“การจับกุมโดยพลการ” จากจังหวัดชายแดนใต้ถึงปฏิบัติการของ ICE ในอเมริกา

7 มกราคม 2569 เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากการฉลองปีใหม่ เรเน นิโคล กู๊ด ถูกยิงเสียชีวิตโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลาง ในเมืองมินนิอาโปลิส รัฐมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่อ้างว่ากู๊ดพยายามโจมตีเจ้าหน้าที่ ขณะที่พยานในที่เกิดเหตุระบุว่าเธอกำลังขับรถหนีเจ้าหน้าที่ที่สวมหน้ากาก

24 มกราคม 2569 อเล็กซ์ เพรตติ พยาบาลห้องไอซียูในมินนิอาโปลิส ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต ขณะที่เขาพยายามถ่ายภาพปฏิบัติการของกองกำลังจากรัฐบาลกลาง

ทั้งเรเน นิโคล กู๊ด และอเล็กซ์ เพรตติ ต่างเป็นพลเมืองของสหรัฐฯ และเสียชีวิตจากปฏิบัติการที่เรียกว่า Operation Metro Surge โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ พวกเขาทั้งคู่ยังอาศัยอยู่ในเมืองมินนิอาโปลิส ที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลบภัย” หรือ Sanctuary City สำหรับผู้อพยพ โดยมีผู้อพยพชาวโซมาเลีย ลาติน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสังหาร “จอร์จ ฟลอยด์” ชายผิวดำ ต่อหน้าสาธารณชน ที่นำไปสู่การเคลื่อนไหว Black Lives Matter ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม Operation Metro Surge ปฏิบัติการจับกุมควบคุมตัวผู้อพยพโดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และเมื่อพิจารณารูปแบบของปฏิบัติการ ก็ดูจะคุ้นตาคนทั่วไปที่ติดตามการเมืองไม่น้อย โดยเฉพาะยุทธวิธีในการจับกุมผู้ต้องสงสัย ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น การจับกุมโดยพลการ (Arbitrary Arrest)

การจับกุมโดยพลการ (Arbitrary Arrest) คืออะไร

ตามกรอบการทำงานของสหประชาชาติ (UN Framework) การจับกุมที่เข้าข่ายเป็นการจับกุม “โดยพลการ” (Arbitrary Arrest) จะต้องเป็นการจับกุมที่ขาดฐานทางกฎหมาย เช่น เป็นการจับกุมโดยไม่มีหมายจับที่ถูกต้อง หรือไม่มีเหตุอันควรให้สงสัยที่ชัดเจนตามกฎหมาย ซึ่งมักจะเป็นการจับกุมโดยดูจากลักษณะหน้าตาหรือเชื้อชาติของผู้ต้องสงสัย มีการใช้กฎหมายที่คลุมเครือในการจับกุม เช่น การอ้างกฎหมายที่กว้างเกินไปเพื่อควบคุมตัวผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง หรือผู้ที่ออกมาประท้วงโดยสงบ รวมทั้งมีการเลือกปฏิบัติ และการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เช่น การไม่แจ้งสิทธิ์ให้ผู้ถูกจับกุมทราบ, ไม่แจ้งเหตุผลในการจับกุมทันที หรือการกักตัวไว้โดยไม่ให้พบทนายและไม่ส่งฟ้องศาลภายในเวลาที่กำหนด 

การจับกุมโดยพลการถือเป็นการจับกุมที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของการจับกุมควบคุมตัว ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ เช่น การทรมาน การบังคับสูญหาย หรือการฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

การจับกุมโดยพลการ ใน Operation Metro Surge 

Operation Metro Surge คือปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐอเมริกา (ICE) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ บังคับใช้กฎหมายต่อผู้อพยพครั้งใหญ่ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิอ้างว่า เป้าหมายของปฏิบัติการครั้งนี้ คือการจับกุมอาชญากรที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและกลุ่มมิจฉาชีพขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในปฏิบัติการของรัฐบาลกลางที่เป็นที่ถกเถียงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสหรัฐฯ เนื่องจากขนาดของปฏิบัติการที่ใหญ่ขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

ปฏิบัติการ Operation Metro Surge เริ่มขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2568 และต้นปี 2569 ที่เมืองมินนิอาโปลิส และเซนต์ปอล รัฐมินเนโซตา เมืองแฝด (Twin Cities) ในรัฐมินเนโซตา ที่มีนโยบายหลักคือการไม่สอบถามสถานะผู้อพยพ และไม่ส่งตัวผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรับรองให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเพื่อเนรเทศ เพื่อคุ้มครองชุมชนและส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณะ นั่นหมายความว่า การนำกำลังพลจากรัฐบาลกลางหลายพันนายเคลื่อนที่เข้าสู่มินนิอาโปลิสและเซนต์ปอลครั้งนี้อาจไม่ได้รับการยินยอมจากรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการครั้งนี้ยังขัดต่อกฎหมายของท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด

ในระยะแรกของปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลาง อันประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จาก ICE และหน่วยยุทธวิธีตรวจคนเข้าเมือง (Border Patrol Tactical Unit – BORTAC) ที่ปฏิบัติหน้าที่ในมินนิอาโปลิสและเซนต์ปอลสูงสุดอยู่ที่ 3,000 นาย ทว่าภายหลังลดจำนวนลง เหลือ 2,000 นาย โดยเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบจะสวมหน้ากาก ติดอาวุธ และมักจะไม่แสดงตัวตนอย่างชัดเจน

สำหรับยุทธวิธีที่ใช้ในปฏิบัติการ และถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย การใช้หมายค้นหรือหมายจับทางปกครอง (Administrative Warrants) ที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ ICE และไม่ใช่หมายศาล ที่ต้องมีผู้พิพากษาลงนาม, การตรวจค้นโดยไม่มีเหตุอันควรให้สงสัย 

โดยเฉพาะชาวต่างชาติ, การบุกตรวจค้นในพื้นที่เปราะบาง เช่น โรงพยาบาลและโรงเรียน, การจับกุมแบบเหวี่ยงแห ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีเอกสารครบถ้วนหรือเป็นพลเมืองสหรัฐฯ รวมทั้งการใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับประชาชนมือเปล่า

ผลจากปฏิบัติการตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 มีการจับกุมอาชญากรที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย กว่า 4,000 คน เฉพาะในมินเนโซตา อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกัน มีผู้ถูกควบคุมตัวเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวโดย ICE จำนวน 32 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี นอกจากนี้ เฉพาะในเดือนมกราคม 2569 มีผู้เสียชีวิตจากการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ ICE ไปแล้วอย่างน้อย 8 ราย โดยในจำนวนนี้ มีพลเรือนสหรัฐฯ 2 ราย ได้แก่ เรเน นิโคล กู๊ด และอเล็กซ์ เพรตติ ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการชุมนุมต่อต้าน ICE ทั่วสหรัฐฯ ในที่สุด

เมื่อพิจารณาจากลักษณะเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติการ และผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง จะเห็นได้ว่า ปฏิบัติการ Operation Metro Surge ไม่เพียงแต่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังละเมิดบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาฉบับที่ 4 (4th Amendment) ที่กำหนดให้ตำรวจต้องมีหมายค้น (Warrant) ที่ออกโดยศาล และต้องแสดง “เหตุอันควรเชื่อได้” (Probable Cause) เท่านั้น จึงจะทำการตรวจค้นตัว บ้านเรือน เอกสาร หรือยึดทรัพย์สินได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่ามีผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่คนใดถูกลงโทษจากการสังหารเรเน นิโคล กู๊ด และอเล็กซ์ เพรตติ ยิ่งกว่านั้น เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในปฏิบัติการครั้งนี้ยังได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ได้แก่ มาตราว่าด้วยอำนาจสูงสุด (Supremacy Clause) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา (มาตรา 6 วรรค 2) ที่กำหนดให้รัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐบาลกลาง และสนธิสัญญาของสหรัฐฯ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่ากฎหมายของมลรัฐ (State Laws) เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดความขัดแย้งกัน กฎหมายรัฐบาลกลางจะมีผลบังคับใช้ และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางจะได้รับการปกป้องจากถูกพิจารณาคดีในศาลของมลรัฐ จากการปฏิบัติงานในหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลกลาง อีกทั้งยังมีหลักความคุ้มครองโดยชอบธรรม (​Qualified Immunity) เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจจากการถูกฟ้องร้องคดีแพ่งในขณะปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่ละเมิด “สิทธิทางกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน”

การจับกุมโดยพลการในสามจังหวัดชายแดนใต้

เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ปะทุขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2547 องค์ประกอบสำคัญที่เอื้อให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเด็ดขาด จนนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในพื้นที่ คือ “กฎหมายพิเศษ” อันประกอบด้วยพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 (กฎอัยการศึก), พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก. ฉุกเฉิน) และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ. ความมั่นคง) ที่ไม่เพียงให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการจับกุมควบคุมตัวบุคคล หรือบุกค้นบ้านเรือนและชุมชนได้อย่างไม่จำกัดเท่านั้น แต่ยังสร้างภาวะยกเว้นทางกฎหมาย ที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่

โดยทั่วไป กฎอัยการศึกและ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มักใช้ควบคู่กันไปในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวคือ กฎอัยการศึกให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ ได้นาน 7 วัน โดยไม่ต้องขอหมายศาลหรือไม่ต้องปรากฏตัวต่อหน้าศาล จากนั้น เมื่อครบกำหนด 7 วัน เจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อขยายเวลาการควบคุมตัวต่อไปได้ไม่เกิน 30 วัน ผลที่ตามมาคือ ผู้ต้องสงสัยจะถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหารได้นานถึง 37 วัน โดยไม่ต้องมีการตั้งข้อหา ไม่ได้พบทนายความ หรือปรากฏตัวต่อหน้าผู้พิพากษา ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการจับกุมควบคุมตัว เช่นเดียวกับการปิดล้อมและตรวจค้น กฎหมายพิเศษเหล่านี้ยังเอื้อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจค้นบ้านเรือนหรือชุมชนได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น

สำหรับ พ.ร.บ. ความมั่นคง ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 เป็นกฎหมายที่เน้นการป้องกัน ควบคุม แก้ไข และฟื้นฟูสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงภายใน โดยเน้นการบูรณาการหน่วยงานรัฐและประชาชน ใช้ในยามปกติหรือสถานการณ์ที่ยังไม่ร้ายแรงเท่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน โดยให้อำนาจแก่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก รวมทั้งมีการขยายเวลาประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ตาม พ.ร.บ. ความมั่นคง) มาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีมติ ครม. ขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ ปี 2565 โดยกลุ่มด้วยใจ ระบุว่า มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยภายใต้การบังคับใช้กฎอัยการศึก และพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจํานวน 158 คน ในจํานวนนี้มีผู้หญิง 10 คน

กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจอันล้นเกินแก่เจ้าหน้าที่รัฐ เปิดโอกาสให้มีการจับกุมโดยพลการ ไม่ว่าจะเป็นการที่เจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยเฉพาะกิจ หรือทหารพรานบุกค้นบ้านเรือนของประชาชนในยามวิกาลโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และการจับกุมควบคุมตัวโดยปราศจากพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ เช่น หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกจับกุมควบคุมตัวมักเป็นชาวมุสลิม

นอกจากการจับกุมควบคุมตัวโดยพลการ ไร้ซึ่งหมายค้นหรือหมายจับ รวมทั้งไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ สิ่งที่ตามมาคือการนำตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวไปยัง “ศูนย์ซักถาม” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ควบคุมตัวและซักถามผู้ต้องสงสัยอย่างไม่เป็นทางการ โดยส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ในค่ายทหาร ซึ่งเป็นสถานที่ปิดลับ หน่วยงานภายนอกไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้ อีกทั้งผู้ที่ถูกควบคุมตัวยังไม่สามารถติดต่อทนายความ ครอบครัว หรือขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายได้

การควบคุมตัวเป็นระยะเวลานานภายในสถานที่ปิดลับ โดยไม่มีการแจ้งครอบครัว ทนายความ หรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาตรวจสอบ จึงอาจนำไปสู่การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐได้ในที่สุด

รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ในจังหวัดชายแดนใต้ 2557-2558 ได้จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ หรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ได้ทั้งสิ้น 54 กรณี แบ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในปี 2557 จำนวน 17 กรณี และกรณีที่เกิดขึ้นในปี 2558 จำนวน 15 กรณี นอกจากนั้น อีก 22 กรณีเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างปี 2547-2556 ผู้เสียหายทั้งหมดเป็นชาวมุสลิม สัญชาติไทย เชื้อสายมลายู 

นอกจากนี้ รายงานยังระบุถึงข้อกล่าวหาที่ว่า เจ้าหน้าที่ใช้วิธีการทรมานอย่างเป็นระบบ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ กล่าวคือเป็นการกระทำทรมานเป็นประจำโดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกเป็นอย่างดี วิธีการทรมานได้แก่ การข่มขู่ การจำลองวิธีประหารชีวิต การซักถามที่ใช้เวลานานโดยไม่ให้พักผ่อน การขังเดี่ยว การทำให้สูญเสียประสาทสัมผัส การทุบตีทำร้ายร่างกาย การทำให้สำลักหรือบีบคอ การทำให้จมน้ำ การให้อยู่ในห้องที่ร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไป เป็นต้น

ล่าสุด เมื่อช่วงปลายปี 2568 เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) ได้เปิดเผยสถิติเกี่ยวกับการควบคุมตัวโดยกฎหมายพิเศษระหว่างปี 2562 – 2568 โดยระบุว่า ในช่วงปีดังกล่าว มียอดผู้ถูกควบคุมตัวโดยกฎหมายพิเศษทั้งสิ้น 764 คน โดยในเดือนมกราคม 2568 มีรายงานการจับกุมโดยพลการอย่างน้อย 41 กรณี และตลอดปี 2568 จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวโดยการบังคับใช้กฎหมายพิเศษทั้งหมด 192 คน ส่วนใหญ่เป็นชายชาวมุสลิม อายุระหว่าง 26 – 35 ปี

สำหรับประเด็นเรื่องความรับผิดรับชอบของเจ้าหน้าที่ กฎหมายพิเศษทั้งสามฉบับมีบทบัญญัติที่ยกเว้นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ต่อความเสียหายที่เกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ กล่าวคือ กฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่ยกเว้นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ทหาร (Indemnity) เพื่อให้สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยได้อย่างเต็มที่ในภาวะจลาจลหรือสงคราม โดยลดกลไกตรวจสอบอำนาจลง นั่นทำให้ในมาตรา 16 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการใช้อำนาจตามหน้าที่ ขณะเดียวกัน มาตรา 17 ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก็ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยจากการปฏิบัติหน้าที่ หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ เช่นเดียวกับใน พ.ร.บ. ความมั่นคง ที่เจ้าหน้าที่รัฐจะ ได้รับการคุ้มครอง หากปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ

ตัวอย่างผลกระทบที่สำคัญจากการใช้อำนาจล้นเกินภายใต้กฎหมายพิเศษ คือเหตุการณ์ตากใบ เมื่อปี 2547 ที่ลุกลามจากการชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวชุดอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) สู่การสลายการชุมนุม และคร่าชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์รวม 85 ราย โดยในจำนวนนี้ 78 ราย เสียชีวิตจากวิธีการควบคุมตัวและลำเลียงอย่างทารุณ ไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ. ปัตตานี ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุออกไปกว่า 100 กม. อย่างไรก็ตาม จากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาคนใดถูกดำเนินคดี และคดีนี้หมดอายุความไปเมื่อปี 2567 เช่นเดียวกับคดีอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ผลกระทบของการจับกุมโดยพลการต่อสิทธิมนุษยชน

ปฏิบัติการ Operation Metro Surge ในรัฐมินเนโซตา และการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีลักษณะร่วมกัน ตั้งแต่ลักษณะการปิดบังตัวตนของเจ้าหน้าที่ ยุทธวิธี กลุ่มเป้าหมาย และกฎหมายที่รองรับปฏิบัติการ ล้วนสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นเป้าหมายของปฏิบัติการ และสร้างความหวาดระแวงซึ่งกันและกันในชุมชน นอกจากนี้ การจับกุมควบคุมตัวโดยพลการ ซึ่งไม่มีหลักประกันสิทธิในแง่กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งการถูกละเมิดสิทธิขณะถูกจับกุม ยังสร้างความบอบช้ำและบาดแผลทางจิตใจให้กับผู้ที่ถูกจับกุมและคนรอบข้าง

ลึกลงไปในปฏิบัติการเหล่านี้จึงล้วนแฝงไปด้วยความคลุมเครือ การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้สัดส่วน การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการลอยนวลพ้นผิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขยายพื้นที่อำนาจของรัฐจนล้ำเส้นและเบียดขับพื้นที่สิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะฉะนั้น ทั้ง Operation Metro Surge และการจับกุมควบคุมตัวโดยพลการที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในจังหวัดชายแดนใต้ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง “ตำรวจจับโจร” แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

อินโฟกราฟิก : อัญมณี แก้วอะโข

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts