เมื่อไม่นานมานี้ มีประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากในแง่มุมการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ปัจเจกบุคคลที่มีสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศไทย เนื่องจากมีกรณีที่รัฐไทยอาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงด้วยการ ‘การกดปราบข้ามชาติ’ หรือ transnational repression และฝ่าฝืนหลักการพื้นฐานตามกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศว่าด้วย “หลักการห้ามผลักดันกลับ” (non-refoulement) จากการเข้าจับกุมดำเนินคดีกับ อี ควิน เบดั๊บ (Y Quynh Bdap) นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวเวียดนามที่ถูกทางการเวียดนามไล่ล่าและกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายในประเทศ จนต้องลี้ภัยทางการเมืองเข้ามาในประเทศไทย ปัญหาคือ มีเค้ารางว่า รัฐไทยอาจส่งตัว อี ควิน เบดั๊บ ตามกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งเป็นการส่งตัวให้บุคลลกลับไปเผชิญกับภยันตรายที่ลี้ภัยมา

ดังนั้น บทความนี้ต้องการจะนำเสนอว่า รัฐไทยควรมีการปฏิบัติอย่างไรภายใต้กรอบของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรณีการจับกุม อี ควิน เบดั๊บ เพื่อยังเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีและสามารถรักษาภาพลักษณ์ความเป็นรัฐประชาธิปไตยในสายตาประชาคมโลกได้
หลักกฎหมายระหว่างประเทศกับกรณี อี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย
อี ควิน เบดั๊บ คือ บุคคลผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร Montagnards Stand For Justice Organisation และเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนาชาวเวียดนาม อายุ 32 ปี ผู้ซึ่งกำลังอยู่ในสถานะผู้ลี้ภัย และการคุ้มครองระหว่างประเทศจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR) อี ควิน เบดั๊บ เป็นแกนนำเรียกร้องสิทธิเสรีภาพการนับถือศาสนาให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ถูกรัฐบาลเวียดนามตั้งข้อหาก่อการร้ายจากเหตุจลาจล โดยที่ผ่านมา เขายืนยัน ได้ออกมาเคลื่อนไหวโดยสงบและปราศจากอาวุธ ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด ทว่าต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้จับกุมตัว อี ควิน เบดั๊บ และถูกควบคุมตัวไปที่สถานีตำรวจโดยอ้างว่ามีคำขอจากทางการเวียดนาม โดยการจับกุมเกิดขึ้นหลังจากสัมภาษณ์กับสถานทูตประจำประเทศแคนาดาเพื่อการไปตั้งถิ่นฐานใหม่ประเทศที่สาม และอาจจะถูกส่งตัวกลับเวียดนาม โดยใช้กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
จากข้อเท็จจริงข้างต้น จะพบว่า การกระทำของรัฐไทยนั้นสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งกับการตกเป็นจำเลยในขบวนการกดปราบผู้ลี้ภัยข้ามชาติ ซึ่งหมายถึงปฏิบัติการ “อย่างเป็นระบบ” ในการติดตาม ข่มขู่ และคุกคามบุคคลที่มีสถานะผู้ลี้ภัย โดยปฏิบัติการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการใช้อำนาจเชิงสถาบันในระบอบอำนาจนิยม หรือการขอความร่วมมือข้ามพรมแดน ภายใต้วัตถุประสงค์มุ่งปราบปรามการเคลื่อนไหวที่สั่นคลอนความมั่นของผู้มีอำนาจรัฐหรือสร้างบรรยากาศอันน่าหวาดกลัวแก่ผู้ลี้ภัย นักกิจกรรม ผู้สื่อข่าว ตลอดจนนักเคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิเสรีภาพ ที่มักจะถูกผลักไสให้เป็น “ภัยความมั่นคง” ของชาติ1เจณิตตา จันทวงษา, “การกดปราบผู้ลี้ภัยข้ามชาติ: ปัญหาและทางออกใต้เงาพันธมิตรเผด็จการอาเซียน”, 19 กรกฎาคม 2566, The101, https://www.the101.world/transnational-repression-in-sea/ (สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567).
ขบวนการกดปราบข้ามชาติ นับเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นบ่อยครั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอุดมไปด้วยรัฐที่ปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยม เผด็จการและใช้อำนาจกดขี่ประชาชน มีเพดานเสรีภาพต่ำ จนเรียกได้อีกอย่างว่าเป็น “พันธมิตรเผด็จการอาเซียน” ที่ประกอบไปด้วยรัฐไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา รวมถึงประเทศอยู่นอกภูมิภาคอย่างจีน2เรื่องเดียวกัน. โดยแต่ละรัฐอาจมีการสนับสนุน ร่วมมือ และช่วยเหลือกันและกันทั้งแบบทางการและไม่ทางการ บนผลประโยชน์ต่างตอบแทนแบบ “ถ้าฉันช่วยเธอกดปราบ เธอก็ต้องช่วยฉันกดปราบเช่นกัน” เพื่อจะได้รักษาสถานภาพทางอำนาจของตนเองได้ทั้งหมด
ข้อสำคัญอย่างหนึ่ง รัฐไทยถือเป็นสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากจากประเทศเพื่อนบ้านได้เดินทางเข้ามาเพื่อแสวงหาที่ลี้ภัย ทั้งสาเหตุจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ความหิวโหย สงคราม ความปลอดภัย และการเมือง ซึ่งแม้รัฐไทยจะมีความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมอยู่บ้าง แต่ด้วยประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและข้อจำกัดทางกฎหมายกลับสร้างสภาวะอันเปราะบางแก่กลุ่มผู้ลี้ภัย ให้ตกอยู่ในความเสี่ยงที่อาจจะเป็นเป้าหมายหรือเหยื่อของปฏิบัติการความรุนแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นการกักขัง การบังคับให้สูญหาย และถูกจับกุมเพื่อส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง ทั้งนี้ ในรายงานเกี่ยวกับประเด็นการกดปราบข้ามชาติของ Freedom House เปิดเผยข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา มีบุคคลที่เข้าข่ายในการตกเป็นเหยื่อของขบวนการกดปราบข้ามชาติในประเทศไทยมากกว่า 150 คน โดยมีประเด็นอื้อฉาวที่สุดอย่างการส่งผู้ลี้ภัยชาวอูยกูร์จำนวน 109 คนกลับไปยังจีน ในปี 25583Freedom House, “Case Study: Thailand,” Defending Democracy in Exile: Policy Responses to Transnational Repression, 2022.
สำหรับกรณี อี ควิน เบดั๊บ ด้านสื่อมวลชนและองค์ภาคประชาสังคมหลายแห่ง ก็ได้อ้างอิงถึง“หลักการห้ามผลักดันกลับ” (non-refoulement) เพื่อเรียกร้องให้รัฐไทยต้องปฏิเสธการส่งตัว อี ควิน เบดั๊บ กลับไปยังประเทศเวียดนาม เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับไปเผชิญภยันตรายและตกอยู่ในชะตากรรมอันเลวร้าย4“แถลงการณ์ข้อเสนอแนะต่อกรณีการจับผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม และข้อห่วงใยต่อการส่งตัวบุคคลไปสู่อันตรายในประเทศเวียดนาม,” 14 มิถุนายน 2567, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, https://crcfthailand.org/2024/06/14/statement-of-recommendations-regarding-the-capture-of-vietnamese-refugees/ (สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567)
หลักการห้ามผลักดันกลับ เป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีบ่อเกิดมาจากทั้งบทบัญญัติในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย(Convention Relating to the Status of Refugees) ข้อ 33(1)5อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ข้อ 33(1) รัฐภาคีผู้ทำสัญญาจะไม่ขับไล่หรือส่งกลับ (ผลักดัน) ผู้ลี้ภัยไม่ว่าจะโดยลักษณะใด ๆ ไปยังชายแดนแห่งดินแดนซึ่ง ณ ที่นั้น ชีวิตหรืออิสรภาพของผู้ลี้ภัยอาจได้รับการคุกคามด้วยสาเหตุ ทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพ ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าทางสังคมหรือทางความคิดด้านการเมือง และจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ส่งผลให้ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในภาคีหรืออนุสัญญาว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัยใด ๆ ทั้งยังไม่มีกฎหมายที่จะให้การปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่กลุ่มผู้ลี้ภัย แต่รัฐไทยย่อมมีพันธกรณีในการปฏิบัติตามหลักการทางกฎหมายดังกล่าวตามหลักจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับรัฐทุกรัฐ (รัฐบาลไทยเคยได้ให้กับรับรองว่า หลักการห้ามผลักดันกลับเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศมาแล้ว ปรากฏในหนังสือกระทรวงยุติธรรม ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0405/4479 ลงวันที่ 13 กันยายน 2561)6คอมมอนสคูล, “หลักการห้ามผลักดันกลับและปัญหาในทางปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยในระบบกฎหมายไทย”, 25 มีนาคม 2565, คณะก้าวหน้า, https://progressivemovement.in.th/article/common-school/6947 (สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567) ซึ่งรัฐไทยไม่มีสิทธิอำนาจที่จะอ้างกฎหมายภายในอื่นใด หรือการไม่มีอยู่ของกฎหมายภายในมาหลีกเลี่ยงพันธกรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศได้7เรื่องเดียวกัน.
นอกจากนี้ หลัก Non-Refoulement มีสถานะเป็นกฎหมายบังคับเด็ดขาด (Peremptory norms หรือ jus cogens) ด้วย8ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, “หลักการห้ามผลักดันไปเผชิญอันตราย (Non-Refoulement) กับประเทศไทย: กรณีโรฮิงญา”, 23 พฤษภาคม 2558, ประชาไท, https://prachatai.com/journal/2015/05/59440 (สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567) หมายความว่าเป็นหลักกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์หรือค่าบังคับสูงกว่ากฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป กฎหมายระหว่างประเทศใดจะขัดกับหลักกฎหมายบังคับเด็ดขาดไม่ได้ หรือรัฐอื่น ๆ จะทำสนธิสัญญาเพื่อยกเว้นที่จะไม่ปฏิบัติหลักการนี้ไม่ได้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่า อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment) ซึ่งไทยเป็นภาคี ก็ได้สอดแทรกหลักการห้ามผลักดันกลับไว้ในบทบัญญัติข้อ 3 ที่กำหนดว่า “รัฐภาคีต้องไม่ขับไล่ ส่งกลับ (ผลักดันกลับออกไป) หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ภายใต้อันตรายที่จะถูกทรมาน”9UN General Assembly, Convention Against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment, 10 December 1984, United Nations, Treaty Series, vol. 1465, p. 85, art. 3 (1) “No State party shall expel, return (refouler) or extradite a person to another State where there are substantial grounds for believing that the person would be in danger of being subjected to torture แปลโดย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ อ้างใน คอมมอนสคูล, “หลักการห้ามผลักดันกลับและปัญหาในทางปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยในระบบกฎหมายไทย”, 25 มีนาคม 2565, คณะก้าวหน้า, https://progressivemovement.in.th/article/common-school/6947 (สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567)
ดังนั้น จนถึงตรงนั้น จึงตอกย้ำว่า สำหรับกรณีคดีความของ อี ควิน เบดั๊บ ที่กำลังอยู่ในชั้นการไต่สวนคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนของศาลอาญา รัฐไทยย่อมมีพันธกรณีที่จะต้องไปส่งตัวเขากลับไปให้กับทางการเวียดนาม เพราะการส่งตัวกลับไป อี ควิน เบดั๊บ ซึ่งมีสถานภาพเป็นผู้ลี้ภัย อาจเป็นผลักให้เขาไปเผชิญกับชะตากรรมอันเลวร้าย ในสถานการณ์ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า เขาจะกลายเป็นเหยื่อการซ้อมทรมาน และจะเท่ากับว่า รัฐบาลไทยได้กระทำฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ ก่อเกิดความรับผิดชอบของรัฐ (state responsibility) ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งยังกระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในมิติของการเคารพสิทธิมนุษยชนอีกด้วย
การปะทะกันระหว่าง “กฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน” กับ “หลักการห้ามผลักดันกลับ”
ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไม่ใช่พันธกรณีทางกฎหมายระหว่างรัฐ แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงโดยตรงกับหลักอำนาจอธิปไตย กลไกการทำงานของหลักอำนาจอธิปไตยนี้ จะส่งผลให้กรณีที่รัฐใดรัฐหนึ่ง นำเจ้าหน้าที่เข้ามาจับกุมบังคับใช้กฎหมายในรัฐอื่น ย่อมเป็นการล่วงล้ำละเมิดอำนาจอธิปไตยของเขา การปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใดก็มีลักษณะข้ามพรมแดนจึงต้องอาศัยความร่วมกันทั้งผ่านสนธิสัญญาหรือผ่านหลักต่างตอบแทนก็ได้
แต่หากพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่ได้ไล่เรียงอธิบายมาข้างต้น รัฐไทย ย่อมต้องปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศทั้งหลักการห้ามผลักดันกลับในฐานะจารีตประเพณีที่มีผลผูกพันกับรัฐไทยและอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ในฐานะกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่รัฐไทยได้เข้าไปเป็นรัฐภาคี เนื่องจากหลักการห้ามผลักดันกลับและสิทธิของบุคคลที่จะไม่ถูกซ้อมทรมาน ถือเป็นหลักกฎหมายที่มีผลบังคับโดยเด็ดขาด และรัฐจะต้องไม่อ้างข้อเท็จจริงใด ๆ มาเป็นข้อสงวนหรือข้อยกเว้นที่จะไม่ปฏิบัติตาม พร้อมกันนั้นสิทธิของบุคคลที่จะไม่ถูกซ้อมทรมาน ยังเป็น ‘สิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้’ (non-derogable rights) ของมนุษย์ ไม่ว่าในสภาวะฉุกเฉิน เหตุเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ สงคราม สภาวะความไม่สงบ เจ้าหน้าที่รัฐย่อมไม่สามารถนำมาอ้างเป็นเหตุความชอบธรรมเพื่อกระทำการดังกล่าวได้
นอกจากนี้ แม้พระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ของไทย ไม่ได้มีบทบัญญัติที่เชื่อมโยงโดยนำแนวคิดตามหลักการห้ามผลักดันกลับหรือมีการรับรองสถานะผู้ลี้ภัย แต่อีกด้านหนึ่ง หลักความเสมอภาค หลักการห้ามเลือกปฏิบัติ และหลักการห้ามผลักดันกลับ ถือเป็นหลักการสำคัญที่ประกันสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อนำมาคัดค้านหรือไม่สนับสนุนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่แอบแฝงขบวนการกดปราบข้ามชาติหรือมีนัยทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง10ณัฐพล ชิณะวงศ์, การพัฒนาหลักประกันการคุ้มครองสิทธิของจำเลยในคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551, วารสารกระบวนการยุติธรรม, ปีที่ 14 เล่มที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564, หน้า 12.
การที่รัฐไทยส่งผู้ลี้ภัยชาวอูยกูร์กลับไปยังประเทศจีนซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2558 มีประเด็นว่า เป็นการส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยมีนัยแอบแฝงเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากว่าการส่งกลับนั้นไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล ทั้งที่ผู้ถูกส่งตัวไม่ยินยอม และมีประเด็นว่า อาจเป็นการผลักดันให้กลับไปเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายที่ได้ลี้ภัยมา อันถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและได้ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศลงไปอย่างมาก ดังนั้น เมื่อย้อนกลับมากรณีของ อี ควิน เบดั๊บ จึงเป็นโอกาสอันดีที่รัฐไทยจะได้ฟื้นฟูภาพลักษณ์ที่เคยสูญเสียไปตั้งแต่ยุคของรัฐบาลเผด็จการทหาร ด้วยการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย ไม่ส่งตัว อี ควิน เบดั๊บ กลับไปยังประเทศที่เขาหนีอันตรายมาอย่างที่เคยได้กระทำต่อชาวอูยกูร์
สุดท้ายนี้ สิ่งที่รัฐไทยควรต้องปฏิบัติสำหรับคดีของ อี ควิน เบดั๊บ คือ การถอนฟ้อง ยุติการดำเนินคดีต่อเขา และสนับสนุนช่วยเหลือให้เขาสามารถเดินทางไปยังประเทศที่สามโดยสวัสดิภาพ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการ ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ทั้งตามอนุสัญญาการซ้อมทรมานฯ และปฏิบัติตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศว่าด้วยหลักการห้ามผลักดันกลับ ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการขบวนการกดปราบข้ามชาติ และเป็นการรับรองว่า “ทุกคนมีสิทธิที่จะแสวงหาและได้ที่ลี้ภัยในประเทศอื่นจากการประหัตประหาร” ตามบทบัญญัติปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อที่ 14
- 1เจณิตตา จันทวงษา, “การกดปราบผู้ลี้ภัยข้ามชาติ: ปัญหาและทางออกใต้เงาพันธมิตรเผด็จการอาเซียน”, 19 กรกฎาคม 2566, The101, https://www.the101.world/transnational-repression-in-sea/ (สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567).
- 2เรื่องเดียวกัน.
- 3Freedom House, “Case Study: Thailand,” Defending Democracy in Exile: Policy Responses to Transnational Repression, 2022.
- 4“แถลงการณ์ข้อเสนอแนะต่อกรณีการจับผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม และข้อห่วงใยต่อการส่งตัวบุคคลไปสู่อันตรายในประเทศเวียดนาม,” 14 มิถุนายน 2567, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, https://crcfthailand.org/2024/06/14/statement-of-recommendations-regarding-the-capture-of-vietnamese-refugees/ (สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567)
- 5อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ข้อ 33(1) รัฐภาคีผู้ทำสัญญาจะไม่ขับไล่หรือส่งกลับ (ผลักดัน) ผู้ลี้ภัยไม่ว่าจะโดยลักษณะใด ๆ ไปยังชายแดนแห่งดินแดนซึ่ง ณ ที่นั้น ชีวิตหรืออิสรภาพของผู้ลี้ภัยอาจได้รับการคุกคามด้วยสาเหตุ ทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพ ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าทางสังคมหรือทางความคิดด้านการเมือง
- 6คอมมอนสคูล, “หลักการห้ามผลักดันกลับและปัญหาในทางปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยในระบบกฎหมายไทย”, 25 มีนาคม 2565, คณะก้าวหน้า, https://progressivemovement.in.th/article/common-school/6947 (สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567)
- 7เรื่องเดียวกัน.
- 8ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, “หลักการห้ามผลักดันไปเผชิญอันตราย (Non-Refoulement) กับประเทศไทย: กรณีโรฮิงญา”, 23 พฤษภาคม 2558, ประชาไท, https://prachatai.com/journal/2015/05/59440 (สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567)
- 9UN General Assembly, Convention Against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment, 10 December 1984, United Nations, Treaty Series, vol. 1465, p. 85, art. 3 (1) “No State party shall expel, return (refouler) or extradite a person to another State where there are substantial grounds for believing that the person would be in danger of being subjected to torture แปลโดย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ อ้างใน คอมมอนสคูล, “หลักการห้ามผลักดันกลับและปัญหาในทางปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยในระบบกฎหมายไทย”, 25 มีนาคม 2565, คณะก้าวหน้า, https://progressivemovement.in.th/article/common-school/6947 (สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567)
- 10ณัฐพล ชิณะวงศ์, การพัฒนาหลักประกันการคุ้มครองสิทธิของจำเลยในคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551, วารสารกระบวนการยุติธรรม, ปีที่ 14 เล่มที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564, หน้า 12.





