เมื่อความเงียบคือการทรมาน: ทำไมครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายถึงต้องรู้ความจริง
อาชญากรรมอย่างการบังคับสูญหายหรือการ “อุ้มหาย” เป็นรูปแบบการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงและโหดร้ายมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง หนึ่งในเหตุผลสำคัญเป็นเพราะลักษณะความรุนแรงของตัวการกระทำที่เป็นการอุ้มคนคนหนึ่งให้หายไปจากสังคม ชุมชน และครอบครัว โดยกรณีส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกอุ้มมักจะต้องเผชิญกับการถูกทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไปจนถึงการสังหารอย่างเงียบเชียบ และทำให้พวกเขาหายไปอย่างแยบยล ทั้งทางกายภาพคือการทำลายหลักฐานทุกอย่างรวมถึงจำกัดประจักษ์พยาน และในทางจิตใจคือการปกปิดไม่ให้มีผู้ใดล่วงรู้ชะตากรรมของผู้เสียหายได้อีก
แต่นอกจากลักษณะความโหดร้ายด้วยตัวการกระทำแล้ว อีกหนึ่งลักษณะสำคัญของการบังคับบุคคลให้สูญหาย คือ การอุ้มหายเป็นอาชญากรรมที่ทำให้มีผู้เสียหายมากกว่าหนึ่งเสมอ และมากกว่าหนึ่งในที่นี้หมายถึง “ผู้เสียหายจำนวนมาก” จากอาชญากรรมเพียงหนึ่งครั้ง เมื่อการอุ้มหายไม่ได้ให้คำตอบว่าเป็นหรือตาย ไม่ได้นำไปสู่การทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ให้ความหวังเท่าๆ กับไม่ได้ปิดประตูของควาหวังและจินตนาการของครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายทั้งในทางที่ดีและทางที่ไม่ดีโดยสนิท กล่าวคือ การอุ้มหายที่สำเร็จคือการสูญหายที่ไร้คำตอบแก่คนที่ยังอยู่ เพราะนั่นหมายถึง ความต่อเนื่องของการกระทำที่การ “หาย” ยังดำเนินต่อไปและดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด ลักษณะของความต่อเนื่องนี้เองที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เสียหายในอาชญากรรมนี้ใน หนึ่งครั้ง มีมากกว่าหนึ่ง คือผู้ถูกบังคับให้สูญหายโดยตรง และคนอีกสิบร้อยพันหรือหมื่นที่เป็นครอบครัวของคนคนนั้น อยู่ในชุมชนเดียวกัน หรือแม้แต่อยู่ในสังคมร่วมกับบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย
‘อุ้มหาย’ อาชญากรรมที่มีผู้เสียหายมากกว่าหนึ่ง
“เวลาที่เราพูดถึง ‘ผู้เสียหายของการบังคับให้สูญหาย’ เราไม่ได้หมายถึงแค่ผู้ที่ถูกทำให้สูญหายเท่านั้น ในทางกฎหมาย คำนี้ยังครอบคลุมถึงบุคคลอื่นที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการบังคับให้สูญหายด้วย ซึ่งหมายรวมถึงครอบครัวของผู้สูญหาย และในบางกรณีอาจขยายวงไปยังผู้คนในวงกว้างกว่านั้น”
กาเบรียลลา ซิตรอนี (Gabriella Citroni) ประธานและผู้รายงานพิเศษของคณะทำงานว่าด้วยการบังคับหรือการสูญหายโดยไม่สมัครใจ (Working Group on Enforced or Involuntary Disappearances; WGEID) กล่าวในตอนหนึ่งในงานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ณ นครนิวยอร์ก หลังจากกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติถึงรายงานของคณะทำงานฯ ประจำปี 25671https://media.un.org/avlibrary/en/asset/d328/d3285526
การที่คณะทำงานฯ เสนอกรอบแนวคิดทางกฎหมายดังกล่าว ซึ่งในขณะเดียวกันก็เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง ถือเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าในการทำความเข้าใจอาชญากรรมการบังคับบุคคลให้สูญหายว่าผู้เสียหายมีมากกว่าหนึ่งแต่หมายรวมถึงครอบครัวของผู้ที่สูญหายด้วย
ความซับซ้อนที่นำไปสู่ความทรมาน
เมื่อปี 2565 สภานานาชาติว่าด้วยการฟื้นฟูผู้เสียหายจากการทรมาน (International Rehabilitation Council for Torture Victims; ICRT) ร่วมกับองค์กรต่อต้านการทรมานโลก (Organizations Mondiale Contre la Torture; OMCT) ได้จัดบรรยายกับคณะทำงาน WGEID เพื่อผลักดันให้มีการยกระดับการคุ้มครองครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รักของผู้ถูกบังคับสูญหายทั่วโลก โดย OMCT เป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อมุ่งยุติการทรมานและปกป้องนักสิทธิมนุษยชน มีเครือข่ายองค์กรสมาชิกกว่า 200 แห่งใน 90 ประเทศ ส่วน ICRT เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่มีสมาชิกมากที่สุดในโลกซึ่งทำงานเฉพาะด้านการฟื้นฟูผู้เสียหายการทรมาน โดยมีเครือข่าย 160 แห่งใน 76 ประเทศ
ในการบรรยายได้เน้นย้ำถึง 5 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ความเจ็บปวดที่ซับซ้อนในหลายมิติของครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายถือเป็นการทรมานได้2https://www.omct.org/site-resources/files/Relatives-of-disappeared-persons_Briefing-note_December-2022.pdf
ญาติหลายคนเห็นเหตุการณ์กับตา
ในหลายกรณีสมาชิกในครอบครัวมักกลายเป็นประจักษ์พยานโดยตรงต่อเหตุการณ์การบังคับให้สูญหาย เช่น อยู่ด้วยกันกับผู้เสียหายที่บ้านเป็นคนสุดท้ายก่อนจะมีเจ้าหน้าที่บุกเข้ามาควบคุมตัวไป หรืออยู่ในสายโทรศัพท์เป็นคนสุดท้ายก่อนที่ผู้เสียหายจะถูกอุ้มหายไป เป็นต้น การที่สมาชิกในครอบครัวเห็นเหตุการณ์กับตาตัวเองแต่ไม่สามารถหยุดยั้งหรือช่วยเหลือผู้ถูกอุ้มหายได้ก่อให้เกิความรู้สึกไร้อำนาจและความรู้สึกผิดอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง เหตุนี้จึงนำมาสู่บาดแผลทางจิตใจโดยตรง
ในขณะที่สมาชิกครอบครัวผู้ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองก็ต้องตกเป็นผู้ที่ทุกข์ทรมานกับปัจจัยดังกล่าวเช่นกัน เพราะความไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้พวกเขาจินตนาการซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงเหตุการณ์การอุ้มหายที่เกิดขึ้นว่าบุคคลที่พวกเขารักนั้นจะทุกข์ทรมานเพียงใด จะสิ้นหวังเพียงใดขณะถูกอุ้มหายไป การจินตนาการฉากเหตุการณ์ที่ไม่มีวันจบ เพราะไม่มีข้อเท็จจริงใดจะมายุติจินตนาการเหล่านี้ ทำให้สมาชิกในครอบครัวที่แม้ไม่ได้เป็นพยานในเหตุการณ์ต้องทุกข์ทรมานจากบาดแผลทางจิตใจโดยอ้อมจากการครุ่นคิดซ้ำๆ และความรู้สึกผิดเช่นเดียวกับคนที่เห็นเหตุการณ์กับตา
ในหนังสือ “ราคาของความจริง” ที่บอกเล่าถึงเส้นทางการตามหาและเรียกร้องความเป็นธรรมให้วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมชาวไทยที่ถูกบังคับสูญหายในประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563 โดยสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้เป็นพี่สาว ได้บอกเล่าถึงความเจ็บปวดและชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของความรู้สึกของญาติที่ต้องเป็นพยานในเหตุการณ์การอุ้มหายโดยตรง เนื่องจากในระหว่างที่เธอกำลังพูดคุยกับวันเฉลิมทางโทรศัพท์ วันเฉลิมก็ถูกจับตัวและอุ้มหายไป สิตานันได้ยินเสียงการกระชากลากถูผ่านสายโทรศัพท์ด้วยตนเอง และประโยคสุดท้ายจากน้องชาย คือ “หายใจไม่ออก”
“การสูญหายของต้าร์ ในวันนี้คือความสูญเสียของเราด้วย เพราะหลายสิ่งในตัวเราถูกกัดกินด้วยความเหนื่อยหน่าย ความแค้น รู้สึกกับตัวเลยว่าเรากลายเป็นตัวอะไรที่เราเองยังอธิบายไม่ค่อยจะถูกนัก กลายเป็นว่าบนเส้นทางการตามหาน้องชาย เราก็ตามหาความสุขและวิถีชีวิตแบบปกติชนที่หายไปแบบไร้ร่องรอยด้วยเหมือนกัน”
การอุ้มหายถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความหวาดกลัว
การบังคับบุคคลสูญหายเป็นอาชญากรรมที่มีการกระทำโดยเจตนาเป็นองค์ประกอบเสมอ กล่าวคือ การอุ้มหายคนคนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยง่าย ในทางกลับกันต้องใช้ทรัพยากร วิธีการเฉพาะที่แยบยล และความพยายามอย่างยิ่งในการซ่อนเร้นหรือทำลายหลักฐาน ความยากอย่างยิ่งในการกระทำนี้เองทำให้อาชญากรรมเหล่านี้ยากนักที่จะกระทำโดยปัจเจกชนคนธรรมดา แต่มักเป็นวิธีการที่รัฐ ผู้มีทั้งกำลังและทรัพยากร ใช้กับคนที่เห็นต่างหรือคนที่รัฐเห็นว่าจะต้องควบคุมหรือกำจัด การกระทำโดยเจตนาในที่นี้นอกจากจะหมายถึงเจตนาในการอุ้มหายแล้ว ยังหมายถึง ‘เจตนาในการปกปิดชะตากรรม’ ของผู้ถูกอุ้มหายโดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนคือเพื่อสร้างสภาวะชะงักงันและบรรยากาศความหวาดกลัวต่อครอบครัว ตลอดจนสังคมโดยรวม อันเป็นเจตนาที่ต้องการผลโดยเฉพาะเสมอ
ความเจ็บปวดถูกกดไว้ในความเงียบ
ต่อเนื่องจากความหวาดกลัวในสังคมที่เกิดขึ้น สิ่งนี้ยังเป็นสาเหตุให้หลายครอบครัวของผู้ถูกอุ้มหายมักต้องเจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างโดดเดี่ยวลำพัง ด้วยความกลัวว่าจะถูกสังคมตีตราว่าเป็นปัญหาหรือภัยอันตรายที่คนรอบตัวในชุมชนไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวด้วยความกลัวจากความโหดร้ายของอาชญากรรม ทำให้หลายครอบครัวเลือกที่จะเงียบและเก็บงำความเสียหายและความเจ็บปวดไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตีตราทางสังคม เหล่านี้ทำให้นอกจากความเงียบจากความไม่คืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนค้นหาความจริงเพื่อให้ทราบชะตากรรมบุคคลอันเป็นที่รักแล้ว ยังมีความเงียบกับความเจ็บปวด และความโดดเดี่ยวที่ครอบครัวต้องเผชิญอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะที่ต่อเนื่องของความเงียบในทั้งสองมิติยังทำให้เวลาไม่ได้ช่วยเยียวยาความเจ็บปวดของครอบครัวเช่นกรณีความเจ็บปวดทั่วๆ ไป ในทางกลับกันความยืดเยื้อของเวลาทำให้ครอบครัวอยู่ในความเสี่ยงที่ความทุกข์ทรมานสาหัสอาจถูกกระตุ้นซ้ำให้กลับมารุนแรงทวีคูณได้เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด การอุ้มหายจึงเป็นความทรมานสำหรับครอบครัวอย่างไม่รู้จบ เพราะตกอยู่ในสภาวะกึ่งกลางระหว่างความเป็นและความตายโดยลำพัง
รัฐมักปฏิเสธหรือบิดเบือนข้อมูล
ความเจ็บปวดจากความเงียบข้างต้นยิ่งทวีความรุนแรง เมื่อคำนึงถึงว่าการบังคับสูญหายเหล่านี้มีรัฐเป็นผู้กระทำ โดยรัฐมักปฏิเสธว่าไม่ได้ควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้ ไม่ให้ความร่วมมือกับการให้ข้อมูลใดๆ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ ทำให้ครอบครัวตกอยู่ในสภาวะไร้การคุ้มครองจากรัฐ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและสิ้นหวัง อีกทั้งไม่สามารถดำเนินการค้นหาเพื่อให้ทราบชะตากรรมของสมาชิกครอบครัวของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือล่าช้าอย่างยิ่ง เมื่อรัฐซึ่งควรจะมีบทบาทในการปกป้องคุ้มครองและอำนวยความยุติธรรมแก่พลเมืองกลายมาเป็นผู้กระทำการละเมิดเสียเองยิ่งทำให้ความทุกข์ทรมานของญาติทวีคูณ และไร้ความหวังที่จะได้รับการบรรเทาความเจ็บปวด
ผู้สูญหายมักถูกใส่ร้ายว่าเป็นภัยต่อสังคม
นอกจากบรรยากาศความกลัวที่เกิดขึ้นในสังคมจากการบังคับบุคคลสูญหายที่ทำลายความสัมพันธ์ของครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายกับเครือข่ายของตนในชุมชนด้วยความกลัวแล้ว หลายครั้งครอบครัวยังต้องเผชิญกับความอับอายและความรู้สึกถูกทำลายศักดิ์ศรี เพราะผู้ถูกอุ้มหายมักถูกใส่ร้ายว่าเป็นอาชญากรของสังคม จากความพยายามของรัฐที่ต้องการสร้างความชอบธรรมในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อคนคนหนึ่ง ต่อครอบครัวหนึ่ง ในหลายกรณีจึงมักมีการเผยแพร่เนื้อหาหรือข้อความที่วิพากษ์วิจารณ์ต่อคุณค่าทางสังคมและความเห็นทางการเมืองของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย โดยนำเสนอพวกเขาว่าเป็นอาชญากร ผู้ก่อการร้าย หรือศัตรูของสังคม เหล่านี้นำไปสู่การสร้างความรู้สึกอับอายและบอบช้ำทางจิตใจแก่ครอบครัวที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในสังคม
ภายในงาน “แล้วเธอจะปลอดภัยที่ปลายทาง: ยุติการอุ้มหาย รับมือภัยปราบปรามข้ามชาติ” เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2567 ก่อการ บุปผาวัฏฏ์ ลูกชายของนายชัชชาญ บุปผาวัลย์ (สหายภูชนะ) หนึ่งในเก้าผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยที่ลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ช่วงรัฐประหารปี 2557 ก่อนถูกบังคับให้สูญหายในระหว่างปี 2559 – 2563 ได้สะท้อนถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวว่า พ่อของตนถูกนำเสนอให้เป็นภัยต่อสังคมอย่างไม่เป็นธรรม โดยก่อการหวังว่าหนึ่งในการเยียวยาที่เขา ครอบครัว และพ่อควรจะได้รับคือการได้ล้างมลทินเหล่านี้ด้วยการค้นหาความจริง
“มีกลุ่มคนบางกลุ่มพยายามจะบอกว่า 9 คน ที่ถูกอุ้มหาย ค้ายา ค้ามนุษย์ ไปเหยียบเส้นทางมาเฟีย ขัดผลประโยชน์กับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นเลยถูกกระทำ นอกจากความคาดหวังว่าเราจะหาคนมาลงโทษได้ว่าใครเป็นคนกระทำ หาคนทำผิดมาลงโทษได้ ความยุติธรรมที่คาดหวังอีกอย่างคือ เราได้รับการชำระมลทินเหล่านี้ ครอบครัวต้องทนแบกสิ่งเหล่านี้ ที่เรารู้ว่าไม่เป็นความจริงเลย แต่คนหมู่มากเลือกฟังไปแล้วกลับเชื่อข้อมูลเหล่านี้ที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย ถ้ามีหลักฐานขนาดนั้น รัฐน่าจะหาข้อมูลผู้กระทำผิดได้แล้ว”
องค์ประกอบสำคัญทั้ง 5 ประการ เป็นเครื่องช่วยยืนยันและแสดงให้เห็นว่าความเจ็บปวดของครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายเข้าขั้นเป็นความทรมานได้อย่างไรบ้าง ยิ่งไปกว่านั้น ไม่นานมานี้ คณะทำงาน WGEID ยังได้เน้นย้ำถึงประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจนในรายงานประจำปี 2567 (A/HRC/57/54)3https://docs.un.org/en/A/HRC/57/54 ที่ได้แถลงต่อที่ประชุมสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยย่อหน้าที่ 105 ของรายงานระบุชัดเจนว่าสิ่งที่ครอบครัวต้องเผชิญคือการทรมาน
“…คณะทำงานแสดงความกังวลและย้ำเตือนว่า ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย รวมทั้งความเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่รัฐต่อข้อเรียกร้องของพวกเขา อาจถือเป็นการทรมานได้เช่นกัน”
Right to Truth ความจริงจะช่วยอะไร?
โดยปกติทั่วไป บริบทของประเทศไทย น้อยนักที่จะมีการตระหนักหรือพูดถึงความสูญเสียลักษณะเฉพาะที่ครอบครัวของผู้ถูกอุ้มหายต้องเผชิญในฐานะผู้เสียหายจากการทรมานดังที่ได้อธิบายข้างต้น การทำความเข้าใจถึงระดับของความเจ็บปวดของครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายจะนำไปสู่การทำความเข้าใจว่า ‘สิทธิในการรู้ความจริง’ (Right to truth) ที่โดยหลักเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการจัดการภายหลังเหตุการณ์การละเมิดสิทธิฯ ร้ายแรงทุกรูปแบบอยู่แล้ว แต่ในบริบทครอบครัวของผู้ถูกอุ้มหายนั้น มีความสำคัญอย่างมีนัยยิ่งกว่า เมื่อปัจจัยนี้จะช่วยยุติการทรมานของครอบครัวด้วย
คณะทำงาน WGEID ได้จัดทำข้อคิดเห็นทั่วไป (General Comment) ในหัวข้อ สิทธิในการรู้ความจริงของครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหายไว้โดยเฉพาะ (A/HRC/16/48)4https://docs.un.org/en/A/HRC/16/48 โดยในรายงานดังกล่าวได้อธิบายและเน้นย้ำให้เห็นโดยละเอียดว่าสิทธิในการรับรู้ความจริงในบริบทของครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง และการกระทำหรือไม่กระทำใดเป็นการละเมิดสิทธินี้ของพวกเขา
ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือ คณะทำงานฯ เน้นย้ำว่าการปฏิเสธที่จะเปิดเผยหรือให้ข้อมูลใดๆ ของรัฐ หรือแม้แต่การไม่สื่อสารกับครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายเลย ถือเป็นการละเมิดสิทธิในการรู้ความจริงของครอบครัวแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นการให้ข้อมูลที่เป็นเพียงข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการเท่านั้น เช่น ขั้นตอนที่ได้ดำเนินการ กระบวนการในศาล เป็นต้น ยังไม่เพียงพอและยังคงถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิในการรู้ความจริงของครอบครัวอยู่
เพราะฉะนั้น รัฐมีหน้าที่ในการสื่อสารกับครอบครัวให้ทราบถึงขั้นตอนที่เป็น ‘รูปธรรม’ ที่รัฐได้ดำเนินการเพื่อเดินหน้าคลี่คลายปัญหาหรือสืบให้ทราบข้อเท็จจริง ที่อยู่ รวมถึงชะตากรรมของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายโดยละเอียด คณะทำงานฯ ระบุว่าการจำกัดสิทธิในการรู้ความจริงของครอบครัวต้องเป็นไปโดยจำกัดอย่างยิ่งและด้วยเหตุผลประการเดียวเท่านั้นคือเพื่อไม่ให้กระทบต่อการสอบสวนคดีอาญาที่ยังดำเนินอยู่
ในแง่ของการดำเนินการสืบสวนสอบสวน คณะทำงานฯ สรุปว่าด้วยลักษณะความต่อเนื่องของอาชญากรรม รัฐมีพันธกรณีที่จะไม่หยุดการสืบสวนสอบสวนและต้องดำเนินต่อไปจนกว่าจะรู้ชะตากรรมและที่อยู่ของบุคคลที่สูญหาย อีกทั้งรัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวน สามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถติดตามตัวบุคคลที่สูญหายได้
คณะทำงานฯ ยังเน้นย้ำว่าสิทธิของญาติในการรู้ความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมและที่อยู่ของบุคคลที่สูญหายเป็นสิทธิสัมบูรณ์ (Absolute right) กล่าวคือ ครอบครัวต้องได้ทราบเกี่ยวกับชะตากรรมและที่อยู่ของคนที่ถูกบังคับให้สูญหายอย่างไม่มีข้อยกเว้นหรือข้อจำกัดใดๆ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อถกเถียงในปัจจุบันในประเด็นที่ว่าควรเปิดเผยชื่อของผู้กระทำความผิดหรือไม่ อันเป็นผลสืบเนื่องจากสิทธิในการรู้ความจริง โดยในแง่หนึ่งมีข้อโต้แย้งว่าในกระบวนการค้นหาความจริงบางกระบวนการ เช่น ในขั้นตอนของคณะกรรมการค้นหาความจริง ยังไม่ควรมีการระบุชื่อของผู้กระทำผิด เนื่องจากพวกเขายังไม่ได้รับหลักประกันทางกฎหมายเช่นเดียวกับจำเลยหรือผู้ต้องหาคนอื่นๆ ที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีอาญาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าข้อถกเถียงจะเป็นอย่างไรก็ต้องย้อนกลับไปสู่พันธกรณีของรัฐ ตามข้อ 14 ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance; CED) ว่ารัฐมีพันธกรณีที่จะต้องนำบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดเข้าสู่การพิจารณาคดีโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่มีอำนาจของรัฐนั้นตามกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ สิทธิของครอบครัวในการเข้าถึงความยุติธรรมผ่านกระบวนการยุติธรรมต้องไม่ถูกจำกัดด้วยเหตุผลใด
ประเด็นสำคัญประการสุดท้าย คือ สิทธิในการรู้ความจริงของครอบครัวยังเป็นหลักประกันว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะต้องคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่ผู้เสียหายโดยเฉพาะประเด็นด้านความปลอดภัย เพราะเมื่อการสืบสวนสอบสวนเพื่อค้นหาความจริงและระบุตัวผู้กระทำผิดดำเนินไป ย่อมมีความเสี่ยงที่ผู้กระทำผิดต้องการจะขัดขวางไม่ให้ความจริงเปิดเผย อันนำไปสู่การคุกคามข่มขู่ครอบครัว รัฐจึงมีหน้าที่ในการจัดให้มีมาตรการคุ้มครองทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ
จากที่ได้อธิบายในบทความนี้ จะเห็นได้ว่าในบริบทของอาชญากรรมอย่างการบังคับบุคคลให้สูญหายนั้นมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในมิติของผลกระทบต่อครอบครัวของผู้ถูกอุ้มหาย การทำความเข้าใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้เสียหายจากการทรมานด้วยจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือพวกเขาในการยุติการทรมาน รวมถึงจัดการกับอาชญากรรมอย่างการบังคับสูญหายให้ไม่สามารถเกิดขึ้นกับใครได้อีก ในทางกลับกัน การไม่ได้มองว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ถูกทรมานด้วย อาจยิ่งทำให้อาชญากรรมอุ้มหายยิ่งทำงานได้มีประสิทธิภาพและส่งผลร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม สร้างความกลัวและส่งผลกระทบต่อบุคคลและสังคมในหลายระดับตามที่ผู้กระทำต้องการ

- 1
- 2
- 3
- 4





