปสู่จุดเปลี่ยนผ่านของชีวิตมนุษย์ในทางมานุษยวิทยา และความจริงจะนำไปสู่ความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง  คดีอุ้มหายจึงต้องไม่มีอายุความ

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts