แจ้งเหตุทรมานฯ ปรากฏข่าวรายงานพลทหารถูกทรมานระหว่างทำโทษ 2 กรณีติด

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เข้าแจ้งเหตุการณ์ทรมานและกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ศูนย์ป้องกันการทรมาน สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 กรณีมีข่าวเผยแพร่ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2567 ว่ามีพลทหารที่ศูนย์ปฏิบัติการบ้านนอแล ชายแดนไทย-พม่า ถูกนายสิบกับพวกสั่งให้ถอดเสื้อผ้าแล้วให้ยืนตากฝน ประมาณ 6 ชั่วโมงระหว่างตากฝนก็โดนทั้งตบทั้งกระทืบ จนบางคนสลบ  ต่อมาในวันที 7 สิงหาคม 2567 ปรากฏข่าวเผยแพร่ออนไลน์ ว่ามีพลทหารที่มณฑลทหารบกที่ 37 จังหวัดเชียงราย ถูกจ่ากองร้อยทำโทษด้วยการสั่งให้ถอดเสื้อผ้า และคลานไปกับพื้นปูน ทั้งสองกรณีอยู่ในการบังคับบัญชาของแม่ทัพภาคที่ 3 ทั้งสองกรณีอีกด้วย มูลนิธิฯ เห็นว่าทั้งสองกรณี เข้าเงื่อนไขเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

อนึ่ง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 หลังการประชุม กมธ.วิสามัญเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพ ฯ สภาผู้แทนราษฎร ห้อง N402 มูลนิธิผสานฯ ได้ยื่นหนังสือกับ สุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีรักษาการ)  ขอให้รัฐมนตรีตรวจสอบทั้งสองกรณีอีกด้วย

การแจ้งเหตุทรมานฯ ทั้งสองกรณีเป็นการร้องเรียนถึงอัยการสูงสุดและผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย  ตามม. 29 พ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ ที่ระบุว่า “ผู้ใดพบเห็นหรือทราบการทรมาน การกระทําที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือ ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทําให้บุคคลสูญหาย ให้แจ้งพนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ชักช้า” เพื่อให้ตรวจสอบว่าเป็นการกระทำทรมาน ตามมาตรา 51พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

มาตรา 5 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม

(2) ลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่ากระทำของผู้นั้นหรือบุคคลที่สาม

(3) ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม

(4) เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน และเป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 62 พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

มาตรา 6 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจที่มิใช่การกระทำความผิดตามมาตรา 5 ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของพ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ หรือไม่

แม้กองทัพบกจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว แต่มูลนิธิผสานฯ เห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการตรวจสอบภายในของเจ้าหน้าที่ทหารเพียงเท่านั้น อาจก่อให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดขึ้นได้ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้บังคับใช้กฎหมายพ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ โดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดเช่นนี้ต่อประชาชนทุกคนอีกต่อไป

กรณีการกระทำผิดที่เข้าข่ายเป็นการละเมิดพ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั้งที่ปรากฏต่อหน้าสื่อมวลชน ทั้งที่มีผู้มาร้องเรียนและทั้งที่ถูกปกปิดเป็นเรื่องลับในหน่วยงานโดยเฉพาะในหน่วยงานสังกัดของทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงฝ่ายต่างๆ หากมีการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ตามพ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ และชี้แจงต่อกรณีเหล่านี้ได้จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อหน่วยงานรัฐมากยิ่งขึ้น

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชน และประชาชน ร่วมติดตามความคืบหน้าของกรณีการลงโทษพลทหารทั้งสองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการฝึกฝนพลทหารเกณฑ์รวมไปถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง จะตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน และไม่เป็นการละเมิดสิทธิฯ บุคคลใด โดยปัจจุบันประเทศไทยมี พ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ โดยมีเจตนารมณ์เพื่อมุ่งป้องปรามการกระทำทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับให้บุคคลสูญหาย โดยเป็นสิทธิสัมบูรณ์ที่จะคุ้มครองบุคคลทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะในสถานที่ใดหรือในสถานการณ์ใด เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศไทยจะปลอดจากการกระทำผิดอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงดังกล่าว และสามารถยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดในเจ้าหน้าที่รัฐได้ในที่สุด

Author

  • 1
    พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

    มาตรา 5 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

    (1) ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม

    (2) ลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่ากระทำของผู้นั้นหรือบุคคลที่สาม

    (3) ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม

    (4) เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด

    ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน

  • 2
     พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

    มาตรา 6 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจที่มิใช่การกระทำความผิดตามมาตรา 5 ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์